วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc
<p><strong>วารสารเสียงธรรมจากมหายาน</strong> เป็นวารสารที่มุ่งเน้นการเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการที่มีคุณภาพในด้านพระพุทธศาสนา ปรัชญา ศึกษาศาสตร์ นิติศาสตร์ และสหวิทยาการ โดยเปิดรับผลงานจากคณาจารย์ นักวิจัย นักวิชาการ และบุคคลทั่วไปที่สนใจพัฒนาความรู้และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสาขาวิชาเหล่านี้</p> <p>วารสารให้ความสำคัญกับการกลั่นกรองบทความผ่านกระบวนการ Peer Review จากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 3 ท่าน เพื่อให้มั่นใจว่าบทความที่ตีพิมพ์มีคุณภาพและตรงตามมาตรฐานทางวิชาการ</p>
ดร.สุริยา แสงอินตา
th-TH
วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2985-2706
-
ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานที่มีต่อมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8784
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนก่อนและหลังการเรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน 3) เปรียบเทียบมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนระหว่างกลุ่มที่เรียนด้วยการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานกับกลุ่มที่เรียนแบบปกติ 4) ศึกษาเจตคติที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน หลังการเรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/12 โรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา 3 จำนวน 32 คน ด้วยการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Sampling) โดยมีห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ที่ใช้การจัดการเรียนรู้แบบปกติ เรื่อง ความน่าจะเป็น ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/13 จำนวน 4 แผน แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานเรื่อง ความน่าจะเป็น ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/12 จำนวน 4 แผน แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน แบบวัดมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียน และแบบวัดเจตคติที่มีต่อวิชาคณิตศาสตร์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test Dependent และ t-test Independent</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าประสิทธิภาพทของแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ความน่าจะเป็น ตามเกณฑ์การประเมินประสิทธิภาพของกระบวนการและประสิทธิภาพผลลัพธ์ มีค่า 89.43/86.57 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด 80/80 2) ผลการประเมินมโนทัศน์ทางการเรียนคณิตศาสตร์หลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน เรื่อง ความน่าจะเป็น สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีค่าเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 9.23 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.17 และค่าเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 17.31, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.43 3) ผลการประเมินมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนระหว่างกลุ่มที่เรียนด้วยการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานสูงกว่ากลุ่มที่เรียนแบบปกติ เรื่อง ความน่าจะเป็น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีค่าเฉลี่ยของกลุ่มควบคุม เท่ากับ 14.81, S.D. เท่ากับ 2.442 และค่าเฉลี่ยของกลุ่มทดลอง เท่ากับ 17.31, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.43 4) ผลการวัดเจตคติทางการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนหลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน เรื่อง ความน่าจะเป็น อยู่ในระดับมาก โดยมีเฉลี่ยรวมเท่ากับ 4.45 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.64 </p>
ฐิติมา ศรีหรั่ง
วสันต์ เดือนแจ้ง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-06-30
2026-06-30
12 3
1
13
-
ผลการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดเกมมิฟิเคชันที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8797
<p>การวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง สถิติ 2 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดเกมมิฟิเคชัน 2) เปรียบเทียบทักษะการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ของนักเรียน<br />ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดเกมมิฟิเคชัน และ 3) ศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดเกมมิฟิเคชัน เรื่อง สถิติ 2 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียน<br />ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา 3 จำนวน 36 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดเกมมิฟิเคชัน เรื่อง สถิติ 2 โดยใช้กลไกคะแนน ระดับขั้น กระดานจัดอันดับ ความท้าทาย รางวัล <br />การแข่งขัน และกฎกติกา เป็นองค์ประกอบพื้นฐานของเกมมิฟิเคชันในงานวิจัยนี้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบทดสอบวัดทักษะการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ ซึ่งประกอบด้วยแบบทดสอบวัดทักษะการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ด้านการเขียนและแบบทดสอบวัดทักษะการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ด้านการพูด และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t – test dependent</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดเกมมิฟิเคชันมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังได้รับการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนได้รับการจัดการเรียนรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยก่อนได้รับ<br />การจัดการเรียนรู้ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.75 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 23.75 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 4.11 และหลังได้รับการจัดการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 16.08 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 80.42 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.77 <br />2) คะแนนทักษะการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดเกมมิฟิเคชัน หลังเรียน<br />สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 โดยก่อนได้รับการจัดการเรียนรู้ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 5.94 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 11.00 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 6.87 และหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 48.75 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 90.28 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 3.94 3) ระดับความพึงพอใจของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดเกมิฟิเคชัน อยู่ในระดับความพึงพอใจมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.64 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.09</p>
ศิรัชชา เรือนรื่น
กนิษฐา เชาว์วัฒนกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-06-30
2026-06-30
12 3
14
25
-
การศึกษาภาวะผู้นำแบบคล่องตัวของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 2
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8545
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำแบบคล่องตัวของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 2 2) เพื่อเปรียบเทียบภาวะผู้นำแบบคล่องตัวของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 2 จำแนกตามประสบการณ์ใน<br />การทำงาน และขนาดสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 120 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามแบบประมาณค่า (Rating scale) 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบสอบถาม 0.80 – 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นโดยรวมทั้งฉบับเท่ากับ 0.98 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปเพื่อหาความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว และการเปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธีการของเชฟเฟ่ (Scheffe’s method) ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำแบบคล่องตัวของผู้บริหารสถานศึกษา ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก<br />(=4.08, S.D.= 0.76) และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงลำดับจากค่าเฉลี่ยมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านการมีส่วนร่วม (=4.13, S.D.=0.79) ด้านการทำงานเป็นทีม (=4.11, S.D.=0.76)<br />ด้านความสามารถในการตัดสินใจ (=4.06, S.D.=0.75) และด้านความสามารถในการปรับตัว (=4.03, S.D.=0.74) ตามลำดับ 2) การเปรียบเทียบภาวะผู้นำแบบคล่องตัวของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามประสบการณ์ทำงานของผู้บริหาร พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีประสบการณ์การบริหารต่างกัน มีภาวะผู้นำแบบคล่องตัว โดยภาพรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) การเปรียบเทียบภาวะผู้นำแบบคล่องตัวของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามขนาดสถานศึกษา พบว่า ผู้บริหารที่มีขนาดสถานศึกษาต่างกัน มีภาวะผู้นำแบบคล่องตัว<br />ในภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน โดยผู้บริหารที่มีขนาดสถานศึกษาขนาดกลางขึ้นไป (=4.16, S.D.=0.77)<br />มีภาวะผู้นำแบบคล่องตัวสูงกว่าผู้บริหารที่มีขนาดสถานศึกษาขนาดเล็ก (=4.02, S.D.=0.68) ในทุกด้าน</p>
เพ็ญนภา ฉลาดเขียว
กิตติ วงษ์ชวลิตกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-06-30
2026-06-30
12 3
26
37
-
ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ ในสถานศึกษาสังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มเขตกรุงเทพตะวันออก
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8754
<p>การวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มเขตกรุงเทพตะวันออก 2) เพื่อศึกษาระดับการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ในสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มเขตกรุงเทพตะวันออก 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากับการเป็นองค์การ แห่งการเรียนรู้ในสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มเขตกรุงเทพตะวันออก 4) เพื่อศึกษา ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ ในสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มเขตกรุงเทพตะวันออก กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานสังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มเขตกรุงเทพตะวันออก จำนวน 357 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ใน การวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มเขตกรุงเทพตะวันออก โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มเขตกรุงเทพตะวันออก โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากับการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มเขตกรุงเทพตะวันออก มีความสัมพันธ์กันเชิงบวก โดยรวมเท่ากับ .899 อยู่ในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์รายด้านอยู่ระหว่าง .787 - .872 และ 4) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มเขตกรุงเทพตะวันออก โดยเรียงลำดับจากมากที่สุด ได้แก่ ด้านการพัฒนาคุณภาพครูและบุคลากร รองลงมาคือ ด้านการบริหารหลักสูตรและการสอน ด้านการสร้างบรรยากาศส่งเสริมการเรียนรู้ และด้านการนิเทศการศึกษาตามลำดับ โดยมีค่าสหสัมพันธ์พหุคูณของตัวแปรเท่ากับ .904 ค่าอำนาจการพยากรณ์ร้อยละ 81.70 ค่าความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้นจาก การพยากรณ์เท่ากับ .220 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สามารถสร้างสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบและคะแนนมาตรฐาน คือ</p> <p>Ŷ = 0.640 + 0.355X<sub>5</sub> + 0.201X<sub>2</sub> + 0.165X<sub>3</sub> + 0.138X<sub>4</sub></p> <p>Ẑ = 0.401Z<sub>5</sub> +0.222Z<sub>2</sub> + 0.179Z<sub>3</sub> + 0.159Z<sub>4</sub></p>
ปาริฉัตร รังศรีศักดิ์
เตือนใจ ดลประสิทธิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-06-30
2026-06-30
12 3
38
55
-
แนวทางพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาในการเสริมสร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานให้กับครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8456
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการเสริมสร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานให้กับครูของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เปรียบเทียบการเสริมสร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานให้กับครู จำแนกตามขนาดสถานศึกษา และ 3) ศึกษาแนวทางพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาในการเสริมสร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานให้กับครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 จำนวน 144 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูลคือผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 144 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test independent)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) การเสริมสร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานให้กับครูโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านการยอมรับและการให้การยกย่องมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด และด้านการให้รางวัลที่เหมาะสมมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด</p> <p>2) การเสริมสร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานให้กับครู จำแนกตามขนาดสถานศึกษาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยแตกต่างกันในด้านการสนับสนุนจากผู้นำและด้านการสื่อสารที่ดี และ 3) แนวทางพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาควรมุ่งเน้นการสนับสนุนทรัพยากรเอื้อต่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ ยอมรับและให้การยกย่องอย่างจริงใจโดยการแสดงความไว้วางใจและยอมรับศักยภาพ สร้างบรรยากาศการทำงานที่ดี มอบหมายงานที่ท้าทายอย่างเหมาะสม เปิดโอกาสให้ครูมีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและการให้รางวัลอย่างโปร่งใสและยุติธรรม เพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจและความผูกพันของครูต่อสถานศึกษา</p>
พัชราภรณ์ ธีระชวาลวงศ์
กานต์ เนตรกลาง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-06-30
2026-06-30
12 3
56
65
-
การพัฒนาแอปพลิเคชันฝึกสมาธิสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8739
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแอปพลิเคชันฝึกสมาธิสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 2) ศึกษาคุณภาพของแอปพลิเคชันฝึกสมาธิสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อแอปพลิเคชันฝึกสมาธิ กระบวนการออกแบบใช้ ADDIE Model พัฒนาแอปพลิเคชันฝึกสมาธิประกอบในหลักสูตรรายวิชาสมาธิพัฒนาปัญญาในสถานศึกษา สถาบันพลังจิตตานุภาพ สาขา 131 วัดวรดิตถาราม กลุ่มตัวอย่างคือ อาจาริยสาสมาธิ สอนหลักสูตรครูสมาธิของสถาบันพลังจิตตานุภาพสาขา 131 วัดวรดิตถาราม จำนวน 3 ท่าน และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนที่เข้าร่วม จำนวน 30 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แบบประเมินคุณภาพของแอปพลิเคชันฝึกสมาธิสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 2) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อแอปพลิเคชันฝึกสมาธิ สถิติที่ใช้คือ สถิติเชิงบรรยาย การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า แอปพลิเคชันฝึกสมาธิสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีคุณภาพจากการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญอยู่ในเกณฑ์คุณภาพเหมาะสมมาก (Mean=3.91, SD = 0.36) โดยมีฟังก์ชันที่สำคัญคือ การเลือกเวลาในการฝึกสมาธิและการสะท้อนคิดหลังฝึกสมาธิ และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีความพึงพอใจต่อแอปพลิเคชันฝึกสมาธิในระดับมาก (Mean=3.69, SD = 0.66) เช่นเดียวกัน โดยนักเรียนส่วนใหญ่สะท้อนคิดว่ามีความสงบและผ่อนคลายเพิ่มขึ้น</p>
สิริกร โตสติ
เรืองเดช ศิริกิจ
โชติ จันทร์วัง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-06-30
2026-06-30
12 3
66
77
-
MEDIATION EFFECT OF TEACHER’S COMMITMENT AND WORK MOTIVATION ON RELATIONSHIP BETWEEN TRANSFORMATIONAL LEADERSHIP AND JOB SATISFACTION OF TEACHERS IN PUBLIC KINDERGARTEN UNDER SHANDONG PROVINCE
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8438
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาองค์ประกอบของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง แรงจูงใจในการทำงาน ความผูกพันในการทำงาน และความพึงพอใจในงานของครูในโรงเรียนอนุบาลของรัฐบาลในจังหวัดซานตง (2) พัฒนาแบบจำลองตัวแปรคั่นกลางความผูกพันและแรงจูงใจในการทำงานของครูที่ส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงและความพึงพอใจในงานของครูในโรงเรียนอนุบาลของรัฐในจังหวัดซานตง และ (3) วิเคราะห์ผลกระทบทางตรงและทางอ้อมของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงต่อความพึงพอใจในงานของครูในโรงเรียนอนุบาลของรัฐบาลในจังหวัดซานตง สาธารณรัฐประชาชนจีน การวิจัยนี้ ประชากรเป็นครูในโรงเรียนอนุบาลของรัฐบาลในจังหวัดซานตง จำนวน 183,000 คน กำหนดกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยโดยใช้โปรแกรม G*Power จำนวน 423 คน และใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอนและการแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย สถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันและการวิเคราะห์สมการเชิงโครงสร้าง</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า (1) องค์ประกอบของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง มี 4 องค์ประกอบ ดังนี้ วิสัยทัศน์ การเป็นแบบอย่างทางศีลธรรม การกระตุ้นทางสติปัญญา และการดูแลรักษาบุคลากร ความพึงพอใจในงาน มี 5 องค์ประกอบ ดังนี้ ลักษณะงานที่ทำ สภาพแวดล้อม เงินเดือนและสวัสดิการ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและการได้รับการส่งเสริมพัฒนา แรงจูงใจในการทำงาน มี 2 องค์ประกอบ ดังนี้ แรงจูงใจภายนอกและแรงจูงใจภายใน และความผูกพันในการทำงาน มี 2 องค์ประกอบ ดังนี้ ความสามารถในการควบคุมตนเอง ความยืดหยุ่น และความคาดหวัง (2) แบบจำลองตัวแปรคั่นกลางความผูกพันและแรงจูงใจในการทำงานที่ส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงและความพึงพอใจในงานของครูในโรงเรียนอนุบาลของรัฐบาลในจังหวัดซานตง สอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (Chi-square = 189.416, df = 57, CMIN/DF = 3.323, CFI = 0.947, TLI = 0.927, SRMR = 0.060, RMSEA = 0.075) และ (3) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงส่งผลทางตรงเชิงบวกต่อความ พึงพอใจในงาน ความผูกพัน และแรงจูงใจในการทำงานของครู โดยมีค่าอิทธิพลทางตรง คิดเป็น 0.344, 0.675 และ 0.347 ตามลำดับ แรงจูงใจในการทำงานส่งผลทางตรงเชิงบวก (0.469) ต่อความพึงพอใจในงานของครู อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.01) นอกจากนี้พบว่าภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงส่งผลทางอ้อมต่อความพึงพอใจในงานของครูผ่านแรงจูงใจ และผ่านทั้งความผูกพันและแรงจูงใจในการทำงานของครู โดยค่าอิทธิพลทางอ้อมรวม เท่ากับ 0.355 แต่ความผูกพันไม่ส่งผลทางตรงต่อความพึงพอใจในงานของครู และภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงไม่ส่งผลทางอ้อมต่อความพึงพอใจในงานผ่านความผูกพันของครูในการทำงาน (p>.05)</p>
วัน ปิน
Sataporn Pruettikul
สุขุม มูลเมือง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-06-30
2026-06-30
12 3
78
90
-
การจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 (พระเจ้าเสือ) โดยใช้ท้องถิ่นเป็นฐาน เพื่อส่งเสริมสำนึกรักษ์ท้องถิ่นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนขยายโอกาส ในศูนย์ประสานงานสถานศึกษาโพทะเล 02 จังหวัดพิจิตร
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8707
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 (พระเจ้าเสือ) โดยใช้ท้องถิ่นเป็นฐาน และ 2) พัฒนาการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์โดยใช้ท้องถิ่นเป็นฐานเพื่อส่งเสริมสำนึกรักษ์ท้องถิ่นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ในศูนย์ประสานงานสถานศึกษาโพทะเล 02 จังหวัดพิจิตร พื้นที่วิจัยประกอบด้วยโรงเรียนวัดพร้าว โรงเรียนบ้านน้อย “ปรึกอุทิศ” และโรงเรียนชุมชนบ้านทุ่งน้อย (พิพัฒน์โสภณวิทยา) รวมทั้งแหล่งเรียนรู้สำคัญ ได้แก่ วัดโพธิ์ประทับช้าง และศาลสมเด็จพระเจ้าเสือ<br />ผู้ให้ข้อมูลหลักประกอบด้วย 3 กลุ่ม ได้แก่ ครูผู้สอนวิชาประวัติศาสตร์จำนวน 3 คน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 5 คน และผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจำนวน 3 คน และกลุ่มเป้าหมายในการทดลองใช้รูปแบบ<br />การเรียนรู้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แนวคำถามสัมภาษณ์<br />เชิงลึก แบบสังเกตแบบมีส่วนร่วม และชุดกิจกรรมการเรียนรู้ “ตามรอยพระเจ้าเสือ สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นพิจิตร” การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและการตีความเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนส่วนใหญ่มีความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าเสือในระดับพื้นฐาน โดยรับรู้ผ่านตำราเรียนและการถ่ายทอดของครู แต่ยังไม่สามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์กับบริบทท้องถิ่นได้อย่างเป็นระบบ สะท้อนให้เห็นข้อจำกัดของการจัดการเรียนรู้ที่เน้นการจดจำมากกว่าการสร้างความหมาย ในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ ผู้วิจัยได้ออกแบบและดำเนินการโดยใช้ รูปแบบ KINGSUEA Model ซึ่งเป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงระบบ ประกอบด้วยลำดับขั้นสำคัญ ได้แก่ (1) การกระตุ้นความรู้และสำรวจความรู้เดิมในชั้นเรียน (Knowledge Trigger) <br />(2) การสืบค้นและศึกษาข้อมูลจากแหล่งเรียนรู้ทั้งเอกสารและชุมชน (Inquiry & Investigation) (3) การเชื่อมโยงองค์ความรู้กับบริบทท้องถิ่นผ่านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Networking) (4) การสร้างสรรค์ชิ้นงานจากประสบการณ์เรียนรู้ (Group Production) และ (5) การสะท้อนผลและเสริมสร้างสำนึกรักษ์ท้องถิ่น (Evaluation & Reflection) <br />โดยบูรณาการกับกิจกรรมการเรียนรู้ 5 ฐาน ได้แก่ การเรียนรู้ในห้องเรียน การศึกษาตำนานท้องถิ่น การลงพื้นที่จริง การสร้างสื่อ และการสะท้อนคิด</p> <p>ผลการใช้รูปแบบดังกล่าวพบว่า ผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนใน 3 มิติ ได้แก่ (1) มิติด้านความรู้ ผู้เรียนมีความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับประวัติศาสตร์พระเจ้าเสือและสามารถวิเคราะห์หลักฐานทางประวัติศาสตร์ได้ <br />(2) มิติด้านความรู้สึก ผู้เรียนเกิดความภาคภูมิใจและความผูกพันต่อท้องถิ่น เห็นคุณค่าของแหล่งเรียนรู้ในชุมชนและ (3) มิติด้านพฤติกรรม ผู้เรียนมีการแสดงออกเชิงประจักษ์ เช่น การมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และเผยแพร่ความรู้ท้องถิ่น การสร้างสื่อประวัติศาสตร์ และการนำเสนอองค์ความรู้สู่สาธารณะ ขณะเดียวกัน ครูผู้สอนมีแนวทางในการจัดการเรียนรู้ที่เป็นระบบมากขึ้น สามารถออกแบบกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับบริบทท้องถิ่น และบูรณาการแหล่งเรียนรู้ในชุมชนเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
มินทร์ลดา คงอยู่
วศิน ปัญญาวุธตระกูล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-06-30
2026-06-30
12 3
91
102
-
กระบวนการจัดการเรียนรู้ภูมิศาสตร์เชิงวิพากษ์ เพื่อส่งเสริมความเป็นพลเมืองโลกด้านสิ่งแวดล้อม ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8507
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาในกระบวนการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความเป็นพลเมืองโลกด้านสิ่งแวดล้อมในสาระภูมิศาสตร์ สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 2) พัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้ภูมิศาสตร์เชิงวิพากษ์เพื่อส่งเสริมความเป็นพลเมืองโลกด้านสิ่งแวดล้อม โดยใช้ระเบียบ วิธีวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) ประชากร ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษในจังหวัดปทุมธานี 7 โรงเรียน รวม 4,038 คน กลุ่มตัวอย่างจำนวน 351 คน ได้จาก การสุ่มตามสูตรของ Krejcie และ Morgan ผู้ให้ข้อมูลเชิงลึก ได้แก่ ครูผู้สอนสาระภูมิศาสตร์ 7 คน และนักเรียน 14 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม แนวคำถามสัมภาษณ์ และแผนการจัดการเรียนรู้ภูมิศาสตร์เชิงวิพากษ์ กลุ่มเป้าหมายในการทดลองใช้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนธรรมศาสตร์คลองหลวงวิทยาคม ภาคเรียน ที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 40 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหาผลการวิจัยพบว่า สภาพการจัดการเรียนรู้อยู่ในระดับปานกลาง (x̄ = 2.94, S.D. = 0.52) โดยด้านผู้สอนมีค่าเฉลี่ยสูงสุด และด้านการวัดผลและประเมินผลต่ำสุด ทั้งนี้ปัญหาสำคัญที่พบคือ การจัดการเรียนรู้ยังเน้นการจดจำเนื้อหา ทางภูมิศาสตร์ มากกว่าการส่งเสริมการคิดเชิงวิพากษ์และการเชื่อมโยงปัญหาสิ่งแวดล้อมในระดับท้องถิ่นและระดับโลก กระบวนการจัดการเรียนรู้ภูมิศาสตร์เชิงวิพากษ์ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ได้แก่ การสร้างความตระหนักรู้ การวิเคราะห์เชิงพื้นที่ การเชื่อมโยงโครงสร้างสังคม การอภิปรายทางเลือก การผลิตสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลง และการสะท้อนคิด ผลการทดลองใช้พบว่า นักเรียนมีคุณลักษณะความเป็นพลเมืองโลกด้านสิ่งแวดล้อมโดยรวมอยู่ในระดับดีมาก (x̄ = 3.72, S.D. = 0.31) โดยด้านความรู้และความเข้าใจมีค่าเฉลี่ยสูงสุด สะท้อนว่ากระบวนการที่พัฒนาขึ้นสามารถส่งเสริมผู้เรียนให้เกิดการคิดวิเคราะห์และความเป็นพลเมืองโลกด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
ญาณิน ด้วงภู่ทิม
รังสรรค์ เกตุอ๊อต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-06-30
2026-06-30
12 3
103
114
-
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ไมโครเลิร์นนิงเรื่อง “กฎหมายจราจร” เพื่อพัฒนาทักษะการคิดอย่างเป็นระบบสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8662
<p>การวิจัยเรื่อง <strong>“</strong>การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ไมโครเลิร์นนิงเรื่องกฎหมายจราจร เพื่อพัฒนาทักษะการคิดอย่างเป็นระบบสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6<strong>” </strong>มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาการจัดการเรียนรู้เรื่องกฎหมายจราจรที่เกี่ยวข้องกับทักษะการคิดอย่างเป็นระบบ และ 2) พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบไมโครเลิร์นนิงเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดอย่างเป็นระบบของนักเรียน การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วยครูผู้สอนวิชาสังคมศึกษา จำนวน 4 คน และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในอำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ จาก <strong>5 </strong>โรงเรียน รวมจำนวน 50 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม การสังเกตพฤติกรรม และชุดกิจกรรมการเรียนรู้ไมโครเลิร์นนิง เรื่องกฎหมายจราจร ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ <strong>5 </strong>กิจกรรม ได้แก่ 1) กฎหมายจราจรพื้นฐาน <strong>“</strong>เรื่องนี้ผิดกฎหมายหรือไม่<strong>” </strong>2) ป้ายจราจรและความหมาย <strong>“</strong>เกมค้นหาป้ายลับ<strong>” </strong>3) ทางม้าลายและความปลอดภัยของคนเดินเท้า <strong>“</strong>ช่วยเพื่อนข้ามถนน<strong>” </strong>4) การใช้จักรยานและรถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย <strong>“</strong>ขี่ปลอดภัย ใส่ใจกฎหมาย<strong>” </strong>และ 5) การสร้างสื่อรณรงค์โปสเตอร์ <strong>“</strong>ถนนปลอดภัย<strong>” </strong>โดยออกแบบกิจกรรมให้มีลักษณะการเรียนรู้เป็นช่วงสั้น ใช้สถานการณ์ใกล้ตัว และส่งเสริมการวิเคราะห์เหตุและผลของพฤติกรรมการใช้ถนน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ก่อนการจัดกิจกรรมนักเรียนส่วนใหญ่มีความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายจราจรในระดับการจดจำข้อปฏิบัติ แต่ยังไม่สามารถอธิบายเหตุผลหรือเชื่อมโยงสถานการณ์จริงได้อย่างเป็นลำดับ ภายหลังการนำชุดกิจกรรมไปใช้กับนักเรียนโรงเรียนบ้านวังหิน จำนวน 29 คน พบว่านักเรียนเกิดพัฒนาการด้านทักษะการคิดอย่างเป็นระบบใน 6 ด้าน ได้แก่ 1) การกำหนดขอบเขตของปัญหา 2) การระบุส่วนประกอบของระบบจราจร เช่น ผู้ใช้ถนน ป้ายจราจร และสัญญาณไฟ 3) การระบุความสัมพันธ์ขององค์ประกอบโดยอธิบายได้ว่าพฤติกรรมของผู้ใช้ถนนส่งผลต่อความปลอดภัยและบทกำหนดโทษอย่างไร 4) การวิเคราะห์ลำดับเหตุและผลของสถานการณ์ที่อาจนำไปสู่อุบัติเหตุ 5) การเสนอแนวทางแก้ปัญหาตามกฎจราจรและหลักความปลอดภัย และ 6) การเชื่อมโยงประสบการณ์กับสถานการณ์จริงและคาดการณ์ผลในอนาคต ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าไมโครเลิร์นนิงสามารถส่งเสริมทักษะการคิดอย่างเป็นระบบของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
พัณนิตา อุ่นยา
ปริญญา สร้อยทอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-06-30
2026-06-30
12 3
115
125
-
การพัฒนาความสามารถในการอ่านเชิงวิเคราะห์ด้วยเทคนิคพาโนรามา และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านใฝ่เรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8734
<p>การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย 1) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านเชิงวิเคราะห์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียน โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคพาโนรามา กับเกณฑ์ร้อยละ 70 2) ศึกษาระดับคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านใฝ่เรียนรู้ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการพัฒนาความสามารถในการอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคพาโนรามา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียนภูมิสิทธิ์วิทยา อำเภอชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้หน่วยภัยเงียบ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 โดยจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 3 แผน 2) แบบประเมินความสามารถการอ่านเชิงวิเคราะห์ แบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ และ 3) แบบประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านใฝ่เรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 2 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐาน โดยใช้ t-test for Dependent Sample และ t-test One Sample</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคพาโนรามา ที่มีต่อความสามารถในการอ่านเชิงวิเคราะห์ด้วยเทคนิคพาโนรามา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 26.77 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.43 คิดเป็นร้อยละ 100 2) ระดับคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านใฝ่เรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยภาพรวมอยู่ในระดับ ดีเยี่ยม มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 3.69 และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.83</p>
กาญจนาพร ชุ่มชาลี
ศิริพร พึ่งเพ็ชร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-06-30
2026-06-30
12 3
126
133
-
การพัฒนาบทเรียนออนไลน์บน Moodle LMS เพื่อเสริมทักษะภาษาอังกฤษเพื่อชีวิตประจำวันของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/9000
<p>การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาบทเรียนออนไลน์บน Moodle Learning Management System (Moodle LMS) เพื่อเสริมทักษะภาษาอังกฤษเพื่อชีวิตประจำวันของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี โดยมุ่งเน้นทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษพื้นฐานในสถานการณ์ใกล้ตัว เช่น การทักทายและแนะนำตนเอง การสอบถามข้อมูล การถามทาง การซื้อสินค้า การสั่งอาหาร และการใช้บริการ และ (2) ประเมินประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน์ ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อบทเรียนออนไลน์ที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี จำนวน 200 คน ที่เข้าร่วมการเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านบทเรียนออนไลน์บน Moodle LMS เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ บทเรียนออนไลน์แบบปฏิสัมพันธ์ แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจ การพัฒนาบทเรียนออนไลน์ดำเนินการตามแนวคิด ADDIE ซึ่งประกอบด้วยการวิเคราะห์ การออกแบบ การพัฒนา การนำไปใช้ และการประเมินผล</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า บทเรียนออนไลน์มีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.15/84.30 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนด คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน (M = 68.97, SD = 9.15) สูงกว่าก่อนเรียน (M = 56.84, SD = 8.92) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t(199) = 14.62, p <.001) และมีขนาดอิทธิพลอยู่ในระดับปานกลาง (Cohen’s d = 0.65) ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อบทเรียนออนไลน์โดยรวมอยู่ในระดับมาก (M = 4.42, SD = 0.55) โดยเฉพาะด้านความง่ายในการใช้งาน ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า บทเรียนออนไลน์บน Moodle LMS มีความเหมาะสมในการส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเองและพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจำวันของผู้เรียนในระดับอุดมศึกษา</p>
นิสันติ ศิลประเสริฐ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-06-30
2026-06-30
12 3
134
143
-
การพัฒนาหลักสูตรรายวิชา "การสร้างสรรค์สื่อดิจิทัลนาฏศิลป์ด้วยปัญญาประดิษฐ์"
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8543
<p>การพัฒนาหลักสูตรรายวิชา “การสร้างสรรค์สื่อดิจิทัลนาฏศิลป์ด้วยปัญญาประดิษฐ์” มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาทักษะการสร้างสรรค์สื่อดิจิทัลด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) 2) เพื่อออกแบบและสร้างร่างหลักสูตรรายวิชา และ 3) เพื่อตรวจสอบคุณภาพรายวิชาต้นแบบสำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิชานาฏศิลป์ศึกษา วิธีดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 (R1) การศึกษาข้อมูลพื้นฐานจากเอกสาร การสำรวจความต้องการจากนักศึกษา 100 คน และความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ 10 คน และระยะที่ 2 (D1) การสร้างรายวิชาต้นแบบและตรวจสอบคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญ 3 ด้าน ด้านละ 3 คน ได้แก่ ด้านหลักสูตรและการสอน ด้านเทคโนโลยีการศึกษา และด้านนาฏศิลป์ศึกษา เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบวิเคราะห์เอกสาร แบบสอบถามความต้องการจำเป็น (PNI modified) แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ร่างประมวลรายวิชา และแบบประเมินความเหมาะสม</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษามีความต้องการจำเป็นเร่งด่วนในด้านการใช้ AI สำหรับสร้างเสียงดนตรี (PNI = 0.89) และความรู้ด้าน Prompt Engineering (PNI = 0.60) ในการพัฒนาทักษะสื่อดิจิทัลระดับสูงเพื่อลดช่องว่างด้านทักษะเทคนิคในศาสตร์นาฏศิลป์ การออกแบบและร่างหลักสูตรได้รายวิชาต้นแบบจำนวน 3 หน่วยกิต ที่บูรณาการกรอบแนวคิด TPACK มีการจัดการเรียนรู้เชิงรุก และผลลัพธ์การเรียนรู้ 5 ด้าน โครงสร้างการสอน 15 สัปดาห์ ครอบคลุมทั้งด้านโครงสร้าง เนื้อหาสุนทรียะ นวัตกรรม และการวัดผลประเมินผล ประกอบด้วย 4 หน่วยการเรียนรู้ ได้แก่ หน่วยที่ 1 ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์และนาฏศิลป์ในยุคดิจิทัล หน่วยที่ 2 การสร้างสรรค์สื่อภาพและกราฟิกนาฏศิลป์ด้วย AI หน่วยที่ 3 การสร้างสรรค์สื่อเสียงดนตรีประกอบการแสดง และหน่วยที่ 4 การบูรณาการและการสร้างสรรค์นวัตกรรมสื่อนาฏศิลป์อย่างมีจริยธรรม เนื้อหาคลอบคลุมการใช้ AI 4 ประเภท ได้แก่ Generative Text & Prompt Engineering, Generative Audio & Music, Generative Image & Graphic Design, และ Generative Video & Animation ผลการประเมินความเหมาะสมของหลักสูตรภาพรวมมีความ เหมาะสมสอดคล้องในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ย (<em>M</em>=4.91) และมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (<em>SD</em>=0.19) ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารายวิชาต้นแบบนี้มีความพร้อมนำไปทดลองใช้เพื่อพัฒนาสมรรถนะการเป็น “ครูนาฏศิลป์นวัตกร” ในระยะต่อไป</p>
จตุพร ภักดี
บัณฑิต เข็มทอง
มรกต ไพรศรี
ปรมัตถ์ บุณยศิริ
ชนสิทธิ์ สิทธิ์สูงเนิน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-06-30
2026-06-30
12 3
144
158
-
กิจกรรมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์โดยใช้ชุมชนนิคมทุ่งโพธิ์ทะเลเป็นฐาน เพื่อพัฒนาความตระหนักรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จังหวัดกำแพงเพชร
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8714
<p>งานวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1). ศึกษาสภาพปัญหาของการจัดการเรียนการสอนรายวิชาประวัติศาสตร์ในกลุ่มโรงเรียนนิคมทุ่งโพธิ์ทะเล ตำบลนิคมทุ่งโพธิ์ทะเล จังหวัดกำแพงเพชร 2). เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์โดยใช้ชุมชนนิคมทุ่งโพธิ์ทะเลเป็นฐาน เพื่อพัฒนาความตระหนักรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จังหวัดกำแพงเพชร เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแบบพัฒนา (Qualitative Developmental Research) โดยใช้แนวคิดการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้บนฐานชุมชน (Community-based Learning Design) มีกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักที่ประกอบด้วย กลุ่มผู้มีประสบการณ์ด้านการจัดการเรียนการสอนรายวิชาประวัติศาสตร์ในโรงเรียน, นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนนิคมสร้างตนเอง 3 (แปดอ้อม) และผู้ให้ความรู้หรือปราชญ์ชุมชน/ผู้นำชุมชน โดยมีขอบเขตของการวิจัยด้านเนื้อหาที่ประกอบด้วย 1).สภาพปัญหาของการจัดการเรียนการสอนรายวิชาประวัติศาสตร์ ในกลุ่มโรงเรียนนิคมทุ่งโพธิ์ทะเล 2).พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์โดยใช้ชุมชนนิคมทุ่งโพธิ์ทะเลเป็นฐานเพื่อพัฒนาความตระหนักรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ผู้วิจัยใช้เครื่องมือวิจัยที่มีความหลากหลาย และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยใช้ Thematic Analysis (การวิเคราะห์ธีม) ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูล (Trustworthiness) โดยอ้างอิงตามเกณฑ์ที่เสนอโดย Lincoln & Guba ผลการวิจัยพบว่า การจัดการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ในพื้นที่ศึกษายังคงเน้นการสอนเนื้อหาตามตำรา เนื้อหาไม่เชื่อมโยงกับบริบทของชุมชน และขาดสื่อหรือแหล่งเรียนรู้ท้องถิ่น ส่งผลให้ผู้เรียนขาดความสนใจและไม่สามารถเชื่อมโยงความรู้กับชีวิตจริงได้อย่างชัดเจน ผู้วิจัยจึงพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์โดยใช้ชุมชนนิคมทุ่งโพธิ์ทะเลเป็นฐาน ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ 5 ฐานที่เชื่อมโยงการเรียนรู้ในห้องเรียนกับแหล่งเรียนรู้จริงในชุมชน ผลการดำเนินกิจกรรมพบว่าสามารถพัฒนาความตระหนักรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของผู้เรียนได้ โดยครอบคลุม 4 มิติ ได้แก่ ด้านความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึกผูกพัน อัตลักษณ์ความภาคภูมิใจ และการถ่ายทอด โดยผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของชุมชนได้อย่างมีความหมาย ตระหนักถึงบทบาทของตนในฐานะสมาชิกของชุมชน และพร้อมสืบสานเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่นต่อไป</p>
กาญจนา ศรีสวัสดิ์มงคล
วัลลภัช สุขสวัสดิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-06-30
2026-06-30
12 3
159
170
-
แนวทางพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาเกี่ยวกับองค์การแห่งการเรียนรู้ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8530
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์การแห่งการเรียนรู้ 2) เปรียบเทียบองค์การแห่งการเรียนรู้ จำแนกตามขนาดของสถานศึกษา 3) สร้างแนวทางพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาเกี่ยวกับองค์การแห่งการเรียนรู้ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 กลุ่มตัวอย่างที่ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 123 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ค่าความเชื่อมั่น และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์โดยการทดสอบค่าที (t-test independent) ซึ่งกำหนดค่าระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาแล้วสรุปบรรยายเป็นความเรียง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ผลการศึกษาองค์การแห่งการเรียนรู้ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (= 4.39, S.D. = 0.56) โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ด้านการมีวิสัยทัศน์ร่วม (= 4.42, S.D. = 0.57) รองลงมา คือ ด้านการมีแบบแผนทางความคิด (= 4.41, S.D. = 0.53) ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ( = 4.35, S.D. = 0.57)</li> <li>ผลการเปรียบเทียบองค์การแห่งการเรียนรู้ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 จำแนกตามขนาดของสถานศึกษา โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จำนวน 2 ด้าน ได้แก่ ด้านที่ 5 การเป็นบุคคลรอบรู้ และด้านที่ 6 การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ส่วนด้านที่เหลือ จำนวน 4 ด้าน ไม่แตกต่างกัน</li> </ol> <p> 3. แนวทางพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาเกี่ยวกับองค์การแห่งการเรียนรู้ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 พบว่า ประกอบด้วย 6 ด้าน ดังนี้ 1. ด้านการมีวิสัยทัศน์ร่วม ต้องมีการกำหนดทิศทางและบรรยากาศของการสื่อสารภายในองค์กร 2. ด้านการเรียนรู้เป็นทีม ต้องมีการสร้างเงื่อนไขและบรรยากาศที่เอื้อต่อการทำงานร่วมกัน 3. ด้านการคิดอย่างเป็นระบบ ตระหนักถึงความจำเป็นของการพัฒนางานอย่างต่อเนื่องและจำเป็นต้องมีวิจารณญาณที่รอบคอบ 4. ด้านการมีแบบแผนทางความคิด สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้อย่างมีเหตุผล 5. ด้านการเป็นบุคคลรอบรู้ ผู้บริหารสถานศึกษาต้องเป็นผู้นำการเรียนรู้ เปิดโอกาสให้ครูและบุคลากรได้พัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ มีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และ 6. ด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ต้องมีวิสัยทัศน์และความฉลาดทางดิจิทัล มองเห็นศักยภาพของเทคโนโลยีในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและการพัฒนาการเรียนรู้ของบุคลากรทั้งองค์กร </p>
จุฑามาศ นวลนุกูล
กานต์ เนตรกลาง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-06-30
2026-06-30
12 3
171
186
-
ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8437
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา 2. เพื่อเปรียบเทียบระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามระดับการศึกษา ประสบการณ์การทำงาน และขนาดของโรงเรียน 3. เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ครูผู้สอนในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 ซึ่งกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้สูตรการคำนวณตามหลักการคำนวณของ ยามาเน่ (Yamane:1973) ได้ขนาดของกลุ่มตัวอย่างเท่ากับ 320 คน โดยวิธีการสุ่มแบบชั้นภูมิและการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสถิติ t-test ค่าสถิติ F-test และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายด้าน ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดคือ ด้านการกระตุ้นทางสติปัญญา รองลงมาคือ ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ ตามลำดับ 2. ครูที่มีระดับการศึกษาที่ต่างกันมีความคิดเห็นเกี่ยวกับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมมีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 และครูที่มีประสบการณ์การทำงานและขนาดของโรงเรียนต่างกัน มีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 3. แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 มีทั้งหมด 4 ด้าน 4 แนวทาง</p>
เอกบุรุษ เกียรติลุนสงฆ์
นิษรา พรสุริวงษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-06-30
2026-06-30
12 3
187
198
-
การสังเคราะห์งานวิจัยเกี่ยวกับนวัตกรรมการสอนภาษาไทยในระดับประถมศึกษาโดยการวิเคราะห์อภิมาน
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8474
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์งานวิจัยเกี่ยวกับนวัตกรรมการสอนภาษาไทยในระดับประถมศึกษา โดยใช้วิธีการวิเคราะห์อภิมาน เพื่อ 1) ศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2) วิเคราะห์คุณลักษณะของงานวิจัยที่ส่งผลต่อขนาดอิทธิพลของนวัตกรรมการสอน 3) สังเคราะห์องค์ความรู้จากงานวิจัยที่มีอยู่ โดยใช้วิทยานิพนธ์ที่เผยแพร่ในช่วงปี <br />พ.ศ. 2557–2565 จากฐานข้อมูล Thai LIS จำนวนทั้งสิ้น 67 เรื่อง เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยแบบประเมินคุณภาพงานวิจัยและแบบสรุปข้อมูลที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา กาวิเคราะห์ความแปรปรวน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) งานวิจัยเกี่ยวกับนวัตกรรมการสอนภาษาไทยมีจำนวนมากที่สุดในช่วงปี พ.ศ. 2560-2562 โดยมีมหาวิทยาลัยนเรศวรและมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคามเป็นสถาบันที่ผลิตงานมากที่สุด คุณภาพโดยรวมของงานวิจัยอยู่ในระดับดีมาก 2) นวัตกรรมการสอนภาษาไทยให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าวิธีสอนแบบปกติ และตัวแปรของสถาบันที่ผลิตงานวิจัยมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในด้านประสิทธิภาพ ขณะที่คุณลักษณะอื่นของงานวิจัยไม่มีผลต่างอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 มีความแตกต่างกันของค่าขนาดอิทธิพลที่แสดงประสิทธิภาพของนวัตกรรมการสอนและทักษะการเรียนรู้ที่มีต่อความสามารถในการเรียนภาษาไทยสำหรับนวัตกรรมการสอนและทักษะ การเรียนรู้ไม่มีปฏิสัมพันธ์กัน ตัวแปรคุณลักษณะงานวิจัย 22 ตัวแปร สามารถอธิบายความแปรปรวนของขนาดอิทธิพลได้ถูกต้องร้อยละ 28 โดยมีตัวแปรที่ทำนายได้ดีที่สุดเพียง 3 ตัวแปร คือ ปีที่พิมพ์ ระยะเวลาในการเก็บรวมรวมข้อมูล และประเภทสมมติฐาน 3) ในด้านองค์ความรู้ พบว่านวัตกรรมที่มีผลมากที่สุดต่อการเรียนภาษาไทย ได้แก่ นวัตกรรมด้านเทคนิคและกลวิธี เช่น แนวคิดโดยใช้สมองเป็นฐาน รองลงมาคือ นวัตกรรมด้านการสอน (แผนผังความคิด) ด้านกิจกรรม (การเรียนรู้แบบเรียนปนเล่น) ด้านแบบฝึกทักษะ และด้านสื่อการสอน (เช่น นิทาน) สะท้อนให้เห็นว่านวัตกรรมที่เน้นการมีส่วนร่วมและการกระตุ้นกระบวนการคิดของผู้เรียนมีแนวโน้มส่งผลดีต่อการเรียนรู้ภาษาไทยในระดับประถมศึกษา และจากการสังเคราะห์พบว่านวัตกรรมการสอนที่ส่งผลต่อการเรียนวิชาภาษาไทยสูงสุด คือ นวัตกรรมการสอนตามแนวคิดโดยใช้สมองเป็นฐาน</p>
กนิษฐา สารมะโน
นาฏยาพร บุญเรือง
ผศ.ดร.รชฏ สุวรรณกูฏ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-06-30
2026-06-30
12 3
199
207
-
การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แอปพลิเคชันเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านภาษาเวียดนามเบื้องต้นสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนอนุบาลนครพนม
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8424
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้โดยประยุกต์ใช้แอปพลิเคชันรายวิชาภาษาเวียดนาม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 โดยแอปพลิเคชันที่ใช้ ได้แก่ Duolingo, youtube, Tieng Viet (2) เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านภาษาเวียดนามเบื้องต้นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และ (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรมมการเรียนรู้โดยประยุกต์ใช้แอปพลิเคชันรายวิชาภาษาเวียดนาม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนอนุบาลนครพนม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 1 ประจำปีการศึกษา 2568 โดยใช้การสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster random sampling) ได้ห้องเรียนที่ 4 ซึ่งมีนักเรียน 41 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย (1) แผนการจัดการเรียนรู้ รายวิชาภาษาเวียดนาม จำนวน 5 แผน (2) แบบทดสอบการอ่านภาษาเวียดนาม (3) แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้แอปพลิเคชัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า (1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยประยุกต์แอปพลิเคชันรายวิชาภาษาเวียดนาม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนอนุบาลนครพนม มีประสิทธิภาพ 81.64/86.18 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80 (2) ผลการพัฒนาทักษะการอ่านภาษาเวียดนามเบื้องต้นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หลังการจัดกิจกรรมร่วมกับการใช้แอปพลิชัน ( = 84.05, S.D. = 2.10) สูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมร่วมกับการใช้แอปพลิเคชัน ( = 73.39, S.D. = 2.10) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 24.63, p < .05) (3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรมมการเรียนรู้โดยประยุกต์ใช้แอปพลิเคชันรายวิชาภาษาเวียดนาม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนอนุบาลนครพนม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</p> <p>( = 4.50, S.D. = 0.68 )</p>
ทิพรัตน์ ดวงศร
ศรีสุดา ด้วงโต้ด
ปวรี กาญจนภี นิลผาย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-06-30
2026-06-30
12 3
208
218
-
ปัจจัยในการตัดสินใจเข้าศึกษาต่อหลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑิต คณะศิลปศึกษา สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8690
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยในการตัดสินใจเข้าศึกษาต่อหลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑิต (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2562) ของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะศิลปศึกษา สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 124 คน โดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ค่าเฉลี่ยรวมของความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยในการตัดสินใจเข้าศึกษาต่อหลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑิต คณะศิลปศึกษา สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ มีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.34, S.D. = 0.72) โดยแยกพิจารณาค่าเฉลี่ยของระดับความคิดเห็นเป็นรายด้าน ได้ดังนี้</p> <p> 1) ด้านภาพลักษณ์ มีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.47, S.D. = 0.68) ปัจจัยย่อยที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดในด้านภาพลักษณ์ คือ เป็นสถาบันการศึกษาที่มีอาจารย์และบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านศิลปวัฒนธรรม อยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.63, S.D. = 0.62)</p> <p> 2) ด้านอาจารย์ผู้สอน มีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.41, S.D. = 0.69) ปัจจัยย่อยที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ มีบุคลิกภาพที่เหมาะสมกับความเป็นครูอาจารย์ อยู่ในระดับดีมากที่สุด ( = 4.50, S.D. = 0.69) </p> <p> 3) ด้านการบริหารจัดการ มีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.30, S.D. = 0.74) ปัจจัยย่อยที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ มีทุนสนับสนุนการศึกษา อยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.51, S.D. = 0.66) </p> <p> 4) ด้านหลักสูตร มีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.29, S.D. = 0.72) ปัจจัยย่อยที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ สาขาวิชาในหลักสูตรมีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ อยู่ในระดับมาก ( = 4.43, S.D. = 0.66)</p> <p> 5) ด้านสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการศึกษา มีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.23, S.D. = 0.81) ปัจจัยย่อยที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ห้องเรียนและห้องปฏิบัติการ มีสภาพที่ดี มีความสะอาด มีแสง อุณหภูมิ และการถ่ายเทอากาศที่เพียงพอ เหมาะแก่การศึกษา อยู่ในระดับมาก ( = 4.37, S.D. = 0.76)</p> <p>จากผลการวิจัยดังกล่าวสะท้อนว่าปัจจัยด้านภาพลักษณ์ของสถาบันเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเข้าศึกษาต่อของนักศึกษา ผลการวิจัยดังกล่าวสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ในการปรับปรุงหลักสูตร พัฒนากลยุทธ์การประชาสัมพันธ์ และกำหนดแนวทางการรับนักศึกษาให้สอดคล้องกับบริบททางสังคมและความต้องการของผู้เรียน เพื่อส่งเสริมความยั่งยืนในการผลิตครูศิลปศึกษาในอนาคต</p>
กิติพนธ์ สิริไวทยางกูร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-06-30
2026-06-30
12 3
219
229
-
การวิจัยเชิงศิลปะเพื่อพัฒนาทักษะนักสื่อสารดิจิทัลของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ผ่านการจัดการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์โดยใช้ถ้ำผานางคอยเป็นฐาน
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8782
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันของการวิจัยเชิงศิลปะ เพื่อพัฒนาทักษะนักสื่อสารดิจิทัลของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และ 2) เพื่อพัฒนาการวิจัยเชิงศิลปะ เพื่อพัฒนาทักษะนักสื่อสารดิจิทัลของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ผ่านการจัดการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์โดยใช้ถ้ำผานางคอยเป็นฐาน โดยยึดแนวคิดการวิจัยเชิงศิลปะร่วมกับแนวคิดปรากฏการณ์วิทยาเชิงตีความเป็นกรอบในการศึกษา การดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพปัจจุบัน โดยผู้ให้ข้อมูล 5 กลุ่ม ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก และระยะที่ 2 การพัฒนาทักษะนักสื่อสารดิจิทัลของผู้เรียน กลุ่มเป้าหมายคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 37 คน ใช้การสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบสะท้อนคิด และการสังเกต วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและการสังเคราะห์เชิงตีความตามแนวคิดของ Leonard กระบวนการวิจัยเชิงศิลปะประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ได้แก่ (1) การรับรู้และตีความประสบการณ์เชิงสุนทรียะจากพื้นที่จริง (2) การสร้างสรรค์ผลงานศิลปะดิจิทัลเพื่อแปลงประสบการณ์เป็นสัญลักษณ์ และ (3) การสะท้อนคิดเพื่อก่อรูปความหมาย ซึ่งแตกต่างจากการวิจัยเชิงคุณภาพทั่วไป โดยเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนใช้จินตภาพและการตีความส่วนบุคคลในการสร้างองค์ความรู้ ผลการวิจัยพบว่า ทักษะนักสื่อสารดิจิทัลของผู้เรียนประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ การใช้ศิลปะสร้างสื่อ การสร้างสรรค์เนื้อหา การสื่อสารผ่านสื่อดิจิทัล การวิเคราะห์และประเมินผลข้อมูล และการปรับตัวและการเรียนรู้ตลอดชีวิต ภายหลังการจัดการเรียนรู้ ผู้เรียนสามารถสร้างสรรค์ผลงานได้ เช่น คลิปวิดีโอประชาสัมพันธ์ถ้ำผานางคอย และผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของพื้นที่ ซึ่งเชื่อมโยงประสบการณ์จริงกับการตีความเชิงวัฒนธรรม นอกจากนี้ รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นสามารถส่งเสริมผู้เรียนให้ก้าวจากการเป็นผู้ผลิตสื่อไปสู่การเป็นผู้สร้างความหมายเชิงวัฒนธรรมในบริบทดิจิทัลได้อย่างเป็นระบบ</p>
มณฑณี ไชยประสิทธิ์
อัจฉรา ศรีพันธ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-06-30
2026-06-30
12 3
230
242
-
ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8521
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาการบริหารงานวิชาการ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา กับการบริหารงานวิชาการ 4) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 จำนวน 328 คน โดยใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ โดยใช้ขนาดของโรงเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม และการสุ่มแบบง่ายโดยการจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์สถิติการถดถอยแบบ Stepwise</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาโดยภาพรวม และรายด้านอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการสร้างบรรยากาศ รองลงมาคือ ด้านการบริหารจัดการหลักสูตร และการจัดการเรียนการสอน 2) การบริหารงานวิชาการโดยภาพรวม และรายด้านอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การวางแผนงานด้านวิชาการ รองลงมาคือ การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา 3) ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารงานวิชาการ โดยภาพรวมอยู่ในระดับสูง (r = 0.956) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และ 4) ตัวแปรพยากรณ์ที่ดีของการบริหารงานวิชาการ เรียงตามลำดับความสำคัญ ดังนี้ ด้านการกำหนดวิสัยทัศน์ เป้าหมาย พันธกิจ (X<sub>1</sub>) ( = 0.341) ด้านการพัฒนาบุคลากร (X<sub>4</sub>) ( = 0.282) ด้านการสร้างบรรยากาศ (X<sub>3</sub>) ( = 0.209) ด้านการบริหารจัดการหลักสูตร และการจัดการเรียนการสอน (X<sub>2</sub>) ( = 0.170) มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณเท่ากับ 0.957 แสดงว่าตัวแปรพยากรณ์ชุดนี้ร่วมกันสามารถพยากรณ์การบริหารงานวิชาการ ได้ร้อยละ 91.42 และมีความคลาดเคลื่อนมาตรฐานในการพยากรณ์เท่ากับ 0.238 ซึ่งเป็นตัวแปรพยากรณ์ที่ดีทั้ง 4 ตัวกับการบริหารงานวิชาการ ดังนั้น จึงสามารถเขียนเป็นสมการพยากรณ์การบริหารงานวิชาการ ในรูปคะแนนดิบและรูปคะแนนมาตรฐาน ดังนี้ </p> <p>สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ Y= 0.342 + 0.296X<sub>1</sub> + 0.269X<sub>4</sub> + 0.198X<sub>3</sub> + 0.154X<sub>2</sub></p>
นภนต์ วรวงศ์สุวรรณ
นิษรา พรสุริวงษ์
พรพิมล ประวัติรุ่งเรือง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-06-30
2026-06-30
12 3
243
257
-
แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารเพื่อส่งเสริมการบริหารงาน ด้านคุณภาพการเรียนการสอนของสถานศึกษาในอำเภออู่ทอง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8533
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหาร 2) เพื่อศึกษาระดับการบริหารงานด้านคุณภาพการเรียนการสอน 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารกับการบริหารงานด้านคุณภาพการเรียนการสอน 4) เพื่อประมวลข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารเพื่อส่งเสริมบริหารงานด้านคุณภาพการเรียนการสอน ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูของสถานศึกษาในอำเภออู่ทอง จำนวน 205 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ สถิติสหสัมพันธ์เพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารเพื่อส่งเสริมการบริหารงาน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล 2) ระดับการบริหารงานด้านการเรียนการสอน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านผลสำเร็จของงาน 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารกับการบริหารงานด้านคุณภาพการเรียนการสอน มีความสัมพันธ์กันในทิศทางบวกและมีความสัมพันธ์ค่อนข้างสูง (r=0.713) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 4) ประมวลข้อเสนอแนะเกี่ยวกับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารเพื่อส่งเสริมการบริหารงานด้านคุณภาพการเรียนการสอน โดยใช้แนวทาง คือ ผู้บริหารต้องรับฟังความคิดเห็นและสามารถให้คำปรึกษาได้ พร้อมทั้งสนับสนุนให้บุคลากรทุกคนรู้จักพัฒนาตนเองและสามารถสร้างแรงบันดาลใจในการทำงาน อีกทั้งส่งเสริมการทำงานเป็นทีม</p>
ธัชวิญญ์ นาคเอก
ทัศพร เกตุถนอม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-06-30
2026-06-30
12 3
258
268
-
แนวทางพัฒนาการบริหารสถานศึกษาตามหลักพรหมวิหาร 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษานครราชสีมา เขต 3
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8515
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการบริหารสถานศึกษาตามหลักพรหมวิหาร 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อเปรียบเทียบการบริหารสถานศึกษาตามหลักพรหมวิหาร 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามประสบการณ์บริหารสถานศึกษา 3) เพื่อศึกษาแนวทางพัฒนาการบริหารสถานศึกษาตามหลักพรหมวิหาร 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 3 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 3 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 127 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์โดยการทดสอบค่าที (t-test independent)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) การศึกษาการบริหารสถานศึกษาตามหลักพรหมวิหาร 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านบริหารงานงบประมาณด้วยความเป็นกลางมีค่าเฉลี่ยสูงสุด ( = 4.51, S.D. = 0.56) และด้านบริหารงานบุคคลด้วยความยุติธรรมมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ( = 4.42, S.D. = 0.64) 2) การวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับการเปรียบเทียบการบริหารสถานศึกษาตามหลักพรหมวิหาร 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามประสบการณ์บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมและรายด้าน พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) แนวทางพัฒนาการบริหารสถานศึกษาตามหลักพรหมวิหาร 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา จัดโครงการพัฒนาศักยภาพด้านการบริหารตามหลักพรหมวิหาร 4 อย่างต่อเนื่อง เช่น การอบรมเชิงปฏิบัติการ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หรือการนิเทศติดตาม เพื่อกระตุ้นการปรับตัวให้สอดคล้องกับบริบทการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา ควรเปิดโอกาสให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ที่มีแนวปฏิบัติที่โดดเด่น ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้บริหารที่มีประสบการณ์สูง เพื่อถ่ายทอดแนวคิด วิธีปฏิบัติที่สะท้อนหลักเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขาในบริบทการบริหารสถานศึกษา</p>
พิมพิญาดา สิริประภาณุวัฒน์
กานต์ เนตรกลาง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-06-30
2026-06-30
12 3
269
281
-
ปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อสมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21 ของกลุ่มโรงเรียนที่ 1 ในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8508
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อศึกษาสมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21 ของกลุ่มโรงเรียนที่ 1 <br />ในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา 2)เพื่อศึกษาปัจจัยการบริหารของกลุ่มโรงเรียนที่ 1 ในสังกัด<br />องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา 3)เพื่อศึกษาปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อสมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21 <br />ของกลุ่มโรงเรียนที่ 1 ในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือ<br />ในการรวบรวมข้อมูล กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหาร และครูในกลุ่มโรงเรียนที่ 1 ในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา จำนวนทั้งหมด 165 คน สถิติที่ใช้คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยการหา<br />ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการศึกษาพบว่า 1)สมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21 ของกลุ่มโรงเรียนที่ 1 ในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมามากที่สุด ได้แก่ การพัฒนาตนเองและวิชาชีพ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ การทำงานเป็นทีม การบริหารหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ และ<br />การใช้เทคโนโลยีทางการศึกษา ตามลำดับ 2)ปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อสมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21 <br />ของกลุ่มโรงเรียนที่ 1 ในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมามากที่สุด ได้แก่ ด้านการพัฒนาบุคลากร <br />ด้านการบริหารจัดการ และด้านบรรยากาศและวัฒนธรรมองค์กร ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และด้านภาวะผู้นำของผู้บริหาร ตามลำดับ 3)ปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อสมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21 ของกลุ่มโรงเรียนที่ 1 ในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ได้แก่ ปัจจัยด้านระบบบริหารจัดการ และปัจจัยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ <br />ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณระหว่าง ปัจจัยด้านระบบบริหารจัดการ และปัจจัยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ มีอิทธิพลร่วมกันต่อสมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21 ของกลุ่มโรงเรียนที่ 1 ในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา เท่ากับ .733 และปัจจัยเหล่านี้สามารถอธิบายความแปรปรวนสมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21 ของกลุ่มโรงเรียนที่ 1 ในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ได้ร้อยละ 53.70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p>
อรรณพ ทาขุลี
นันธวัช นุนารถ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-06-30
2026-06-30
12 3
282
292
-
ภาวะผู้นำในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผล การบริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8511
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 2) เพื่อศึกษาระดับประสิทธิผลในการบริหารสถานศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำในยุคดิจิทัลกับประสิทธิผลในการบริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 4) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ สถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 ผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย ผู้อำนวยการสถานศึกษาและครูผู้สอน รวมทั้งสิ้น 327 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2) ระดับประสิทธิผลการบริหารสถานศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลการบริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เพชรบูรณ์ เขต 3 พบว่า ภาวะผู้นำในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์กันทางบวกในระดับปานกลางจนถึงระดับสูงกับประสิทธิผลการบริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เพชรบูรณ์ เขต 3 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งมีค่าสหสัมพันธ์ระหว่าง .623 - .743 และ 4) ภาวะผู้นำในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 ได้แก่ ด้านการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้แบบโลกยุคดิจิทัล ด้านการทำงานร่วมกัน ด้านความรู้ทางดิจิทัล และด้านวิสัยทัศน์ มีค่าสหสัมพันธ์พหุคูณของตัวแปรเท่ากับ .800 ค่าอำนาจพยากรณ์ร้อยละ 64.00 ค่าความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้นจากการพยากรณ์เท่ากับ .227 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สามารถสร้างสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบและคะแนนมาตรฐาน คือ</p> <p> Ŷ = 1.381 + .259(X<sub>5</sub>) + .208(X<sub>2</sub>) + .141(X<sub>3</sub>) + .068(X<sub>1</sub>)</p> <p> Ẑ = .330ZX<sub>5</sub>+ .255ZX<sub>2</sub>+ .201ZX<sub>3</sub>+ .104ZX<sub>1</sub></p>
พิมพ์ประไพ ดวงบุบผา
เตือนใจ ดลประสิทธิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-06-30
2026-06-30
12 3
293
308
-
แนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตการทำงานของครูในสถานศึกษาเอกชน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8615
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับคุณภาพชีวิตการทำงานของครูในสถานศึกษาเอกชน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี 2) เปรียบเทียบระดับคุณภาพชีวิตการทำงานของครูในสถานศึกษาเอกชน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี จำแนกตาม อายุ สถานภาพ และประสบการณ์ทำงาน และ 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตการทำงานของครูในสถานศึกษาเอกชน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน ประชากรกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูในสถานศึกษาเอกชน 11 โรงเรียน จำนวนทั้งสิ้น 226 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .97 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ One-way ANOVA และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) และนำผลที่ได้มาบูรณาการร่วมกับผลการวิจัยเชิงปริมาณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) คุณภาพชีวิตการทำงานของครูในสถานศึกษาเอกชน โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากโดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดคือด้านความสัมพันธ์ในองค์กร และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือด้านค่าตอบแทนที่เพียงพอและยุติธรรม 2) เปรียบเทียบคุณภาพชีวิตการทำงานของครูในสถานศึกษาเอกชน จำแนกตาม อายุ สถานภาพสมรส และประสบการณ์ทำงาน พบว่า โดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และ 3) แนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตการทำงานของครูในสถานศึกษาเอกชน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ผู้บริหารให้ความสำคัญกับการบริหารงานอย่างเป็นระบบและครอบคลุมทั้ง 8 ด้าน โดยครอบคลุมทั้งด้านค่าตอบแทน สภาพแวดล้อมในการทำงาน ความมั่นคงในอาชีพ ความก้าวหน้าในวิชาชีพ ความสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงาน และความสัมพันธ์ในองค์กร เพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการเรียนการสอนอย่างยั่งยืน</p>
วรรณกร แจ่มแจ้ง
ผศ.ดร.เบญจวรรณ ศรีมารุต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-06-30
2026-06-30
12 3
309
325
-
แนวทางการบริหารงานระดับปฐมวัยของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มอำเภอนิคมพัฒนา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยองเขต 1
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8478
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการบริหารงานระดับปฐมวัยของผู้บริหารสถานศึกษา และ 2) ศึกษาแนวทางการบริหารงานระดับปฐมวัยของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มอำเภอนิคมพัฒนา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) การวิจัยเชิงปริมาณใช้ประชากรทั้งหมด ได้แก่ ครูผู้สอนระดับปฐมวัยในโรงเรียนที่จัดการศึกษาปฐมวัย จำนวน 39 คน จาก 11 โรงเรียน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม ครอบคลุม 4 ด้าน ได้แก่ ด้านวิชาการ ด้านบุคลากร ด้านงบประมาณและทรัพยากร และด้านงานทั่วไป มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .81 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง สัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 5 คนประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารที่มีแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ และศึกษานิเทศก์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารงานระดับปฐมวัยของผู้บริหารสถานศึกษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านวิชาการมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ขณะที่ด้านงานทั่วไปมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด สะท้อนจุดเด่นด้านภาวะผู้นำทางวิชาการและจุดที่ควรพัฒนาด้านระบบสนับสนุนและงานธุรการในบริบทอำเภอนิคมพัฒนา และ 2) จากการสัมภาษณ์เชิงลึกสามารถสังเคราะห์แนวทางการบริหารงานระดับปฐมวัยเป็น 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ (1) การพัฒนาระบบวิชาการเชิงรุก โดยผู้บริหารทำหน้าที่เป็นผู้นำทางวิชาการ นิเทศติดตามอย่างต่อเนื่อง และใช้ข้อมูลพัฒนาการเด็กในการปรับปรุงหลักสูตรและการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ (2) การเสริมสร้างศักยภาพครูผ่านการนิเทศเชิงพัฒนาและการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เพื่อยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนรู้ และ (3) การสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับผู้ปกครอง ชุมชน และหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อพัฒนาระบบสนับสนุนเด็กปฐมวัยอย่างรอบด้านและยั่งยืน</p>
ชณัชชา ศักดิ์ทอง
เบญจวรรณ ศรีมารุต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-06-30
2026-06-30
12 3
326
335
-
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสาเร็จของการนาหลักธรรมาภิบาลไปใช้ในเทศบาลในจังหวัดสมุทรสาคร
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/9566
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับปัจจัยธรรมาภิบาล 2) ศึกษาระดับความสำเร็จของการนำหลักธรรมาภิบาลไปใช้ และ 3) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการนำหลักธรรมาภิบาลไปใช้ในเทศบาลในจังหวัดสมุทรสาคร การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ข้าราชการเทศบาลในจังหวัดสมุทรสาคร จำนวน 317 คน กำหนดขนาดตัวอย่างโดยใช้ตารางของ Krejcie and Morgan สุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) ตามสัดส่วนและสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยธรรมาภิบาลโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านประสิทธิภาพของภาครัฐมีค่าเฉลี่ยสูงสุด 2) ความสำเร็จของการนำหลักธรรมาภิบาลไปใช้โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านความโปร่งใสมีค่าเฉลี่ยสูงสุด และ 3) ปัจจัยธรรมาภิบาล ได้แก่ ประสิทธิภาพของภาครัฐ การมีส่วนร่วมและความรับผิดชอบ หลักนิติธรรม คุณภาพของกฎระเบียบ และการควบคุมการทุจริต ส่งผลต่อความสำเร็จของการนำหลักธรรมาภิบาลไปใช้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และสามารถร่วมกันทำนายได้ร้อยละ 89.90 (R<sup>²</sup> = .899)</p>
ญาติมา นุชแดง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-06-30
2026-06-30
12 3
336
346
-
การวัดและการประเมินผลในยุคดิจิทัล: ท้าทายและโอกาส
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8469
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อชี้ให้เห็นถึงความสำคัญการวัดผลและการประเมินผลการเรียนรู้ของครู บทบาทของครูที่นำเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการประเมินผลการเรียนรู้ โดยใช้เครื่องมือดิจิทัลที่หลากหลายเพื่อเพิ่มความสะดวกและประสิทธิภาพในการวัดผลทั้งด้านความรู้และทักษะที่ยากต่อการวัดแบบดั้งเดิม เพื่อให้ครูสามารถติดตามพัฒนาการของนักเรียนและปรับปรุงกระบวนการเรียนรู้ให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น การประเมินในยุคนี้ไม่เพียงแต่ใช้เทคโนโลยีในการจัดทำแบบทดสอบออนไลน์ แต่ยังสามารถใช้การประเมินที่หลากหลาย เช่น การประเมินทักษะการคิดสร้างสรรค์ การทำงานร่วมกัน หรือการแก้ปัญหาซับซ้อนที่ไม่สามารถวัดได้จากการสอบปกติ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โดยบทความนี้เขียนขึ้นจากการสังเคราะห์วรรณกรรมและเอกสารทางวิชาการที่เกี่ยวข้อง การประเมินในยุคดิจิทัลยังมีความท้าทายในการรักษาความยุติธรรมในการประเมินและการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของนักเรียน ครูจึงต้องมีบทบาทที่สำคัญในการเรียนรู้ พัฒนา ปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีที่ใช้ในการประเมินผล และการฝึกอบรมครูในด้านการใช้เครื่องมือดิจิทัลในการประเมินผลอย่างมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อให้สามารถพัฒนาแนวทางการประเมินที่เหมาะสมกับทักษะในศตวรรษที่ 21 ที่นักเรียนต้องมี เช่น ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ การทำงานร่วมกัน และการคิดสร้างสรรค์ การประเมินในยุคดิจิทัลจึงไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามพัฒนาการของนักเรียน แต่ยังช่วยให้กระบวนการเรียนรู้มีความยืดหยุ่นและตอบสนองได้ดีกับความต้องการของผู้เรียนในยุคปัจจุบัน</p>
พิชญุตม์ ธาระวงค์
ตระกูล จิตวัฒนากร
วงศ์วิศว์ หมื่นเทพ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-06-30
2026-06-30
12 3
347
358
-
พุทธนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อเสริมสร้างทักษะแห่งพุทธศตวรรษที่ 26 สำหรับครูสังคมศึกษา
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8679
<p>บทความวิชาการฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอระบบพุทธนวัตกรรม การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) สำหรับครูสังคมศึกษา เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงใน พุทธศตวรรษที่ 26 ซึ่งเป็นยุคแห่งปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง (Advanced AI) และการหลอมรวมโลกจริงกับโลกเสมือน ผลการวิเคราะห์พบว่าการศึกษายุคนี้จำเป็นต้องบูรณาการทฤษฎีระบบ เข้ากับหลักพุทธธรรมเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางปัญญา โดยนวัตกรรมดังกล่าวขับเคลื่อนผ่าน 5 ขั้นตอนหลัก คือ 1) การวิเคราะห์บริบทโลกดิจิทัลและทักษะ 3Rs x 7Cs 2) การออกแบบโครงสร้างปัจจัยนำเข้า (Input) ที่เชื่อมโยงบิ๊กดาต้าเข้ากับสัมมาทิฏฐิ 3) การจัดการเรียนรู้เชิงรุกผ่านรูปแบบ PBL และบันได 5 ขั้น (5 STEPs) 4) การบ่มเพาะจิตวิญญาณกัลยาณมิตรเพื่อชี้แนะการใช้เทคโนโลยีอย่างรู้เท่าทัน และ 5) การประเมินผลเชิงระบบตามแนวคิดของ Stufflebeam ผลการสังเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า ระบบพุทธนวัตกรรมนี้ส่งผลให้ครูสังคมศึกษาเปลี่ยนบทบาทจากผู้สอนเนื้อหา สู่การเป็นกัลยาณมิตรทางปัญญา ที่สามารถใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือบ่มเพาะโยนิโสมนสิการ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับผู้เรียนคือการเป็นพลเมืองดิจิทัลที่มีสมรรถนะสูงควบคู่กับดุลยพินิจทางจริยธรรม สามารถดำรงตนและสร้างสรรค์สันติธรรมท่ามกลางความผันผวนของโลกอนาคต</p>
ปิยวรรณ สง่าจิตร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-06-30
2026-06-30
12 3
359
369
-
การบูรณาการหลักธรรมกับทักษะการบริหารองค์กรสำหรับเด็กในยุคศตวรรษที่ 21
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/9014
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์และบูรณาการหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาและหลักจริยธรรมสากลกับกรอบทักษะการบริหารองค์กรทั้ง 10 ทักษะในหลักสูตร SMART LEADER KIDS (2) นำเสนอแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำสำหรับเด็กอายุ 10-15 ปี โดยผ่านการบูรณาการระหว่างจิตวิทยาการศึกษาสมัยใหม่กับหลักธรรมที่เป็นสากล และ (3) เสนอตัวชี้วัดเชิงบูรณาการสำหรับการประเมินผลที่ครอบคลุมทั้งมิติทางปัญญา อารมณ์ และจริยธรรม ผลการศึกษาพบว่า ทักษะทั้ง 10 ด้านในหลักสูตร SMART LEADER KIDS มีความสอดคล้องผ่านการบูรณาการกับหลักธรรมพื้นฐานสำหรับการพัฒนาตนและสังคม การบูรณาการดังกล่าวไม่เพียงช่วยเสริมความลึกทางจริยธรรมแก่กิจกรรมการเรียนรู้ แต่ยังทำให้เด็กพัฒนาทักษะภาวะผู้นำบนรากฐานของคุณธรรมอย่างยั่งยืน ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่เหนือกว่าการสอนทักษะโดยปราศจากฐานคุณธรรมรองรับ เพราะผู้เรียนได้พัฒนาทั้ง “ทักษะภายนอก” และ “เข็มทิศภายใน” ไปพร้อมกัน ทั้งนี้ หลักสูตรที่บูรณาการหลักธรรมพื้นฐานเพื่อพัฒนาตนและสังคมดังกล่าว จะนำไปสู่การพัฒนาผู้นำที่มีทั้งความเป็นเลิศทางปัญญาและความดีงามทางคุณธรรม ซึ่งตอบสนองต่อความต้องการของสังคมไทยและสังคมโลกในศตวรรษที่ 21</p>
เชิดชัย สายเสมา
มงคล สามารถ
สุริยา แสงอินตา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-06-30
2026-06-30
12 3
370
380
-
การเปลี่ยนผ่านแนวทางการสอนและบริบทการศึกษาภาษาจีนระหว่างประเทศ ต่อการพัฒนาการศึกษาภาษาจีนในประเทศไทย
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8953
<p>บทความวิชาการนี้ศึกษาพลวัตและพัฒนาการของการจัดการศึกษาภาษาจีนในระบบโรงเรียนเอกชนของประเทศไทยในช่วง พ.ศ. 2461–2489 ซึ่งเป็นยุคเปลี่ยนผ่านต้นศตวรรษที่ 20 โดยใช้วิธีการศึกษาเอกสารทางประวัติศาสตร์ มุ่งศึกษาบริบทและภูมิหลังของการเปลี่ยนผ่านรูปแบบการสอนภาษาจีน วิเคราะห์โครงสร้างหลักสูตรและวิธีสอนและถอดบทเรียนความเป็นสถาบันต้นแบบของโรงเรียนเผยอิง ภายใต้ข้อกำหนดของพระราชบัญญัติโรงเรียนราษฎร์ พ.ศ. 2461 ผลการศึกษาพบว่า การศึกษาภาษาจีนเปลี่ยนผ่านจากศาลเจ้าสู่ระบบโรงเรียนโดยได้รับอิทธิพลวิธีสอนสมัยใหม่จากมิชชันนารีตะวันตก เมื่อรัฐบาลสยามบังคับใช้กฎหมายควบคุมโรงเรียนราษฎร์ โรงเรียนจีนของกลุ่มภาษาต่างๆ ต้องเผชิญวิกฤต ในขณะที่โรงเรียนเผยอิง ภายใต้การบริหารของสมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทย สามารถใช้กระบวนการเปลี่ยนเนื้อหาให้เข้าถึงภาษาและวัฒนธรรม โดยปรับโครงสร้างเวลาเรียนภาษาจีนและบูรณาการตำราเรียนให้สอดคล้องกับกฎหมายสยาม แต่ยังคงรักษามาตรฐานทางวิชาการ ความสำเร็จนี้ทำให้เผยอิงกลายเป็นสถาบันต้นแบบที่โรงเรียนสมาคมอื่นนำไปประยุกต์ใช้ และสามารถผลิตเครือข่ายศิษย์เก่าที่เป็นชนชั้นนำทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของรูปแบบการสอนภาษาจีนในโรงเรียนเอกชนไทยในปัจจุบัน พระราชบัญญัติโรงเรียนราษฎร์ พ.ศ. 2461 จึงส่งผลให้โรงเรียนจีนในประเทศไทยต้องปรับตัวครั้งใหญ่ บางแห่งถูกสั่งปิด บางแห่งอยู่รอดด้วยการผสมผสานทางวัฒนธรรม บทเรียนจากประวัติศาสตร์นี้ยังคงใช้ได้กับการจัดการเรียนการสอนภาษาจีนในปัจจุบัน โดยเฉพาะในแง่การสร้างสมดุลระหว่างมาตรฐานสากลและบริบทสังคมไทย</p>
วีระศักดิ์ ภาพพา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-06-30
2026-06-30
12 3
381
389
-
การบูรณาการแนวคิดการจัดการเรียนรู้เชิงรุกและพุทธวิธี เพื่อพัฒนากิจกรรมส่งเสริมการรักษาศีล 5 ของนักเรียนระดับประถมศึกษา
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8691
<p>บทความวิชาการนี้นำเสนอแนวทางการบูรณาการแนวคิดการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ร่วมกับพุทธวิธี เพื่อพัฒนากิจกรรมส่งเสริมการรักษาศีล 5 สำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา สืบเนื่องจากข้อจำกัดของการเรียนการสอนศีลธรรมแบบดั้งเดิมที่เน้นการท่องจำ ทำให้ผู้เรียนขาดความตระหนักรู้และหิริโอตตัปปะ บทความนี้จึงสังเคราะห์องค์ความรู้ใหม่ผ่านโมเดลกระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงพุทธแบบเชิงรุกที่ผสานนวัตกรรมการศึกษาสากล ได้แก่ การออกแบบย้อนกลับ กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS) และการเรียนรู้จากประสบการณ์ เข้ากับหลักพุทธปรัชญา กระบวนการขับเคลื่อนผ่าน 4 ขั้นตอน คือ การจุดประกายและตระหนักรู้ปัญหา (ทุกข์) ผ่านบทบาทกัลยาณมิตรของผู้สอน กระบวนการคิดวิเคราะห์ กระตุ้นโยนิโสมนสิการสืบสาวสาเหตุของปัญหาจนเกิดหิริโอตตัปปะจากภายใน การลงมือปฏิบัติผ่านประสบการณ์ ใช้กิจกรรมเสริมหลักสูตรเชิงสร้างสรรค์ (CAS) เช่น โครงการธนาคารความดี กิจกรรมจิตอาสา และสถานการณ์จำลองเพื่อการแก้ปัญหา เป็นการฝึกฝนตามหลักไตรสิกขา การสะท้อนผลและเกิดพฤติกรรมยั่งยืน การประเมินและกำกับตนเองตามแนวทางมรรคมีองค์ 8 ผลลัพธ์ที่คาดหวัง เมื่อนำโมเดลนี้ไปใช้ นักเรียนจะเกิดการเปลี่ยนผ่านพฤติกรรมจากการทำตามข้อบังคับ ไปสู่การปฏิบัติด้วยความเข้าใจและตระหนักรู้คุณค่าจากภายใน โดยสามารถสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงประจักษ์ได้จากการมีวินัยในตนเองที่เพิ่มขึ้น พฤติกรรมการละเมิดศีลในชีวิตประจำวันที่ลดลง และการแสดงออกถึงความละอายเกรงกลัวต่อบาปในการทำกิจกรรมต่าง ๆ เป็นกลไกสำคัญในการหล่อหลอมเยาวชนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาทุนมนุษย์ของชาติ</p>
พระมหาวีระ วีรนาโค (สิงห์โต)
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-06-30
2026-06-30
12 3
390
400
-
กลยุทธ์การสื่อสารเชิงรุกและการสร้างสรรค์พุทธธรรมผ่านสื่อออนไลน์ในสังคมไทย
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8681
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและนำเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้สื่อออนไลน์อย่างสร้างสรรค์เพื่อการเผยแผ่หลักธรรมและป้องกันภัยคุกคามทางพระพุทธศาสนาในยุคดิจิทัล 4.0 ท่ามกลางวิกฤตการณ์ที่ปรากฏชัดจากการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) บิดเบือนภาพลักษณ์สงฆ์ การแพร่กระจายข่าวปลอม และวาทกรรมสร้างความเกลียดชังที่ทำลายศรัทธาอย่างรวดเร็ว บทความจึงมุ่งยกระดับ ความฉลาดทางดิจิทัล (DQ) และ ความรู้เท่าทันสื่อ ผ่านการสังเคราะห์องค์ความรู้ใหม่ คือ โมเดลการเผยแผ่พุทธธรรมเชิงรุกในยุคดิจิทัล ซึ่งขับเคลื่อนด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ธรรมวิจัยภายใน (โยนิโสมนสิการ) 2) พุทธนวัตกรรมคอนเทนต์ที่เคารพความหลากหลาย 3) ยุทธศาสตร์เครือข่ายกัลยาณมิตรดิจิทัล และ 4) การสร้างภูมิคุ้มกันทางปัญญา โดยผลลัพธ์เชิงพฤติกรรมที่สำคัญคือการลดอุบัติการณ์การส่งต่อข้อมูลบิดเบือนทางศาสนาอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเปลี่ยนบทบาทพุทธศาสนิกชนสู่การเป็นผู้สร้างสรรค์พื้นที่ปลอดภัย เพื่อยกระดับสุขภาวะทางปัญญาและสร้างความมั่นคงทางศีลธรรมให้แก่สังคมไทยอย่างยั่งยืนในยุคเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก</p>
พระครูสมุห์พงษ์นรินทร์ ฐิตวโร (จงประจันต์)
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-06-30
2026-06-30
12 3
401
411
-
การบูรณาการหลักสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญกับการบริหารสถานศึกษา: ขอบเขตอำนาจและดุลพินิจของผู้บริหาร
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8728
<p>บทความนี้มุ่งศึกษาการบูรณาการหลักสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเข้ากับการบริหารสถานศึกษา ภายใต้ปัญหาการใช้อำนาจและดุลพินิจทางปกครอง (Administrative Discretion) ของผู้บริหารสถานศึกษาที่อาจกระทบสิทธิของผู้เรียนและบุคลากรทางการศึกษา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ขอบเขตอำนาจทางปกครอง หลักควบคุมการใช้ดุลพินิจ และแนวทางบริหารที่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ โดยใช้วิธีการศึกษาจากเอกสาร วิเคราะห์บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง หลักกฎหมายมหาชน และคำพิพากษา ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสังเคราะห์กรอบแนวคิดเชิงหลักการ</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า การบริหารสถานศึกษาต้องอยู่ภายใต้หลักนิติธรรม (Rule of Law) หลักความเสมอภาค และหลักความได้สัดส่วน (Proportionality) โดยเฉพาะหลักความพอสมควรแก่เหตุซึ่งทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์สาธารณะกับสิทธิของปัจเจกชน นอกจากนี้ การศึกษายังพบว่าดุลพินิจของผู้บริหารสถานศึกษาไม่ใช่อำนาจที่ไร้ขอบเขต หากต้องถูกกำกับด้วยหลักเหตุผล ความจำเป็น และกระบวนการที่เป็นธรรม การใช้ดุลพินิจโดยขาดกรอบควบคุมย่อมนำไปสู่ความเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิและบั่นทอนความชอบธรรมของการบริหาร จึงเสนอแนะแนวทางเชิงรูปธรรมโดยเน้นการเปลี่ยนผ่านสู่การบริหารเชิงสิทธิ (rights-based administration) ได้แก่ การจัดทำคู่มือแนวปฏิบัติการใช้อำนาจและการลงโทษทางวินัยที่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน การกำหนดเกณฑ์การใช้ดุลพินิจที่ตรวจสอบได้ การพัฒนากระบวนการพิจารณาที่เคารพหลักกระบวนการที่เป็นธรรม (due process) และการเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านกฎหมายมหาชนแก่ผู้บริหารสถานศึกษา แนวทางดังกล่าวมีนัยสำคัญต่อการยกระดับการบริหารสถานศึกษาให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญนิยมและหลักการของรัฐประชาธิปไตยสมัยใหม่</p>
อภิภัสร์ ปาสานะเก
เพ็ญนภา ไทยปฐมพงษ์
วรวีย์ วิระวรรณ
ปทุมรัตน์ พลายแก้ว
ชัยวัฒน์ ป้อมพิทักษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-06-30
2026-06-30
12 3
412
427