ผลของการใช้กลยุทธ์การอ่านแบบเมตาคอกนิชันร่วมกับการอ่านอย่างกว้างขวางที่มีต่อความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสระหลวงพิทยาคม จังหวัดพิจิตร

THE EFFECT OF METACOGNITIVE READING STRATEGIES COMBINED WITH EXTENSIVE READING ON ENGLISH READING COMPREHENSION AMONG GRADE-9 STUDENTS AT SALUANG PHITTHAYAKOM SCHOOL, PHICHIT

ผู้แต่ง

  • ณัฐนิชา วิเชียรสรรค์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
  • Assistant Professor Dr.Henry Yuh Anchunda มหาวิทยาลัยนเรศวร

คำสำคัญ:

กลยุทธ์การอ่านแบบเมตาคอกนิชัน, การอ่านอย่างกว้างขวาง, ความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ

บทคัดย่อ

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังการเรียนโดยใช้กลยุทธ์การอ่านแบบเมตาคอกนิชันร่วมกับการอ่านอย่างกว้างขวาง  และ 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้กลยุทธ์การอ่านแบบเมตาคอกนิชันร่วมกับการอ่านอย่างกว้างขวาง โดยมีกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 จำนวน 43 คน ของโรงเรียนสระหลวงพิทยาคม อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร ซึ่งได้มาด้วยวิธีการสุ่มโดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กลยุทธ์การอ่านแบบเมตาคอกนิชันร่วมกับ
การอ่านอย่างกว้างขวาง เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ 2) แบบทดสอบทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้กลยุทธ์การอ่านแบบเมตาคอกนิชันร่วมกับการอ่านอย่างกว้างขวาง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระต่อกัน

            ผลการวิจัย พบว่า 1) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนโดยใช้กลยุทธ์การอ่านแบบเมตาคอกนิชัน
ร่วมกับการอ่านอย่างกว้างขวาง มีทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจหลังเรียน (  = 22.79, S.D. = 2.51) สูงกว่าก่อนเรียน (  = 11.77, S.D. = 2.18) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 22.57) และ 2) นักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (  = 4.71, S.D. = 0.45)
โดยรายการที่มีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจสูงสุดคือ ด้านประโยชน์ที่ได้รับ รองลงมาคือ ด้านกระบวนการสอนและกิจกรรมการเรียนรู้ ด้านผู้สอนและบรรยากาศในการเรียนรู้ ด้านการวัดผลและประเมินผล และด้านเนื้อหา ตามลำดับ

เอกสารอ้างอิง

กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน.

กรมวิชาการ. (2542). แนวการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ฉบับทดลองใช้ พ.ศ. 2542). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภา.

กฤษฎา โพธิ์ชัยรัตน์. (2556). ทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 6 ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแตกต่างโดยกิจกรรมการอ่านแบบกว้างขวาง. ขอนแก่น: มหาวิทยาลัยขอนแก่น.

ณัฏฐิณี ทินวงษ์. (2554). การพัฒนาความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นโดยใช้เทคนิคการสอนแบบร่วมมือ. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยขอนแก่น.

วิกรม จันทรจิตร และ ภัทรธีรา เทียนเพิ่มพูล. (2564). การพัฒนาความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้ กลยุทธ์การเรียนรู้แบบเมตาคอกนิชันของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2. วารสารวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์, 13(2), 101–112.

ศุภนิดา สิงห์เขาภู และ สมัย วรรณอุดร. (2567). ผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้การอ่านอย่างกว้างขวางร่วมกับกลยุทธ์เมตาคอกนิชันที่มีต่อความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนมัธยมศึกษา ตอนต้น. วารสารวิจัยและพัฒนาทางการศึกษา, 18(1), 25–38.

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2566). บทสรุปสำหรับผู้บริหาร ผลการประเมิน PISA 2022. [Online]. Available: https://pisathailand.ipst.ac.th/pisa/reports/2022. [2569, กุมภาพันธ์ 24].

สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2562). แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560–2579 ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2562. กรุงเทพฯ: สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา.

สำนักงานวิชาการและมาตรฐานการศึกษา. (2551). มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ). กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน.

สุดใจ จันทร์คง. (2550). การใช้กิจกรรมการอ่านแบบมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่าน เพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ.

สุภัค อินทรปรีชา. (2564). การพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้กลวิธีการอ่านแบบเมตาค็อกนิชัน ร่วมกับการอ่านอย่างกว้างขวางของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

สรณบดินทร์ ประสารทรัพย์. (2561). ผลของการใช้กลวิธีการเรียนรู้แบบเมตาคอกนิชันที่มีต่อความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตร มหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

เสาวภา สุขเฉลิมชัย. (2556). การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้วิธีการอ่านแบบกว้างขวาง. อุดรธานี: มหาวิทยาลัยราชภัฏ อุดรธานี.

อัจฉรา ตั้งจิตสมคิด. (2563). การอ่านเพื่อสร้างความเข้าใจและการรู้คิด. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย.

Baker, L., & Brown, A. L. (1984). Metacognitive skills and reading. In P. D. Pearson (Ed.), Handbook of reading research (pp. 353–394). New York: Longman.

Bamgbose, A. (2000). Language and exclusion: The consequences of language policies in Africa. Münster: LIT Verlag.

Best, J. W. (1981). Research in education (4th ed.). Englewood Cliffs, NJ: Prentice-Hall.

Day, R. R., & Bamford, J. (2002). Top ten principles for teaching extensive reading. Reading in a Foreign Language, 14(2), 136–141.

European Commission. (2012). First European survey on language competences: Final report. Brussels: European Commission.

Flavell, J. H. (1979). Metacognitive and cognitive monitoring: A new area of cognitive- developmental inquiry. American Psychologist, 34(10), 906–911.

Friedland, D., & Foster, L. (2025). Integrate reading & writing: Master 3. Compass Publishing.

Grabe, W., & Stoller, F. L. (2019). Teaching and researching reading (3rd ed.). New York: Routledge.

Kirkpatrick, A. (2010). English as a lingua franca in ASEAN: A multilingual model. Hong Kong: Hong Kong University Press.

Likert, R. (1932). A technique for the measurement of attitudes. Archives of Psychology, 22(140), 1–55.

Paris, S. G., & Hamilton, E. E. (2009). The development of children's reading comprehension. In S. E. Israel & G. G. Duffy (Eds.), Handbook of research on reading comprehension (pp. 32–53). New York: Routledge.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-10-30

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิจัย