วารสารเสียงธรรมจากมหายาน https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc <p><strong>วารสารเสียงธรรมจากมหายาน</strong> เป็นวารสารที่มุ่งเน้นการเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการที่มีคุณภาพในด้านพระพุทธศาสนา ปรัชญา ศึกษาศาสตร์ นิติศาสตร์ และสหวิทยาการ โดยเปิดรับผลงานจากคณาจารย์ นักวิจัย นักวิชาการ และบุคคลทั่วไปที่สนใจพัฒนาความรู้และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสาขาวิชาเหล่านี้</p> <p>วารสารให้ความสำคัญกับการกลั่นกรองบทความผ่านกระบวนการ Peer Review จากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 3 ท่าน เพื่อให้มั่นใจว่าบทความที่ตีพิมพ์มีคุณภาพและตรงตามมาตรฐานทางวิชาการ</p> ดร.สุริยา แสงอินตา th-TH วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2985-2706 การพัฒนาศักยภาพผู้นำชุมชนผ่านการเรียนรู้ออนไลน์เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/7612 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์บทบาท ความสำคัญ และแนวทางการพัฒนาศักยภาพผู้นำชุมชนผ่านกระบวนการเรียนรู้ออนไลน์ เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนในยุคดิจิทัล โดยอาศัยการทบทวนเอกสารและแนวคิดทางทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับภาวะผู้นำ การจัดการความรู้ เทคโนโลยีดิจิทัล และเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs)</p> <p>ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า ผู้นำชุมชนเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาชุมชน ทั้งด้านการมีส่วนร่วม การบริหารจัดการทรัพยากร และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลทำให้ผู้นำต้องพัฒนาทักษะใหม่ ทั้งด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสารออนไลน์ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้ออนไลน์จึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างองค์ความรู้ เสริมศักยภาพ และเชื่อมโยงเครือข่ายการพัฒนาระหว่างชุมชน</p> <p>จากการสังเคราะห์แนวคิด ได้เสนอ โมเดลการเรียนรู้ออนไลน์เพื่อการพัฒนาผู้นำชุมชนอย่างยั่งยืน (Sustainable e-Leadership Learning Model) ซึ่งประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1 การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม, 2 การสร้างเครือข่ายความรู้ของชุมชน, และ 3 การใช้เทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรมและรับผิดชอบ โมเดลนี้มุ่งสร้างผู้นำชุมชนที่มีความรู้ ทักษะ และจิตสำนึกเพื่อสังคม สามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งนี้ การเรียนรู้ออนไลน์มิได้เป็นเพียงเครื่องมือในการถ่ายทอดความรู้ แต่เป็นกระบวนการสร้างผู้นำรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์ คุณธรรม และศักยภาพในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสู่สังคมแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริง</p> พระรัตนมุนี (ปุณณมี วิสารโท) ธนวิชญ์ กิจเดช ภีราวิชญ์ ชัยมาลา พระมหาศรีพยัคฆ์ สิริวิญฺญู ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2025-12-29 2025-12-29 11 6 351 361 ความต้องการจำเป็นในการบริหารวิชาการ เพื่อเสริมสร้างนวัตกรรมของครูในของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/7361 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการจำเป็นในการบริหารวิชาการ เพื่อเสริมสร้างนวัตกรรมของครูในของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้อำนวยการสถานศึกษา รองผู้อำนวยการสถานศึกษา ครูหัวหน้ากลุ่มบริหารวิชาการ และครูหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 จำนวน 264 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นโดยใช้เทคนิคการจัดลำดับความสำคัญของข้อมูลแบบการตอบสนองคู่ ด้วยค่า Modified Priority Needs Index (PNI <sub>modified</sub>)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การบริหารวิชาการ เพื่อเสริมสร้างนวัตกรรมของครูในของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 ในภาพรวม สภาพที่เป็นอยู่ ในระดับปานกลาง สภาพที่ควรอยู่ในระดับมากที่สุด และความต้องการจำเป็น (Modified Priority Needs Index: PNI modified ) ในการบริหารวิชาการ เพื่อเสริมสร้างนวัตกรรมของครูในของสถานศึกษา ในภาพรวม มีความต้องการจำเป็นอยู่ในระดับปานกลาง ลำดับความต้องการจําเป็น (Priority Needs) ที่สำคัญที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาและการจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษา มีค่าดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นอยู่ในระดับสูง (PNI modified = .72) การพัฒนากระบวนการเรียนรู้มีค่าดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นอยู่ในระดับสูง (PNI modified = .70) การวัดและประเมินผลและการเทียบโอนผลการเรียน มีค่าดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นอยู่ การพัฒนาสื่อ นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา มีค่าดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นอยู่ในระดับปานกลาง (PNI modified = .62)</p> ภัทรพล ทองในแก้ว เสาวณีย์ สิกขาบัณฑิต ปัญญา ธีระวิทยเลิศ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2025-12-29 2025-12-29 11 6 1 11 การพัฒนาตัวบ่งชี้ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/7789 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาตัวบ่งชี้ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและ 2) ทดสอบความสอดคล้องของโมเดลโครงสร้างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจากการพัฒนาขึ้นกับข้อมูลเชิงประจักษ์ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 1,020 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตรประมาณค่า <br />5 ระดับ มีค่าความเที่ยงตรง (Content validity) ทั้งฉบับเท่ากับ .904 มีค่าความเชื่อมัน (Reliability) ทั้งฉบับเท่ากับ 0.985 การพัฒนาตัวบ่งชี้และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงยืนยัน (CFA) โดยการทดสอบความสอดคล้องตามทฤษฎีกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ผลการพัฒนาตัวบ่งชี้ ปรากฏว่า ได้ตัวบ่งชี้ภาวะผู้นำทางวิชาการสำหรับผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่พัฒนาขึ้น 5 องค์ประกอบหลัก 20 องค์ประกอบย่อย 85 ตัวบ่งชี้ ประกอบด้วย (1) องค์ประกอบการกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ และเป้าหมายทางวิชาการ จำนวน 20 ตัวบ่งชี้ <br />(2) องค์ประกอบการพัฒนาหลักสูตรและด้านการบริหารจัดการหลักสูตร จำนวน 16 ตัวบ่งชี้ (3) องค์ประกอบการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ในองค์กร จำนวน 18 ตัวบ่งชี้ (4) องค์ประกอบการนิเทศ ติดตาม และประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียน จำนวน 17 ตัวบ่งชี้ และ (5) องค์ประกอบการส่งเสริมและพัฒนาครูอย่างต่อเนื่อง จำนวน 14 ตัวบ่งชี้</p> <p>2) ผลการทดสอบความสอดคล้องของโมเดลโครงสร้างภาวะผู้นำทางวิชาการสำหรับผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ได้พัฒนาขึ้น พบว่า มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยข้อมูลเชิงยืนยันอันดับสอง (CFA) มีค่า Chi-Square= 67.273, df = 55, p= 0.124, GFI=0.993, AGFI = 0.981, RMSEA= 0.016 ซึ่งทั้งหมดแสดงให้เห็นถึงความสอดคล้องของโมเดลในระดับดีมาก</p> นพรุจ เกตุแก้ว ทิพมาศ เศวตวรโชติ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2025-12-29 2025-12-29 11 6 12 25 การใช้เกมช่วยสอนแบบเสมือนจริงเพื่อเตรียมนักศึกษาสู่ตลาดแรงงานยุคดิจิทัล คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/7441 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาก่อนและหลังเรียนด้วยเกมช่วยสอนแบบเสมือนจริง 2) ศึกษาความคิดเห็นและความพึงพอใจของนักศึกษาต่อการใช้เกมช่วยสอนแบบเสมือนจริง และ 3) ศึกษาทักษะการสอนและความพร้อมของนักศึกษาในการเข้าสู่ตลาดแรงงานยุคดิจิทัล กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี จำนวน 88 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบสอบถามความคิดเห็น และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test for Dependent Samples) และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย 1) คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาหลังเรียนด้วยเกมช่วยสอนแบบเสมือนจริงสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ <strong>.</strong>05 ค่าเฉลี่ยหลังเรียน = 78.9, ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานSD = 7.2 สูงกว่าค่าเฉลี่ยก่อนเรียน = 62.5, ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานSD=8.4, การทดสอบค่า t=15.35, การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา p&lt;.001 2) นักศึกษามีความคิดเห็นและความพึงพอใจต่อการใช้เกมช่วยสอนแบบเสมือนจริงในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 4.32, SD = 0.56 โดยเฉพาะด้านความสนุกสนาน แรงจูงใจ และความท้าทายของกิจกรรมการเรียนรู้ 3) การใช้เกมช่วยสอนแบบเสมือนจริงส่งผลให้นักศึกษามีการพัฒนาทักษะการออกแบบการสอน การจัดการชั้นเรียน การใช้เทคโนโลยีเพื่อการสอน และมีความพร้อมในการเข้าสู่ตลาดแรงงานมากขึ้น <strong>= </strong>4.21, ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานSD = 0.61 และ4) ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์และการสังเกตพบว่า นักศึกษามีความกระตือรือร้น มีส่วนร่วมในการเรียนรู้มากขึ้น เข้าใจเนื้อหาได้ลึกซึ้งขึ้น สามารถเชื่อมโยงการเรียนรู้กับสถานการณ์จริง และมีความมั่นใจในทักษะการสอนและการใช้เทคโนโลยีเพื่อการสอนเพิ่มขึ้น จากการใช้เกมช่วยสอนแบบเสมือนจริงเป็นนวัตกรรมการเรียนรู้ที่ช่วยส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แรงจูงใจ ความพึงพอใจ และพัฒนาทักษะสำคัญของนักศึกษาให้พร้อมสำหรับการก้าวสู่ตลาดแรงงานยุคดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ</p> รวิสุดา เทศเมือง ลัดดาวัลย์ คงสมบูรณ์ วีระ วงศ์สรรค์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2025-12-29 2025-12-29 11 6 26 34 การศึกษาภาวะผู้นำตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของผู้บริหาร โรงเรียนเอกชน เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/7823 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของผู้บริหารโรงเรียนเอกชน เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร , 2) เปรียบเทียบความคิดเห็นเกี่ยวกับภาวะผู้นำฯ ของครู โดยจำแนกตามเพศ ระดับการศึกษา และประสบการณ์สอน และ 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของผู้บริหาร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือครูในโรงเรียนเอกชน 4 แห่งในเขตยานนาวา จำนวน 217 คน ซึ่งได้มาโดยใช้สูตรของเครซี่และมอร์แกน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม ที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.96 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> ระดับภาวะผู้นำตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของผู้บริหารโรงเรียนเอกชน เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 4.60, S.D. = 0.536)</p> <p> ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นเกี่ยวกับภาวะผู้นำฯ พบว่า ครูที่มีเพศ ระดับการศึกษา และประสบการณ์การทำงานต่างกัน มีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของผู้บริหาร ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p> แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำฯ ที่ได้รับการเสนอแนะมากที่สุด คือ ผู้บริหารควรให้ความสำคัญกับการสื่อสารและรับฟังความคิดเห็นของบุคลากร (ร้อยละ 20.74) รองลงมาคือ การจัดอบรมเพื่อเพิ่มพูนทักษะ (ร้อยละ 16.59) และการให้รางวัลและสวัสดิการแก่บุคลากร (ร้อยละ 15.67)</p> <p> การทดสอบสมมติฐานด้วย t-test และ ANOVA พบว่า ความคิดเห็นของครูเกี่ยวกับภาวะผู้นำตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของผู้บริหารโรงเรียนเอกชน เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อจำแนกตามเพศ ระดับการศึกษา และประสบการณ์การทำงาน ได้แนวทางที่พบ คือ ผู้บริหารควรให้ความสำคัญกับการสื่อสารและรับฟังความคิดเห็นของบุคลากรอย่างเปิดเผยและจริงใจ รวมถึงการจัดอบรมเพื่อเพิ่มพูนทักษะของบุคลากร เพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำตามหลักสังคหวัตถุ 4 อย่างมีประสิทธิภาพ</p> ดวงพร ฉ่ำน้อย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2025-12-29 2025-12-29 11 6 35 46 การพัฒนาความสามารถในการจัดวางภาพในงานทัศนศิลป์ โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/7421 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลการพัฒนาความสามารถในการจัดวางภาพในงานทัศนศิลป์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสุขานารี นครราชสีมา ก่อนและหลังเรียนโดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ 2) เพื่อเปรียบเทียบผลการพัฒนาความสามารถในการจัดวางภาพในงานทัศนศิลป์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสุขานารี นครราชสีมา โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ กับเกณฑ์กำหนดร้อยละ 80 3) เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสุขานารี นครราชสีมา ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/5 โรงเรียนสุขานารี อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ปีการศึกษา 2567 จำนวน 40 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบประเมินทักษะความสามารถในการจัดวางภาพในงานทัศนศิลป์ และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย () และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ได้ทดสอบการแจกแจงแบบโค้งปกติ โดยใช้ Kolmogorov-Smirnov และทดสอบสมมติฐานโดยใช้ T-test for Dependent Sample และ T-test One Sample</p> จันทรกานต์ สากกระโทก ประณต นาคะเวช ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2025-12-29 2025-12-29 11 6 47 60 นวัตกรรมเชิงพุทธ : การสร้างสรรค์งานพุทธศิลปกรรมประดับกระจกล้านนา เพื่ออนุรักษ์และสืบสานให้แก่ชุมชน https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/7611 <p>งานวิจัยเรื่อง นวัตกรรมเชิงพุทธ : การสร้างสรรค์งานพุทธศิลปกรรมประดับกระจกล้านนา เพื่ออนุรักษ์และสืบสานให้แก่ชุมชน นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ๑) เพื่อศึกษางานพุทธศิลปกรรมประดับกระจกล้านนา ๒) เพื่ออนุรักษ์สืบสานงานพุทธศิลปกรรมประดับกระจกล้านนา และ ๓) เพื่อสร้างสรรค์งานพุทธศิลปกรรมประดับกระจกล้านนาแบบร่วมสมัยสู่ชุมชนท้องถิ่น เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) และเชิงปฏิบัติการ (Action Research) โดยประกอบด้วย การศึกษาเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม การสังเกตภาคสนาม และการทดลองปฏิบัติ (Experimental Design) ในพื้นที่ ๔ จังหวัดภาคเหนือ (เชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน และลำปาง)</p> <p>สรุปผลการวิจัย จากการศึกษาพบว่า งานพุทธศิลปกรรมประดับกระจกในล้านนามีความนิยมมาอย่างยาวนานตั้งแต่ยุคอาณาจักรล้านนา โดยสันนิษฐานว่าได้รับอิทธิพลจากชาวอินเดีย จีน และพม่า เอกลักษณ์สำคัญคือการสะท้อนถึงการผสมผสานศิลปะจาก ๓ วัฒนธรรม (ล้านนา พม่า จีน) ได้อย่างกลมกลืน เทคนิคดั้งเดิมใช้หลักคือ การประดับกระจกแก้ว (Glass Mosaic) ควบคู่กับการแกะสลักไม้ปิดทอง ซึ่งช่างโบราณเคยมีกรรมวิธีในการสร้าง "กระจกแก้วจืน" (กระจกสีโบราณ) ขึ้นเอง ลวดลายหลักมักเป็นรูปพรรณพฤกษา สัตว์ในเทพนิยาย และเทพเทวดา ซึ่งล้วนมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ลวดลายสื่อคติความทางพระพุทธศาสนา</p> <p>จากการวิเคราะห์ในส่วนของการอนุรักษ์ และสืบสานภูมิปัญญาอย่างยั่งยืน มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากงานประดับกระจกแบบโบราณที่ใช้เทคนิคดั้งเดิมกำลังขาดการสืบทอด โดยแนวทางประกอบด้วยการจัดทำฐานข้อมูลองค์ความรู้ เพื่อรวบรวมและจัดเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับงานพุทธศิลปกรรมประดับกระจกอย่างเป็นระบบ การถ่ายทอดทักษะผ่านการปฏิบัติจัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง กลุ่มเป้าหมายมุ่งเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้และทักษะให้กับ นักเรียนนักศึกษา ชุมชน และวัด เพื่อสืบสานและอนุรักษ์ภูมิปัญญาเหล่านี้ไม่ให้สูญหาย การพัฒนาสู่คนรุ่นใหม่เป็นการนำเสนอแนวทางในการอนุรักษ์และพัฒนาเพื่อให้เข้ากับวิถีชีวิตและค่านิยมของคนรุ่นใหม่ให้เกิดการสืบสานภูมิปัญญาและป้องกันไม่ให้สูญหาย</p> <p>นอกจากนั้นยังได้สร้างสรรค์งานพุทธศิลปกรรมประดับกระจกล้านนาแบบร่วมสมัย ที่สอดคล้องกับบริบทชุมชนท้องถิ่น การดำเนินการอยู่ภายใต้แนวคิด "นวัตกรรมเชิงพุทธ" มีหลักการคือ การต่อยอดเทคนิคและลวดลายดั้งเดิม (อาทิ การใช้วัสดุสมัยใหม่อย่างกาวอีพ็อกซี่เพื่อเพิ่มความคงทน) การสื่อความหมายใหม่เกี่ยวกับธรรมะและธรรมชาติ และที่สำคัญคือเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน (พระ เณร เยาวชน และชาวบ้าน) ในกระบวนการสร้างสรรค์ โดยได้นำผลงานสร้างสรรค์ไปติดตั้ง ณ วัดบ้านป่าคา จังหวัดเชียงราย เพื่อ เป็นแลนด์มาร์คใหม่ ซึ่งช่วย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และความยั่งยืนให้กับชุมชนในระยะยาว แสดงให้เห็นว่า "นวัตกรรมเชิงพุทธ" ไม่ใช่แค่การสร้างสิ่งใหม่ แต่คือการนำคุณค่าดั้งเดิมมาประยุกต์ใช้อย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้งานศิลปะงานประดับกระจกสีทั้งโบราณและปัจจุบันสามารถดำรงสืบสานเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคุณค่า จิตใจ และสุนทรียภาพให้ชุมชนอย่างยั่งยืน</p> ขจรเดช หนิ้วหยิ่น ทรงเดช ทิพย์ทอง ปฐมพงศ์ บูชาบุตร นุตศุภางค์ ภู่ทัยกุล พระรัตนมุนี, ผศ.ดร. ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2025-12-29 2025-12-29 11 6 61 69 การสะท้อนคิดเชิงอัตชาติพันธุ์วรรณนาเพื่อระบุปัญหาการสอนในระดับบัณฑิตศึกษา https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/7717 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษากระบวนการใช้การสะท้อนคิดเชิงอัตชาติพันธุ์วรรณนาที่เป็นระบบและวนซ้ำในการระบุปัญหาการสอนในระดับบัณฑิตศึกษา (2) ระบุและวิเคราะห์ปัญหาการสอนที่เปิดเผยผ่านกระบวนการสะท้อนคิดเชิงอัตชาติพันธุ์วรรณนา และ (3) อธิบายลักษณะ ความหมายและบริบทของปัญหาการสอนที่ระบุได้จากมุมมองของผู้สอนระดับบัณฑิตศึกษา งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีแบบอัตชาติพันธุ์วรรณนา โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากบันทึกส่วนตัว ความทรงจำ และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับผู้วิจัย จากนั้นนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงฉากทัศน์ (thematic analysis)</p> <p> ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าการสะท้อนคิดเชิงอัตชาติพันธุ์วรรณนาที่เป็นระบบและวนซ้ำเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการทำความเข้าใจปัญหาการสอนในระดับบัณฑิตศึกษาอย่างลึกซึ้ง โดยช่วยให้ผู้วิจัยสามารถระบุปัญหาหลักสี่ด้าน ได้แก่ ความคาดหวังและบทบาท ความสัมพันธ์และอำนาจ วิธีการเรียนรู้และอารมณ์กับความเป็นตัวตน ซึ่งล้วนเชื่อมโยงกับอัตลักษณ์ของผู้สอนและบริบททางวัฒนธรรมของสถาบัน กระบวนการสะท้อนคิดไม่เพียงเผยให้เห็นความซับซ้อนของการสอนในฐานะการปฏิบัติทางอัตลักษณ์ แต่ยังนำไปสู่การตระหนักรู้และการเปลี่ยนแปลงภายในผู้สอนเอง ทั้งทางด้านอารมณ์ ทัศนคติและความสามารถในการจัดการกับความไม่แน่นอน ผลลัพธ์นี้ชี้ให้เห็นว่าการสะท้อนคิดเชิงอัตชาติพันธุ์วรรณนาไม่เพียงเป็นระเบียบวิธีวิจัยที่มีคุณค่าแต่ยังเป็นแนวทางพัฒนาวิชาชีพที่ส่งเสริมการเรียนรู้ การเติบโต การเป็นผู้สอนที่ตระหนักรู้ และยืดหยุ่นต่อบริบทการศึกษาที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ</p> อนิรุทธิ์ สมเสาร์ อาทิฐยา วรนิตย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2025-12-29 2025-12-29 11 6 70 80 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษากับความผูกพันต่อองค์กรของข้าราชการครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 2 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/7820 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 2 2) เพื่อศึกษาระดับความผูกพันต่อองค์กรของข้าราชการครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 2 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษา กับความผูกพันต่อองค์กรของข้าราชการครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ คือ ข้าราชการครูในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 306 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 ท่าน ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ที่ 0.6 - 1.0 ค่าสหสัมพันธ์ระหว่างคะแนนรายข้อกับคะแนนรวม (Item-total Correlation) มีค่าอำนาจจำแนก ตั้งแต่ 0.2 - 0.8 และวิเคราะห์ความเชื่อมั่น (Reliability) ของแบบสอบถาม โดยวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach’s Alpha Coefficient) ค่าความเชื่อมั่นภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษา ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.985 และความผูกพันต่อองค์กรของข้าราชการครู ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.955 สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษา ในภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด 2) ความผูกพันต่อองค์กรของข้าราชการครู ในภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษากับความผูกพันต่อองค์กรของข้าราชการครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 2 มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เท่ากับ (r<sub>xy</sub> = .860**)</p> อัจฉราภา ชาวปากน้ำ อำนวย ทองโปร่ง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2025-12-29 2025-12-29 11 6 81 92 การศึกษามโนทัศน์และความคงทนของมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ เรื่อง ฟังก์ชัน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้รูปแบบการได้มาซึ่งมโนทัศน์ร่วมกับเอกสารสรุปมโนทัศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/7546 <p>การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ เปรียบเทียบมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ เรื่อง ฟังก์ชัน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้รูปแบบการได้มาซึ่งมโนทัศน์ร่วมกับเอกสารสรุปมโนทัศน์ ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน เปรียบเทียบระหว่างหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 60 และศึกษาความคงทนของมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ เรื่อง ฟังก์ชัน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการได้มาซึ่งมโนทัศน์ร่วมกับเอกสารสรุปมโนทัศน์ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/8 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนโนนสูงศรีธานี จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 39 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบวัดมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ เรื่อง ฟังก์ชัน จำนวน 26 ข้อ ได้ค่าความเชื่อมั่นของแบบวัดมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ทั้งฉบับเท่ากับ 0.92 และแผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 13 แผน วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test)</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า มโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ เรื่อง ฟังก์ชัน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้รูปแบบการได้มาซึ่งมโนทัศน์ร่วมกับเอกสารสรุปมโนทัศน์ มีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 6.28 และมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 18.56 ผลการเปรียบเทียบพบว่า หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 60 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการได้มาซึ่งมโนทัศน์ร่วมกับเอกสารสรุปมโนทัศน์ เรื่อง ฟังก์ชัน มีความคงทนของมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ </p> วรทิพย์ เอี่ยมดี ขนิษฐา ชมภูวิเศษ อนุชิต กล้าไพรี นฤเบศ ลาภยิ่งยง ณพฐ์ โสภีพันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2025-12-29 2025-12-29 11 6 93 102 ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มกรุงเทพใต้ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/7716 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหาร สถานศึกษาโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มกรุงเทพใต้ 2) ศึกษาประสิทธิผลของสถานศึกษา โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มกรุงเทพใต้3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการ เปลี่ยนแปลงของผู้บริหารกับประสิทธิผลของสถานศึกษา และ 4) ศึกษาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ของผู้บริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษากลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหาร สถานศึกษาและครูในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มกรุงเทพใต้ปีการศึกษา 2567 จำนวน 310 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) ประสิทธิผลของสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยเฉพาะด้านการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของนักเรียน 3) ภาวะผู้นําการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูงกับประสิทธิผลของสถานศึกษา และ 4) การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอนภาวะผู้นําการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาที่ทํานายประสิทธิผลของสถานศึกษา โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มกรุงเทพใต้จากภาวะผู้นําการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา 5 ด้าน ได้แก่ การมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์หรือการสร้างบารมี การสร้างแรงบันดาลใจ (X<sub>2</sub>) การกระตุ้นการใช้ปัญญา (X<sub>3</sub>) การคำนึงถึงการเป็นปัจเจกบุคคล (X<sub>4</sub>) และการสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกัน (X<sub>5</sub>) ที่ทดสอบแล้วพบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทั้งหมด 4 ด้าน ได้แก่ การมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์หรือการสร้างบารมี (X<sub>1</sub>) การสร้างแรงบันดาลใจ (X<sub>2</sub>) การคำนึงถึงการเป็นปัจเจกบุคคล (X<sub>4</sub>) และการสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกัน (X<sub>5</sub>) สามารถร่วมกันพยากรณ์ ประสิทธิผลของสถานศึกษาได้ร้อยละ 71.20</p> <p> ดังนั้น ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาใน 4 ด้าน ดังกล่าว ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มกรุงเทพใต้ได้อย่างมีนัยสำคัญ</p> มัลลิกา ใจชื่น วิภาดา ประสารทรัพย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2025-12-29 2025-12-29 11 6 103 130 กระบวนการสร้างเมืองแห่งความสุขแบบมีส่วนร่วมของจังหวัดนครพนม https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/7515 <p>งานวิจัยเรื่อง “การพัฒนาองค์ประกอบแห่งความสุขของคนจังหวัดนครพนม” มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และพัฒนาองค์ประกอบความสุขที่สะท้อนอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของประชาชนในจังหวัดนครพนม โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสม (Mixed Methods) ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก สนทนากลุ่ม และแบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่างได้แก่ประชาชนในพื้นที่อำเภอธาตุพนมและอำเภอเรณูนคร ซึ่งเป็นชุมชนที่มีพื้นฐานวัฒนธรรมหลากหลายและยึดโยงกับพระธาตุพนม</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า องค์ประกอบแห่งความสุขของชาวนครพนมมี 6 ด้านสำคัญ ได้แก่ (1) เศรษฐกิจชุมชนและรายได้พอเพียง (2) ครอบครัวอบอุ่นเกื้อกูล (3) สุขภาพกายและใจดี (4) การบริหารชุมชนโดยยึดธรรมาภิบาล (5) การมีสิ่งแวดล้อมที่สมดุลกับวิถีเกษตร และ (6) การมีค่านิยมร่วมทางวัฒนธรรมและศาสนา ผลการจัดลำดับความสำคัญพบว่า “ครอบครัว” เป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญสูงสุด รองลงมาคือ “เศรษฐกิจพอเพียง” และ “สุขภาวะกาย–ใจ”</p> <p>นอกจากนี้ การวิเคราะห์เชิงคุณภาพได้เปิดเผยมโนทัศน์สำคัญ 2 ประการ ได้แก่ “มโนทัศน์ดุลยภาพ” ซึ่งหมายถึงการรักษาสมดุลระหว่างคน สังคม และธรรมชาติ และ “โยงใยที่ซ่อนเร้น” ซึ่งหมายถึงทุนทางสังคม วัฒนธรรม และความเชื่อที่เกื้อหนุนการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ งานวิจัยเสนอว่า ความสุขของชุมชนมิได้เกิดจากปัจจัยวัตถุเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการธำรงดุลยภาพและการหล่อเลี้ยงด้วยโยงใยทางสังคมและจิตวิญญาณ ซึ่งควรถูกนำไปใช้เป็นกรอบแนวคิดในการพัฒนาเมืองแห่งความสุขของจังหวัดนครพนมต่อไป</p> พระครูสิริเจติยานุกิจ . ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2025-12-29 2025-12-29 11 6 131 141 การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุกรายวิชา วิทยาการคำนวณ เรื่อง Canva กับการรู้ทักษะดิจิทัล สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/7702 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก รายวิชาวิทยาการคำนวณ เรื่อง Canva กับการรู้ทักษะดิจิทัล ตามเกณฑ์ประสิทธิภาพที่กำหนด 75/75 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก รายวิชาวิทยาการคำนวณ เรื่อง Canva กับการรู้ทักษะดิจิทัล สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก่อนเรียนและหลังเรียน และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก รายวิชาวิทยาการคำนวณ เรื่อง Canva กับการรู้ทักษะดิจิทัล สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสะพานที่ 3 จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนกิจกรรมด้วยบทเรียนออนไลน์ การเรียนรู้เชิงรุก รายวิชาวิทยาการคำนวณ เรื่อง Canva กับการรู้ทักษะดิจิทัล 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและ t-test แบบ dependent</p> <p> ผลวิจัยพบว่า 1) กิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก รายวิชาวิทยาการคำนวณ เรื่อง Canva กับการรู้ทักษะดิจิทัล มีประสิทธิภาพเท่ากับ 75.05/78.25 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ 75/75 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนเชิงรุก รายวิชาวิทยาการคำนวณ เรื่อง Canva กับการรู้ ทักษะดิจิทัล ที่คณะผู้วิจัยสร้างขึ้น โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 4.82, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 0.06)</p> วราลักษณ์ ทองเชื้อ ราชการ สังขวดี ภาสกร เรืองรอง พิชญาภา ยวงสร้อย กฤติกา สังขวดี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2025-12-29 2025-12-29 11 6 142 154 ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกรณีศึกษา เรื่อง การเป็นพลเมืองดิจิทัลที่ดี เพื่อส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณทางสื่อของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/7805 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณทางสื่อของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกรณีศึกษา 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกรณีศึกษา เรื่อง การเป็นพลเมืองดิจิทัลที่ดี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 จำนวน 28 คน ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนบ้านห้วยไม้ซอด ได้มาจากการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกรณีศึกษา แบบประเมินความสามารถด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณทางสื่อ และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินความสามารถด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณทางสื่อได้ตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา โดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างจุดประสงค์กับพฤติกรรมเท่ากับ 0.67 – 1.00 และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องตั้งแต่ 0.60 ขึ้นไปทุกข้อ การวิเคราะห์ข้อมูลดำเนินการโดยการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบทีแบบกลุ่มเดียว โดยมีแบบแผนการวิจัยแบบ One Group Pretest – Posttest Design</p> <p> ผลวิจัยพบว่า 1) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนโดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกรณีศึกษา (Case Study-Based Learning) เรื่อง การเป็นพลเมืองดิจิทัลที่ดี มีความสามารถด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณทางสื่อของนักเรียนหลังเรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกรณีศึกษา มีค่าเฉลี่ย = 4.80, S.D. = 0.06 สูงกว่าก่อนเรียนที่มีค่าเฉลี่ย <strong> </strong><strong>=</strong> 2.39, S<strong>.</strong>D<strong>.</strong><strong> = </strong>0.22 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนโดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกรณีศึกษา (Case Study-Based Learning) มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนมีค่าเฉลี่ย <strong>=</strong> 24.96, S.D. = 1.95 สูงกว่าก่อนเรียนที่มีค่าเฉลี่ย <strong>=</strong> 11.86, S.D. = 2.76 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> ภูผาภูมิ วิชาเดช จุฬาพร พลรักษ์ เกรียงไกร พิลาลัย ศศิพันธุ์ เปี๊ยนเปี่ยมสิน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2025-12-29 2025-12-29 11 6 155 165 การพัฒนาแบบวัดการบริหารจัดการตนเองของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา ตอนปลายในสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดชุมพร https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/7491 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อสร้างแบบวัดการบริหารจัดการตนเองของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดชุมพร 2) เพื่อหาคุณภาพแบบวัดการบริหารจัดการตนเองของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดชุมพร 3) เพื่อสร้างเกณฑ์ปกติของแบบวัดการบริหารจัดการตนเองของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดชุมพร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดชุมพร จำนวน 345 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบวัดการบริหารจัดการตนเอง วิเคราะห์คุณภาพเครื่องมือ ได้แก่ ค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา ค่าอำนาจจำแนก ค่าความเชื่อมั่น และเกณฑ์ปกติ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ สถิติพื้นฐานและคะแนนมาตรฐานทีปกติ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) การสร้างแบบวัดการบริหารจัดการตนเองของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดชุมพร โดยประกอบด้วยองค์ประกอบ 5 ด้าน คือ การจัดการอารมณ์ การจัดการความเครียด การมีเป้าหมายในชีวิต การจัดการแก้ปัญหา และความยืดหยุ่นและการปรับตัว โดยมีเกณฑ์การให้คะแนน 4 ระดับได้แก่ ผู้แสวงหา ผู้เอาใจผู้อื่น ผู้สำรวจตนเอง และผู้ตระหนักรู้ จำนวน 30 ข้อ 2) การหาคุณภาพแบบวัดการบริหารจัดการตนเองของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดชุมพร มีการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา มีค่าตั้งแต่ 0.80 – 1.00 มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ .241 ถึง <strong>.</strong>497 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.83 3) เกณฑ์ปกติของแบบวัดการบริหารจัดการตนเอง มีเกณฑ์ปกติในรูปคะแนน T ปกติ ระหว่าง - ซึ่งสามารถนำไปใช้ประเมินและส่งเสริมทักษะการบริหารจัดการตนเองของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> สุวิมล เชิงไกรยัง ธนิยา เยาดำ เมธี ดิสวัสดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2025-12-29 2025-12-29 11 6 166 178 การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้วิธีการสอนแบบโฟนิกส์ร่วมกับ การใช้เกมประกอบการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/7877 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยการวิจัยกึ่งทดลอง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถ ด้านการอ่านภาษาอังกฤษก่อนและหลังการใช้วิธีการสอนแบบโฟนิกส์ร่วมกับการใช้เกมประกอบการเรียนรู้ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 2) ศึกษาความคงทนของความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษหลังใช้วิธีการสอนแบบโฟนิกส์ร่วมกับเกมประกอบการเรียนรู้ กลุ่มเป้าหมายคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านทุ่งโต๊ะดังจำนวน 15 คน ปีการศึกษา 2568 จำนวน 1 ห้องเรียน รวมทั้งสิ้น 15 คน โดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Selection) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบทดสอบความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษ (Pre test และ Post test) โดยมีค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.66 – 1.00 มีค่า P อยู่ระหว่าง 0.23 – 0.80 และค่า r อยู่ระหว่าง 0.20 – 0.80 แสดงว่าข้อสอบมีค่าความยากง่ายและอำนาจจำแนกได้ค่าความเชื่อมั่น KR-20 เท่ากับ 0.86 ซึ่งอยู่ในระดับสูง 2) แผนการจัดการเรียนรู้แบบโฟนิกส์ จำนวน 6 แผน 3) ชุดเกมและสื่อการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที่คะแนนไม่อิสระ ผลการวิจัยพบว่า 2) ความสามารถ ด้านการอ่านภาษาอังกฤษจากการใช้วิธีการสอนแบบโฟนิกส์ร่วมกับการใช้เกมประกอบการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และเกิดความคงทนของความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษหลังจากเรียนภาษาอังกฤษโดยใช้วิธีการสอนแบบโฟนิกส์ร่วมกับการใช้เกมประกอบการเรียนรู้ แสดงว่าผู้เรียนมีทักษะด้านการอ่านภาษาอังกฤษได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนว่าการใช้โฟนิกส์ร่วมกับเกมช่วยส่งเสริมผลสัมฤทธิ์และความคงทนในการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างมีประสิทธิภาพ</p> ปกรณ์ คงจินดามณี อิรฮัม ดอเลาะ พัฐมาศ ภูมิภาค ธีระยุท รัชชะ ณรงค์ศักดิ์ รอบคอบ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2025-12-29 2025-12-29 11 6 179 187 ปัจจัยที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการมาโรงเรียนของนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนปลาย ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เขตเทศบาลตำบลทุ่งสัง https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/7698 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับของปัจจัยที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการมาโรงเรียน ได้แก่ ปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยครอบครัว และปัจจัยโรงเรียน 2) ศึกษาระดับแรงจูงใจในการมาโรงเรียนของนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนปลายในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและ 3) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการมาโรงเรียนของนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนปลายในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนระดับประถมศึกษาตอนปลายในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เขตเทศบาลตำบลทุ่งสัง อำเภอทุ่งใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 136 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามแบบมาตรส่วนประมาณค่า 5 ระดับ โดยมีค่า IOC อยู่ในช่วง 0.67-1.00 และค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามเท่ากับ 0.88 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ปัจจัยด้านโรงเรียนมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (= 4.37) รองลงมาคือด้านครอบครัว (= 4.28) และด้านส่วนบุคคล ( = 4.16) ตามลำดับ</li> <li>ระดับแรงจูงใจโดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (= 4.33) โดยเมื่อพิจารณาตามประเภทของแรงจูงใจเห็นได้ว่าแรงจูงใจภายนอกมีค่าเฉลี่ยสูงสุดอยู่ในระดับมาก (= 4.33) ขณะที่แรงจูงใจภายในมีค่าเฉลี่ยรองลงมา ( = 4.32) ซึ่งอยู่ในระดับมากเช่นเดียวกัน</li> <li>ปัจจัยโรงเรียนและปัจจัยส่วนตัวส่งผลต่อแรงจูงใจของนักเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยปัจจัยโรงเรียนส่งผลมากที่สุด (β = .768, p &lt; .01) รองลงมาคือปัจจัยส่วนตัว (β = .127, p &lt; .05) ขณะที่ปัจจัยครอบครัวไม่พบอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้แบบจำลองสามารถอธิบายแรงจูงใจในการมาโรงเรียนได้ร้อยละ 70.9 (ด้วยวิธีการถดถอยแบบ Stepwise)</li> </ol> นันท์นภัส จติกุล ณรงค์ศักดิ์ รอบคอบ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2025-12-29 2025-12-29 11 6 188 198 ผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีสอนแบบ SQ4R ที่มีต่อความสามารถ ในการอ่านเชิงวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/7796 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านเชิงวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีสอนแบบ SQ4R เป็นการวิจัยแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อน-หลัง (One-Group Pretest-Posttest Design) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่3/11 ของโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการ ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่2 ปีการศึกษา2567 จำนวน 40 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีสอนแบบSQ4R แผนละ 2 คาบเรียน จำนวน 4 แผน และแบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านเชิงวิเคราะห์ จำนวน 30 ข้อ โดยนำข้อสอบวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อหาค่าความยากง่าย (p) ค่าอำนาจจำแนก (r) และค่าความเชื่อมั่นโดยใช้วิธีการของ (Kuder Richardson) คูเดอร์ -ริชาร์ดสัน K-20 พบว่า แบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านเชิงวิเคราะห์ มีค่าความยากง่าย (p) อยู่ระหว่าง 0.28 – 0.63 ค่าอำนาจจำแนก (r) อยู่ระหว่าง 0.28 - 0.63 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.86 มีการวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย (M) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระต่อกัน (dependent sample t-test)</p> ฐานันดร จูทิม เด่นดาว ชลวิทย์ นพคุณ คุณาชีวะ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2025-12-29 2025-12-29 11 6 199 207 การศึกษาทักษะการบริหารของผู้บริหารในศตวรรษที่ 21 เพื่อการเป็นสถานศึกษาแห่งการเรียนรู้ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/7816 <p><strong> </strong>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับและแนวทางการพัฒนาทักษะการบริหารของผู้บริหารในศตวรรษที่ 21 เพื่อการเป็นสถานศึกษาแห่งการเรียนรู้ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ปีการศึกษา 2567 จำนวน 217 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง โดยใช้การสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 ท่าน มีค่าดัชนีความสอดคล้องตั้งแต่ 0.67-1.00 มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.910 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า ระดับทักษะการบริหารของผู้บริหารในศตวรรษที่ 21 เพื่อการเป็นสถานศึกษาแห่งการเรียนรู้โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ดังนี้ ด้านทักษะทางมนุษยสัมพันธ์ ด้านทักษะทางเทคโนโลยีและการใช้ดิจิทัล ด้านทักษะการบริหารจัดการองค์กร ด้านทักษะการคิดวิเคราะห์และการคิดสร้างสรรค์ และด้านทักษะการสื่อสาร มีแนวทางการพัฒนา ดังนี้ 1) ด้านทักษะทางมนุษยสัมพันธ์ ควรยอมรับความรู้ความชำนาญของผู้อื่นวิธีที่ดีที่สุดในการสร้างความไว้วางใจในที่ทำงาน 2) ด้านทักษะทางเทคโนโลยีและการใช้ดิจิทัล ควรมีความสามารถนำเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีอยู่ในปัจจุบันมาใช้ให้เหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุด 3) ด้านทักษะการบริหารจัดการองค์กร ควรมีความสามารถทั้งในการฟัง พูด อ่าน เขียนและสรุปความได้อย่างชัดเจนและตรงประเด็น 4) ด้านทักษะการคิดวิเคราะห์และการคิดสร้างสรรค์ ควรมีส่วนร่วมในกลยุทธ์การคิดเชิงสร้างสรรค์จะทำให้เกิดแรงจูงใจ 5) ด้านทักษะการสื่อสาร ควรมีวิธีการสื่อสารที่หลากหลายและเลือกใช้การสื่อสารที่ถูกต้องเพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของการสื่อสาร</p> ศิริชัย ทนทะนาน ทัศพร เกตุถนอม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2025-12-29 2025-12-29 11 6 208 217 ผลการใช้ชุดกิจกรรมแนะแนวเพื่อเสริมสร้างการควบคุมอารมณ์ ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนธรรมศาสตร์คลองหลวงวิทยาคม จังหวัดปทุมธานี https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/7452 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบการควบคุมอารมณ์ของนักเรียนกลุ่มทดลอง ก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมแนะแนวเพื่อเสริมสร้างการควบคุมอารมณ์ และ 2) เปรียบเทียบการควบคุมอารมณ์ของนักเรียนกลุ่มทดลองที่ใช้ชุดกิจกรรมแนะแนวเพื่อเสริมสร้างการควบคุมอารมณ์และกลุ่มควบคุมที่ใช้กิจกรรมแนะแนวแบบปกติ</p> <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ประชากร คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนธรรมศาสตร์คลองหลวงวิทยาคม จังหวัดปทุมธานี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 ทั้งหมด 23 ห้องเรียน จำนวน 850 คน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนธรรมศาสตร์คลองหลวงวิทยาคม จังหวัดปทุมธานี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 60 คน ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 1 กลุ่ม และกลุ่มควบคุม 1 กลุ่ม จำนวนกลุ่มละ 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) ชุดกิจกรรมแนะแนวเพื่อเสริมสร้างการควบคุมอารมณ์ 2) กิจกรรมแนะแนวแบบปกติ และ 3) แบบวัดการควบคุมอารมณ์มีค่าความเที่ยงเท่ากับ .87 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที</p> <p> ผลการวิจัยปรากฏว่า 1) ภายหลังการทดลอง นักเรียนที่ใช้ชุดกิจกรรมแนะแนวเพื่อเสริมสร้างการควบคุมอารมณ์มีการควบคุมอารมณ์สูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 2) นักเรียนกลุ่มที่ใช้ชุดกิจกรรมแนะแนวเพื่อเสริมสร้างการควบคุมอารมณ์ มีการควบคุมอารมณ์สูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุมที่ใช้กิจกรรมแนะแนวแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 </p> นันท์นภัส มูลหล้า นิธิพัฒน์ เมฆขจร, รศ.ดร. วัลภา สบายยิ่ง,รศ.ดร. ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2025-12-29 2025-12-29 11 6 218 227 แนวทางการพัฒนาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 2 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/7849 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพจริงของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารงานในสถานศึกษา 2) เสนอแนวทางการพัฒนาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารงานในสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริหารและครูจำนวน 302 คน จากโรงเรียนทั้ง 71 แห่งในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 2 โดยใช้การสุ่มแบบง่าย และมีผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีประสบการณ์และคุณสมบัติครบถ้วน จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง โดยผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (IOC) อยู่ในระดับดี และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม (Cronbach’s alpha) เท่ากับ 0.834 การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้การหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า สภาพจริงของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารงานในสถานศึกษาใน 4 ด้าน ได้แก่ ด้านวิชาการ ด้านงบประมาณ ด้านบุคลากร และด้านทั่วไป โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีด้านการบริหารงานวิชาการที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ส่วนด้านการบริหารงานงบประมาณมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด</p> <p> แนวทางการพัฒนาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารงานในสถานศึกษา ประกอบด้วย 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) ด้านวิชาการ พัฒนาระบบทะเบียนวัดผลและคลังสื่อดิจิทัลที่เป็นระบบ 2) ด้านงานทั่วไป ส่งเสริมการใช้ระบบสารบรรณและการสื่อสารออนไลน์ให้เป็นมาตรฐาน 3) ด้านบุคลากร จัดทำระบบข้อมูลบุคลากรและสนับสนุนการพัฒนาวิชาชีพออนไลน์ และ 4) ด้านงบประมาณ พัฒนาระบบวางแผนและบริหารงบประมาณที่โปร่งใส ถูกต้อง และตรวจสอบได้</p> ธนากร ธัญนันท์ วิภาดา ประสารทรัพย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2025-12-29 2025-12-29 11 6 228 241 รูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสานด้วยวิธีการเรียนรู้เชิงรุกเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะครู สำหรับนักศึกษาระดับปริญญาโท คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/7618 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. พัฒนาชุดการสอนรายวิชาMCI102จิตวิทยาการศึกษาโดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสานด้วยวิธีการเรียนรู้เชิงรุกสำหรับนักศึกษาปริญญาโทให้มีประสิทธิภาพ 2.หาดัชนีประสิทธิผลของชุดการสอนรายวิชาMCI102จิตวิทยาการศึกษาโดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสานด้วยวิธีการเรียนรู้เชิงรุกสำหรับนักศึกษาปริญญาโท 3. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของชุดการสอนรายวิชาMCI102จิตวิทยาการศึกษาโดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสานด้วยวิธีการเรียนรู้เชิงรุกกับการเรียนรู้แบบปกติ สำหรับนักศึกษาปริญญาโทและ4. เปรียบเทียบความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อชุดการสอนรายวิชาMCI102จิตวิทยาการศึกษาโดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสานด้วยวิธีการเรียนรู้เชิงรุก กับการเรียนรู้แบบปกติ สำหรับนักศึกษาปริญญาโทประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักศึกษาระดับปริญญาโท คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 50 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แบบทดสอบสมรรถนะนักศึกษาวิชาชีพครูด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร ด้านความรู้ 2) แบบประเมินด้านทักษะ 3) แบบประเมินผลงาน นวัตกรรม และ 4) แบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบ Paired Sample t-test, ANOVA, และ Pearson Correlation Coefficientผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสานด้วยวิธีการเรียนรู้เชิงรุก (BLALM Model) มี องค์ประกอบสำคัญ 4 องค์ประกอบ คือ 1.1) ผู้สอน 1.2) ผู้เรียน 1.3) ห้องเรียน และ 1.4) เทคโนโลยี 2) ผลการ ประเมินคุณภาพของรูปแบบอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.92, SD = .11) และ 3) ผลของการใช้รูปแบบการเรียนรู้ แบบผสมผสานด้วยวิธีการเรียนรู้เชิงรุก พบว่า 3.1) คะแนนเฉลี่ยด้านความรู้หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3.2) คะแนนเฉลี่ยด้านทักษะและด้านนวัตกรรมของผู้เรียนทั้ง 3 กลุ่มไม่แตกต่างกัน3.3) คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนของผู้เรียนระดับเก่งมีความสัมพันธ์ทางบวกกับคะแนนหลังเรียน ในระดับปานกลาง (r = .46, p = .01) 3.4) คะแนนเฉลี่ยด้านความรู้ก่อนเรียนมีความสัมพันธ์ทางบวกกับหลังเรียนในระดับปาน กลาง (r = .49, p = .00) และ 3.5) ผู้เรียนมีความพึงพอใจกับรูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสานด้วยวิธีการเรียนรู้ เชิงรุกในระดับมากที่สุดโดยมีค่าเฉลี่ยรวม 4.66 และ 3.6) ผลของการรับรองรูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสานด้วย วิธีการเรียนรู้เชิงรุก มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุดที่คะแนนเฉลี่ย 4.80</p> นันทวัฒน์ ภัทรกรนันท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2025-12-29 2025-12-29 11 6 242 256 การพัฒนาตัวบ่งชี้ภาวะผู้นำอย่างคล่องแคล่วของผู้บริหารสถานศึกษา ในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดกระบี่ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/7794 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบภาวะผู้นำอย่างคล่องแคล่วของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดกระบี่ และ 2) ตรวจสอบและยืนยันโมเดลสมการภาวะผู้นำอย่างคล่องแคล่วของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดกระบี่ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และผู้ดูแลเด็ก ของสถานศึกษาในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดกระบี่ ปีการศึกษา 2567 จำนวน 820 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน และใช้กฎอัตราส่วนระหว่างจำนวนกลุ่มตัวอย่างกับจำนวนพารามิเตอร์ 20:1 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเที่ยงตรง (Content validity) ทั้งฉบับเท่ากับ .965 มีค่าความเชื่อมัน (Reliability) ทั้งฉบับเท่ากับ 0.986 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ผลการวิจัยพบว่า 1) องค์ประกอบภาวะผู้นำอย่างคล่องแคล่วของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดกระบี่ มีจำนวน 5 องค์ประกอบหลัก 15 องค์ประกอบย่อย และ 87 ตัวบ่งชี้ 2) ผลการตรวจสอบและยืนยันโมเดลสมการภาวะผู้นำอย่างคล่องแคล่วของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดกระบี่ พบว่า มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ Chi-Square= 47.237, df = 36, p= 0.100, GFI=0.993, AGFI = 0.977, RMSEA = 0.018 การตรวจสอบความตรงเชิงโครงสร้างภาวะผู้นำอย่างคล่องแคล่วของผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดกระบี่กับข้อมูลเชิงประจักษ์ ผลการทดสอบพบว่าโมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> วุฒิชัย ทองบำรุง สันติ อุนจะนำ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2025-12-29 2025-12-29 11 6 257 268 ความต้องการจำเป็นของผู้ปกครองทีมีต่อระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดสมุทรสงคราม https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/7448 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของผู้ปกครองที่มีต่อระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดสมุทรสงคราม 2) เพื่อประเมินและจัดลำดับความต้องการจำเป็นของผู้ปกครองที่มีต่อระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดสมุทรสงคราม <br />กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ปกครองนักเรียนของศูนย์การศึกษาพิเศษประจําจังหวัดสมุทรสงคราม ใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย <br />รวมทั้งสิ้น 92 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามซึ่งผ่านการตรวจสอบความสอดคล้องเชิงเนื้อหา (IOC) <br />อยู่ระหว่าง .67 – 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .98 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความคาดหวังด้วยเทคนิค Modified Priority Needs Index (PNI<sub>modified</sub>)</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดสมุทรสงคราม ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) การจัดลำดับความต้องการจำเป็นของผู้ปกครองต่อระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดสมุทรสงคราม ลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น ในระดับที่มากที่สุดคือ ด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล จัดเก็บข้อมูลนักเรียนอย่างเป็นระบบ วิเคราะห์ข้อมูล เพื่อทำความเข้าใจลักษณะเฉพาะของนักเรียนแต่ละคน นำไปสู่การวางแผนดูแลช่วยเหลือที่เหมาะสม นำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็ว รองลงมาคือ ด้านการป้องกันและแก้ปัญหา ส่งเสริมพฤติกรรมเชิงบวกสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ปลอดภัยและสนับสนุนทั้งทางกายภาพและจิตใจ เสริมสร้างความร่วมมือระหว่างศูนย์การศึกษาพิเศษและผู้ปกครอง โดยมีการให้ความรู้ คำแนะนำ และการสนับสนุนบทบาทของครอบครัวในการดูแลนักเรียนอย่างสม่ำเสมอ ด้านการคัดกรองนักเรียน โดยทีมสหวิชาชีพใช้เครื่องมือที่ได้มาตรฐานและเหมาะสมกับช่วงวัย ในการประเมินด้านต่างๆ การพัฒนาระบบคัดกรองในการวางแผนช่วยเหลือและสนับสนุนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้นักเรียนได้รับการส่งเสริมตามศักยภาพและข้อจำกัดของแต่ละบุคคล ด้านการส่งต่อ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมจัดส่งข้อมูลนักเรียนที่จำเป็นและครบถ้วนให้กับหน่วยงานปลายทางอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถวางแผนการดูแลต่อเนื่องได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ และด้านการส่งเสริมพัฒนานักเรียน พัฒนาแบบองค์รวมออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนและการบำบัดฟื้นฟู เพื่อให้ทุกกิจกรรมตรงกับความต้องการจำเป็นของนักเรียนแต่ละคน ตามลำดับ <br />จากผลการวิจัย ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดสมุทรสงคราม ควรพัฒนากลไกด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล พัฒนาระบบการคัดกรองประเภทความพิการ จัดเก็บข้อมูลนักเรียนอย่างเป็นระบบ เพื่อทำความเข้าใจลักษณะเฉพาะของนักเรียนแต่ละคน นำไปสู่การวางแผนดูแลช่วยเหลือที่เหมาะสม</p> วิชุดา อิงชัยภูมิ จรีพร โชติพิบูลย์ทรัพย์ กรรณิการ์ สุสม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2025-12-29 2025-12-29 11 6 269 279 การตัดสินใจของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษายะลา https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/7844 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับการตัดสินใจของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ระดับการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา 3) ความสัมพันธ์ระหว่างการตัดสินใจของผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา 4) การตัดสินใจของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษายะลา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียน รองผู้อำนวยการโรงเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 242 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามมาตราส่วน 5 ระดับ ซึ่งมีค่า IOC เท่ากับ 0.67 – 1.00 และมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา เท่ากับ .995 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน ค่าสหสัมพันธ์เพียร์สัน และการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1) การตัดสินใจของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษายะลา ในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน 2) การบริหารงานบุคคลในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษายะลา ในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน 3) การตัดสินใจของผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษายะลา ในภาพรวมมีความสัมพันธ์ในทิศทางบวกระดับปานกลางอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ อยู่ระหว่าง .422 - .511 และ 4) การตัดสินใจของผู้บริหารสถานศึกษาทุกด้าน ส่งผลต่อการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษายะลา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 มีค่าสัมประสิทธิ์การถดถอย หรือมีอำนาจพยากรณ์เท่ากับ .370 ค่าความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้นจากการพยากรณ์เท่ากับ .386 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01 ค่าสหสัมพันธ์พหุคูณของตัวแปรเท่ากับ .608 สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบและคะแนนมาตรฐาน คือ</p> <p>Ŷ ​= 1.247 + 0.242X<sub>5</sub> + 0.234X<sub>1</sub> + 0.115X<sub>2</sub> + 0.080X<sub>3</sub> + 0.064X<sub>4</sub></p> <p>Ẑ = 0.249ZX<sub>5</sub>​ + 0.256ZX<sub>1 </sub>+ 0.112ZX<sub>2 </sub>+ 0.081ZX<sub>3</sub>​ + 0.064ZX<sub>4</sub></p> สุดา โลมากิจ ผศ.เตือนใจ ดลประสิทธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2025-12-29 2025-12-29 11 6 280 292 การศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อโครงการ การเรียนรู้พื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ (AI) ณ โรงเรียนวัดกรับพวง https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/7882 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อโครงการ “การเรียนรู้พื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI)” ณ โรงเรียนวัดกรับพวง โดยมุ่งสำรวจทัศนคติและประสบการณ์ของผู้เข้าร่วมจากกิจกรรมเชิงปฏิบัติและการใช้เครื่องมือจริง กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 38 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามความพึงพอใจมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบสอบถามปลายเปิดเพื่อเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ</p> <p> เครื่องมือวิจัยได้ผ่านกระบวนการสร้างและตรวจสอบคุณภาพโดยศึกษาทฤษฎีและเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เนื้อหาครอบคลุมตามวัตถุประสงค์ จากนั้นตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ผลการประเมินพบว่าค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.67–1.00 อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ก่อนนำไปใช้จริงได้ทำการทดสอบความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม (Pre-test) โดยหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค ผลการคำนวณพบว่าค่าความเชื่อมั่นมีค่ามากกว่า 0.70 ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับดีและเหมาะสมสำหรับการนำไปใช้เก็บข้อมูลจริง</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจต่อโครงการการเรียนรู้พื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) อยู่ในระดับมาก (= 4.50, S.D. = 0.60) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านผู้สอน/วิทยากร อยู่ในระดับมาก (= 4.42, S.D. = 0.55) ด้านเนื้อหาและการนำเสนอ อยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.64, S.D. = 0.40) ด้านกิจกรรมและการมีส่วนร่วม อยู่ในระดับมาก ( = 4.41, S.D. = 0.56) ด้านระยะเวลาและสถานที่ อยู่ในระดับมาก (= 4.40, S.D. = 0.52) และด้านการนำความรู้ไปใช้ อยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.61, S.D. = 0.45)</p> ภาสกร เรืองรอง พัฒน์นรี เอี่ยมอาภรณ์ มีนา มากรักชาติ ศศิธร หลอมทอง สุกัญญา พรมรักษา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2025-12-29 2025-12-29 11 6 293 301 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารเงินกู้ตามวัตถุประสงค์ของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนนทบุรี จำกัด https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/7365 <p>บทความวิจัยนี้วัตถุประสงค์การวิจัย 1.) เพื่อศึกษาปัจจัยการบริหารเงินกู้ของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนนทบุรี จำกัด 2.) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการบริหารเงินกู้ของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนนทบุรี จำกัด 3.) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารเงินกู้ตามวัตถุประสงค์ของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนนทบุรี จำกัด กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ สมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนนทบุรี จำกัด จำนวน 377 คน โดยวิธีการสุ่มตัวอย่างตามความสะดวก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1.) ปัจจัยการบริหารเงินกู้ของสมาชิกโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบายสินเชื่อมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือ ด้านพฤติกรรมการใช้จ่ายของสมาชิกและ ด้านรายได้และสถานะทางเศรษฐกิจของ ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือ ด้านมาตรการควบคุมและติดตามของสหกรณ์ ตามลำดับ 2.) ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการบริหารเงินกู้ของสมาชิกในภาพรวมอยู่ระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านการส่งเสริมประสิทธิภาพการบริหารเงินกู้มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด รองลงมาได้แก่ ด้านการใช้เงินกู้ให้ตรงตามวัตถุประสงค์ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด ได้แก่ ด้านการบริหารจัดการเงินกู้ ตามลำดับ3.) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารเงินกู้ตามวัตถุประสงค์ของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนนทบุรี จำกัด ได้แก่ ตัวแปร ด้านพฤติกรรมการใช้จ่ายของสมาชิก (X<sub>2</sub>) (β=0.45) และด้านรายได้และสถานะทางเศรษฐกิจของสมาชิก (X<sub>4</sub>) (β=0.30)</p> นรพร ไหลหรั่ง วงศ์วิศว์ หมื่นเทพ บุษกร วัฒนบุตร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2025-12-29 2025-12-29 11 6 302 313 การพัฒนาความสามารถในการใช้ภาษาจีน โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือ ด้วยเทคนิค STAD ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบเอกซ์พลิซิท ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/7367 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการใช้ภาษาจีนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา</p> <p>ปีที่ 5 ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้รูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบเอกซ์พลิซิท 2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการใช้ภาษาจีน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียน โดยใช้การจัดการเรียนรู้รูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบเอกซ์พลิซิทกับเกณฑ์ร้อยละ 70 กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนหนองบัวแดงวิทยา โดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาจีนเรื่อง 你买什么? (คุณจะซื้ออะไร?) 2) แบบวัดความสามารถในการใช้ภาษาจีน เรื่อง 你买什么? (คุณจะซื้ออะไร?) จำนวน 20 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานโดยใช้สถิติที่แบบไม่เป็นอิสระต่อกัน (t-test for Dependent Sample) และสถิติที แบบการทดสอบค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง 1 กลุ่ม (One-sample test for the mean) ผลการวิจัยพบว่า 1) ความสามารถในการใช้ภาษาจีนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียน (ค่าเฉลี่ย = 15.10) สูงกว่าก่อนเรียน (ค่าเฉลี่ย = 4.55) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ความสามารถในการใช้ภาษาจีนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบเอกซ์พลิซิท คิดเป็นร้อยละ 74.19 จากคะแนนเต็มร้อยละ 100 พบว่า ความสามารถในการใช้ภาษาจีนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 ที่ตั้งไว้</p> กาญจนาพร โคจำนงค์ พวงเพ็ญ อิทรประวัติ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2025-12-29 2025-12-29 11 6 314 325 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านอยู่อย่างพอเพียง โดยใช้การจัดการเรียนรู้ชุมชนเป็นฐาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/7369 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังเรียน โดยใช้การจัดการเรียนรู้ชุมชนเป็นฐาน 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้การจัดการเรียนรู้ชุมชนเป็นฐานหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 3) เพื่อศึกษาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านอยู่อย่างพอเพียงของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้การจัดการเรียนรู้ชุมชนเป็นฐาน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนบ้านจอหอ ตำบลจอหอ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ปีการศึกษา 2567 จำนวน 28 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจำนวน 30 ข้อ และแบบประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านอยู่อย่างพอเพียง ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้การจัดการเรียนรู้ชุมชนเป็นฐาน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 และ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านอยู่อย่างพอเพียง อยู่ในระดับดีเยี่ยม</p> กัญญาณี หลอดทอง ศิริพร พึ่งเพ็ชร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2025-12-29 2025-12-29 11 6 326 337 แนวทางการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลตามหลักสัปปายะ 4 สำนักเขตการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เขต 14 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8118 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพทั่วไปของการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลของสำนักเขตการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เขต 14 2) เพื่อศึกษาวิธีการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลตามหลักสัปปายะ 4 สำนักเขตการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เขต 14 และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลตามหลักสัปปายะ 4 สำนักเขตการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เขต 14 เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ประชากร ได้แก่ บุคลากร ในสำนักเขตการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เขต 14 จำนวนทั้งสิ้น 47 คน ผู้วิจัยเลือกประชากรทั้งหมด และ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ผู้บริหาร และครู สำนักเขตการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เขต 14 จำนวน 7 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการศึกษาการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลของสำนักเขตการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เขต 14 พบว่า <strong>สภาพทั่วไป</strong>โดยรวมอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.07) เรียงลำดับจากสูงสุดไปต่ำสุดคือ ด้านงานทั่วไป งานวิชาการ งานบุคลากร และงานงบประมาณ สำหรับ<strong>วิธีการบริหาร</strong>ยึดหลัก "สัปปายะ 4" เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่สงบและเอื้อต่อการเรียนรู้ พัฒนาครูให้มีความรู้คู่คุณธรรม และบริหารงบประมาณอย่างคุ้มค่า ส่วน<strong>แนวทางการพัฒนา</strong>มุ่งเน้นความสมดุลระหว่าง "เทคโนโลยีและหลักธรรม" โดยปรับปรุงสถานที่ให้รองรับระบบดิจิทัล ส่งเสริมโภชนาการเพื่อสร้างสมาธิ พัฒนาบุคลากรให้มีทักษะดิจิทัล และบูรณาการเทคโนโลยีเข้ากับหลักสูตรเพื่อสร้างปัญญาให้ผู้เรียนอย่างยั่งยืน</p> พระทินวงศ์ คั้นหมาง (วงค์แวง) พระครูสังฆรักษ์จักรกฤษณ์ ภูริปญฺโญ ดร.ณัฐนิชา ปัญญ์นิภา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2025-12-29 2025-12-29 11 6 338 350