วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc
<p><strong>วารสารเสียงธรรมจากมหายาน</strong> เป็นวารสารที่มุ่งเน้นการเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการที่มีคุณภาพในด้านพระพุทธศาสนา ปรัชญา ศึกษาศาสตร์ นิติศาสตร์ และสหวิทยาการ โดยเปิดรับผลงานจากคณาจารย์ นักวิจัย นักวิชาการ และบุคคลทั่วไปที่สนใจพัฒนาความรู้และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสาขาวิชาเหล่านี้</p> <p>วารสารให้ความสำคัญกับการกลั่นกรองบทความผ่านกระบวนการ Peer Review จากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 3 ท่าน เพื่อให้มั่นใจว่าบทความที่ตีพิมพ์มีคุณภาพและตรงตามมาตรฐานทางวิชาการ</p>
ดร.สุริยา แสงอินตา
th-TH
วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2985-2706
-
สภาพการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิษณุโลก อุตรดิตถ์
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8007
<p>การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย เพื่อศึกษาสภาพการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนมัธยมศึกษาในอำเภอเนินมะปราง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิษณุโลก อุตรดิตถ์ ประชากร ได้แก่ประชากรที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูโรงเรียนมัธยมศึกษาในอำเภอเนินมะปราง ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิษณุโลก อุตรดิตถ์ ทั้งหมดจำนวน 94 คน โดยกำหนดกลุ่มผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา 8 คน และครู 86 คน ได้โดยใช้วิธีการเลือกประชากรทั้งหมด เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล แบบสอบถามที่มีคุณภาพสูงแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับมีค่า IOC ระหว่าง 0.80 – 1.00 โดยมีค่าความเชื่อมั่น ทั้งฉบับเท่ากับ 0.963 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า การศึกษาสภาพการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิษณุโลก อุตรดิตถ์ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (m = 4.55, s = .37) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือด้านการพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในและมาตรฐานการศึกษา (m = 4.57, s = .38) รองลงมา คือ ด้านการวัดผล ประเมินผล และดำเนินการเทียบโอนผลการเรียน อยู่ในระดับมากที่สุด (m = 4.57, s = .40) ด้านการจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษา อยู่ในระดับมากที่สุด (m = 4.54, s = .41) ด้านการพัฒนาหลักสูตรของสถานศึกษา อยู่ในระดับระดับมากที่สุด (m = 4.54, s = .48) ตามลำดับ ด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือด้านการพัฒนาและใช้สื่อเทคโนโลยี (m = 4.53, s = .42)</p>
จักรกฤษณ์ ยากิ้ว
จารุวรรณ นาตัน
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-03-01
2026-03-01
12 1
1
14
-
สภาพการบริหารงานวิชาการเพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตของนักเรียน ในสถานศึกษา อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/7940
<p>การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย เพื่อศึกษาสภาพการบริหารงานวิชาการเพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตของนักเรียนในสถานศึกษา อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ ประชากร ได้แก่สถานศึกษา จำนวน 61 แห่ง กลุ่มตัวอย่างได้แก่ สถานศึกษาในอำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ จำนวน 56 แห่ง ได้มากจากการสุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซี่และมอร์แกน โดยกำหนดกลุ่มผู้ให้ข้อมูล สถานศึกษาละ 2 คน ประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 1 คน ครูหัวหน้างานวิชาการ จำนวน 1 คน รวมสถานศึกษาละ 2 คน ได้โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง รวมทั้งสิ้น จำนวน 112 คน</p> <p>เครื่องมือที่เก็บข้อมูล แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งผ่านการตรวจสอบคุณภาพด้วยค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ระหว่าง 0.60-1.00 และค่าความเชื่อมั่น .957 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p><strong> </strong>ผลการวิจัยพบว่า สภาพการบริหารงานวิชาการเพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตของนักเรียนในสถานศึกษา อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การพัฒนาหลักสูตรของสถานศึกษา รองลงมา คือ ด้านการวัดผล ประเมินผล และดำเนินการเทียบโอนผลการเรียน และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือด้านการนิเทศการศึกษา </p>
ธนากร น่วมมี
นงลักษณ์ ในฉลาด
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-03-01
2026-03-01
12 1
15
27
-
ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ที่ส่งผลต่อความเป็นเลิศทางวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 3
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8129
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับความเป็นเลิศทางวิชาการของสถานศึกษา 2) ระดับภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา และ 3) ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ที่ส่งผลต่อความเป็นเลิศทางวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาจำนวน 32 คน และครูจำนวน 288 คน รวมทั้งสิ้น 320 คน ในปีการศึกษา 2568 ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) โดยใช้ขนาดของสถานศึกษาเป็นชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ที่มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ระหว่าง 0.80-1.00 และค่าความเชื่อมั่นระหว่าง 0.925-0.974 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคุณแบบขั้นตอน (Stepwise Multiple Regression Analysis)</p> <p>ผลวิจัยพบว่า 1) ความเป็นเลิศทางวิชาการของสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านคุณภาพครูมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด 2) ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมาก <br />เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านคุณธรรมมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด 3) การวิเคราะห์อิทธิพลและพยากรณ์ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ส่งผลต่อความเป็นเลิศทางวิชาการของสถานศึกษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีตัวแปรที่มีอิทธิพลในการพยากรณ์ 3 ลำดับแรก ได้แก่ ด้านวัฒนธรรมองค์กร (X<sub>3</sub>) ด้านการบริหารเชิงกลยุทธ์ (X<sub>2</sub>) และด้านการกำหนดวิสัยทัศน์ (X<sub>1</sub>) ตามลำดับ โดยตัวแปรทั้ง 3 ด้านนี้สามารถร่วมกันพยากรณ์ความแปรปรวนของความเป็นเลิศทางวิชาการได้ร้อยละ 57.6 (R<sup>2</sup> = .576) ซึ่งสามารถเขียนเป็นสมการพยากรณ์ได้ดังนี้:</p> <p>สมการพยากรณ์ในรูปแบบคะแนนดิบ</p> <p><em> </em>= 1.577 + 0.260(X<sub>3</sub>) + 0.240(X<sub>2</sub>) + 0.141(X<sub>1</sub>)</p> <p>สมการพยากรณ์ในรูปแบบคะแนนมาตรฐาน</p> <p>y = 0.359(ZX<sub>3</sub>) + 0.336(ZX<sub>2</sub>) + 0.200(ZX<sub>1</sub>)</p>
ภัทรจาริน แก้วมณีวรรณ์
บรรจบ บุญจันทร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-03-01
2026-03-01
12 1
28
41
-
การพัฒนาสื่อออนไลน์เพื่อการฝึกอบรม เรื่องการผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ในชุมชน
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8220
<p>การวิจัยและพัฒนา (Research and Development) นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ คือ 1) พัฒนาและประเมินคุณภาพของสื่อออนไลน์เพื่อการฝึกอบรมเรื่องการผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ในชุมชน 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการ<strong> </strong>เรียนรู้ของสมาชิกชุมชนก่อนและหลังการใช้สื่อ และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างต่อสื่อที่พัฒนาขึ้น การวิจัยดำเนินการตามกรอบแนวคิด ADDIE Model โดยนำผลการวิจัยไปพัฒนาเป็นสื่อประกอบหลักสูตรระยะสั้น <strong> </strong>(Non-degree) ของคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ซึ่งเน้นการเข้าถึงผ่าน<strong> </strong>สื่อสังคมออนไลน์ กลุ่มตัวอย่างแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน สำหรับประเมินคุณภาพสื่อ และสมาชิกชุมชนอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี จำนวน 30 คน สำหรับการทดลองประสิทธิผลด้วยแบบแผนการวิจัย One-Group Pretest-Posttest Design ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียเฉพาะกลุ่ม (Private Social Media Group)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า สื่อการเรียนรู้ผ่านโซเชียลมีเดียมีคุณภาพและความเหมาะสมโดยรวมในระดับมากที่สุด โดยผู้เชี่ยวชาญให้คะแนนเฉลี่ยรวม (=4.75,S.D=0.18) ซึ่งยืนยันความถูกต้องทางวิชาการและการออกแบบที่สอดคล้องกับผู้เรียน ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ พบว่าคะแนนเฉลี่ยหลังการฝึกอบรม (=25.80<strong>,</strong>S.D.=1.15) สูงกว่าก่อนการฝึกอบรม (=12.50 S.D.=2.40) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 (t = -28.97, p < 0.01) โดยกลุ่มตัวอย่างสามารถผลิตสื่อวิดีโอและอินโฟกราฟิกด้านการเผยแพร่ข่าวสารชุมชนรวมถึงสื่อสาธารณสุขให้กับองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพหลังการฝึกอบรม ในด้านความพึงพอใจ กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจโดยรวมในระดับมากที่สุด (=4.60, S.D.=0.25) สื่อออนไลน์ที่พัฒนาขึ้นมีคุณภาพตามมาตรฐานทางวิชาการและมีประสิทธิผลอย่างชัดเจนในการเสริมสร้างศักยภาพของสมาชิกชุมชนในการผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการสื่อสารและการสร้างความเข้มแข็งในระดับท้องถิ่นต่อไป</p>
ผศ.ดร.ศรชัย บุตรแก้ว
วิภาวี วีระวงศ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-03-01
2026-03-01
12 1
42
54
-
การศึกษาความพึงพอใจการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการบริการวิชาการ เรื่อง สนุกคิด พิชิตโค้ดสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดยางเอน (ประชานุเคราะห์)
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8019
<p>การวิจัยในครั้งนี้ จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ คือ 1. เพื่อศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการบริการวิชาการ เรื่อง “สนุกคิด พิชิตโค้ด” สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดยางเอน (ประชานุเคราะห์) 2. เพื่อเปรียบเทียบความพึงพอใจที่มีต่อการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการบริการวิชาการ เรื่อง “สนุกคิด พิชิตโค้ด” สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดยางเอน (ประชานุเคราะห์) โดยแบ่งตาม เพศ ของผู้ตอบแบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดยางเอน (ประชานุเคราะห์) จำนวน 17 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ครูพี่เลี้ยงและอาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ จำนวน 4 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามความพึงพอใจโครงการอบรม ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม ในแต่ละข้อมีค่ามากกว่าหรือเท่ากับ 0.67 การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ได้แก่ ค่าร้อยละค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าความแปรปรวนทางเดียวค่า t-test </p> <p> ผลการศึกษาวิจัย พบว่า ความพึงพอใจของผู้เข้ารับการฝึกอบรมในภาพรวมอยู่ในระดับ มาก (=4.44, ร้อยละ=88.83, S.D.=0.56) และผลการเปรียบเทียบความแตกต่างของความพึงพอใจระหว่างชายและหญิงหญิงที่มีต่อการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการบริกาวิชาการ เรื่อง สนุกคิด พิชิตโค้ด สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดยางเอน (ประชานุเคราะห์) ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ดังนั้นจึงปฏิเสธสมมติฐานที่ตั้งไว้</p>
วรธรรม กลัดล้อม
ภาณุพงศ์ แผงผล
สรวิชญ์ เศรษฐวารี
ศัจกร ทิศหน่อ
ภาสกร เรืองรอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-03-01
2026-03-01
12 1
55
64
-
ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา เขตสะพานสูง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8117
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหาร และ 2) เปรียบเทียบ<br />ระดับภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา เขตสะพานสูง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 โดยจำแนกตามระดับการศึกษา วิทยฐานะ อายุ และประสบการณ์ทำงาน <br />กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูที่ปฏิบัติหน้าที่สอนในโรงเรียนมัธยมศึกษา เขตสะพานสูง จำนวน 191 คน โดยใช้วิธีการสุ่ม<br />แบบแบ่งชั้นภูมิ จากนั้นใช้การสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือ แบบสอบถาม 5 ระดับ ซึ่งมีความเชื่อมั่น<br />ทั้งฉบับอยู่ที่ระดับ .99 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที <br />และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหาร โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 3.96, S.D.= .70) โดยมีค่าเฉลี่ยสูงสุดในด้านการกำหนดกลยุทธ์ขององค์กร ( = 4.04, S.D.= .73) และมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดในด้านการนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติ ( = 3.86, S.D.= .77) และ 2. ผลการเปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหาร พบว่า 2.1 ครูที่มีระดับการศึกษาแตกต่างกันมีความคิดเห็นต่อระดับภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์<br />ของผู้บริหารแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ 2.2 ครูที่มีวิทยฐานะแตกต่างกันมีความคิดเห็นต่อระดับภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารโดยรวมแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านการกำหนดกลยุทธ์ขององค์กร ด้านการกำหนดทิศทางขององค์กร และด้านการควบคุมและประเมินกลยุทธ์แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนด้านการนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2.3 ครูที่มีอายุแตกต่างกันมีความคิดเห็นต่อระดับภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ <br />และ 2.4 ครูที่มีประสบการณ์ทำงานแตกต่างกันมีความคิดเห็นต่อระดับภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ</p>
ศุภมิตร เที่ยงตรง
วิภาวรรณ สุขสถิตย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-03-01
2026-03-01
12 1
65
77
-
ภาวะผู้นําดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีของสถานศึกษาสังกัดสถาบันการอาชีวศึกษาภาคใต้ 2
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8219
<p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นําดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสถาบันการอาชีวศึกษาภาคใต้ 2 2) เพื่อศึกษาระดับการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีของสถานศึกษา สังกัดสถาบันการอาชีวศึกษาภาคใต้ 2 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นําดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีของสถานศึกษา สังกัดสถาบันการอาชีวศึกษาภาคใต้ 2 4) เพื่อศึกษาภาวะผู้นําดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีของสถานศึกษา สังกัดสถาบันการอาชีวศึกษาภาคใต้ 2 และ 5) เพื่อศึกษาแนวทางในการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีของสถานศึกษา สังกัดสถาบันการอาชีวศึกษาภาคใต้ 2 กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริหารและครู จำนวน 254 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 5 คน เครื่องมือวิจัยคือแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นําดิจิทัลอยู่ในระดับมากทั้งภาพรวมและรายด้าน ซึ่งด้านการสร้างเครือข่ายดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 2) การจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีอยู่ในระดับมาก 3) ภาวะผู้นําดิจิทัลมีความสัมพันธ์ทางบวกกับการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ 0.01 ซึ่งมีค่าสหสัมพันธ์ระหว่าง .628 ถึง .770 มีความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกันและมีความสัมพันธ์ทางบวก 4) ด้านการมีวิสัยทัศน์ดิจิทัล ด้านการสื่อสารดิจิทัล ด้านการเรียนรู้ดิจิทัลส่งผลต่อการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีของสถานศึกษา โดยมีอำนาจการพยากรณ์ร้อยละ 68.50 และแนวทางการจัดการศึกษาอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี ทั้งนี้ควรมุ่งบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลและภาวะผู้นำดิจิทัลในการจัดหลักสูตร ความร่วมมือกับสถานประกอบการ และการวัดประเมินผล เพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิบัติงานจริงและยกระดับสมรรถนะวิชาชีพให้ตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน</p> <p> ผลการวิจัยชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของภาวะผู้นำดิจิทัลในการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีของสถานศึกษา อันเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาให้มีภาวะผู้นำดิจิทัลที่เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบัน </p>
สุลัดดา ศุภพันธ์
ทับทิมทอง กอบัวแก้ว
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-03-01
2026-03-01
12 1
78
92
-
แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ สหวิทยาเขตวิทยปราการ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8156
<p>งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ สหวิทยาเขตวิทยปราการ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ และ 2) เพื่อเปรียบเทียบแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ สหวิทยาเขตวิทยปราการ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ จำแนกตามเพศ ระดับการศึกษา อายุ และประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ ในสหวิทยาเขตวิทยปราการ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ จำนวน 191 คน ได้มาจากวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ โดยมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับ เท่ากับ .949 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ครูโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษในสหวิทยาเขตวิทยปราการ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ มีแรงจูงใจในการปฏิบัติงานโดยรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้านที่ค่าเฉลี่ยสูงที่สุดคือ ด้านความสำเร็จของงานที่ปฏิบัติ รองลงมาคือ ด้านสัมพันธภาพกับบุคลากรในองค์การ และด้านที่ค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือ ด้านความรู้สึกมั่นคงในงานที่ปฏิบัติ และ 2) ครูโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษในสหวิทยาเขตวิทยปราการ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ ที่มีเพศ ระดับการศึกษา อายุ และประสบการณ์ในการปฏิบัติงานที่แตกต่างกัน มีแรงจูงใจในการปฏิบัติงานแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความเป็นเอกภาพและความสม่ำเสมอในระดับแรงจูงใจของกลุ่มตัวอย่าง อย่างไรก็ตามในด้านการยอมรับนับถือพบว่า ผลการเปรียบเทียบจำแนกตามประสบการณ์ในการปฏิบัติงานเกือบมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .050) ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่ควรพิจารณาเพิ่มเติมในการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลต่อไป</p>
ศิริลักษณ์ คำนึงถึง
นิวัตต์ น้อยมณี
จินตนา ถาคำ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-03-01
2026-03-01
12 1
93
108
-
การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนมัธยมศึกษา เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8176
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการดำเนินงานระบบ<br />การดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษา เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร และ 2) เพื่อเปรียบเทียบระดับการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่จำแนกตามเพศ ระดับชั้นที่นักเรียนใน<br />ความปกครองศึกษาอยู่ ช่วงอายุของผู้ปกครอง และระดับการศึกษาของผู้ปกครอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้ปกครองของนักเรียนโรงเรียนมัธยมสุวิทย์เสรีอนุสรณ์ เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา 2568 จำนวนทั้งสิ้น 313 คน ซึ่งกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางเครจซี่และมอร์แกน โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ โดยมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับ เท่ากับ .82 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษา เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการส่งเสริมและพัฒนานักเรียน รองลงมาคือ ด้านการป้องกันและการแก้ไขปัญหานักเรียน และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการส่งต่อ และ 2) เปรียบเทียบระดับการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน พบว่า 2.1) ผู้ปกครองที่มีระดับชั้นที่นักเรียนในความปกครองศึกษาอยู่ต่างกัน มีส่วนร่วมในการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2.2) ผู้ปกครองที่มีช่วงอายุต่างกัน <br />มีส่วนร่วมในการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 <br />2.3) ผู้ปกครองที่มีระดับการศึกษาต่างกัน มีส่วนร่วมในการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2.4) ผู้ปกครองที่มีเพศต่างกัน มีส่วนร่วมในการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้นสถานศึกษาควรพัฒนาระบบการส่งต่อให้มีความคล่องตัวและสร้างความเข้าใจกับผู้ปกครองถึงความสำคัญของการช่วยเหลือต่อเนื่อง พร้อมทั้งออกแบบกิจกรรมการมีส่วนร่วมที่ยืดหยุ่นตามบริบทและความแตกต่างของผู้ปกครองและระดับชั้นนักเรียน เพื่อยกระดับการดูแลช่วยเหลือผู้เรียนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด</p>
พุทธชาติ สมร่าง
นิวัตต์ น้อยมณี
จินตนา ถาคำ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-03-01
2026-03-01
12 1
109
122
-
ภาวะผู้นำการจัดการที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานบุคคลของ ผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 2
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8021
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การบริหารงานบุคคลของผู้บริหาร สถานศึกษา 2) ภาวะผู้นำการจัดการ ของผู้บริหารสถานศึกษา และ 3) ภาวะผู้นำการจัดการ ที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ ที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู รวมทั้งสิ้น 285 คน โดยใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้นตามขนาดของสถานศึกษา เครื่องมือในการเก็บ รวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม โดยแบ่งออกเป็น 3 ตอน ได้แก่ ข้อมูลทั่วไป การบริหารงาน บุคคล และภาวะผู้นำการจัดการของผู้บริหารสถานศึกษา แบบสอบถามมีความเที่ยงตรงเท่ากับ 1.00 ทุกข้อ ค่าความเชื่อมั่นรวมของแบบสอบถาม ด้านการบริหารงานบุคคลเท่ากับ 0.964 และภาวะผู้นำการจัดการเท่ากับ 0.975 จัดส่งแบบสอบถามผ่านช่องทางออนไลน์ การวิเคราะห์ ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน พร้อมทั้งวิเคราะห์ สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน เพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่าง ภาวะผู้นำกับการบริหารงานบุคคล ตรวจสอบปัญหา Multicollinearity โดยพิจารณาค่า VIF และ Tolerance และใช้การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน (Stepwise Multiple Regression) เพื่อสร้างสมการ พยากรณ์ภาวะผู้นำการจัดการที่ส่งผลต่อการบริหารงานบุคคล ของผู้บริหารสถานศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษาที่ศึกษา </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ระดับการบริหารงานบุคคล และภาวะผู้นำการจัดการของผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมาก</p> <p>โดยด้านการบริหารงานบุคคลที่มีระดับการปฏิบัติสูงสุดคือ ด้านการวางแผนอัตรากำลังและกำหนดตำแหน่ง ในขณะที่ด้านที่ควร</p> <p>ได้รับการพัฒนา คือด้านการพัฒนาบุคลากร นอกจากนี้ ผลการตรวจสอบแสดงให้เห็นว่าแบบจำลองมีความสอดคล้องกับข้อมูล</p> <p>เชิงประจักษ์และไม่มีปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระ โดยพิจารณาจากค่า VIF และ Tolerance ที่อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด</p> <p>สำหรับการวิเคราะห์การถอถอยพหุคูณ พบว่า ภาวะผู้นำการจัดการสามารถพยากรณ์ประสิทธิผลการบริหารงานบุคคลได้ร้อยละ</p> <p>64.5 โดยด้านของภาวะผู้นำการจัดการที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานบุคคลมากที่สุดคือ ด้านการจัดระบบงาน ด้วยค่า</p> <p>สัมประสิทธิ์การถดถอยในรูปคะแนนมาตรฐาน เท่ากับ 0.452 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยสรุปดังนี้</p> <ol> <li>ประสิทธิผลการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา</li> </ol> <p>ประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณา รายด้าน พบว่าทุกด้านอยู่ในระดับมากที่สุดเช่นกัน โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ การประเมิน ผลการปฏิบัติงาน และการธำรงรักษาบุคลากร รองลงมาคือ การสรรหา และบรรจุแต่งตั้งและ การพัฒนาบุคลากร และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือ การวางแผน อัตรากำลังและกำหนด ตำแหน่ง แสดงให้เห็นว่าผู้บริหารมีประสิทธิผลในการบริหารงานบุคคลในทุกด้านในระดับสูงมาก</p> <ol start="2"> <li>การบริหารจัดการของผู้บริหารสถานศึกษาภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยทุกด้านมีค่าอยู่ในระดับมากที่สุดเช่นกัน โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านการประสานงาน รองลงมาคือ ด้านการสั่งการ และด้านการควบคุม ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือด้านการวางแผน แสดงให้เห็นว่าผู้บริหารสถานศึกษามีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ ทุกด้านในระดับสูงสุด</li> <li>ตัวแปรด้านการบริหารจัดการทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ ด้านการประสานงาน (β = 0.310), ด้านการจัดองค์การ (β = 0.292) , ด้านการสั่งการ (β = 0.169), ด้านการควบคุม (β = 0.181) และด้านการวางแผน (β = 0.134) มีอิทธิพลต่อประสิทธิผล ต่อประสิทธิผลการบริหารงานบุคคลของ สถานศึกษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยตัวแปรที่มีอิทธิพลมากที่สุดคือ ด้านการประสานงาน รองลงมาคือ ด้านการจัดองค์การ และด้านการควบคุม ตามลำดับ ทั้งนี้ ค่า R = .796 และค่า Adjusted R² = .626 แสดงว่า ตัวแปรทั้ง 5 ด้าน สามารถร่วมกัน อธิบายความแปรปรวนของประสิทธิผลการบริหารงานบุคคลได้ร้อยละ 62.6 ซึ่งอยู่ในระดับสูง</li> </ol>
นางสาวพัชรีวรรณ ภาสบุตร
บรรจบ บุญจันทร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-03-01
2026-03-01
12 1
123
137
-
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการบริหารงานบุคคลของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/7952
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศบริหารงานบุคคลของสถานศึกษาศึกษา 2) ศึกษาระดับประสิทธิภาพการบริหารงานบุคคลของสถานศึกษา 3) ศึกษาความสัมพันธ์การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศกับประสิทธิภาพการบริหารงานบุคคลของสถานศึกษา และ 4) ศึกษาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการบริหารงานบุคคลของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้อำนวยการสถานศึกษา รองผู้อำนวยการสถานศึกษา และครู ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 รวมผู้ให้ข้อมูลทั้งสิ้นจำนวน 364 คน เครื่องมือวิจัยคือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารงานบุคคลอยู่ในระดับมาก โดยครอบคลุมการใช้ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารทรัพยากรบุคคล การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อการบริหารงานบุคคล การใช้ระบบการจัดการเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาบุคลากร การจัดการข้อมูลบุคลากรด้วยระบบฐานข้อมูล การบูรณาการข้อมูลสารสนเทศภายในองค์กร และการใช้เทคโนโลยีเพื่อเสริมสร้างความโปร่งใส 2) ระดับประสิทธิภาพการบริหารงานบุคคลของสถานศึกษาอยู่ในระดับมาก ทั้งด้านความรวดเร็ว ความถูกต้อง ความคุ้มค่า ความปลอดภัย และความพึงพอใจของผู้ใช้ระบบ 3) การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูงกับประสิทธิภาพการบริหารงานบุคคลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.1 โดยมีค่าสหสัมพันธ์ระหว่าง .849–.865 และ 4) ปัจจัยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการบริหารงานบุคคล ได้แก่ การจัดการข้อมูลบุคลากรด้วยระบบฐานข้อมูล การบูรณาการข้อมูลสารสนเทศภายในองค์กร การใช้ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารทรัพยากรบุคคล การใช้เทคโนโลยีเพื่อเสริมสร้างความโปร่งใส การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อการบริหารงานบุคคล และการใช้ระบบการจัดการเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาบุคลากร โดยโมเดลถดถอยสามารถอธิบายความแปรปรวนของประสิทธิภาพการบริหารงานบุคคลได้ร้อยละ 95.30</p> <p> ผลการวิจัยสะท้อนว่าการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่มีโครงสร้างข้อมูลที่เป็นระบบ ความถูกต้องของข้อมูล การประมวลผลที่รวดเร็ว และความสามารถในการสื่อสารอย่างโปร่งใส มีบทบาทสำคัญต่อการยกระดับประสิทธิภาพการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา ซึ่งช่วยสนับสนุนการวางแผน การพัฒนา การประเมิน และการตัดสินใจเชิงบริหารให้มีความทันสมัยและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น</p>
กษิดิศ พรหมดนตรี
ทับทิมทอง กอบัวแก้ว
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-03-01
2026-03-01
12 1
138
150
-
การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง นาฏยสร้างสรรค์จากนาฏยศัพท์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 วิทยาลัยนาฏศิลปนครศรีธรรมราช
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8221
<p>งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ (1) เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง นาฏยสร้างสรรค์จากนาฏยศัพท์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 วิทยาลัยนาฏศิลปนครศรีธรรมราช (2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง นาฏยสร้างสรรค์จากนาฏยศัพท์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 วิทยาลัยนาฏศิลปนครศรีธรรมราช (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนจากการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง นาฏยสร้างสรรค์จากนาฏยศัพท์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 วิทยาลัยนาฏศิลปนครศรีธรรมราช</p> <p> การวิจัยครั้งนี้มีวิธีดำเนินการวิจัยแบบกึ่งทดลอง มีกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 สาขานาฏศิลป์ไทยละคร ภาควิชานาฏศิลป์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 วิทยาลัยนาฏศิลปนครศรีธรรมราช จำนวน 16 คน ใช้วิธีคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง นาฏยสร้างสรรค์จากนาฏยศัพท์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 2) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง นาฏยสร้างสรรค์จากนาฏยศัพท์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 3) แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4) แบบประเมินทักษะความคิดสร้างสรรค์ และ 5) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนจากการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ค่าสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (x bar) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (<strong>S.D.</strong>) และค่า t-test</p> <p> ผลการวิจัย เรื่อง การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง นาฏยสร้างสรรค์จากนาฏยศัพท์ พบว่า (1) ผลการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ มีค่าประสิทธิภาพ <strong>E<sub>1 </sub>/ E<sub>2</sub></strong><sub> </sub>เท่ากับ 81.42 /83.12 ซึ่งตรงตามเกณฑ์ 80/80 ที่ได้กำหนดไว้ (2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ พบว่า สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยหลังเรียน (x bar = 24.93 , <strong>S.D.</strong> = 1.84) สูงกว่าก่อนเรียน (x bar = 16.06, <strong>S.D.</strong> = 3.04) (3) แบบประเมินทักษะความคิดสร้างสรรค์ มีค่าเฉลี่ย (x bar = 3.86 , <strong>S.D.</strong> = 0.28) อยู่ในระดับดีมาก (4) แบบสังเกตพฤติกรรมการสร้างสรรค์ของนักเรียน มีค่าเฉลี่ย (x bar = 3.54 , <strong>S.D.</strong> = 0.27) อยู่ในระดับดีมาก (5) ความพึงพอใจของนักเรียนจากการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ พบว่า มีความพึงพอใจอยู่ในระดับดีมาก ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.86 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.18 (x bar = 4.86 , <strong>S.D.</strong> = 0.18)</p>
นางสาวสิริกานต์ ทองสงฆ์
ชมนาด กิจขันธ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-03-01
2026-03-01
12 1
151
164
-
การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ห้องเรียนกลับด้านแบบเน้นสมรรถนะ วิชานาฏศิลป์ เรื่อง การรำแม่บทนางนารายณ์ (แม่บทเล็ก) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8174
<p>การวิจัยเรื่องการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ห้องเรียนกลับด้านแบบเน้นสมรรถนะ วิชานาฏศิลป์ เรื่อง การรำแม่บทนางนารายณ์ (แม่บทเล็ก) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อพัฒนากระบวนการการเรียนรู้ห้องเรียนกลับด้านแบบเน้นสมรรถนะให้มีคุณภาพ 2) เพื่อศึกษาผลการใช้กระบวนการเรียนรู้ห้องเรียนกลับด้านแบบเน้นสมรรถนะสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ดังนี้ 1. ระดับทักษะการรำแม่บทเล็กของนักเรียน 2. ระดับการคิดเชิงสร้างสรรค์ 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียน-หลังเรียน 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ห้องเรียนกลับด้านแบบเน้นสมรรถนะ</p> <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง โดยใช้แบบแผนการวิจัยแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและ หลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนอักษรเทพประสิทธิ์ จำนวน 30 คน (N = 30) ได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย ตัวแปรต้น คือ กระบวนการเรียนรู้ห้องเรียนกลับด้านแบบเน้นสมรรถนะ ตัวแปรตาม ได้แก่ ทักษะการรำแม่บทนางนารายณ์ (แม่บทเล็ก) การคิดเชิงสร้างสรรค์ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินทักษะการรำ แบบประเมินการคิดเชิงสร้างสรรค์ และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ค่าคะแนนเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ ค่าความเที่ยงตรง และค่าที t-test (Dependent)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) กระบวนการการเรียนรู้ห้องเรียนกลับด้านแบบเน้นสมรรถนะให้มีคุณภาพที่พัฒนาขึ้น มีคุณภาพอยู่ในระดับดีมาก 𝑥̅ = 4.89, S.D. = 0.35 2) นักเรียนมีทักษะการรำแม่บทนางนารายณ์ (แม่บทเล็ก) มีระดับคุณภาพอยู่ในระดับดี (𝑥̅ = 4.34, S.D. = 0.57) มีการคิดเชิงสร้างสรรค์ มีคุณภาพอยู่ในระดับดี (𝑥̅ = 4.44, S.D. = 0.59) และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 ขณะที่ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ห้องเรียนกลับด้านแบบเน้นสมรรถนะ มีระดับคุณภาพอยู่ในระดับดีมาก (𝑥̅ = 4.50, S.D. = 0.53)</p> <p> ผลการวิจัยสรุปได้ว่า กระบวนการเรียนรู้ห้องเรียนกลับด้านแบบเน้นสมรรถนะในรายวิชานาฏศิลป์ เรื่อง การรำแม่บทนางนารายณ์ (แม่บทเล็ก) มีคุณภาพอยู่ในระดับดีมาก และมีประสิทธิผลต่อการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลการวิจัยสะท้อนว่าการจัดการเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านสื่อมัลติมีเดียร่วมกับการฝึกปฏิบัติจริงในชั้นเรียน สามารถส่งเสริมการเรียนรู้เชิงลึกได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงควรนำรูปแบบดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ใน รายวิชานาฏศิลป์และรายวิชาเชิงปฏิบัติอื่น ๆ เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับการศึกษาในศตวรรษที่ 21</p>
พัชรกรณ์ คำทอง
ชนนาด กิจขันธ์
ชวนิดา สุวานิช
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-03-01
2026-03-01
12 1
165
176
-
การจัดการเรียนรู้โดยใช้ห้องเรียนกลับด้านเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชานาฏศิลป์ เรื่องการสร้างสรรค์การเคลื่อนไหว สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเปรมประชาวัฒนา จังหวัดนนทบุรี
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8123
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ออกแบบและพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบห้องเรียนกลับด้านเรื่อง การสร้างสรรค์การเคลื่อนไหว ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์การจัดการเรียนรู้โดยใช้ห้องเรียนกลับด้านเรื่องการสร้างสรรค์การเคลื่อนไหว สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ห้องเรียนกลับด้านเรื่องการสร้างสรรค์การเคลื่อนไหวเพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเปรมประชาวัฒนา จังหวัดนนทบุรี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 30 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน 8 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 30 ข้อ แบบประเมินทักษะปฏิบัติ และแบบประเมินความพึงพอใจ 15 ข้อ การวิจัยเป็นแบบการทดลองกลุ่มเดียว วัดผลก่อนและหลังเรียน (One Group Pretest–Posttest Design) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละและการทดสอบค่าทีแบบพึ่งพากัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ห้องเรียนกลับด้านมีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.67/85.69 สูงกว่าเกณฑ์ 75/75 ค่าเฉลี่ยคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนเท่ากับ 48.37 (ร้อยละ 40.31) และ 102.83 (ร้อยละ 85.69) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานก่อนเรียนเท่ากับ 4.55 และหลังเรียนเท่ากับ 4.18 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้อยู่ในระดับมากที่สุด (𝑥̅ = 4.65, S.D. = 0.16) โดยเฉพาะด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และการใช้สื่อคลิปความรู้ผ่านช่องทางyoutube สรุปได้ว่าการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบห้องเรียนกลับด้านเรื่อง การสร้างสรรค์การเคลื่อนไหว เป็นแนวทางที่ส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ช่วยพัฒนาทั้งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะการเคลื่อนไหว และความพึงพอใจของผู้เรียน ผู้วิจัยเสนอให้ครูผู้สอนนาฏศิลป์นำรูปแบบนี้ไปประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนรู้และปลูกฝังเจตคติที่ดีต่อศิลปะการแสดงไทย</p>
กฤติยาณี นาราษฎร์
ชมนาด กิจขันธ์
นิรมล ชอุ่ม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-03-01
2026-03-01
12 1
177
186
-
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับการทำงานเป็นทีมในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8143
<p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 2) เพื่อศึกษาการทำงานเป็นทีมในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับการทำงานเป็นทีมในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน จำนวนทั้งสิ้น 322 คน โดยใช้การสุ่มแบบกลุ่ม จำแนกตามเขตพื้นที่การศึกษากลุ่มอำเภอ โดยใช้การเทียบบัญญัติไตรยางค์ และสุ่มอย่างง่าย ตามสัดส่วนประชากรแต่ละอำเภอ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามได้ค่าความเชื่อมั่น .987 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย () ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่างง่าย ผลการวิจัย พบว่า 1) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก การทำงานเป็นทีมในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก และความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับการทำงานเป็นทีมในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 มีความสัมพันธ์กันทางบวกในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2) การทำงานเป็นทีมในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านการมีปฏิสัมพันธ์ มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาด้านการสื่อสารอย่างเปิดเผย และด้านการมีส่วนร่วม มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด 3) ความสัมพันธ์ระหว่างงภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับการทำงานเป็นทีมในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 โดยภาพรวม มีความสัมพันธ์เชิงบวกอยู่ในระดับสูง ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (r = .935) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p>
นายภวิศ ปรีกราน
สมนึก การมีเวท
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-03-01
2026-03-01
12 1
187
198
-
การสร้างความเที่ยงธรรมตามแนววิถีพุทธในวรรณกรรมเยาวชน เรื่อง “คุณปู่แว่นตาโต คุณปู่แว่นตาแตก อาม่าบนคอนโด และขวัญสงฆ์” ของ ชมัยภร แสงกระจ่าง
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/7949
<p>การวิจัยนี้เป็นการศึกษาตัวละครในวรรณกรรมสะท้อนหลักธรรมดำเนินชีวิตของมนุษย์ เมื่อใดมนุษย์ถูกอคติครอบงำจิตใจทำให้เกิดความไม่เที่ยงธรรมต่อตนเองและผู้อื่น ไม่สามารถดำเนินชีวิตร่วมกันกับผู้อื่นได้อย่างปกติสุข การสร้างความเที่ยงธรรมจึงเป็นหลักสำคัญเพื่อลดความขัดแย้ง เป็นการสร้างทัศนคติที่ดีให้อยู่ร่วมกันสันติสุข การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์การสร้างความเที่ยงธรรมตามแนววิถีพุทธในวรรณกรรมเยาวชนของผู้แต่ง ชมัยภร แสงกระจ่าง โดยวิเคราะห์ตัวบท จำนวน 4 เรื่อง ได้แก่ คุณปู่แว่นตาแตก คุณปู่แว่นตาโต อาม่าบนคอนโด ขวัญสงฆ์ ประเด็นที่วิเคราะห์ ได้แก่ 1) องค์ประกอบการสร้างความเที่ยงธรรม 2) กลวิธีสร้างความเที่ยงธรรม โดยใช้แนวคิดที่เกี่ยวข้องกับการใช้คำและความหมายของคำ การสร้างความเที่ยงธรรมตามแนววิถีพุทธ การแก้ไขข้อขัดแย้ง การพัฒนาและสร้างมนุษยสัมพันธ์ ผลการวิจัยสรุป ดังนี้ 1) องค์ประกอบการสร้างความเที่ยงธรรม ได้แก่ การผูกเรื่อง ตัวละคร เหตุการณ์ บทสนทนา 2) กลวิธีสร้างความเที่ยงธรรมด้วยหลักพุทธธรรม ประกอบด้วย 1. การบริหารจัดการความสัมพันธ์ ได้แก่ 1.1 ปราศจากอคติ 4 ประการ คือ ลำเอียงเพราะชอบ ลำเอียงเพราะชัง ลำเอียงเพราะหลงผิด ลำเอียงเพราะกลัว 1.2 การสงเคราะห์ซึ่งกันและกัน 4 ประการ คือ การให้ การพูดสุภาพไพเราะ การช่วยเหลือผู้อื่น การเสมอต้นเสมอปลาย 2. การปฏิบัติเชิงเมตตา ได้แก่ การอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น 4 ประการ คือ ปรารถนาดีต่อผู้อื่น ปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ ชื่นชมยินดี วางใจเป็นกลาง 3. การปฏิบัติเพื่อแก้ไขข้อขัดแย้ง 4 ประการ คือ พัฒนาความคิด มุมมอง ประพฤติดีทางวาจาและการกระทำ ทำมาหาเลี้ยงชีพสุจริต ตั้งใจทำสิ่งใดด้วยความเพียร 4. การพัฒนาและสร้างมนุษยสัมพันธ์ แบ่งได้ 2 ระดับ ได้แก่ 1) ระดับบุคคล ประกอบด้วย 1.1 เรียบง่าย อ่อนน้อมถ่อมตน 1.2 ร่าเริง เบิกบาน มีอารมณ์ขัน 1.3 กระตือรือร้น เพียร รับผิดชอบ อดทน 2) ระดับสังคม ดังนี้ 2.1 สนใจผู้อื่น เห็นคุณค่าผู้อื่น เข้าใจผู้อื่น ทำให้ผู้อื่นรู้สึกมีความหมาย เป็นมิตรแท้ 2.2 เต็มใจร่วมกิจกรรมสังคม 2.3 เก็บความลับ ไม่นินทา ไม่อิจฉาริษยา ไม่กล่าวถึงปมด้อยผู้อื่น</p>
ดร.ประภาพร ธนกิตติเกษม
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-03-01
2026-03-01
12 1
199
211
-
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์และแรงจูงใจในการเรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดเกมมิฟิเคชัน (Gamification) เรื่อง ฟังก์ชัน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8120
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์หลังการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดเกมมิฟิเคชัน (Gamification) เรื่อง ฟังก์ชัน กับเกณฑ์ร้อยละ 70 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดเกมมิฟิเคชัน เรื่อง ฟังก์ชัน 3) เปรียบเทียบแรงจูงใจในการเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดเกมมิฟิเคชัน เรื่อง ฟังก์ชัน 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดเกมมิฟิเคชัน เรื่อง ฟังก์ชัน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/7 โรงเรียนบรรหารแจ่มใส<br />วิทยา 3 จำนวน 40 คน ด้วยการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Sampling) โดยมีห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดเกมมิฟิเคชันซึ่งผู้วิจัยนำองค์ประกอบของเกมมิฟิเคชัน 8 องค์ประกอบ ได้แก่ คะแนนสะสม (Points) เหรียญตรา (Badges) ระดับชั้น (Levels) กระดานจัดอันดับ (Leaderboard) รางวัล (Rewards) การแข่งขัน (Competition) เป้าหมาย (Goals) และกฎกติกา (Rules) มาใช้ออกแบบการจัดการเรียนรู้ แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบวัดแรงจูงใจในการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test Dependent</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์หลังเรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด<br />เกมมิฟิเคชัน (Gamification) เรื่อง ฟังก์ชัน สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 มีค่า <br />t เท่ากับ 3.56 และค่า P < .001 โดยมีค่าเฉลี่ยหลังเรียน = 15.18, S.D. = 2.09 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์หลังเรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดเกมมิฟิเคชัน (Gamification) เรื่อง ฟังก์ชัน สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 มีค่า t เท่ากับ 22.0 และค่า P < .001 โดยมีค่าเฉลี่ยก่อนเรียน = 5.55, <br />S.D. = 1.81 และมีค่าเฉลี่ยหลังเรียน = 15.18, S.D. = 2.09 3) แรงจูงใจในการเรียนหลังเรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดเกมมิฟิเคชัน (Gamification) เรื่อง ฟังก์ชัน สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 มีค่า <br />t เท่ากับ 3.42 และค่า P < .001 โดยมีค่าเฉลี่ยก่อนเรียน = 3.60, S.D. = 0.71 และมีค่าเฉลี่ยหลังเรียน = 4.14, <br />S.D. = 0.66 ซึ่งแรงจูงใจในการเรียนหลังเรียนอยู่ในระดับมาก 4) ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดเกมมิฟิเคชัน (Gamification) เรื่อง ฟังก์ชัน อยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.41</p>
อธิญา ศรีอ่ำดี
พินดา วราสุนันท์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-03-01
2026-03-01
12 1
212
224
-
ผลการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Concrete–Pictorial–Abstract (CPA) เพื่อส่งเสริมมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์เรื่องการหารของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8157
<p>การวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษามโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ เรื่อง การหาร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิด Concrete – Pictorial – Abstract (CPA) และ2) เพื่อเปรียบเทียบมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ เรื่อง การหาร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิด Concrete – Pictorial – Abstract (CPA)โดยกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษา ภาคเรียนที่ 2</p> <p>ปีการศึกษา 2568 จำนวน 40 คนได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) โดยห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามแนวคิด Concrete – Pictorial – Abstract (CPA) จำนวน 8 แผนการเรียนรู้ 2) แบบทดสอบวัดมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่องการหารโดยเป็นแบบทดสอบชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 32 ข้อ และข้อสอบอัตนัยจำนวน 1 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ one simple t – test</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) นักเรียนมีมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์เรื่องการหารหลังเรียนรู้ตามแนวคิด Concrete – Pictorial – Abstract (CPA) อยู่ในระดับสูงมาก มีคะแนนเฉลี่ย 38.98 คะแนน จากคะแนนเต็ม 48 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 81.21 2) นักเรียนมีคะแนนสอบหลังเรียนรู้ตามแนวคิด Concrete – Pictorial – Abstract (CPA) พบว่านักเรียนมีพัฒนาการอย่างชัดเจน (Improvement Size) โดยคะแนนก่อนเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 29.88 คะแนน (ร้อยละ 62.25) เพิ่มขึ้นเป็น 38.98 คะแนน (ร้อยละ 81.21) ซึ่งสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 15.06)</p>
สิริมา ศิริฤกษ์
กนิษฐา เชาว์วัฒนกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-03-01
2026-03-01
12 1
225
234
-
การพัฒนานักศึกษาสาขาวิชาภาษาไทยให้มีทักษะของนักนวัตกรเพื่อสร้างสรรค์สื่อการเรียนรู้ในโลกอนาคตผ่านกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/7960
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษากระบวนการพัฒนานักศึกษาสาขาวิชาภาษาไทยให้มีทักษะของนักนวัตกรเพื่อสร้างสรรค์สื่อการเรียนรู้ในโลกอนาคตผ่านกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ 2. พัฒนาสื่อการเรียนรู้วิชาภาษาไทยที่ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้รูปแบบ Active Learning ผ่านกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ และ 3.ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาสาขาวิชาภาษาไทยที่เข้าร่วมโครงการพัฒนานักศึกษาสาขาวิชาภาษาไทยให้มีทักษะของนักนวัตกรเพื่อสร้างสรรค์สื่อการเรียนรู้ในโลกอนาคตผ่านกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ โดยมีกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัย คือ นักศึกษาสาขาวิชาภาษาไทย ชั้นปีที่ 2 คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี จำนวน 51 คน ดำเนินการวิจัยตามวงจรคุณภาพ PDCA ร่วมกับขั้นตอนการพัฒนานักศึกษาสาขาวิชาภาษาไทยให้เป็นนักนวัตกรที่คณะผู้วิจัยพัฒนาขึ้นเพิ่มเติมอีก 4 กระบวนการ ได้แก่ 1. การสร้างทีม 2. การวิเคราะห์ 3. การปฏิบัติ และ 4. การสะท้อนผล เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินผลงานสื่อสร้างสรรค์และแบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) นักศึกษาสามารถสร้างสรรค์สื่อนวัตกรรมการเรียนรู้ผ่านกระบวนการ PLC จำนวน 12 เรื่อง มีค่าประสิทธิภาพ E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub> เท่ากับ 82.826/84.130 โดยเกิดทักษะทางเทคโนโลยีดิจิทัล และทักษะการทำงานเป็นทีม 2) ความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อโครงการโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.89, S.D. = 0.12) และ 3) นักศึกษาเกิดการพัฒนากระบวนการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหา สามารถเปลี่ยนอุปสรรคทางเทคนิคให้เป็นโอกาสในการเรียนรู้ร่วมกัน นำไปสู่การเป็นนวัตกรทางการศึกษาที่มีคุณภาพ</p>
จตุพร บุญประเสริฐ
ศิวาพร พิรอด
อุบลวรรณ สวนมาลี
ทนงศ์ จันทะมาตย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-03-01
2026-03-01
12 1
235
245
-
ผลการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้เกมเป็นฐานผ่านกระบวนการกลุ่ม ที่มีต่อทักษะการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8056
<p>การวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบทักษะการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยการใช้เกมเป็นฐานผ่านกระบวนการกลุ่ม 2) เปรียบเทียบทักษะการสื่อสารทางคณิตศาสตร์หลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 และ 3) ศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา 3 จำนวน 39 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานผ่านกระบวนการกลุ่ม เรื่อง จำนวนเชิงซ้อน ซึ่งเป็นกิจกรรมเกมในห้องเรียน แบบวัดทักษะการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ก่อนเรียนและหลังเรียน และแบบวัดความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t – test Dependent</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า คะแนนทักษะการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานผ่านกระบวนการกลุ่ม หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 มีค่า t เท่ากับ 38.709 และค่า p < 0.001 โดยมีค่าเฉลี่ยคะแนนทักษะการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ก่อนเรียน = 28.05, S.D. = 3.43 และมีค่าเฉลี่ยคะแนนหลังเรียน = 49.56, S.D.= 1.83 2) คะแนนทักษะการสื่อสารทางคณิตศาสตร์หลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานผ่านกระบวนการกลุ่มสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 มีค่า t เท่ากับ 25.779 และค่า p < 0.001 โดยคะแนนหลังเรียน = 49.56 คิดเป็นร้อยละ 82.60 และ S.D. = 1.83 3) ระดับความพึงพอใจของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานผ่านกระบวนการกลุ่ม อยู่ในระดับความพึงพอใจมากที่สุด ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.76</p>
รัตนจันทร์ เหลืองสถิตย์
กนิษฐา เชาว์วัฒนกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-03-01
2026-03-01
12 1
246
257
-
ทักษะดิจิทัลของผู้บริหาร โรงเรียนมัธยมศึกษาในเขตหนองจอก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8115
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาทักษะดิจิทัลของผู้บริหาร 2) เปรียบเทียบทักษะดิจิทัลของผู้บริหาร โรงเรียนมัธยมศึกษาในเขตหนองจอก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 <br />จำแนกตามระดับการศึกษา วิทยฐานะ อายุ และประสบการณ์ในการทำงาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ <br />ครูในโรงเรียนมัธยมศึกษาในเขตหนองจอก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 <br />ในปีการศึกษา 2567 ได้มาจากการกำหนดกลุ่มตัวอย่างจากตารางเครจซี่และมอร์แกน จำนวน 171 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ โดยเทียบสัดส่วนประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่กำหนด จากนั้นใช้การสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีความเชื่อมั่นทั้งฉบับอยู่ที่ระดับ .97 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอ้างอิง ได้แก่ <br />การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ผลการวิจัยพบว่า 1. ทักษะดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาในเขตหนองจอก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 โดยรวม<br />มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ( = 3.92, S.D.= .69) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านการสื่อสารและการทำงานร่วมกัน<br />มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ( = 4.11, S.D.= .74) และด้านความปลอดภัยและจริยธรรมดิจิทัล มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด ( = 3.81, S.D.= .80) 2. การเปรียบเทียบทักษะดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาในเขตหนองจอก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 จำแนกความคิดเห็นของครูตามระดับการศึกษา อายุ และประสบการณ์ในการทำงาน พบว่า แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ และเมื่อจำแนกความคิดเห็นของครูตามวิทยฐานะ พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
ฐิติรัตน์ เที่ยงตรง
วิภาวรรณ สุขสถิตย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-03-01
2026-03-01
12 1
-
การบริหารจัดการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา ตามการรับรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพระนครศรีอยุธยา
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8164
<p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1.เพื่อศึกษาระดับการบริหารจัดการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษาตามการรับรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพระนครศรีอยุธยา 2.เพื่อเปรียบเทียบการบริหารจัดการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามวุฒิการศึกษา วิทยฐานะ และประสบการณ์ในการสอน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ครูที่ปฏิบัติการสอนในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพระนครศรีอยุธยา ปีการศึกษา 2568 จำนวน 297 คน จากทั้งหมด 29 โรงเรียนซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน(Multi-stage Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามเรื่องการบริหารจัดการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษาตามการรับรู้ของครู ซึ่งประกอบไปด้วย 5 ด้าน ได้แก่ 1)ด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล 2)ด้านการคัดกรองนักเรียน 3)ด้านการส่งเสริมนักเรียน 4)ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหานักเรียน 5)ด้านการส่งต่อ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.988 สถิติที่ใช้ ใน การวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย() ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation<strong>: </strong>SD) ทดสอบค่าที (t-test) การทดสอบ ค่าF(f-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One -way ANOVA) และการเปรียบเทียบความแตกต่าง ของคะแนนเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของเชฟเฟ่(Scheffe’ Multiple Comparison Method)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ครูมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารจัดการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษาตามการรับรู้ของครู โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</li> <li>ครูที่มีระดับวิทยฐานะต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการบริหารจัดการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน</li> </ol> <p>ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมไม่แตกต่างกันสอดคล้องกับสมมติฐานงานวิจัย</p> <ol start="3"> <li>3. ครูที่มีระดับการศึกษาต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการบริหารจัดการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน</li> </ol> <p>ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน สอดคล้องกับสมมติฐานงานวิจัย</p> <ol start="4"> <li>4. ครูที่มีประสบการณ์การทำงานต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการบริหารจัดการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน</li> </ol> <p>ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 ซึ่งไม่สอดคล้องกับสมมติฐาน</p>
จุฑามาศ สุขงาม
รัตนา กาญจนพันธุ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-03-01
2026-03-01
12 1
271
283
-
การออกแบบระบบนิเวศการเรียนรู้อัจฉริยะระดับอุดมศึกษาในยุคปัญญาประดิษฐ์
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8214
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สังเคราะห์องค์ประกอบเชิงโครงสร้างของระบบนิเวศการเรียนรู้อัจฉริยะ (SLE) 2) วิเคราะห์พลวัตของทักษะการคิดขั้นสูงภายใต้การสนับสนุนของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ 3) นำเสนอกรอบสมรรถนะใหม่สำหรับอาจารย์มหาวิทยาลัย โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเอกสารอย่างเป็นระบบ คัดเลือกแหล่งข้อมูลวิชาการและรายงานนโยบายระดับนานาชาติรวม 50 รายการ (พ.ศ. 2563-2569) ตามเกณฑ์มาตรฐาน PRISMA</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ไอเอสแอลอีโมเดล (ISLE Model) ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 4 มิติหลัก ได้แก่ 1) โครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะที่ใช้การวิเคราะห์การเรียนรู้ 2) พื้นที่ฟิจิตอล (Phygital Space) ที่ผสานโลกจริงและดิจิทัลไร้รอยต่อ 3) ครุวิธีเสริมพลังด้วย AI ที่เน้นการสร้างสรรค์ร่วมกัน และ 4) การกำกับดูแลเชิงจริยธรรม และยังชี้ให้เห็นว่าระบบนิเวศนี้ช่วยลดภาระทางปัญญาในงานพื้นฐาน ส่งผลให้ผู้เรียนยกระดับสู่การคิดเชิงวิพากษ์และการสังเคราะห์เชิงสร้างสรรค์ระดับสูง นอกจากนี้ยังพบการเปลี่ยนแปลงบทบาทอาจารย์สู่การเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ (Learning Facilitator) เชิงข้อมูลและที่ปรึกษาด้านจริยธรรม ซึ่งมีสมรรถนะสำคัญที่ค้นพบ ได้แก่ (1) ความสามารถในการออกแบบกิจกรรมที่มุ่งพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูงของผู้เรียน (2) การใช้ข้อมูลจาก AI และ Learning Analytics เพื่อกำกับและปรับการเรียนรู้ตามความแตกต่างรายบุคคล และ (3) การทำหน้าที่ชี้นำ กระตุ้น และสะท้อนคิด เพื่อให้ผู้เรียนประเมินเหตุผล ความน่าเชื่อถือ และผลกระทบของคำตอบที่ได้จาก AI อย่างมีวิจารณญาณ งานวิจัยสรุปว่าการออกแบบระบบนิเวศในลักษณะองค์รวมที่ยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลางเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างบัณฑิตที่พร้อมสู่อนาคตในยุคดิจิทัล โดย (ISLE Model) ทำหน้าที่เป็นกลไกที่เปลี่ยน AI จากเครื่องมือให้คำตอบไปเป็นตัวเร่งกระบวนการคิดขั้นสูง ผ่านการคิดเชิงวิพากษ์ การคิดเชิงระบบ และการสังเคราะห์ความรู้จากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย ซึ่งสอดคล้องกับกรอบแนวคิดการศึกษาร่วมสมัยที่มองว่าเป้าหมายของการเรียนรู้ในยุค AI คือการพัฒนาความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ มากกว่าการจดจำหรือการค้นหาคำตอบ</p>
ประโยชน์ มีสกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-03-01
2026-03-01
12 1
284
295
-
การบริหารงานกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนในโรงเรียนกลุ่มสหวิทยาเขตวิทยปราการ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8148
<p>งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการบริหารงานกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนในโรงเรียนกลุ่มสหวิทยาเขตวิทยปราการ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ และ 2) เปรียบเทียบการบริหารงานกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนในโรงเรียนกลุ่มสหวิทยาเขตวิทยปราการ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ จําแนกตามสถานภาพส่วนตัว ได้แก่ ระดับการศึกษา วิทยฐานะ อายุ และประสบการณ์ปฏิบัติงาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ครูโรงเรียนในกลุ่มสหวิทยาเขตวิทยปราการ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ จำนวน 226 คน ได้มาจากการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยตารางสำเร็จรูปของเครจซี่และมอร์แกน ใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ โดยเทียบสัดส่วนของประชากรกับกลุ่มตัวอย่าง จากนั้นใช้การสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ โดยมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับ เท่ากับ .95 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ ความแปรปรวนทางเดียว และทดสอบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีการของเชฟเฟ่</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า (1) การศึกษาระดับการบริหารงานกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนในโรงเรียนกลุ่มสหวิทยาเขตวิทยปราการ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ พบว่า โดยรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ด้านกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ รองลงมาคือ ด้านกิจกรรมแนะแนว และด้านที่ค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ด้านกิจกรรมนักเรียน และ (2) การเปรียบเทียบการบริหารงานกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนในโรงเรียนกลุ่มสหวิทยาเขตวิทยปราการ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ พบว่า (2.1) ครูที่มีระดับการศึกษา มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารงานกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน โดยรวม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อพิจารณารายด้านพบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทุกด้าน (2.2) ครูที่มีวิทยฐานะต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารงานกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน โดยรวมและรายด้าน แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (2.3) ครูที่มีอายุต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารงานกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน โดยรวม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านกิจกรรมแนะแนว และด้านกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ (2.4) ครูที่มีประสบการณ์ปฏิบัติงานต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารงานกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน โดยรวมและรายด้าน แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ</p>
ศิวรานนท์ นพคุณ
วิภาวรรณ สุขสถิตย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-03-01
2026-03-01
12 1
296
309
-
การพัฒนาชุดกิจกรรมแนะแนวตามแนวคิดเทคนิคเชิงสร้างสรรค์ร่วมกับเกมมิฟิเคชันเพื่อเสริมสร้างความฉลาดทางดิจิทัลของวัยรุ่นตอนต้น
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8071
<p>การวิจัยมีความมุ่งหมาย 1) เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมแนะแนวตามแนวคิดเทคนิคเชิงสร้างสรรค์ร่วมกับเกมมิฟิเคชันเพื่อเสริมสร้างความฉลาดทางดิจิทัลของวัยรุ่นตอนต้น 2) เพื่อเปรียบเทียบความฉลาดทางดิจิทัลของวัยรุ่นตอนต้นก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมแนะแนวตามแนวคิดเทคนิคเชิงสร้างสรรค์ร่วมกับเกมมิฟิเคชันเพื่อเสริมสร้างความฉลาดทางดิจิทัล กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยเป็นวัยรุ่นตอนต้น จำนวน 36 คน ซึ่งได้มาด้วยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ชุดกิจกรรมแนะแนวชุดกิจกรรมแนะแนวตามแนวคิดเทคนิคเชิงสร้างสรรค์ร่วมกับเกมมิฟิเคชันเพื่อเสริมสร้างความฉลาดทางดิจิทัลของวัยรุ่นตอนต้น ที่มีค่าเฉลี่ยจากการประเมินคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ เท่ากับ 4.93 และแบบวัดความฉลาดทางดิจิทัล มีค่าดัชนีความสอดคล้องจากการประเมินความเที่ยงตรงโดยผู้เชี่ยวชาญอยู่ระหว่าง 0.6 – 1.0 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.87 ใช้สถิติในการวิเคราะห์ ได้แก่ สถิติการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติทดสอบทีสองกลุ่มที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน (Dependent sample t-test) เพื่อเปรียบเทียบคะแนนจากแบบทดสอบวัดความฉลาดทางดิจิทัลก่อนและหลังการเข้าร่วมกิจกรรมของกลุ่มตัวอย่าง ผลการศึกษาวิจัยสรุปได้ ดังนี้ 1) ชุดกิจกรรมแนะแนวตามแนวคิดเทคนิคเชิงสร้างสรรค์ร่วมกับเกมมิฟิเคชันเพื่อเสริมสร้างความฉลาดทางดิจิทัลของวัยรุ่นตอนต้น จำนวน 8 ชุด ได้แก่ การจัดการเอกลักษณ์ตนเองบนโลกดิจิทัล การบริหารเวลาบนโลกดิจิทัล การจัดการการกลั่นแกล้งบนโลกดิจิทัล การจัดการความปลอดภัยบนโลกดิจิทัล การปกป้องความเป็นส่วนตัวบนโลกดิจิทัล การคิดอย่างมีวิจารณญาณ การรู้เท่าทันร่องรอยภูมิหลังบนโลกดิจิทัล และการเข้าใจ เห็นใจ ซึ่งกันและกันบนโลกดิจิทัล 2) ผลการเปรียบเทียบความฉลาดทางดิจิทัลก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมแนะแนวฯ พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความฉลาดทางดิจิทัลโดยรวม ก่อนการทดลองเท่ากับ 3.64 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.36 หลังการทดลองเท่ากับ 4.12 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.27 พบว่า การเปรียบเทียบก่อนการทดลองกับหลังการทดลองมีค่าเท่ากับ ซึ่งแสดงว่ามีความฉลาดทางดิจิทัลขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01 </p>
นววิช นวชีวินมัย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-03-01
2026-03-01
12 1
310
321
-
การพัฒนาบทเรียนอีเลิร์นนิงแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) เพื่อส่งเสริมความสามารถการคิดเชิงคำนวณสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/7942
<p>บทความวิจัยเรื่องการพัฒนาบทเรียนอีเลิร์นนิงแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) เพื่อส่งเสริมความสามารถการคิดเชิงคำนวณสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 วัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาบทเรียนอีเลิร์นนิงแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) เพื่อส่งเสริมความสามารถการคิดเชิงคำนวณ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถการคิดเชิงคำนวณระหว่างก่อนและหลังใช้บทเรียนอีเลิร์นนิงแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนอีเลิร์นนิงแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) เพื่อส่งเสริมความสามารถการคิดเชิงคำนวณ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนตันติวัตร อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 72 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) โดยแบ่งการดำเนินการเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มตัวอย่างสำหรับการทดลองใช้จริง (Implementation) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถก่อน-หลังเรียน จำนวน 30 คน และ 2) กลุ่มทดสอบประสิทธิภาพของบทเรียน E1/E2 จำนวน 42 คน (แบ่งเป็นแบบเดี่ยว 3 คน, แบบกลุ่ม 9 คน และแบบภาคสนาม 30 คน) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไม่ซ้ำกัน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ บทเรียนอีเลิร์นนิงแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) เพื่อส่งเสริมความสามารถการคิดเชิงคำนวณ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เนื้อหาตาม ตัวชี้วัด ว 4.2 ป.6/2 ออกแบบและเขียนโปรแกรมอย่างง่าย เพื่อแก้ปัญหาในชีวิต ประจำวัน ตรวจหาข้อผิดพลาดของโปรแกรมและแก้ไข 2) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินคุณภาพของบทเรียนอีเลิร์นนิง แบบทดสอบวัดการคิดเชิงคำนวณ ได้แก่ แบบทดสอบวัดการคิดเชิงคำนวณก่อนเรียน จำนวน 40 ข้อ และแบบทดสอบแบบทดสอบวัดการคิดเชิงคำนวณหลังเรียน จำนวน 40 ข้อ แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สูตรการหาประสิทธิภาพสื่อ (E1/E2) ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติการทดสอบสมมติฐาน T-Test Dependent sample</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า 1) ประสิทธิภาพของบทเรียนอีเลิร์นนิงแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) มีประสิทธิภาพเท่ากับ 87/85 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนด 2) ความสามารถการคิดเชิงคำนวณหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (<em>t</em> = 12.56) 3) ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนอยู่ในระดับมากที่สุด</p>
พลการณ์ จันทร์ทอง
ขรรค์ชัย แซ่แต้
รุ่งทิพย์ แซ่แต้
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-03-01
2026-03-01
12 1
322
333
-
MOTIVATION MODEL OF CHINESE STUDENTS TOWARDS STUDY ON GRADUATE SCHOOL IN EDUCATIONAL FACULTY IN BANGKOKTHONBURI UNIVERSITY
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/7911
<p>วัตถุประสงค์ของการวิจัยนี้มีดังนี้ (๑) เพื่อศึกษาองค์ประกอบของแรงจูงใจของนักศึกษาจีนในการเข้าศึกษาต่อในระดับบัณฑิตศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี (๒) เพื่อนำเสนอแบบจำลองแรงจูงใจของนักศึกษาจีนในการเข้าศึกษาต่อในระดับบัณฑิตศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี และ (3) เพื่อพัฒนาแนวทางเสริมสร้างการจูงใจนักศึกษาจีนในการเข้าศึกษาต่อในระดับบัณฑิตศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี การวิจัยนี้ใช้การออกแบบวิธีวิทยาผสมผสาน ซึ่งประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ และการวิจัยเชิงคุณภาพ แบ่งออกเป็น ๓ ขั้นตอนหลัก ดังนี้ ขั้นที่ ๑ การศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องและการสัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน ๗ คน, ขั้นที่ ๒ เป็นการใช้แบบสำรวจความคิดเห็น ซึ่งประชากรในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วยนักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ปีการศึกษา ๒๕๖๘ กำหนดกลุ่มตัวอย่าง ทั้งหมด ๑๖๘ คน ตามตารางของเครซี่และมอร์แกนและใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้น และขั้นที่ ๓ เป็นการสนทนากลุ่ม กำหนดผู้ให้ข้อมูลหลัก โดยการเลือกแบบเจาะจง จำนวน ๙ คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลประกอบด้วยแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบสอบถามมาตราส่วนห้าระดับ และแบบการสนทนากลุ่ม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า (๑) องค์ประกอบหลักที่เป็นแรงจูงใจนักศึกษาจีนในการเข้าศึกษาต่อในระดับบัณฑิตศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ประกอบด้วย ๔ องค์ประกอบ ดังนี้ การเรียนรู้แบบบูรณาเชิงประสบการณ์ ชื่อเสียงและการยอมรับ ความประหยัดและปลอดภัย และความเชื่อมั่นต่อความสำเร็จตามเวลาที่กำหนด, (๒) องค์ประกอบหลักทั้ง ๔ องค์ประกอบของแรงจูงใจของนักศึกษาจีนในการเข้าศึกษาต่อในระดับบัณฑิตศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี สามารถร่วมกันอธิบายแรงจูงใจของนักศึกษา ได้ร้อยละ ๗๑.๗๐ และมีโมเดลการวัดที่สอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (RMSEA = 0.0588, p>.05) โดยมีนำแบบจำลอง “IRSC Model” และ (๓) แนวทางการเสริมสร้างแรงจูงใจนักศึกษาจีนในการเข้าศึกษาต่อในระดับบัณฑิตศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ประกอบด้วยสามแนวทาง ดังนี้ ๑) แนวทางการเสริมสร้างคุณภาพการเรียนรู้ ๒) แนวทางการพัฒนาระบบประชาสัมพันธ์ และ ๓) แนวทางการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีอย่างต่อเนื่อง</p>
ผศ.ดร.สถาพร พฤฑฒิกุล
รศ.ดร.ชวนชม ชินะตังกูร
ผศ.ดร.สุธิดา หอวัฒนกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-03-01
2026-03-01
12 1
334
347
-
สรรพคุณและกระบวนการหมักเภสัชโลณโสจิรกะ
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/7936
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ความรู้เกี่ยวกับพืชสมุนไพรและสรรพคุณของ "เภสัชโลณโสจิรกะ" ที่ปรากฏในพระไตรปิฎกและคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา 2) ถอดบทเรียนกระบวนการหมัก และ 3) วิเคราะห์คุณค่าของผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการหมัก</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า เภสัชโลณโสจิรกะประกอบด้วยวัตถุดิบหลักคือสมุนไพร 32 ชนิด (จำแนกตามส่วนต่างๆ ของพืช เช่น ผล เมล็ด ราก และสารสกัด) สำหรับกระบวนการผลิต เริ่มต้นจากการเตรียมวัตถุดิบด้วยการล้าง ตากแห้ง และบดละเอียด จากนั้นนำไปหมักร่วมกับส่วนผสมอื่นๆ ได้แก่ ปลานิล เนื้อวัวสด เกลือ ถั่ว งา พริก และน้ำผึ้งผสมน้ำอ้อยต้มละลาย ในภาชนะปิดสนิทและตั้งไว้ในที่ร่มเป็นเวลา 365 วัน ก่อนจะกรองแยกกากเพื่อให้ได้น้ำหมักบริสุทธิ์</p> <p>จากการวิเคราะห์คุณค่าพบว่า น้ำหมักโลณโสจิรกะมีประโยชน์ครอบคลุมหลายด้าน ได้แก่ ด้านสุขภาพ ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ต้านการอักเสบ และควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ด้านโภชนาการ อุดมไปด้วยโปรตีนพืช วิตามิน แร่ธาตุ และใยอาหาร ด้านการบำบัดโรค มีฤทธิ์ต้านจุลชีพ ขับสารพิษ และบรรเทาอาการริดสีดวงทวาร นอกจากนี้ยังสามารถประยุกต์ใช้ใน ด้านการเกษตร และ ด้านความงาม ได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม การบริโภคควรคำนึงถึงปริมาณที่เหมาะสมและข้อควรระวังเพื่อป้องกันอาการแพ้ ซึ่งข้อมูลจากการวิจัยนี้จะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีความปลอดภัยและได้มาตรฐานต่อไป</p>
ดร.เสพบัณฑิต โหน่งบัณฑิต
พัสกร อุ่นกาศ
สมพงษ์ แซ่ท้อ
ดร.กิจชัย วงศ์ราช
ดร.ธนวิชญ์ กิจเดช
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-03-01
2026-03-01
12 1
348
358
-
ปัจจัยในการตัดสินใจเลือกเรียนต่อของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนจังหวัดปัตตานี
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/7995
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับปัจจัยในการตัดสินใจเลือกเรียนต่อ 2) เปรียบเทียบปัจจัยในการเลือกเรียนต่อ ตามตัวแปร เพศ ระดับชั้น รายได้ของครอบครัวและความสนใจศึกษาต่อ ซึ่งในงานวิจัยนี้เน้นนักเรียนในพื้นที่มีข้อจำกัดด้านภูมิศาสตร์และวัฒนธรรม ซึ่งเป็นปัจจัยส่วนบุคคลมีอิทธิพลสูงกว่าปัจจัยอื่น ๆ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนจังหวัดปัตตานี จำนวน 268 คน กำหนดขนาดด้วยโปรแกรม G*Power และสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ แบบสอบถามปัจจัยในการตัดสินใจเลือกเรียนต่อลักษณะเป็นมาตรประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง 0.80-1.00 และมีค่าความเชื่อมั่น 0.958 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Independent Samples t-test และ One-way ANOVA (f-test)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยในการตัดสินใจเลือกเรียนต่อโดยรวมอยู่ในระดับมาก ( =3.98, S.D.= 0.94) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า <strong>ด้านเหตุผลส่วนบุคคลมีค่าเฉลี่ยสูงสุดโดยเฉพาะปัจจัยย่อยที่สะท้อนถึง ความต้องการและความถนัดของผู้เรียน ความสนใจในสาขาวิชาที่เลือกเรียน และความคาดหวังต่อโอกาสในการประกอบอาชีพในอนาคต ขณะที่ปัจจัยด้านครอบครัวมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด</strong> 2) ปัจจัยในการเลือกเรียนต่อของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย มีความแตกต่างกันเมื่อพิจารณาตามเพศ ระดับชั้น รายได้ของครอบครัว และลักษณะการเลือกเรียนต่อ โดยนักเรียนเพศหญิงได้รับอิทธิพลจากปัจจัยด้านครอบครัวมากกว่าเพศชายอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 ขณะที่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีค่าเฉลี่ยด้านครอบครัวสูงกว่าระดับชั้นอื่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ด้านเหตุผลส่วนบุคคล และด้านทัศนคติมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในส่วนของรายได้ครอบครัวที่มีรายได้สูงกว่า 50,000 บาทสูงกว่ากลุ่มที่มีรายได้น้อยกว่า 10,000 บาทโดยระดับปัจจัยด้านทัศนคติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ด้านเหตุผลส่วนบุคคล ด้านหลักสูตรการเรียนการสอน และด้านครอบครัวมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อตรวจสอบตามลักษณะของการเรียนต่อ นักเรียนที่มีแนวโน้มเลือกเรียนต่อสายอาชีพสูงกว่าสายสามัญโดยในด้านครอบครัวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และในด้านเหตุผลส่วนบุคคล และด้านทัศนคติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เปรียบเทียบปัจจัยในการตัดสินใจเลือกเรียนต่อของนักเรียน พบว่านักเรียนที่มีความสนใจศึกษาต่อต่างกันมีความคิดเห็นต่อปัจจัยในการตัดสินใจเลือกเรียนต่อแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยเฉพาะด้านเหตุผลส่วนบุคคล ด้านทัศนคติ และด้านครอบครัว ซึ่งผลการวิเคราะห์ความแปรปรวน(One-way ANOVA) พบค่า F อยู่ในช่วง 3.77-5.191 และมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p>
นางคอรีย๊ะ มะมิง
ประวัติ บุญประเสริฐ
ฟาซียะห์ เจ๊ะเละ
ณรงค์ศักดิ์ รอบคอบ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-03-01
2026-03-01
12 1
359
371
-
การพัฒนาบทเรียนผ่านสื่อสังคมออนไลน์เพื่อพัฒนาทักษะการเป็นผู้ประกาศ
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8196
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์สมรรถนะที่จำเป็นของผู้ประกาศดิจิทัลและสร้างกรอบแนวคิดและโมเดลการเรียนรู้แบบผสมผสานบนสื่อสังคมออนไลน์ 2) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของโมเดลต่อการเสริมสร้างสมรรถนะผู้ประกาศดิจิทัล และ 3) เพื่อประเมินผลกระทบเชิงระบบของการใช้โมเดลต่อคุณภาพการถ่ายทอดสารสนเทศ โดยรูปแบบการพัฒนาบทเรียนผ่านสื่อสังคมออนไลน์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาหลักสูตร Non-degree ของคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงพัฒนา (Research and Development: R&D) กลุ่มทดลอง คือ นักศึกษาสาขาเทคโนโลยีการโทรทัศน์และวิทยุกระจายเสียง คณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 60 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ แบบประเมินความเที่ยงตรงของโมเดล และแบบวัดสมรรถนะผู้ประกาศดิจิทัล แบบทดสอบและแบบประเมินผลงานปฏิบัติจริง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test (Dependent Samples)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดและโมเดลการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น คือ โมเดล B-LDAC (Blended Learning Model for Digital Announcer Competency) ซึ่งบูรณาการการเรียนรู้แบบผสมผสานเข้ากับทักษะดิจิทัล มีความเหมาะสมและสอดคล้องอยู่ในระดับมากที่สุด โดยผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงจากผู้เชี่ยวชาญ 2) สมรรถนะผู้ประกาศดิจิทัลของผู้เรียนภายหลังการใช้โมเดลสูงกว่าก่อนการใช้โมเดลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทุกด้าน (ค่า t = 15.24, p < .05 ) ซึ่งยืนยันความแตกต่างของคะแนนก่อนและหลังเรียนอย่างเป็นทางการ 3) การประเมินผลกระทบเชิงระบบชี้ให้เห็นว่า โมเดลส่งผลให้คุณภาพสารสนเทศที่ผู้เรียนถ่ายทอดมีความถูกต้อง น่าเชื่อถือ และมีการมีส่วนร่วมของผู้ชม (Engagement Rate) สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยสรุป โมเดลนี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาหลักสูตรของคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน และคณะนิเทศศาสตร์ เพื่อผลิตผู้ประกาศที่มีสมรรถนะสูงในการรับมือกับความท้าทายในยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p>
วิภาวี วีระวงศ์
ศรชัย บุตรแก้ว
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-03-01
2026-03-01
12 1
372
383
-
ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการบริหารงานบุคคล ในสถานศึกษาสังกัดกรุงเทพมหานคร : กลุ่มกรุงเทพใต้
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8005
<p>การวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาในสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มกรุงเทพใต้ 2) ศึกษาระดับการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มกรุงเทพใต้ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มใต้ และ 4) ศึกษาภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มกรุงเทพใต้ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ สถานศึกษาสังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มใต้ จำนวน 52 แห่ง ผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย ผู้อำนวยการสถานศึกษา รองผู้อำนวยการสถานศึกษา หัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานบุคคลและครูผู้สอน จำนวนทั้งสิ้น 312 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มกรุงเทพใต้ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน มีค่าเฉลี่ยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านการควบคุมและประเมินกลยุทธ์ ด้านการสร้างแรงจูงใจ ด้านการนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติ ด้านการกำหนดทิศทางขององค์กร และด้านการกำหนดกลยุทธ์ ตามลำดับ 2) ระดับการบริหารงานบุคคลของสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มกรุงเทพใต้ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3) ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารงานบุคคลของสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มกรุงเทพใต้ มีความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกันและมีความสัมพันธ์ทางบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 มีค่าสหสัมพันธ์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่ระดับ 0.833 ซึ่งมีค่าสหสัมพันธ์ระหว่าง 0.645 ถึง 0.783 และ 4) ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษาสังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มกรุงเทพใต้ มี 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการควบคุมและประเมินกลยุทธ์ ด้านการสร้างแรงจูงใจ และด้านการนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติ มีค่าสหสัมพันธ์พหุคูณของตัวแปร เท่ากับ 0.852 ค่าอำนาจการพยากรณ์ร้อยละ 72.50 ค่าความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้นจากการพยากรณ์ เท่ากับ 0.199 อย่างมีนัยยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p>
นางสาวกาญจนา เจริญสุข
นันทิยา น้อยจันทร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-03-01
2026-03-01
12 1
384
396
-
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชานาฏศิลป์ เรื่อง รำแม่บทเล็ก ด้วยการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบ แมโคร โมเดล (MACRO model) สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนชลบุรี "สุขบท"
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8017
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ (1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบแมโคร โมเดล (MACRO model) รายวิชานาฏศิลป์ เรื่องรำแม่บทเล็ก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนชลบุรี “สุขบท” (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชานาฏศิลป์ เรื่องรำแม่บทเล็ก ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนชลบุรี “สุขบท” ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้ตามแบบแมโคร โมเดล (MACRO model) (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ตามแบบแมโคร โมเดล (MACRO model) การวิจัยครั้งนี้เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนชลบุรี “สุขบท” จำนวน 36 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม ระยะเวลาในการวิจัย 20 คาบ เครื่องมือที่ใช้วิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบแมโคร โมเดล (MACRO model) โดยมีองค์ประกอบดังนี้ (M motivation) การสร้างแรงจูงใจ แรงบันดาลใจ ความสนใจ และความต้องการในการเรียนรู้ (A active learning) การเรียนรู้ที่ผู้เรียนได้มีโอกาสได้ความรู้โดยตรง จากการลงมือกระทำด้วยตนเอง ด้วยวิธีการเรียนรู้ที่หลากหลาย จากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ที่หลากหลาย เป็นการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ (C conclusion) ผู้เรียนสรุปองค์ความรู้หรือสังเคราะห์สิ่งที่ได้เรียนรู้ตามความคิด ลีลา และภาษาของตนเอง (R reporting) ผู้เรียนสื่อสาร ด้วยการนำเสนอผลการเรียนรู้ด้วยภาษา วิธีการ และเทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสม (O obtain) ผู้เรียนนำผลการเรียนรู้ที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ ทำการเผยแพร่ความรู้สู่ครอบครัว ชุมชน และสังคม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบวัดทักษะนาฏศิลป์และแบบสอบถามความพึงพอใจ การวิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบทดสอบ และสถิติทดสอบ t-test แบบไม่เป็นอิสระต่อกัน ผลการวิจัยพบว่า (1) การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบแมโคร โมเดล (MACRO model) โดยค่าประเมินความเหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน อยู่ในระดับ ( = 4.92 ) มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังจากได้เรียนรู้ตามรูปแบบแมโคร โมเดล (MACRO model) มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 38.03 ส่วนเบี่ยนเบนมาตรฐานเท่ากับ 4.59 ซึ่งสูงกว่าก่อนเรียน มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 23.17 ส่วนเบี่ยนเบนมาตรฐานเท่ากับ 3.78 เมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของค่าคะแนนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ตามแบบแมโคร โมเดล (MACRO model) โดยภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และผลการเปรียบเทียบค่าร้อยละผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีผลการทดสอบค่า t-test เท่ากับ 19.96 และคิดเป็นร้อยละ 76.06 จากคะแนนเต็มทั้งหมด ซึ่งผลการทดสอบสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 ที่กำหนดไว้ (3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแบบแมโคร โมเดล (MACRO model) มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.31 โดยค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของค่าคะแนนเฉลี่ย (S.D.) เท่ากับ 0.65 ซึ่งอยู่ในระดับพึงพอใจมาก</p>
กฤติกา พิมพ์พัฒน์
ศ. ดร.ชมนาด กิจขันธ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-03-01
2026-03-01
12 1
397
412
-
การใช้เทคนิคแนวเทียบในการสอนโวหารภาพพจน์ในวรรณกรรมพุทธประวัติสำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8177
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวทางการแก้ปัญหาอคติ หรือเจตคติเชิงลบของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นในการศึกษาพระพุทธศาสนาที่เกิดจากถึงความไม่เข้าใจเรื่องการใช้โวหารภาพพจน์ในวรรณกรรมพุทธประวัติ ทำให้มองว่าขาดเหตุผล ไม่มีความสมจริง <br /> ผู้เขียนได้ใช้เทคนิคแนวเทียบ (Analogy Technique) มาใช้จัดการเรียนรู้ผ่านแนวทาง FAR Guide 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1) Focus คือ ศึกษาลักษณะการใช้โวหารภาพพจน์ในวรรณกรรมพุทธประวัติซึ่งเป็นเป้าหมาย (Target) และคัดเลือกสื่อร่วมสมัยที่นักเรียนสนใจคือโฆษณามาเป็นตัวเปรียบเทียบ (Analog) 2) Action คือ <br />ให้นักเรียนปฏิบัติการถอดรหัสสารเพื่อศึกษานัยยะของโวหารภาพพจน์ที่ใช้ในโฆษณาและวรรณกรรมพุทธประวัติตามแบบจำลองการสื่อสารของชแรมม์ จากนั้นทำการเปรียบเทียบลักษณะร่วมระหว่างเป้าหมายและตัวเปรียบเทียบ 3) Reflection คือ วัดและประเมินผลนักเรียนทั้งในด้านความเข้าใจสาเหตุการใช้โวหารภาพพจน์ในวรรณกรรมพุทธประวัติ ผลการปฏิบัติการถอดรหัสสาร และความกระตือรือร้นในชั้นเรียน <br /> หลังจากการสอน พบว่าการใช้เทคนิคแนวเทียบ ช่วยให้นักเรียนเข้าใจกระบวนการสื่อสารของวรรณกรรมพุทธประวัติอย่างเป็นระบบ การใช้แบบจำลองการสื่อสารของชแรมม์เพื่อแสดงระบบร่วมระหว่างเป้าหมายกับตัวเปรียบเทียบทำให้นักเรียนสนใจถอดรหัสสารและพยายามเข้าถึงนัยยะของโวหารภาพพจน์ที่ปรากฏในวรรณกรรมพุทธประวัติด้วยความสนุกสนาน ส่งผลให้มีเจตคติที่ดีขึ้นต่อการเรียนพระพุทธศาสนา</p>
วสุธร อภิวัฒน์พงค์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-03-01
2026-03-01
12 1
413
424
-
AI & Dhamma: กรอบแนวคิดการพัฒนาสมรรถนะครูเพื่ออนาคตการศึกษาไทย
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/7899
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากรอบแนวคิด AI & Dhamma Competency Framework สำหรับครูไทยในยุคปัญญาประดิษฐ์ ผ่านการสังเคราะห์องค์ความรู้ด้าน AI Literacy จากกรอบมาตรฐานสากล และการวิเคราะห์หลักพุทธธรรมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาครู ได้แก่ พรหมวิหาร 4 ซึ่งเป็นหลักเมตตาธรรมเพื่อการอยู่ร่วมอย่างประณีต และไตรสิกขาอันประกอบด้วยศีล สมาธิ และปัญญา ซึ่งเป็นกระบวนการพัฒนาปัญญาและพฤติกรรมอย่างองค์รวม</p> <p>ผลการสังเคราะห์เสนอว่า การพัฒนาครูในยุค AI ควรผสานทักษะด้านเทคโนโลยีเข้ากับกรอบวินิจฉัยทางศีลธรรม (moral compass) และภาวะผู้นำทางปัญญาเชิงอุปถัมภ์ (intellectual stewardship) เพื่อให้ครูสามารถกำกับการใช้ AI อย่างรับผิดชอบ ออกแบบการเรียนรู้เชิงรุก และพัฒนาผู้เรียนให้มีทั้งทักษะดิจิทัล คุณธรรม และปัญญารู้คิดเชิงลึก</p> <p>กรอบ AI & Dhamma ที่นำเสนอประกอบด้วย 3 มิติ ได้แก่ 1) สมรรถนะด้าน AI และจริยธรรมดิจิทัล 2) ภาวะผู้นำเชิงเมตตาและปัญญาตามหลักพุทธธรรม และ 3) ความสามารถในการสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้บนฐานข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ บทความสรุปว่า การบูรณาการ AI กับหลักพุทธธรรมเป็นแนวทางสำคัญในการสร้างครูยุคใหม่ที่มีความทันสมัย มีคุณธรรม และมีวิสัยทัศน์ต่ออนาคตของการศึกษาไทย</p>
กิตติธัช อ่ำพันธ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-03-01
2026-03-01
12 1
425
434
-
สิทธิของนักเรียนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 และความท้าทายในการบังคับใช้ภายในสถานศึกษา
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/7946
<p>พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ได้เปลี่ยนกรอบคิดเกี่ยวกับการบริหารข้อมูลในสถานศึกษาไปอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากโรงเรียนต้องจัดการข้อมูลของนักเรียนจำนวนมาก ทั้งข้อมูลทั่วไปและข้อมูลอ่อนไหว ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการถูกละเมิดสิทธิ ความเป็นมาของปัญหานี้เกิดจากการที่สถานศึกษาขาดเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPO) ที่มีความรู้ความเข้าใจ โดยเฉพาะในการจัดการข้อมูลผู้เยาว์ ทั้งด้านนโยบาย และเทคโนโลยี การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สิทธิของนักเรียนตาม PDPA บทบาทและภาระหน้าที่ของสถานศึกษา ตลอดจนเปรียบเทียบกับกฎหมายต่างประเทศ โดยใช้วิธีการศึกษาวิเคราะห์กฎหมายและเอกสารเชิงทฤษฎี (documentary research) ภายใต้ขอบเขตโรงเรียนระดับขั้นพื้นฐานของไทย</p> <p> ผลการศึกษาพบว่าสิทธิของนักเรียนตามมาตรา 30–34 ยังไม่ได้รับการคุ้มครองอย่างเพียงพอ เช่น สิทธิในการเพิกถอนความยินยอม หรือ สิทธิในการเข้าถึงและขอสำเนาข้อมูล แม้กฎหมายจะกำหนดกลไกสิทธิไว้อย่างชัดเจน แต่สถานศึกษาจำนวนมากยังขาดความเข้าใจและความพร้อมเชิงโครงสร้าง ทั้งด้านการกำหนดนโยบาย การจัดระบบความยินยอม การแจ้งวัตถุประสงค์ และการรักษาความมั่นคงปลอดภัยตามมาตรา 37 รวมถึงปัญหาเชิงปฏิบัติ เช่น การใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ การเก็บข้อมูลเกินความจำเป็น และการรายงานเหตุข้อมูลรั่วไหลที่ไม่มีระบบ ขณะที่การเปรียบเทียบกับ GDPR, FERPA, COPPA และกฎหมายของสิงคโปร์ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ทำให้เห็นแนวปฏิบัติที่ส่งเสริมสิทธิของผู้เรียนอย่างเป็นระบบมากกว่า และ PDPA ยังขาดความชัดเจนในประเด็นสิทธิในการพกพาข้อมูล (Data Portability) และการกำหนดสิทธิของเด็กที่ชัดเจนตามแบบ GDPR ข้อเสนอแนะสำคัญ ได้แก่ การจัดทำ Privacy Notice ที่ครบถ้วน การแต่งตั้ง DPO การอบรมครูอย่างต่อเนื่อง การกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยด้านไอที และการสร้างวัฒนธรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลภายในสถานศึกษา เพื่อยกระดับการคุ้มครองสิทธิของนักเรียนในยุคดิจิทัลอย่างยั่งยืน</p>
อภิภัสร์ ปาสานะเก
ณัฎฐ์ภัส ภาคะ
ชัยวัฒน์ ป้อมพิทักษ์
สาลินี ลิขิตพัฒนะกุล
รัชชานนท์ วิพัฒน์โสภากร
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-03-01
2026-03-01
12 1
435
448