วารสารเสียงธรรมจากมหายาน https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc <p><strong>วารสารเสียงธรรมจากมหายาน</strong> เป็นวารสารที่มุ่งเน้นการเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการที่มีคุณภาพในด้านพระพุทธศาสนา ปรัชญา ศึกษาศาสตร์ นิติศาสตร์ และสหวิทยาการ โดยเปิดรับผลงานจากคณาจารย์ นักวิจัย นักวิชาการ และบุคคลทั่วไปที่สนใจพัฒนาความรู้และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสาขาวิชาเหล่านี้</p> <p>วารสารให้ความสำคัญกับการกลั่นกรองบทความผ่านกระบวนการ Peer Review จากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 3 ท่าน เพื่อให้มั่นใจว่าบทความที่ตีพิมพ์มีคุณภาพและตรงตามมาตรฐานทางวิชาการ</p> ดร.สุริยา แสงอินตา th-TH วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2985-2706 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตสายไหม กรุงเทพมหานคร https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8320 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู โดยประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ ครู ในสังกัดสำนักงาน เขตสายไหม กรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา 2568 จำนวนทั้งหมด 605 และกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้สูตรการคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างตามหลักการคำนวณของยามาเน่ จำนวน 241 คน วิธีการสุ่มแบบชั้นภูมิ โดยใช้ขนาดของสถานศึกษา เป็นหน่วยการสุ่มและวิธีการสุ่มอย่างง่ายโดยวิธีการจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามที่ผ่าน การตรวจสอบคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 ท่าน ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ที่ 0.6 - 1.0 และวิเคราะห์ ความเชื่อมั่น (Reliability) ของแบบสอบถาม โดยวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach’s Alpha Coefficient) ได้ค่า = 0.946 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก 2) แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู โดยภาพรวมมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก 3) การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกอยู่ในระดับสูง (r<sub>xty</sub> = 0.835) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p> เมธินี พรหมศรี นิษรา พรสุริวงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2026-05-01 2026-05-01 12 2 1 12 ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการตัดสินใจของผู้บริหารสถานศึกษากับ ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของครูสังกัดกรุงเทพมหานคร https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8213 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ (1)เพื่อศึกษาพฤติกรรมการตัดสินใจของผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ( 2)เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของครูสังกัดกรุงเทพมหานคร (3)เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการตัดสินใจของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของครูสังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 50เขต กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ คือ ข้าราชการครูที่ปฏิบัติหน้าที่ในสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 370 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการตัดสินใจของผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.60–1. มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.954 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความสัมพันธ์โดยหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า (1)พฤติกรรมการตัดสินใจของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดกรุงเทพมหานครโดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก โดยพฤติกรรมการตัดสินใจในด้านการประเมินผลลัพธ์และให้ข้อมูลป้อนกลับ มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (2)ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของครู สังกัดกรุงเทพมหานคร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายด้านพบว่าด้านการปฏิบัติหน้าที่ครูมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด และ (3) ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการตัดสินใจของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของครูสังกัดกรุงเทพมหานคร มีความสัมพันธ์กันทางบวกในระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> จุฬารัตน์ คำเฮียง รัตนา กาญจนพันธุ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2026-05-01 2026-05-01 12 2 13 22 การพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียง ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านห้วยไม้ซอด ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการโดยใช้ทฤษฎีพหุปัญญาร่วมกับการประยุกต์ใช้แอปพลิเคชันในการสร้างสื่อการสอน https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8242 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาและหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการโดยใช้ทฤษฎีพหุปัญญาร่วมกับการประยุกต์ใช้แอปพลิเคชันในการสร้างสื่อการสอน ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และ (2) เปรียบเทียบทักษะการอ่านออกเสียงของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังเรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านห้วยไม้ซอด สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 15 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย (1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการโดยใช้ทฤษฎีพหุปัญญาร่วมกับแอปพลิเคชัน จำนวน 6 แผน และ (2) แบบทดสอบทักษะการอ่านออกเสียง จำนวน 20 ข้อ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า แผนการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ 81.11/87.00 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ (80/80) และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 33.20, df = 14, p &lt; .001) และเมื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 80 พบว่าสูงกว่าเกณฑ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 4.08, df = 14, p &lt; .001) แสดงให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการโดยใช้ทฤษฎีพหุปัญญาร่วมกับการประยุกต์ใช้แอปพลิเคชันในการสร้างสื่อการสอนสามารถพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเหมาะสมต่อการนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนระดับประถมศึกษา กล่าวคือ การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการโดยใช้ทฤษฎีพหุปัญญาร่วมกับการประยุกต์ใช้แอปพลิเคชัน ประกอบด้วย Canva ในการสร้างสื่อการสอนและ Wordwall ในการสร้างเกมการสอน ที่เป็นการทบทวนบทเรียนและได้ฝึกอ่านจากภาพประกอบ ทำให้สามารถพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> สมจิตร แจ้งทองหลาง จุฬาพร พลรักษ์ ปวรี กาญจนภี นิลผาย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2026-05-01 2026-05-01 12 2 23 36 การพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหาสมการเชิงเส้น ตัวแปรเดียวด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem – based Learning) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8226 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหาสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem – Based Learning: PBL) ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/ 75 2) เปรียบเทียบทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหาสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem – Based Learning: PBL) ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน <br />3) ศึกษาความพึงพอใจหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem – Based Learning: PBL) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster) จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ที่จัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื่อง โจทย์ปัญหาสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ตามแนวคิดของBarrows และ Tamblyn 6 ขั้นตอน จำนวน 5 แผน (10ชั่วโมง) 2) แบบวัดทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t – test Dependent ผลการวิจัยพบว่า 1) แผนการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 76.40/79.20 2) ทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) ผลการศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ เรื่อง โจทย์ปัญหาสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว หลังจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน อยู่ในระดับมาก </p> ปรีดาวรรณ นัทธีทอง พินดา วราสุนันท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2026-05-01 2026-05-01 12 2 37 47 ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา ที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 2 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8380 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เพื่อศึกษาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา 2. เพื่อศึกษาการบริหารงานวิชาการ 3. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา กับการบริหารงานวิชาการ 4. เพื่อศึกษาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 2 จากการกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรการคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างตามหลักการคำนวณของยามาเน่ ได้ขนาดของกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเท่ากับ 305 คน โดยวิธีการสุ่มแบบชั้นภูมิ โดยใช้ขนาดของโรงเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นสูงถึง 0.988 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และวิเคราะห์สถิติการถดถอยแบบ Stepwise</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก 2. การบริหารงานวิชาการ โดยภาพรวมมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก 3. ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่มีความสัมพันธ์กับการบริหารงานวิชาการ โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการบริหารงานวิชาการอยู่ในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เท่ากับ (r = .849) และ 4<strong>. </strong>ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการ มีทั้งหมด 4 ตัวแปร ประกอบด้วย ด้านการเป็นมืออาชีพด้านดิจิทัล (X<sub>4</sub>) (=.256) ด้านการมีวิสัยทัศน์ดิจิทัล (X<sub>1</sub>) (=.252) ด้านการรู้ดิจิทัล (X<sub>5</sub>) (=.269) และด้านการสื่อสารดิจิทัล (X<sub>2</sub>) (=.158) มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการบริหารงานวิชาการ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณเท่ากับ .850 โดยตัวแปรพยากรณ์ชุดนี้สามารถพยากรณ์การบริหารงานวิชาการ ได้ร้อยละ 72.21 และมีความคลาดเคลื่อนมาตรฐานในการพยากรณ์เท่ากับ .718 ดังนั้น จึงสามารถเขียนเป็นสมการพยากรณ์การบริหารงานวิชาการในรูปคะแนนดิบและรูปคะแนนมาตรฐาน ดังนี้</p> <p>สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ Y=1.508+.179X4+.175X1+.188X5 +.112X2</p> <p> สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน ZY= .256X4+.252X1+.269X5+.158X2</p> เกศินี กุลประชา นิษรา พรสุริวงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2026-05-01 2026-05-01 12 2 48 59 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้วเขต 2 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8381 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เพื่อศึกษาระดับของปัจจัยการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา 2. เพื่อศึกษาระดับการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา 3. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษากับปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการ 4. เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ครู จากการกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรการคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างตามหลักการคำนวณของยามาเน่ ได้ขนาดของกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเท่ากับ 305 คน โดยวิธีการการสุ่มแบบหลายขั้นตอน และใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย โดยวิธีการจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และวิเคราะห์สถิติการถดถอยแบบ Stepwise</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. ปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา โดยภาพรวมมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก 2. การบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา โดยภาพรวม มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก 3. การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่ส่งผลกับการบริหารงานของสถานศึกษา ในภาพรวมอยู่ในระดับสูง (r = .882) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4. โดยตัวแปรพยากรณ์ที่ดีของประสิทธิผลของสถานศึกษามีทั้งหมด 4 ตัวแปร เรียงตามลำดับความสำคัญ ดังนี้ ด้านผู้ปกครองและชุมชน (X3) ( =.296) ด้านงบประมาณ (X4) ( =.213) ด้านครูผู้สอน (X2) ( =.259) และด้านสื่อ วัสดุ อุปกรณ์และเทคโนโลยี (X6) ( =.221) ซึ่งเป็นตัวแปรพยากรณ์ที่ดีทั้งสองตัวกับประสิทธิผลของสถานศึกษา ดังนั้นจึงสามารถเขียนเป็นสมการพยากรณ์ ในรูปคะแนนดิบและรูปคะแนนมาตรฐาน ดังนี้ </p> <p> สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ Y = .676 + .254x3 + .180x4 + .223x2+ .181x6</p> <p> สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน ZY = .296x3 + .213x4 + .259x2+ .221x6</p> หยกกัลยา จันทร์พวง นิษรา พรสุริวงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2026-05-01 2026-05-01 12 2 60 71 ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุกด้วยรูปแบบ GPAS 5 Steps ที่มีต่อความสามารถในการสื่อสารและการเชื่อมโยงความรู้ทางคณิตศาสตร์ เรื่อง อสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) สมุทรปราการ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8429 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ระหว่างนักเรียนกลุ่มที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุกด้วยรูปแบบ GPAS 5 Steps กับนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบปกติ 2) เปรียบเทียบความสามารถในการเชื่อมโยงความรู้ทางคณิตศาสตร์ ระหว่างนักเรียนกลุ่มที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุกด้วยรูปแบบ GPAS 5 Steps กับนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบปกติ <br />3) เปรียบเทียบความสามารถในการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ ระหว่างนักเรียนกลุ่มที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุกด้วยรูปแบบ GPAS 5 Steps กับเกณฑ์ร้อยละ 70 และ 4) เปรียบเทียบความสามารถในการเชื่อมโยงความรู้ทางคณิตศาสตร์ ระหว่างนักเรียนกลุ่มที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุกด้วยรูปแบบ GPAS 5 Steps กับเกณฑ์ร้อยละ 70 เรื่อง อสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงทดลองแบบแผนกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) สมุทรปราการ ภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2568 จำนวนห้องเรียน 2 ห้อง จำนวนนักเรียน 76 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง อสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว 2) แบบประเมินความสามารถในการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ด้านการพูดและการเขียน (แบบสังเกต) และ 3) แบบทดสอบวัดความสามารถในการเชื่อมโยงความรู้ทางคณิตศาสตร์ ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือโดยการประเมินความเหมาะสม การหาค่าดัชนีความสอดคล้อง ค่าความยากง่าย ค่าอำนาจจำแนก และหาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ความสามารถในการสื่อสารและความสามารถในการเชื่อมโยงความรู้ทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียนกลุ่มที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุกด้วยรูปแบบ GPAS 5 Steps สูงกว่านักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (<em>t</em> = 14.275, <em>p</em> &lt; .05 และ <em>t</em> = 13.124, <em>p </em>&lt; .05 ตามลำดับ) <br />2) ความสามารถในการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียนกลุ่มที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุกด้วยรูปแบบ GPAS 5 Steps สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 (<em>t</em> = 74.723, <em>p </em>&lt; .05) และ 3) ความสามารถในการเชื่อมโยงความรู้ทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียนกลุ่มที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุกด้วยรูปแบบ GPAS 5 Steps สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 (<em>t</em> = 9.547, <br /><em>p </em>&lt; .05)</p> กาญจนา สวัสดี ฉัตรชัย พุฒิรุ่งโรจน์ สุรีรัตน์ อารีรักษ์สกุล ก้องโลก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2026-05-01 2026-05-01 12 2 72 85 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาในกลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 11 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8337 <p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาและการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา 2) เปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมและการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา จำแนกตามประสบการณ์ในการทำงาน และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ได้แก่ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 226 คน ได้มาจากการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างจากประชากรของแต่ละสถานศึกษาโดยใช้ตารางสำเร็จรูปของเครจซี่และสุ่มแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับมีค่าความเชื่อมั่น .980 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าเอฟ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การมีทักษะการคิดสร้างสรรค์ และการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การพัฒนาหลักสูตร 2) การเปรียบเทียบตามประสบการณ์ในการทำงาน พบว่า ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมด้านทักษะการคิดสร้างสรรค์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ขณะที่โดยภาพรวมและด้านอื่นไม่แตกต่างกัน ส่วนการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาไม่แตกต่างกันทั้งโดยรวมและรายด้าน และ 3) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวกกับการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาในระดับสูงมาก (r = .922) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> ขนิษฐา ดิษขุนทด ลักขณา สุกใส เพ็ญนภา เสริมสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2026-05-01 2026-05-01 12 2 86 98 ความสัมพันธ์ระหว่างการใช้พลังอำนาจของผู้บริหารสถานศึกษากับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สมุทรปราการ เขต 1 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8222 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาการใช้พลังอำนาจของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู และ 3) เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างการใช้พลังอำนาจของผู้บริหารสถานศึกษากับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ข้าราชการครูในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 306 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอนประกอบด้วยขั้นตอนที่ 1 การสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ โดยใช้ขนาดโรงเรียนคิดตามเกณฑ์ ประกอบด้วย 4 ขนาด คือ ขนาดใหญ่พิเศษ ขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ขั้นตอนที่ 2 การสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบอย่างง่าย โดยการสุ่มกลุ่มตัวอย่างสถานศึกษา ขนาดใหญ่พิเศษ 1 แห่ง ขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก จำนวนขนาดละ 4 แห่ง เพื่อสุ่มตามสัดส่วนกลุ่มตัวอย่างครูผู้ตอบแบบสอบถามจากสถานศึกษาที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 67 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.2–0.8 และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามเท่ากับ 0.978 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) การใช้พลังอำนาจของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดคือด้านอำนาจการบังคับบัญชา 2) แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดคือ ด้านความต้องการพื้นฐาน และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างการใช้พลังอำนาจของผู้บริหารสถานศึกษากับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู โดยภาพรวมและรายด้านมีความสัมพันธ์กันทางบวกอยู่ในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าด้านที่มีความสัมพันธ์กันมากที่สุดคือด้านการใช้พลังอำนาจของผู้บริหารสถานศึกษากับด้านความต้องการความสัมพันธ์ในองค์การ</p> ผกามาศ มะโนภัย สุภาวดี ลาภเจริญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2026-05-01 2026-05-01 12 2 99 108 การบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มโรงเรียนศรีเมือง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8328 <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มโรงเรียนศรีเมือง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 2) เปรียบเทียบระดับการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มโรงเรียนศรีเมือง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 จำแนกตามเพศ ระดับการศึกษา ขนาดสถานศึกษา และประสบการณ์การทำงานของครู <br />กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ คือ ครูโรงเรียนกลุ่มศรีเมือง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 จำนวน 217 คน ได้มาจากการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยตารางสำเร็จรูปของเครจซี่และมอร์แกน ใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ จากนั้นใช้การสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า <br />5 ระดับ โดยมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับ เท่ากับ 0.92 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มโรงเรียนศรีเมือง<br />สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 โดยรวม อยู่ในระดับมาก (= 4.41, S.D. = .34) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ค่าเฉลี่ยที่สูงสุดเป็นอันดับแรก คือ ด้านนิติธรรม รองลงมา คือ ด้านการมีส่วนร่วม และค่าเฉลี่ยที่ต่ำสุดเป็นอันดับสุดท้าย คือ ด้านคุณธรรม และ 2) ผลการเปรียบเทียบระดับการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มโรงเรียนศรีเมือง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 พบดังนี้ 2.1) ครูเพศหญิงมีความคิดเห็นต่อการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมและรายด้าน สูงกว่าครูเพศชายอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ยกเว้นด้านนิติธรรม ซึ่งแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2.2) ครูที่มีระดับการศึกษาระดับปริญญาตรี มีความคิดเห็นต่อการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมและรายด้าน สูงกว่าครูที่มีระดับการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรีอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ 2.3) ครูที่ปฏิบัติหน้าที่ในขนาดสถานศึกษาที่ต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ โดยครูที่ปฏิบัติหน้าที่ในขนาดใหญ่และขนาดใหญ่พิเศษ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ตามลำดับ ยกเว้นด้านความโปร่งใส ซึ่งแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2.4) ครูที่มีประสบการณ์การทำงาน มีความคิดเห็นต่อการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยครูที่มีประสบการณ์ทำงาน ระหว่าง 5-10 ปี มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ น้อยกว่า 5 ปี และ มากกว่า 10 ปีขึ้นไป ตามลำดับ และเมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านความคุ้มค่าและด้านการมีส่วนร่วม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> ทวีรัชต์ เกตุชาติ ภูวนัย สุวรรณธารา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2026-05-01 2026-05-01 12 2 109 123 คุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของชุมชน ในสถานศึกษา สังกัดเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8349 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมของชุมชนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 2) เพื่อศึกษาคุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 3) เพื่อศึกษาคุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของชุมชนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 30 คน และครู จำนวน 297 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิตามขนาดสถานศึกษา เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ เป็นแบบสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของชุมชนในสถานศึกษา และคุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษา ที่มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นการมีส่วนร่วมของชุมชนในสถานศึกษา และคุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมเท่ากับ .959 และ .953 ตามลำดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการมีส่วนร่วมของชุมชนในสถานศึกษา สังกัดเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ด้านการมีส่วนร่วมในผลประโยชน์ รองลงมา คือ ด้านการมีส่วนร่วมในการประเมินผล ด้านการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และด้านการมีส่วนร่วมในการดำเนินการ ตามลำดับ 2) ระดับคุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ คุณธรรม จริยธรรม รองลงมา คือ ด้านผู้นำที่มีความรู้ความสามารถ ด้านวิสัยทัศน์ และด้านความคิดสร้างสรรค์ ตามลำดับ ซึ่งสรุปผลในแต่ละด้าน 3) คุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษามีอิทธิพลร่วมกันต่อการมีส่วนร่วมของชุมชนในสถานศึกษา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยด้านที่มีอิทธิพลสูงที่สุดคือ ด้านวิสัยทัศน์ รองลงมา คือ ด้านคุณธรรม จริยธรรม และด้านผู้นำที่มีความรู้ความสามารถ ตามลำดับ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณเป็น .673 และด้านเหล่านี้สามารถอธิบายความแปรปรวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 ได้ร้อยละ 44.8</p> <p>จากผลการวิจัยนี้ สามารถนำไปสร้างสมการพยากรณ์คุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของชุมชนในสถานศึกษา สังกัดเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7</p> ศิริยาภรณ์ สีทา บรรจบ บุญจันทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2026-05-01 2026-05-01 12 2 124 140 ทักษะการบริหารงานในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่มโรงเรียนศรีเมือง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8364 <p>งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับทักษะการบริหารงานในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่มโรงเรียนศรีเมือง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการบริหารงานในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่มโรงเรียนศรีเมือง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 จำแนกตามเพศ ระดับการศึกษา ขนาดสถานศึกษา และประสบการณ์การทำงานของครู กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือ ครูผู้สอน ในกลุ่มโรงเรียนศรีเมือง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 จำนวน 217 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยตารางสำเร็จรูปของเครจซี่และมอร์แกน ใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ จากนั้นใช้การสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .95 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ทักษะการบริหารงานในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่มโรงเรียนศรีเมือง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ค่าเฉลี่ยที่สูงสุด คือ ด้านความคิดสร้างสรรค์ รองลงมา คือ ด้านวิสัยทัศน์ และค่าเฉลี่ยที่ต่ำสุด คือ ด้านการใช้เทคโนโลยี 2) การเปรียบเทียบระดับทักษะการบริหารงานในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่มโรงเรียนศรีเมือง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 พบดังนี้ 2.1) จำแนกตามเพศของครู พบว่า โดยรวมแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านความคิดสร้างสรรค์ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2.2) จำแนกตามระดับการศึกษาของครู โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยที่ครูที่มีระดับการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรีมีค่าเฉลี่ยสูงกว่าครูที่มีระดับการศึกษาปริญญาตรี เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทุกด้าน ยกเว้นด้านวิสัยทัศน์ 2.3) จำแนกตามขนาดสถานศึกษาของครู โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยที่ครูที่ปฏิบติหน้าที่ในโรงเรียนขนาดใหญ่และใหญ่พิเศษ มีค่าเฉลี่ยสูงกว่าครูในโรงเรียนขนาดเล็ก และเมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านความคิดสร้างสรรค์ และด้านมนุษยสัมพันธ์ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2.4) จำแนกตามประสบการณ์การทำงานของครู โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยที่ครูที่มีประสบการณ์มากกว่า 10 ปีขึ้นไปมีค่าเฉลี่ยสูงกว่าครูที่มีประสบการณ์น้อยกว่า 5 ปี และเมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านการใช้เทคโนโลยี และด้านความึคิดสร้างสรรค์ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> สุทิวัส แสงโพธิ์ ภูวนัย สุวรรณธารา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2026-05-01 2026-05-01 12 2 141 155 การศึกษาพัฒนาการผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง สถิติ โดยใช้แนวคิดการศึกษาคณิตศาสตร์ที่สอดคล้องกับชีวิตจริงของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8366 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง สถิติ โดยใช้แนวคิดการศึกษาคณิตศาสตร์ที่สอดคล้องกับชีวิตจริงของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียนเทียบกับเกณฑ์ 70 2) ศึกษาพัฒนาการผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียน และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนหลังใช้แนวคิดการศึกษาคณิตศาสตร์ที่สอดคล้องกับชีวิตจริง กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/6 โรงเรียนบางบัวทอง จำนวน 37 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ แบบสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test for one Sample และ การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ (Repeated-ANOVA) ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้</p> <ol> <li>ผลการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง สถิติ โดยใช้แนวคิดการศึกษาคณิตศาสตร์ที่สอดคล้องกับชีวิตจริงของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียนเทียบกับเกณฑ์ 70 พบว่า ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ (ค่าเฉลี่ยร้อยละ 64.00)</li> <li>ผลการวิเคราะห์พัฒนาการผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง สถิติ โดยใช้แนวคิดการศึกษาคณิตศาสตร์ที่สอดคล้องกับชีวิตจริง (RME) ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 สรุปว่ามีพัฒนาการที่ดีขึ้นโดยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างเรียนและหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 <br />(<sub>ก่อนเรียน</sub>= 7.14, <em> </em><sub>ระหว่างเรียน</sub>= 10.19 และ <em> </em><sub>หลังเรียน</sub>= 9.16)</li> <li>ความพึงพอใจของนักเรียนหลังใช้แนวคิดการศึกษาคณิตศาสตร์ที่สอดคล้องกับชีวิตจริงโดยภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด</li> </ol> ธารารัตน์ ใจมนต์ พินดา วราสุนันท์ รัตนาภรณ์ หงษ์คำมี จิรชัย งามยิ่งยศ สิริมา ศิริฤกษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2026-05-01 2026-05-01 12 2 156 164 การบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8279 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ <br />สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ และ 2) เปรียบเทียบระดับการบริหารงานวิชาการ<br />ของสถานศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ข้าราชการครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ ปีการศึกษา 2568 จำนวน <br />333 คน กำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสําเร็จรูปของ Cohen (Cohen, Manion and Morrison, 2011, p.147) และการกําหนดกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย <br />ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-way ANOVA) <strong><br /></strong>และการเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของเชฟเฟ่ (Scheffé’s Multiple Comparison Method)</p> <p> ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า 1) ระดับการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ สังกัด<br />สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ ตามความคิดเห็นของข้าราชการครู ทั้งภาพรวมและรายด้าน<br />อยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การนิเทศการศึกษา มีค่าเฉลี่ย <strong> </strong>(<strong>= 4</strong>.<strong>31)</strong> และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ การพัฒนาหลักสูตรในสถานศึกษา มีค่าเฉลี่ย <strong>(</strong><strong>=4.23)</strong> 2) การเปรียบเทียบระดับการบริหารงานวิชาการ<br />ของสถานศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ ตามความคิดเห็น<br />ของข้าราชการครู ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนการจำแนกตามตำแหน่ง พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ยกเว้นด้านการพัฒนาหลักสูตรในสถานศึกษา ด้านการวัดผล ประเมินผลและดำเนินการเทียบโอนผลการเรียน และด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ซึ่งไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> ศิรินทร์ คนซื่อ กมลทิพย์ ทองกำแหง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2026-05-01 2026-05-01 12 2 165 175 ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษของนักศึกษา ระดับปริญญาตรี สาขาวิชาภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8275 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษของนักศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิชาภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี โดยมุ่งศึกษาการรับรู้ของนักศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยด้านจิตพิสัย ปัจจัยด้านความวิตกกังวลในการเขียน ปัจจัยด้านภาษา ภาวะติดขัดในการเขียน และปัจจัยด้านกลยุทธ์การเรียนการสอน งานวิจัยนี้ตั้งอยู่บนช่องว่างการวิจัยที่พบว่า แม้นักศึกษาเอกภาษาอังกฤษจะได้รับการเรียนการสอนด้านภาษาและทักษะการเขียนมากกว่านักศึกษาสาขาอื่น แต่ยังคงประสบอุปสรรคในการเขียนภาษาอังกฤษอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในมิติด้านอารมณ์ ความมั่นใจ และกระบวนการเขียนเชิงวิชาการ ซึ่งยังขาดงานวิจัยเชิงประจักษ์ที่ศึกษาการรับรู้ของนักศึกษาในบริบทอุดมศึกษาไทยอย่างเป็นระบบ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิชาภาษาอังกฤษ ที่ตอบแบบสอบถามครบถ้วนจำนวน 83 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นอยู่ในระดับสูง (Cronbach’s alpha = 0.87) การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษารับรู้ถึงปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษตามการรับรู้ของนักศึกษาในระดับปานกลางถึงค่อนข้างสูง โดยปัจจัยที่ได้รับคะแนนเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ปัจจัยด้านจิตพิสัย และปัจจัยด้านความวิตกกังวลในการเขียน (ค่าเฉลี่ย = 3.09) รองลงมาคือ ปัจจัยด้านกลยุทธ์การเรียนการสอน (ค่าเฉลี่ย = 3.07) นอกจากนี้ นักศึกษายังรับรู้ถึงข้อจำกัดด้านภาษา (ค่าเฉลี่ย = 3.00) และภาวะติดขัดในการเขียน (ค่าเฉลี่ย = 3.02) ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษของนักศึกษาเอกภาษาอังกฤษไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรู้ทางภาษาเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นผลจากการทำงานร่วมกันของหลายปัจจัย ทั้งด้านภาษา ด้านจิตพิสัย และกระบวนการเรียนรู้ ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนเขียนภาษาอังกฤษในระดับอุดมศึกษา โดยเน้นการสร้างบรรยากาศเรียนรู้ที่เอื้อต่อความมั่นใจ ลด ความวิตกกังวล และส่งเสริมการเรียนรู้การเขียนอย่างเป็นระบบ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาทักษะการเขียนของผู้เรียนอย่างยั่งยืน </p> ชญาณัช เกตุชาติ รตัญญู หลงรัก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2026-05-01 2026-05-01 12 2 176 185 ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตสายไหม กรุงเทพมหานคร https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8322 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อเปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา 3) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำ เชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตสายไหม กรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ครู สังกัดสำนักงานเขตสายไหม จากการกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรการคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างตามหลักการคำนวณของยามาเน่ ได้ขนาดของกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเท่ากับ 241 คน โดยการสุ่มแบบชั้นภูมิ โดยใช้ขนาดของสถานศึกษาเป็นหน่วยการสุ่มและวิธีการสุ่มอย่างง่าย โดยการจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย <strong> </strong>ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติค่าที สถิติค่าเอฟ และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก 2) เมื่อเปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตาม เพศ และขนาดสถานศึกษา โดยภาพรวมมีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน และจำแนกตาม อายุ ระดับการศึกษา และประสบการณ์ในการทำงาน โดยภาพรวมมีความคิดเห็นแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) แนวทางในการพัฒนาภาวะผู้นําเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา ประกอบด้วย 7 ด้าน ดังนี้ ด้านวิสัยทัศน์ สร้างวิสัยทัศน์ที่ยืดหยุ่นตามบริบท สื่อสารวิสัยทัศน์สู่การมีส่วนร่วม ด้านความยืดหยุ่นและการปรับตัว บริหารแบบยืดหยุ่นตามบริบทจริง ขับเคลื่อนการปรับตัวด้วยดิจิทัล ด้านการมีความคิดสร้างสรรค์ เปิดพื้นที่ความคิดที่หลากหลาย ส่งเสริมบรรยากาศแห่งนวัตกรรม ด้านการทำงานเป็นทีม เปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ กำหนดบทบาทและความรับผิดชอบอย่างชัดเจน ด้านจินตนาการ สร้างมโนภาพอนาคตร่วมที่ชัดเจน เชื่อมการมองอนาคตกับการรับมือการเปลี่ยนแปลง ด้านการคำนึงถึงความเป็นความเป็นปัจเจกบุคคล ตระหนักและเข้าใจความแตกต่างของบุคลากร มอบหมายงานให้สอดคล้องกับศักยภาพ สร้างบรรยากาศการทำงานและเสริมขวัญกำลังใจ ด้านความไว้วางใจ บริหารจัดการด้วยความโปร่งใสและสื่อสารอย่างเปิดเผย บริหารบนหลักความเป็นธรรมและความเสมอภาค</p> วรรณิกา ทาพรุ่น นิษรา พรสุริวงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2026-05-01 2026-05-01 12 2 186 200 ปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8327 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 2) เพื่อศึกษาปัจจัยการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 และ 3) เพื่อสร้างสมการพยากรณ์ปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 327 คน กลุ่มตัวอย่างได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ โดยใช้ขนาดของสถานศึกษา เป็นชั้นภูมิในการสุ่ม แล้วทำการสุ่มตัวอย่างตามสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามเกี่ยวกับปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 ซึ่งมีลักษณะคำถามเป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ประสิทธิผลของโรงเรียน มีค่าความเชื่อมั่นโดยรวมเท่ากับ .897 และปัจจัยการบริหารของโรงเรียน มีค่าความเชื่อมั่นโดยรวมเท่ากับ .882 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิผลของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมาเขต 5 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ความสามารถในการพัฒนาเจตคติทางบวกของนักเรียน รองลงมา คือ ความสามารถในการพัฒนานักเรียนให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูง ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ความสามารถแก้ปัญหาภายในโรงเรียน ตามลำดับ 2) ปัจจัยการบริหารของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ปัจจัยด้านการบริหารจัดการ รองลงมา คือ ปัจจัยด้านการพัฒนาบุคลากร ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ปัจจัยด้านภาวะผู้นำ 3) ปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 ปัจจัยด้านภาวะผู้นำ (X<sub>1</sub>) ปัจจัยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (X<sub>4</sub>) และปัจจัยด้านการพัฒนาบุคลากร (X<sub>2</sub>) มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมาเขต 5 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงที่สุด คือ ปัจจัยด้านภาวะผู้นำ รองลงมา คือ ปัจจัยด้านสารสนเทศ และปัจจัยด้านการพัฒนาบุคลากร ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณระหว่างด้านเหล่านี้กับประสิทธิผลของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมาเขต 5 เป็น .832 และปัจจัยเหล่านี้สามารถอธิบายความแปรปรวนประสิทธิผลของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมาเขต 5 ได้ร้อยละ 68.80</p> ณัฐณิชา กุลทนาวงษ์ บรรจบ บุญจันทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2026-05-01 2026-05-01 12 2 201 218 วิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8319 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 2) เพื่อศึกษาระดับวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 3) เพื่อสร้างสมการพยากรณ์วิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารและครู รวม 327 คน ปีการศึกษา 2568 ได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ โดยใช้ขนาดของสถานศึกษา และสุ่มตามสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลคือแบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p style="font-weight: 400;"> ผลการวิจัยพบว่า ระดับการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาและระดับวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ทั้งนี้ วิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษา <strong>ด้านการสร้างวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษา ซึ่งประกอบด้วยวิสัยทัศน์เชิงสร้างสรรค์</strong><strong> </strong>และ<strong>วิสัยทัศน์เชิงสติปัญญา</strong> สามารถพยากรณ์การบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีอิทธิพลเชิงบวกต่อการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาโดยเฉพาะด้านการสร้างวิสัยทัศน์เชิงสร้างสรรค์เป็นตัวแปรที่มีอำนาจพยากรณ์สูงที่สุด โดยมีอิทธิพลเชิงบวก (b = 0.422, β = 0.592, t = 13.25, p = .000) โมเดลมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุเท่ากับ 0.592 และสามารถอธิบายความแปรปรวนของการบริหารงานวิชาการได้ร้อยละ 34.9 (Adjusted R² = 0.349) ซึ่งอยู่ในระดับปานกลาง แสดงให้เห็นว่าการสร้างวิสัยทัศน์ของผู้บริหารเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> วิษณุ นุ่มพรม บรรจบ บุญจันทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2026-05-01 2026-05-01 12 2 219 231 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชัยภูมิ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8246 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา <br />สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชัยภูมิ 2) ศึกษาระดับการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา <br />สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชัยภูมิ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชัยภูมิ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชัยภูมิ <br />ปีการศึกษา 2568 จำนวน 390 คน โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซี่และมอร์แกน และทำการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง .585 ถึง .871 ค่าความเชื่อมั่นแบบสอบถามทั้งฉบับ เท่ากับ .990 และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัย พบว่า 1) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชัยภูมิ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ 2) การบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชัยภูมิ ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครู โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการนิเทศการศึกษา 3) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูงมาก (r<sub>xy</sub> = .958) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> ธนพล ดีนอก เกษกนก วรรณวัลย์ อภิรักษ์ ชาญศึก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2026-05-01 2026-05-01 12 2 232 242 การจัดการความรู้ที่ส่งผลต่อระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษายุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 2 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8206 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการจัดการความรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 2 2) ศึกษาระดับของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษายุคดิจิทัลสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 2 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการจัดการความรู้กับระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษายุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 2 และ 4) ศึกษาการจัดการความรู้ที่ส่งผลต่อระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษายุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 จำนวน 48 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูล คือ 1) ผู้อำนวยการสถานศึกษา ,รองผู้อำนวยการสถานศึกษา และ ครู รวมทั้งสิ้น 336 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม<br />5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p> ผลของการวิจัยพบว่า 1) ระดับการจัดการความรู้ของสถานศึกษา โดยภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด <br />2) ระดับของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3) ความสัมพันธ์ระหว่างการจัดการความรู้กับระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษา มีความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกัน<br />มีความสัมพันธ์ทางบวกและความสัมพันธ์กันภายในตัวแปรอยู่ในระดับปานกลาง มีความสัมพันธ์กันเชิงบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งมีค่าสหสัมพันธ์ระหว่าง .662 ถึง .670 และ 4) การจัดการความรู้ที่ส่งผลต่อระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษายุคดิจิทัล พบว่า ตัวแปรที่สามารถพยากรณ์ การจัดการความรู้ยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 2 มีทั้งหมด 5 ตัวแปรที่สอดคล้องกับสมมุติฐานที่ตั้งไว้ ได้แก่ ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ด้านการกำหนดความรู้ ด้านการแสวงหาความรู้ และด้านการจัดความรู้ให้เป็นระบบ ด้านการสร้างความรู้ ตัวแปรพยากรณ์มีค่าเท่ากับ .791 และค่าความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้นจากการพยากรณ์เท่ากับ .16354 โดยทั้ง 5 ตัวแปรนี้สามารถร่วมกันพยากรณ์ และมีค่าอำนาจพยากรณ์เท่ากับร้อยละ 62.60 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> ศรัณย์ บุญสนธิ ทับทิมทอง กอบัวแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2026-05-01 2026-05-01 12 2 243 255 ความสัมพันธ์ระหว่างการใช้พลังอำนาจของผู้บริหารสถานศึกษา กับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8402 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาการใช้พลังอำนาจของผู้บริหารสถานศึกษา (2) ศึกษาประสิทธิผลของสถานศึกษา (3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการใช้พลังอำนาจของผู้บริหาร กับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ข้าราชการครูสังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 437 แห่ง ปีการศึกษา 2567 จำนวน 14,201 คน กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ คือ ข้าราชการครูที่ปฏิบัติหน้าที่ในสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 370 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการใช้พลังอำนาจของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร ตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.60 – 1.00 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.98 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมประมวลผลสำเร็จรูปเพื่อคำนวณหาร้อยละ ค่าค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า (1) การใช้พลังอำนาจของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านพบว่าทุกด้านอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ด้านอำนาจจากกฎเกณฑ์ ข้อบังคับ กฎหมาย ระเบียบ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ด้านอำนาจในการให้รางวัล (2) ประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายยด้านพบว่า ด้านการพัฒนานักเรียนให้มีทัศนคติ เจตคติทางบวกมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ด้านการแก้ปัญหาภายในสถานศึกษา (3) ความสัมพันธ์ระหว่างการใช้พลังอำนาจของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร โดยภาพรวมอยู่ในระดับสูง (r<sub>xy</sub>=0.815) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> ทัดดาว บุตรดาพงษ์ รัตนา กาญจนพันธุ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2026-05-01 2026-05-01 12 2 256 266 การศึกษาแนวทางการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อส่งเสริมกิจการคณะสงฆ์: กรณีศึกษาคณะสงฆ์ภาค 11 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8314 <p>การวิจัยเรื่อง “การศึกษาแนวทางการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อส่งเสริมกิจการคณะสงฆ์: กรณีศึกษาคณะสงฆ์ภาค 11” มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสภาพปัญหาการดำเนินงานบริหารกิจการคณะสงฆ์ 6 ด้าน เพื่อศึกษาศักยภาพ และศึกษาแนวทางการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อส่งเสริมกิจการคณะสงฆ์ 6 ด้าน ในบริบทของคณะสงฆ์ภาค 11 โดยเน้นจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์ งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน โดยใช้แบบสอบถามในการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณจากกลุ่มตัวอย่างพระสงฆ์ในคณะสงฆ์ภาค 11 ควบคู่กับการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตการณ์ในสภาพแวดล้อมจริง เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์สังเคราะห์บูรณาการเชิงนโยบายและอธิบายผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์อย่างเป็นระบบ</p> <p>การศึกษาได้ค้นพบว่า การบริหารกิจการคณะสงฆ์ภาค 11 ในปัจจุบันยังขาดความพร้อมในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานกิจการคณะสงฆ์ทั้ง 6 ด้าน ได้แก่ ด้านการปกครอง ด้านการศึกษา ด้านการเผยแผ่ ด้านการศึกษาสงเคราะห์ ด้านสาธารณูปการ และด้านสาธารณสงเคราะห์</p> <p>การศึกษาได้ค้นพบว่า ปัญญาประดิษฐ์มีศักยภาพสูงในฐานะเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ สามารถส่งเสริมการศึกษา การเผยแผ่พระพุทธศาสนา การบริหารจัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบ และช่วยลดภาระการดำเนินงานในกิจการคณะสงฆ์ทั้ง 6 ด้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p>การศึกษาได้ค้นพบว่า การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ โดยพัฒนาศักยภาพบุคลากรควบคู่กับการกำหนดกรอบจริยธรรมที่สอดคล้องกับพระธรรมวินัย เพื่อยกระดับการบริหารกิจการคณะสงฆ์จากระบบดั้งเดิมสู่ระบบดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และยั่งยืน อันนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์ภาค 11 และสามารถขยายผลสู่บริบทอื่นที่เกี่ยวข้องได้</p> สุกัญญา นาทมพล พระศรีธีรพงศ์ พระครูวินัยธรธนเดช ธมฺมปญฺโญ กัญญารัตน์ จงวิไลเกษม รศ.ดร. มานิตย์ เฟื่องผล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2026-05-01 2026-05-01 12 2 267 277 ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมที่ส่งผลต่อการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรสาคร สมุทรสงคราม https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8223 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรสาคร สมุทรสงคราม 2) เพื่อศึกษาระดับการเป็นองค์กรแห่ง การเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรสาคร สมุทรสงคราม 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรสาคร สมุทรสงคราม 4) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำ เชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรสาคร สมุทรสงคราม กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ข้าราชการครูในสถานศึกษา จำนวน 285 คน โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ และการสุ่มอย่างง่าย เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาฯ โดยรวมและรายด้านอยู่ใน ระดับมาก 2) การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษาฯ โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมที่ส่งผลต่อการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษาฯ มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูง (r<sub>XY</sub>=.738) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 4) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษาฯ คือ ด้านการมีส่วนร่วมเชิงนวัตกรรม (x<sub>3</sub>) และด้านการสร้างวัฒนธรรมแห่งองค์กรนวัตกรรม (x<sub>4</sub>) มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ (R) เท่ากับ .745 สามารถพยากรณ์ความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษาได้ร้อยละ 55.50 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยสามารถเขียนในรูปสมการได้ ดังนี้</p> <p> สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ ได้ดังนี้</p> <p> Ŷ = 1.128+.395X<sub>3</sub><sup>**</sup>+.327X<sub>4</sub><sup>**</sup></p> <p> สามารถเขียนเป็นสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน ได้ดังนี้</p> <p> zŶ = .430Z<sub>3</sub><sup>**</sup>+.331Z<sub>4</sub><sup>**</sup></p> วัชรวีร์ ภูริธนาพิพิธชัย กัลยมน อินทุสุต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2026-05-01 2026-05-01 12 2 278 290 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 1 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8244 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน 2) ศึกษาประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนและ 5) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 1 กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้ตารางสำเร็จรูปของเครจซี่และมอร์แกนและใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน ได้กลุ่มตัวอย่าง ทั้งสิ้น จำนวน 327 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ โดยมีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.8 - 1.0 และมีค่าความเชื่อมั่นแบบสอบถาม เท่ากับ .985 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัย พบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การกำหนดทิศทางขององค์การ 2) ระดับความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการวัดผล ประเมินผล และดำเนินการเทียบโอนผลการเรียน และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของงสถานศึกษา โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูง (r<sub>xy </sub>= .915) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ด้านการนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติมีความสัมพันธ์ทางบวกอยู่ในระดับสูงมากอย่างมีนัยสำคัญอยู่ที่ระดับ .05 ตามมาด้วยด้านการบริหารจัดการทรัพยากร ส่วนด้านการกำหนดทิศทางขององค์กร ด้านการควบคุมและประเมินกลยุทธ์ และด้านการสร้างวัฒนธรรมขององค์การมีความสัมพันธ์ทางบวกอยู่ในระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญที่ระบ .05 ตามลำดับ</p> เฟื่องฟ้า คำเรืองศรี ลักขณา สุกใส เพ็ญนภา สุขเสริม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2026-05-01 2026-05-01 12 2 291 302 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำแบบกระจายความเป็นผู้นำ กับการมีส่วนร่วมในการดำเนินงานประกันคุณภาพภายใน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8335 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำแบบกระจายความเป็นผู้นำของผู้บริหารและครู<br />ในการดำเนินงานประกันคุณภาพภายใน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ 2) เพื่อศึกษาระดับ<br />การมีส่วนร่วมของผู้บริหารและครูในการดำเนินงานประกันคุณภาพภายใน 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำ<br />แบบกระจายความเป็นผู้นำกับการมีส่วนร่วมในการดำเนินงานประกันคุณภาพภายใน และ 4) เพื่อสร้างสมการพยากรณ์<br />การมีส่วนร่วมในการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในของผู้บริหารและครูโดยใช้ภาวะผู้นำแบบกระจายความเป็นผู้นำ<br />เป็นตัวแปรพยากรณ์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารและครูจำนวน 345 คน โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างจากตารางของ<br />เครซี่และมอร์แกน จากนั้นทำการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำแบบกระจายความเป็นผู้นำโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพบุคลากร รองลงมาคือ ด้านการมีส่วนร่วม 2) ระดับการมีส่วนร่วมในการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการดำเนินการ รองลงมาคือด้านการรับผลประโยชน์ 3) ภาวะผู้นำแบบกระจายความเป็นผู้นำทุกด้านมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูงกับการมีส่วนร่วมในการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีค่าความสัมพันธ์ (r) ตั้งแต่ .329 ถึง .777 4) ภาวะผู้นำด้านการมีส่วนร่วมและการกระจายอำนาจ (X<sub>4</sub>) สามารถพยากรณ์การมีส่วนร่วมในการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในได้สูงสุด โดยมีค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยในรูปคะแนนมาตรฐาน (β) เท่ากับ .428 และค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยในรูปคะแนนดิบ (b) เท่ากับ .315 ภาวะผู้นำแบบกระจายความเป็นผู้นำทั้งสามด้าน ได้แก่ ด้านการมีส่วนร่วมและการกระจายอำนาจ ด้านการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพบุคลากร และด้านการทำงานร่วมกันเป็นทีม สามารถร่วมกันพยากรณ์การมีส่วนร่วมในการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในได้ร้อยละ 65.50</p> มนตรี ศรีกุลนาวา นลินทิพย์ พิมพ์กลัด นฤมล ศักดิ์ปกรณ์กานต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2026-05-01 2026-05-01 12 2 303 314 ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8224 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 2) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 3) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 327 คน จำแนกเป็น ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 28 คน และครู จำนวน 299 คน กลุ่มตัวอย่างได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ โดยใช้ตำแหน่ง เป็นชั้นภูมิในการสุ่ม แล้วทำการสุ่มตัวอย่างตามสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามเกี่ยวกับภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 ซึ่งมีลักษณะคำถามเป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ การปฏิบัติงานของครู มีค่าความเชื่อมั่นโดยรวม เท่ากับ .899 และภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา มีค่าความเชื่อมั่นโดยรวม เท่ากับ .945 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่าอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ด้านการปฏิบัติหน้าที่ครู รองลงมา คือ ด้านความสัมพันธ์กับผู้ปกครองและชุมชน และด้านการจัดการเรียนรู้ 2) ระดับภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ด้านการทำงานเป็นทีม รองลงมา คือ ด้านความเป็นมืออาชีพ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ด้านทักษะดิจิทัล 3) ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 ด้านการมีวิสัยทัศน์ และด้านการทำงานเป็นทีม มีอิทธิพลต่อการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยด้านที่มีอิทธิพลสูงที่สุด คือ ด้านการมีวิสัยทัศน์ รองลงมา คือ ด้านการทำงานเป็นทีม ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณระหว่างด้านเหล่านี้กับการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 เป็น .602 ค่าสัมประสิทธิ์การตัดสินใจ เป็น .358 แสดงให้เห็นว่า ด้านเหล่านี้ผู้นำดิจิทัลสามารถอธิบายความแปรปรวนการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 ได้ร้อยละ 35.80 ทั้งนี้ความแปรปรวนที่เหลืออีกร้อยละ 64.20 อาจเกิดจากอิทธิพลของปัจจัยอื่นที่ไม่ได้นำมาศึกษาในการวิจัยครั้งนี้</p> <p> จากผลการวิจัยนี้ สามารถนำไปสร้างสมการพยากรณ์ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4</p> นันทินี แสงสุวรรณ์ บรรจบ บุญจันทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2026-05-01 2026-05-01 12 2 315 329 ความสัมพันธ์ระหว่างธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษากับการปฏิบัติตามจรรยาบรรณวิชาชีพครู ในศูนย์พัฒนาวิชาการนาเฉลียงห้วยโป่งยางงาม อำเภอหนองไผ่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8287 <p>การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาระดับธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับการปฏิบัติตามจรรยาบรรณวิชาชีพครู 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษากับการปฏิบัติตามจรรยาบรรณวิชาชีพครู ในศูนย์พัฒนาวิชาการนาเฉลียงห้วยโป่งยางงาม อำเภอหนองไผ่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 ประชากร คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 139 คน กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของเครจซี่และมอร์แกน จำนวน 103 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 8 คน โดยเลือกแบบเจาะจง และครู จำนวน 95 คน โดยใช้วิธีการเทียบสัดส่วนตามจำนวนครูและวิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามมาตราประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) ธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (= 4.69, S.D. = .43) ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านความโปร่งใส 2) การปฏิบัติตามจรรยาบรรณวิชาชีพครู โดยภาพรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด (= 4.81, S.D. = .29) ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านจรรยาบรรณต่อผู้รับบริการ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษากับการปฏิบัติตามจรรยาบรรณวิชาชีพครู โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์ทางบวก อยู่ในระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> รสสุคนธ์ คนงาม นิคม นาคอ้าย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2026-05-01 2026-05-01 12 2 330 340 การพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 1 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8392 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็น<br />ของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 1 และ 2) สร้างและประเมินโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา ใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน ดำเนินการ 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็น และระยะที่ 2 การพัฒนาและประเมินโปรแกรม กลุ่มตัวอย่างเป็นครูและผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 308 คน ได้จากการสุ่มแบบชั้นภูมิ ผู้ให้ข้อมูลแนวปฏิบัติที่ดี จำนวน 3 คน และผู้ประเมินโปรแกรม <br />จำนวน 5 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และแบบประเมินโปรแกรม แบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์มีค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.39–0.84 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.94 และ 0.95 ตามลำดับ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนสภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด ความต้องการจำเป็นเรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ การมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ในยุคดิจิทัล การคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล การสร้างแรงบันดาลใจ และการกระตุ้นการใช้ปัญญา โปรแกรมที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยหลักการ วัตถุประสงค์ เนื้อหา กระบวนการพัฒนา และการประเมินผล โดยเนื้อหาแบ่งเป็น 4 โมดูลตามองค์ประกอบภาวะผู้นำดังกล่าว ผลการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของโปรแกรมอยู่ในระดับมากที่สุด แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมสามารถนำไปใช้พัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาในบริบทดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> วชิระ ขาวกระจ่าง สินธะวา คามดิษฐ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2026-05-01 2026-05-01 12 2 341 352 การศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาหลักสูตรการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษารูปแบบการเรียนการสอนออนไลน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8399 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาหลักสูตรการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษาในรูปแบบการเรียนการสอนออนไลน์ 2) เสนอแนวทางการพัฒนาหลักสูตรการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษารูปแบบการเรียนการสอนออนไลน์ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยได้แก่ 1) ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเทคโนโลยีการศึกษาจำนวน 17 ท่าน ได้มาโดยความสมัครใจของผู้ให้ข้อมูล 2) บุคคลทั่วไปที่สนใจทำแบบสอบถาม ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย จำนวน จำนวน 422 คน โดยความสมัครใจ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1) แนวคำถามปลายเปิดสำหรับสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเทคโนโลยีการศึกษา 2) แบบสอบถามความต้องการจำเป็นเกี่ยวกับการพัฒนาหลักสูตรการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษารูปแบบการเรียนการสอนออนไลน์ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) ค่าเฉลี่ย 2) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ3) ดัชนีความต้องการจำเป็น(PNImodified) <br /> ผลการวิจัยพบว่า 1)ผลการศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาหลักสูตรการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชานวัตกรรมและ เทคโนโลยีการศึกษาในรูปแบบการเรียนการสอนออนไลน์ มีค่าดัชนีความต้องการจำเป็น(PNImodified)เท่ากับ 0.42 2)ผลการศึกษาแนวทางการพัฒนาหลักสูตรการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา รูปแบบการเรียนการสอนออนไลน์ พบ 6 องค์ประกอบดังนี้ 1)เป้าหมายของหลักสูตรหลักสูตรควรมุ่งผลิตบัณฑิตที่มีสมรรถนะเชิงลึกด้านนวัตกรรม โดยเฉพาะรายวิชาทักษะการสร้างนวัตกรรมดิจิทัล 2)สมรรถนะหลักที่ผู้เรียนพึงมีควรออกแบบผลลัพธ์การเรียนรู้ให้ครอบคลุมการออกแบบ พัฒนา และประเมิน นวัตกรรมการเรียนรู้ 3)รูปแบบการจัดการเรียนการสอนควรใช้รูปแบบผสมผสาน(Hybrid) 4)การวิจัยและการสร้างองค์ความรู้แนวทางการพัฒนาหลักสูตรควรส่งเสริม การวิจัยเชิงนวัตกรรม 5)หลักสูตรควรบูรณาการประเด็นความเป็นพลเมืองดิจิทัลและจริยธรรมดิจิทัล 6)การเชื่อมโยงกับบริบทการทำงานจริง </p> ดำรัส อ่อนเฉวียง ดวงพร ธรรมมะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2026-05-01 2026-05-01 12 2 353 364 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครู ในเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 11 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8329 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษาและระดับประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครู ในเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษเขตการศึกษา 11 ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครู 2) เปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษาและประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครู จำแนกตามประสบการณ์ทำงาน และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครู กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู ในเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษเขตการศึกษา 11 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 226 คน โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซี่และมอร์แกน และทำการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง .333 ถึง .596 ค่าความเชื่อมั่นแบบสอบถามทั้งฉบับ เท่ากับ .958 และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าเอฟ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัย พบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุดโดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การเผยแพร่วิสัยทัศน์ ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ การปฏิบัติตามวิสัยทัศน์ และประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครูโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุดโดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ความร่วมมือกับผู้อื่นในชุมชนอย่างสร้างสรรค์ ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ การพัฒนาตนเองและวิชาชีพ 2) การเปรียบเทียบจำแนกตามประสบการณ์ทำงาน พบว่า ภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษาและประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครูโดยภาพรวมและรายด้าน ไม่แตกต่างกัน 3) ภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวกกับประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครูในระดับมาก (r = .910) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> สุวรรณา สาศรีเมือง เพียงแข ภูผายาง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2026-05-01 2026-05-01 12 2 365 377 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา กับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 1 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8344 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต1 2) ศึกษาระดับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต1 และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 1 กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 1 กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้ตารางสำเร็จรูปของเครจซี่และมอร์แกน และใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 327 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง .336 ถึง .772 ค่าความเชื่อมั่นแบบสอบถามอยู่ระหว่าง .907 ถึง .957 และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีแบบกลุ่มอิสระ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA) และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยนสูงที่สุด คือ ด้านการอำนวยความสะดวกให้เกิดวัฒนธรรมของผู้นำตนเองตนเอง ( = 3.92, S.D. = .30) 2) ระดับความคิดเห็นต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากโดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยนสูงที่สุด คือ การแก้ปัญหาภายในสถานศึกษา ( = 4.04, S.D. = .29) และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 1 โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูง (r<sub>xy </sub>= .888) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> อรธิวา ค้าสุวรรณ เกษกนก วรรณวัลย์ เพ็ญนภา สุขเสริม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2026-05-01 2026-05-01 12 2 378 387 ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลกับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชัยภูมิ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8343 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถาน ศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ชัยภูมิ 2) ศึกษาระดับประสิทธิผลของสถานศึกษา <br />สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชัยภูมิ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารตามหลักธรรมา ภิบาลกับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชัยภูมิ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงสหสัมพันธ์ มุ่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชัยภูมิ ปีการศึกษา 2568 จำนวน 390 คน โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซี่และมอร์แกน และทำการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง .415 ถึง .920 ค่าความเชื่อมั่นแบบสอบถามทั้งฉบับ เท่ากับ .978 และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัย พบว่า 1) การบริหารตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชัยภูมิ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชัยภูมิ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3) การบริหารตามหลักธรรมาภิบาลมีความสัมพันธ์ทางบวกกับประสิทธิผลของสถานศึกษา เป็นความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกัน อยู่ในระดับสูงมาก (r<sub>xy</sub>= .881) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ข้อเสนอแนะที่สำคัญที่สุด คือ ผู้บริหารสถานศึกษาควรให้ความสำคัญกับการส่งเสริมหลักการมีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น และควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง</p> สายธารา โสภามี เทิดศักดิ์ สุพันดี เพียงแข ภูผายาง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2026-05-01 2026-05-01 12 2 388 399 ปัจจัยการบริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการบริหารสถานศึกษาของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 3 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8247 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความสำเร็จในการบริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 3 2) เพื่อศึกษาปัจจัยการบริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 3 และ 3) เพื่อสร้างสมการพยากรณ์ปัจจัยการบริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการบริหารสถานศึกษาของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 3 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 320 คน กลุ่มตัวอย่างได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ โดยใช้ตำแหน่งการปฏิบัติงาน เป็นชั้นภูมิในการสุ่ม แล้วทำการสุ่มตัวอย่างตามสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามเกี่ยวกับปัจจัยการบริหารถานศึกษาที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการบริหารสถานศึกษาของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 3 ซึ่งมีลักษณะคำถามเป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ความสำเร็จในการบริหารสถานศึกษา มีค่าความเชื่อมั่นโดยรวม เท่ากับ .950 และปัจจัยการบริหารสถานศึกษา มีค่าความเชื่อมั่นโดยรวมเท่ากับ .974 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับความสำเร็จในการบริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ทุกด้านอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ด้านคุณภาพของบุคลากร 2. ระดับปัจจัยการบริหารสถานศึกษาของโรงเรียน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ทุกด้านอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ด้านการพัฒนาบุคลากร 3. ปัจจัยการบริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการบริหารสถานศึกษาของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 3 พบว่า ด้านภาวะผู้นำ ด้านการพัฒนาบุคลากร และด้านแรงจูงใจในการปฏิบัติงานมีอิทธิพลต่อความสำเร็จในการบริหารสถานศึกษาของโรงเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยด้านที่มีอิทธิพลสูงที่สุด คือ ด้านภาวะผู้นำ รองลงมา คือ ด้านการพัฒนาบุคลากรและด้านแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน ตามลำดับ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณระหว่างด้านเหล่านี้กับความสำเร็จในการบริหารสถานศึกษาของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 3 เป็น .916 และด้านเหล่านี้สามารถอธิบายความแปรปรวนความสำเร็จในการบริหารสถานศึกษาของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 3 ได้ร้อยละ 83.70 จากผลการวิจัยสรุปได้ว่า ปัจจัยด้านบุคลากรมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จในการบริหารสถานศึกษา โดยเฉพาะด้านภาวะผู้นำ การพัฒนาบุคลากร และแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน ซึ่งมีอิทธิพลต่อความสำเร็จในการบริหารสถานศึกษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และสามารถอธิบายความแปรปรวนของความสำเร็จได้ในระดับสูง แสดงให้เห็นว่าคุณภาพและการพัฒนาบุคลากรเป็นกลไกหลักที่ขับเคลื่อนการบริหารสถานศึกษาให้ประสบผลสำเร็จ</p> สกาวรัตน์ ปลั่งกลาง บรรจบ บุญจันทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2026-05-01 2026-05-01 12 2 400 417 การบริหารงานบุคคลของผู้บริหารเพื่อส่งเสริมการปฏิบัติงานการสอนของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8292 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารเพื่อส่งเสริมการปฏิบัติงานการสอนของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2 และ 2) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารเพื่อส่งเสริมการปฏิบัติงานการสอนของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2 ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 226 คน และผู้ให้ข้อมูลในการสัมภาษณ์ ได้แก่ ผู้อำนวยการสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2 ที่ดำรงตำแหน่งในสถานศึกษานั้นมากกว่า 5 ปี จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้วิจัย ประกอบด้วย แบบสอบถามแบบมาตราวัดประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ แบบสัมภาษณ์ใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารงานบุคคลของผู้บริหารเพื่อส่งเสริมการปฏิบัติงานการสอนของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (X-bar= 4.70, <br />S.D. = 0.48) 2) แนวทางการพัฒนาการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารเพื่อส่งเสริมการปฏิบัติงานการสอนของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2 พบว่า ผู้บริหารต้องบริหารงานบุคคลอย่างเป็นระบบ โปร่งใส และยึดสมรรถนะ โดยวางแผนอัตรากำลังอย่างเหมาะสม สรรหาและคัดเลือกอย่างเป็นธรรม เน้นการ<br />สร้างแรงจูงใจให้บุคลากร และใช้การประเมินผลเพื่อพัฒนาการทำงานมากกว่าการตัดสินผลงาน</p> ณัฐธิดา นันชะนะ ผศ.ดร.ทัศพร เกตุถนอม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2026-05-01 2026-05-01 12 2 418 430 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การแก้ปัญหาเชิงตรรกะ รายวิชาวิทยาการคำนวณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้เทคนิคห้องเรียนกลับด้าน https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8387 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การแก้ปัญหาเชิงตรรกะของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคห้องเรียนกลับด้านและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคห้องเรียนกลับด้านกับเกณฑ์ร้อยละ 70 ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนรักเมืองไทย1(มูลนิธิเตชะไพบูลย์) จำนวน 5 คน และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านเขาพญาปราบ จำนวน 12 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาวิทยาการคำนวณ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง การแก้ปัญหาเชิงตรรกะ โดยใช้เทคนิคห้องเรียนกลับด้าน ทั้งหมด 3 แผน จำนวน 8 ชั่วโมง และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การแก้ปัญหาเชิงตรรกะ โดยวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย (X-bar) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ทดสอบการแจกแจงแบบปกติโดยใช้ Kolmogorov-Smirnov test พบว่าการแจกแจงเป็นโค้งไม่ปกติ จึงทดสอบโดยใช้สถิตินอนพาราเมตริก Wilcoxon Matched pairs และ Wilcoxon Signed – Ranks Test ผลการวิจัยพบว่า 1)ผลการศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) ในหน่วยการเรียนรู้เรื่อง การแก้ปัญหาเชิงตรรกะ พบว่า คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 12.71 คะแนน และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเพิ่มขึ้นเป็น 22.65 คะแนน จากคะแนนเต็ม 30 คะแนน (คิดเป็นร้อยละ 75.49) ทั้งนี้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2)จากการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภายหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคห้องเรียนกลับด้าน พบว่านักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนอยู่ที่ 22.65 คะแนน จากคะแนนเต็ม 30 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 75.49 ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70 ที่กำหนดไว้ พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนสูงกว่าเกณฑ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> ปิ่นรัตน์ สันตะคุ อลงกต ยะไวทย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน 2026-05-01 2026-05-01 12 2 431 443