https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/issue/feed
วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
2026-08-30T18:20:55+07:00
Dr.suriya sanginta
drsuriyasanginta@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารเสียงธรรมจากมหายาน</strong> เป็นวารสารที่มุ่งเน้นการเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการที่มีคุณภาพในด้านพระพุทธศาสนา ปรัชญา ศึกษาศาสตร์ นิติศาสตร์ และสหวิทยาการ โดยเปิดรับผลงานจากคณาจารย์ นักวิจัย นักวิชาการ และบุคคลทั่วไปที่สนใจพัฒนาความรู้และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสาขาวิชาเหล่านี้</p> <p>วารสารให้ความสำคัญกับการกลั่นกรองบทความผ่านกระบวนการ Peer Review จากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 3 ท่าน เพื่อให้มั่นใจว่าบทความที่ตีพิมพ์มีคุณภาพและตรงตามมาตรฐานทางวิชาการ</p>
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/9018
การสร้างสื่อเทคนิคการจำด้วยภาพ (Image Mnemonics) ร่วมกับการบูรณาการ รูปเรขาคณิตเรื่องนาฏยลักษณ์โนราเบื้องต้น สำหรับการเรียนรู้รายวิชา ปฏิบัติโนรา ของนักเรียนวิทยาลัยนาฏศิลปนครศรีธรรมราช
2026-04-09T20:30:32+07:00
อธิบดี นิคมรัตน์
angry.2555@gmail.com
ธนกร สุวรรณอำภา
tanakorn.s@cda.bpi.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อสร้างสื่อเทคนิคการจำด้วยภาพ (Image Mnemonics) ร่วมกับการบูรณาการรูปเรขาคณิต เรื่องนาฏยลักษณ์โนราเบื้องต้น โดยเป็นการนำรูปเรขาคณิตมาจำลองภาพในจิตนาการเพื่อจำลองโครงสร้างของท่ารำโนรา เช่น การยกแขนให้เป็นรูปสี่เหลี่ยมมุมฉาก เป็นต้น โดยนำเสนอออกมาในรูปแบบภาพวาดลายเส้นและวิดีโอ พร้อมการเขียนอธิบายเทคนิคการจำด้วยภาพประกอบกับการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอน 2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการปฏิบัติโนราก่อนและหลังเรียนด้วยสื่อดังกล่าวโดยใช้ทฤษฎีการเข้ารหัสสองทาง (Dual Coding Theory)และทฤษฎีการเรียนรู้ด้วยสื่อมัลติมีเดีย (Multimedia Learning Theory) และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการใช้สื่อ</p> <p>กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 รายวิชาการแสดงพื้นบ้านภาคใต้ 2 วิทยาลัยนาฏศิลปนครศรีธรรมราช จำนวน 25 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย 1) สื่อเทคนิคการจำด้วยภาพ เรื่อง นาฏยลักษณ์โนรา 1 ชุด 2) แผนการจัดการเรียนรู้ 4 แผน รวมเวลา 8 ชั่วโมง 3 ) แบบประเมินทักษะก่อน–หลังเรียน 4) แบบประเมินความพึงพอใจ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สื่อที่พัฒนามีคุณภาพอยู่ในระดับเหมาะสม โดยมีค่าการประเมินนวัตกรรมเฉลี่ย 4.68 และความเหมาะสมด้านเนื้อหาเท่ากับ 1.00 แสดงว่าสามารถนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านทักษะปฏิบัติโนราผ่านสถิติ t-test for Dependent Simples หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงให้เห็นว่าสื่อช่วยส่งเสริมการเรียนรู้และการจดจำท่ารำได้ดีขึ้น และ 3) ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อการใช้สื่อในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ย 4.80 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.41 สรุปได้ว่าสื่อเทคนิคการจำด้วยภาพร่วมกับการบูรณาการรูปเรขาคณิต สามารถพัฒนาทักษะการปฏิบัติโนราและเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมทั้งได้รับการยอมรับในระดับสูงจากผู้เรียน จึงเหมาะสมต่อการนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนต่อไป</p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8913
แนวทางพัฒนาบทบาทการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5
2026-03-27T16:49:48+07:00
พรพิรุณ ซ้อนจันทึก
s.pornpirun@gmail.com
กานต์ เนตรกลาง
kantnetklang@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบทบาทการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เปรียบเทียบบทบาทการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามขนาดของสถานศึกษา 3) ศึกษาแนวทางพัฒนาบทบาท การบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 ใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified random sampling) โดยใช้ขนาดของสถานศึกษาเป็นชั้นภูมิ (Strata) ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย จำนวน 136 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 1.00 ทุกข้อ และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .842 และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์โดยการทดสอบค่าที (t-test independent) และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาแล้วสรุปบรรยายเป็นความเรียง</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ผลการศึกษาบทบาทการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ส่วนใหญ่อยู่ในระดับ มากที่สุด ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดคือ บทบาทในการสนับสนุนการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา รองลงมาคือ บทบาทในการสั่งการดำเนินการวัดผล ประเมินผล และเทียบโอนผลการเรียน และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือ บทบาทในการวินิจฉัยเพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรู้</li> <li>ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับการเปรียบเทียบบทบาทการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 จำแนกตามขนาดของสถานศึกษา โดยภาพรวมและรายด้าน พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>แนวทางพัฒนาบทบาทการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 พบว่า ผู้บริหารต้องเป็นผู้นำวิชาการ สร้างเครือข่ายความร่วมมือและกระบวนการ PLC ปรับปรุงหลักสูตรให้ยืดหยุ่น สร้างระบบวิชาการที่ใช้ข้อมูลวินิจฉัยผู้เรียนเป็นฐาน ใช้การนิเทศเชิงรุกเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน วิจัยแบบมีส่วนร่วมเพื่อแก้ปัญหาผู้เรียน ส่งเสริมให้ครูสร้างนวัตกรรมดิจิทัล ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศยกระดับการประเมิน ตามสภาพจริง และสร้างวัฒนธรรมคุณภาพผ่านวงจร PDCA อย่างยั่งยืน</li> </ol>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8967
การจัดการเรียนรู้เชิงสืบเสาะผ่านประสบการณ์จริงร่วมกับวิธีแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ เรื่องวัสดุ เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
2026-04-04T16:10:15+07:00
ประวัติ บุญประเสริฐ
testwattan109@gmail.com
มัฮดี แวดราแม
mahdee.w@psu.ac.th
<p>บทความวิจัยเรื่องการจัดการเรียนรู้เชิงสืบเสาะผ่านประสบการณ์จริงร่วมกับวิธีแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ เรื่องวัสดุ เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 วัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้ 2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ 3) เพื่อเปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์กับเกณฑ์ 70 และ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน กลุ่มเป้าหมายในการวิจัยได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดตันติการาม มิตรภาพที่ 109 อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ทั้งนี้เพื่อให้นักเรียนเกิดประสบการณ์จริงผ่านการสำรวจและทดลองกับวัสดุในชีวิตประจำวันรอบ ๆ ตัวนักเรียน เพื่อพัฒนาทักษะด้านการสังเกต การทดลอง และการลงความเห็นจากข้อมูล กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 21 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง และมีการทดลองใช้เครื่องมือ (Try-Out) กับนักเรียนจำนวน 12 คน ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1) แผนการจัดการเรียนรู้เชิงสืบเสาะผ่านประสบการณ์จริงร่วมกับวิธีแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ เรื่องวัสดุ 2) แบบทดสอบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ก่อนเรียน – หลังเรียน 3) แบบประเมินทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การหาประสิทธิภาพ (<em>E1/E2</em>) พัฒนาการสัมพัทธ์ สถิติ <em>One Sample T-test</em> และ <em>Pair Sample T-Test</em></p> <p> ผลการศึกษาพบว่า 1) ประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.52/80.71 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนด 2) ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 83.52 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ พัฒนาการสัมพัทธ์เท่ากับ 67.44% อยู่ในระดับสูง และ 4) ความพึงพอใจของนักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก (<em>M</em>=4.08, <em>SD</em>=0.87)</p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8876
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาวิทยาการคำนวณ และความพึงพอใจ ในการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ ร่วมกับบทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
2026-03-23T21:21:48+07:00
เฌอร์ลิษา อิทธิอมรเกียรติ
nattaphon_nar@vu.ac.th
อลงกต ยะไวทย์
y.alongkot@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและหลังเรียนด้วยรูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ร่วมกับบทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ รายวิชาวิทยาการคำนวณ เรื่องการนำเสนอข้อมูลด้วยซอฟต์แวร์ และการใช้งานอินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัย 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน กับเกณฑ์ร้อยละ 70 3) ศึกษาทักษะปฏิบัติและคุณภาพของชิ้นงาน และ 4) ศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนที่มี ต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้ดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล 4 (เพาะชำ) จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 28 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ บทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ที่พัฒนาขึ้นบนแพลตฟอร์ม Google Sites แบบประเมินทักษะปฏิบัติและคุณภาพชิ้นงาน แบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย (x-bar) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) t-test for Dependent Samples และ One-Sample t-test ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนคิดเป็นร้อยละ 74.65 ซึ่งไม่แตกต่างจากเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นักเรียนมีทักษะปฏิบัติและคุณภาพชิ้นงานอยู่ในระดับดี (x-bar= 16.61, S.D. = 0.99) และมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ในภาพรวมอยู่ในระดับสูงมาก (x-bar= 4.37, S.D. = 0.32) โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือด้านสื่อและบทเรียนออนไลน์</p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8940
การพัฒนาชุดกิจกรรมอันปลั๊กโค้ดดิ้งโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เพื่อส่งเสริมทักษะการเขียนโปรแกรมเบื้องต้น สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนต้น
2026-03-30T12:27:36+07:00
กฤษณา เรืองทองเมือง
6712370003@rumail.ru.ac.th
สุพจน์ อิงอาจ
supot.i@rumail.ru.ac.th
ศยามน อินสะอาด
dr.sayamon@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมอันปลั๊กโค้ดดิ้งโดยใช้ปัญหาเป็นฐานเพื่อส่งเสริมทักษะการเขียนโปรแกรมเบื้องต้น สําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนต้น 2) เพื่อศึกษาทักษะการเขียนโปรแกรมเบื้องต้นจากการเรียนด้วยชุดกิจกรรมอันปลั๊กโค้ดดิ้งโดยใช้ปัญหาเป็นฐานเพื่อส่งเสริมทักษะการเขียนโปรแกรมเบื้องต้น สำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษาต้น และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนต้นที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมอันปลั๊กโค้ดดิ้งโดยใช้ปัญหาเป็นฐานเพื่อส่งเสริมทักษะการเขียนโปรแกรมเบื้องต้น ที่พัฒนาขึ้นจำนวน 7 ชุดกิจกรรม โดยเน้นการส่งเสริมทักษะ อัลกอริทึมและการแก้ปัญหา ผ่านการทำกิจกรรมแบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) เพื่อให้เห็นภาพรวมของนวัตกรรมได้ชัดเจนยิ่งขึ้น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ในการวิจัย คือ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนต้น โรงเรียนบ้านน้ำตก ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่ายด้วยวิธีจับสลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ชุดกิจกรรมอันปลั๊กโค้ดดิ้งโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน แบบประเมินคุณภาพชุดกิจกรรมอันปลั๊กโค้ดดิ้งโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน แบบวัดทักษะการเขียนโปรแกรมเบื้องต้น และแบบประเมินความพึงพอใจชุดกิจกรรมอันปลั๊กโค้ดดิ้งโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน One Sample t-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการวิเคราะห์การประเมินชุดกิจกรรมอันปลั๊กโค้ดดิ้งโดยใช้ปัญหาเป็นฐานเพื่อส่งเสริมทักษะการเขียนโปรแกรมเบื้องต้น สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนต้น อยู่ในระดับดีมาก (M = 4.89, SD = 0.33) ทั้งด้านสื่อ (M = 4.87, SD = 0.35) และเนื้อหา (M = 4.90, SD = 0.31) 2) ทักษะการเขียนโปรแกรมเบื้องต้นหลังจากเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมอันปลั๊กโค้ดดิ้งโดยใช้ปัญหาเป็นฐานเพื่อส่งเสริมทักษะการเขียนโปรแกรมเบื้องต้นสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนต้น คิดเป็นร้อยละ 83.13 เมื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70 พบว่าสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ระดับความพึงพอใจหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมอันปลั๊กโค้ดดิ้งโดยใช้ปัญหาเป็นฐานเพื่อส่งเสริมทักษะการเขียนโปรแกรมเบื้องต้นสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนต้น โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.84 , SD = 0.40) </p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8806
แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการปรับเปลี่ยนในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มเขตกรุงเทพเหนือ
2026-03-18T16:28:54+07:00
กวาง เกียวถิ
s65561802065@ssru.ac.th
เตือนใจ ดลประสิทธิ์
tuanjai.do@ssru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของภาวะผู้นำการปรับเปลี่ยนในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มเขตกรุงเทพเหนือ 2) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาภาวะผู้นำการปรับเปลี่ยนในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มเขตกรุงเทพเหนือ และ 3) เพื่อหาแนวทางพัฒนาภาวะผู้นำการปรับเปลี่ยนในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มเขตกรุงเทพเหนือ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน สังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มเขตกรุงเทพเหนือ ปีการศึกษา 2567 จำนวน 327 คน จำแนกเป็นผู้บริหารสถานศึกษาจำนวน 20 คน และครูผู้สอนจำนวน 307 คนและผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน เก็บรวมรวบข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการคำนวณค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา <br /> ผลการศึกษา พบว่า 1. สภาพปัจจุบันของภาวะผู้นำการปรับเปลี่ยนของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มเขตกรุงเทพเหนือ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก สภาพที่พึงประสงค์ของภาวะผู้นำการปรับเปลี่ยนของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มเขตกรุงเทพเหนือ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2. ผลการวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นของภาวะผู้นำการปรับเปลี่ยนของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มเขตกรุงเทพเหนือ พบว่า ด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด คือ ด้านความท้าทายเชิงปรับเปลี่ยน (PNI<sub>modified</sub> = 0.182) รองลงมาคือ ด้านวิสัยทัศน์ดิจิทัล (PNI<sub>modified</sub> = 0.181) ด้านสมรรถนะทางวัฒนธรรมดิจิทัล (PNI<sub>modified</sub> = 0.177) <br /> 3. แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการปรับเปลี่ยนในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มเขตกรุงเทพเหนือ ประกอบด้วย 7 ด้าน โดยแนวทางสำคัญ ได้แก่ การใช้ข้อมูลดิจิทัลประกอบการตัดสินใจ การพัฒนาทักษะของครูและบุคลากรให้สามารถปรับตัวต่อเทคโนโลยีใหม่ การสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ทางดิจิทัลภายในองค์กร การพัฒนาระบบการจัดการองค์ความรู้ของสถานศึกษา การส่งเสริมความยืดหยุ่นในการปฏิบัติงาน การส่งเสริมการสื่อสารผ่านสื่อดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ และการพัฒนาทักษะการบริหารจัดการด้วยเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของสถานศึกษา</p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/9023
ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของครู ในสหวิทยาเขตวิทยปราการ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ
2026-04-09T20:31:42+07:00
นฤเบศร์ คุณสมบัติ
naruebet.ksb@bodinsp.ac.th
นิวัตต์ น้อยมณี
nw.noymanee@gmail.com
กัญภร เอี่ยมพญา
kanporn2512@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของครู โรงเรียนในกลุ่มโรงเรียนสหวิทยาเขตวิทยปราการ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ และ 2) เปรียบเทียบภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของครู โรงเรียนในกลุ่มโรงเรียนสหวิทยาเขตวิทยปราการ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ จำแนกตามสถานภาพส่วนตัว ได้แก่ ระดับการศึกษา วิทยฐานะ อายุ และประสบการณ์การทำงาน กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูในสหวิทยาเขตวิทยปราการ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ จำนวน 233 คน ได้มาจากวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ โดยมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับ .969 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และ<br />การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของครู โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการพัฒนาครู รองลงมาคือ ด้านการกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจและ เป้าหมายของโรงเรียน และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ด้านการบริหารหลักสูตรและการสอน และ 2) เปรียบเทียบภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของครู จำแนกตามสถานภาพส่วนตัว พบว่า ครูที่มีระดับการศึกษาและวิทยฐานะต่างกัน มีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และครูที่มีอายุและประสบการณ์การทำงานต่างกัน มีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา ต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ</p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8919
การจัดการเรียนรู้โดยใช้ประสบการณ์เป็นฐาน เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เพื่อพัฒนาความตระหนักรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมจากภายในของผู้เรียน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ในพื้นที่อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท
2026-03-27T16:52:02+07:00
พัชชา ม่วงตะเภา
phatcham67@nu.ac.th
รังสรรค์ เกตุอ๊อต
rangsank@nu.ac.th
อัจฉรา ศรีพันธ์
atcharas@nu.ac.th
<p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาความตระหนักรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมจากภายในของผู้เรียนเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (Climate Change) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ในพื้นที่อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท 2) สร้างกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ประสบการณ์เป็นฐานเพื่อพัฒนาส่งเสริมความตระหนักรู้ดังกล่าว ผู้ให้ข้อมูลแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ตามวัตถุประสงค์การวิจัย ได้แก่ 1) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียนสาครพิทยาคม จำนวน 31 คน เครื่องที่ใช้ในการวิจัย คือ การสนทนากลุ่ม แล้ววิเคราะห์ผลตามแก่นสาระ (Thematic Analysis) <br />เพื่ออธิบายระดับความตระหนักรู้โดยรวม และรายด้าน 2) ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ประกอบด้วยนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม <br />1 คน ผู้นำชุมชน จำนวน 1 คน ชาวบ้าน 1 คน ครูผู้สอนกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม จำนวน 3 คน และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียนสาครพิทยาคม จำนวน 31 คน โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตแบบมีส่วนร่วม บันทึกสะท้อนคิด วิเคราะห์ผลตามแก่นสาระ สังเคราะห์เขียนบรรยายเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่าความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมจากภายในของผู้เรียนประกอบด้วย 4 มิติ ได้แก่ ด้านความรู้ ด้านอารมณ์ ด้านค่านิยม และด้านพฤติกรรม ส่วนใหญ่มีความตระหนักรู้ด้านความรู้ที่เชื่อมโยงกับประสบการณ์ใกล้ตัว สามารถรับรู้การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมและเชื่อมโยงกับกิจกรรมของมนุษย์ได้ แต่ยังมีข้อจำกัดในการอธิบายเชิงกลไก โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรมของมนุษย์ การปล่อยก๊าซเรือนกระจก และผลกระทบในระดับโลก ผู้เรียนส่วนใหญ่แสดงความห่วงใยและเห็นอกเห็นใจต่อผู้ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะเมื่อเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ยังมีบางส่วนที่มองว่าเป็นปัญหาไกลตัว ด้านค่านิยม ผู้เรียนยังมีแนวโน้มมองว่าเป็นหน้าที่ของหน่วยงานภายนอก <br />ด้านพฤติกรรม ผู้เรียนสามารถระบุแนวทางปฏิบัติได้ชัดเจนและมีความตั้งใจปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แต่ยังขาดความต่อเนื่อง ผลการสร้างกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ประสบการณ์เป็นฐานผ่านชุดกิจกรรม “Climate Action” <br />ซึ่งประกอบด้วยการวิเคราะห์สถานการณ์โลกเปลี่ยนผ่านกรณีศึกษาในประเทศและต่างประเทศ อภิปราย สะท้อนคิดร่วมกันในกลุ่มและการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์จากพฤติกรรมประจำวันของตน พบว่าสามารถพัฒนาความตระหนักรู้ของผู้เรียนได้อย่างเป็นลำดับ โดยผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงพฤติกรรมของตนเองกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม <br />เกิดความรู้สึกเชื่อมโยงกับธรรมชาติและชุมชน ตระหนักถึงความรับผิดชอบร่วมกัน และแสดงความตั้งใจปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง สะท้อนการพัฒนาแรงจูงใจจากภายนอกสู่แรงจูงใจจากภายในอย่างชัดเจน</p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8887
การพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนหมู่บ้านรักษาศีล 5 สร้างสังคมสันติสุขยั่งยืนในตำบลพระประโทน จังหวัดนครปฐม
2026-03-23T21:22:55+07:00
พระมหาถนอม ฐานวโร (พิมพ์สุวรรณ์), ดร.
mcu.mahatanom@gmail.com
ผศ. ดร. สายน้ำผึ้ง รัตนงาม, ดร.
sainumpung.rat@mcu.ac.th
<p><strong> </strong>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ (1) เพื่อศึกษาสภาพบริบทวิถีชีวิตของชุมชนหมู่บ้านรักษาศีล 5 หมู่ที่ 7 บ้านบ่อโตนด (2) เพื่อออกแบบกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนสู่สังคมสันติสุขยั่งยืน และ (3) เพื่อประเมินประสิทธิผลของกิจกรรมดังกล่าวในตำบลพระประโทน จังหวัดนครปฐม</p> <p> การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงปฏิบัติการ เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก 21 รูป/คน การสนทนากลุ่ม 9 รูป/คน และแบบสอบถามจากชาวบ้านจำนวน 50 คน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า (1) ชุมชนหมู่ที่ 7 บ้านบ่อโตนดเป็นชุมชนขนาดใหญ่ที่ดำเนินชีวิตตามวิถีพุทธ มีขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง (2) กิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ออกแบบขึ้นประกอบด้วย 4 กิจกรรมหลักที่สอดคล้องกับบริบทชุมชน ส่งผลให้ชาวบ้านมีทัศนคติเชิงบวกและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และ (3) การประเมินประสิทธิผลพบว่า กิจกรรมดังกล่าวส่งผลเชิงบวกต่อชุมชนอย่างชัดเจน สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง และเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับชุมชนอื่นในการสร้างสังคมสันติสุขอย่างยั่งยืน</p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8946
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง มุมภายในของรูปหลายเหลี่ยม โดยใช้การจัดการเรียนรู้วิธีแบบเปิด (Open Approach) ร่วมกับสถานการณ์ในชีวิตจริง ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนอนุบาลปัตตานี
2026-04-04T16:03:53+07:00
อามาณี มะรือสะ
amanee15847@gmail.com
ฟิรดาวส์ ลอแม
firdaws5188@gmail.com
ประทีป ยีสมัน
yeesamanaaisha@gmail.com
จักรินทร์ นิลละออง
ninlaongyok@gmail.com
มุสลีมีน แวสอเฮาะ
muslimeen1609@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง มุมภายในของรูปหลายเหลี่ยม ก่อนและหลังการเรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้วิธีแบบเปิดร่วมกับสถานการณ์ในชีวิตจริง ซึ่งในงานวิจัยนี้หมายถึงการนำบริบทใกล้ตัวและสถานการณ์ที่พบในชีวิตประจำวัน มาใช้เป็นสื่อในการเรียนรู้ โดยการจัดการเรียนรู้วิธีแบบเปิดดำเนินการตาม 4 ขั้นตอน ได้แก่ การนำเสนอปัญหาปลายเปิด การเรียนรู้ด้วยตนเอง การอภิปรายร่วมกันทั้งชั้น และการสรุปเชื่อมโยงแนวคิดทางคณิตศาสตร์ 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง มุมภายในของรูปหลายเหลี่ยม ระหว่างนักเรียนที่เรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้วิธีแบบเปิดร่วมกับสถานการณ์ในชีวิตจริงกับนักเรียนที่เรียนโดยวิธีแบบปกติ โดยประชากรคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนอนุบาลปัตตานี อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 228 คน (โรงเรียนอนุบาลปัตตานี, 2568) กลุ่มตัวอย่างจำนวน 2 ห้อง ประกอบด้วย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/2 จำนวน 35 คนเป็นกลุ่มทดลอง และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/3 จำนวน 35 คนเป็นกลุ่มควบคุมรวมทั้งหมด 70 คน โดยใช้วิธีการสุ่มเพื่อรับเงื่อนไข (Random Treatment) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีแบบเปิด แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีแบบปกติ และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที แบบสองกลุ่มอิสระและไม่อิสระ ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนที่เรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้วิธีแบบเปิดร่วมกับสถานการณ์ในชีวิตจริง มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง มุมภายในของรูปหลายเหลี่ยม หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 2) นักเรียนที่เรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้วิธีแบบเปิดร่วมกับสถานการณ์ในชีวิตจริงมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง มุมภายในของรูปหลายเหลี่ยม หลังเรียนสูงกว่านักเรียนที่เรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบปกติอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05</p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/9126
มาตรการทางกฎหมายในการควบคุมการเผยแพร่สื่อลามก
2026-04-20T11:40:17+07:00
ปิยะพร ศรีวิชา
6419011008@rumail.ru.ac.th
จรัล เล็งวิทยา
psri79897@gmail.com
อุทัย อาทิเวช
uthai_arthivech99@yahoo.com
<p class="A4-"><span lang="TH">การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัญหาทางกฎหมายและการบังคับใช้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยฉบับที่ 2 พ.ศ. 2560 ในการควบคุมสื่อลามกบนสื่อดิจิทัลสมัยใหม่ โดยใช้วิธีเปรียบเทียบกับกฎหมายต่างประเทศเพื่อเสนอแนวทางที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย</span></p> <p class="A4-"><span lang="TH">ผลการศึกษาพบปัญหาสำคัญ 5 ประการ ได้แก่ (1) นิยามคำว่า "ลามก" ไม่ชัดเจน ต้องอาศัยแนวคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นเกณฑ์ ทำให้เกิดความไม่แน่นอนและเสี่ยงต่อการตีความที่กว้างเกินสมควร (2) ไม่มีหลักเกณฑ์แยกความผิดระหว่างการครอบครองเพื่อบริโภคส่วนตัวกับการครอบครองเพื่อเผยแพร่ (3) กระบวนการเข้าถึง ตรวจค้น ยึด และรวบรวมพยานหลักฐานดิจิทัลยังขาดความเป็นระบบและอาจกระทบหลักประกันสิทธิของผู้ต้องหา (4) มีช่องว่างทางกฎหมายกรณีการเผยแพร่ผ่านการถ่ายทอดสด (Live Streaming) ทั้งในการพิสูจน์การกระทำและความรับผิดของผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม และ (5) ไม่มีการจำแนกสื่อลามกที่มีเนื้อหารุนแรง (Violent Pornography) เป็นประเภทเฉพาะ ทั้งที่กระทบศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และความปลอดภัยสาธารณะรุนแรงกว่าสื่อลามกทั่วไป</span></p> <p class="A4-"><span lang="TH">ผู้วิจัยเสนอแนะดังนี้ (1) แก้ไขประมวลกฎหมายอาญาโดยบัญญัตินิยามคำว่า "ลามก" ไว้อย่างชัดเจนในบททั่วไป (2) แยกความผิดฐานครอบครองเพื่อเผยแพร่ออกจากการครอบครองเพื่อบริโภคส่วนตัว (3) แก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาให้มีขั้นตอนการเข้าถึง ตรวจค้น ยึด และเก็บรักษาพยานหลักฐานดิจิทัลอย่างเป็นระบบ (4) เพิ่มฐานความผิดเฉพาะสำหรับการเผยแพร่สื่อลามกผ่านการถ่ายทอดสด พร้อมกำหนดความรับผิดของผู้ให้บริการ และ (5) บัญญัติให้สื่อลามกที่มีเนื้อหารุนแรงเป็นความผิดประเภทเฉพาะที่มีบทลงโทษหนักกว่า พร้อมกำหนดมาตรการคุ้มครองผู้เสียหายและการป้องกันเชิงระบบ</span></p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8807
ทักษะภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อสมรรถนะครู ในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 6
2026-03-18T16:31:37+07:00
วัฒธนา สำโรงแสง
watto2525@gmail.com
บรรจบ บุญจันทร์
banjobbun21@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสมรรถนะครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 6 2) เพื่อศึกษาทักษะภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 6 3) เพื่อศึกษาทักษะภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อสมรรถนะครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 6 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 6 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 306 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ โดยใช้ขนาดสถานศึกษา เป็นชั้นภูมิในการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามซึ่งมีลักษณะคำถามเป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สมรรถนะครู มีค่าความเชื่อมั่นโดยรวม เท่ากับ .963 และทักษะภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา มีค่าความเชื่อมั่นโดยรวม เท่ากับ .979 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับสมรรถนะครู โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ด้านจริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพครู ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ด้านการพัฒนาหลักสูตร 2) ระดับทักษะภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ด้านทักษะการทำงานเป็นทีม ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ด้านทักษะการคิด 3) ทักษะภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อสมรรถนะครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 6 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ได้แก่ ทักษะด้านเทคโนโลยี และทักษะการสื่อสาร โดยด้านที่มีอิทธิพลสูงที่สุดในการขับเคลื่อนสมรรถนะครู คือ ทักษะด้านเทคโนโลยี รองลงมา คือ ด้านทักษะการสื่อสาร ตามลำดับ ซึ่งตัวแปรทั้งสองสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนสมรรถนะครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 6 ได้ร้อยละ 28.3</p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8920
การจัดการเรียนรู้โดยใช้ต้นทุนทางภูมิศาสตร์ทุ่งดอกกระเจียว อุทยานแห่งชาติไทรทองเป็นฐาน เพื่อพัฒนากระบวนการคิด เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จังหวัดชัยภูมิ
2026-03-27T16:53:47+07:00
ศิรินยา จันทะมนตรี
sirinyaja67@nu.ac.th
รังสรรค์ เกตุอ๊อด
rangsank@nu.ac.th
อัจฉรา ศรีพันธ์
atcharas@nu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้ใช้แนวทางการวิจัยเชิงออกแบบ (Design-Based Research: DBR) เพื่อสร้างนวัตกรรมยกระดับการจัดการเรียนรู้สังคมศึกษาเชิงพื้นที่ที่มีประสิทธิภาพ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างและพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้บนฐานต้นทุนทางภูมิศาสตร์เพื่อส่งเสริมกระบวนการคิดเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จังหวัดชัยภูมิ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักประกอบด้วยครูผู้สอนสังคมศึกษาฯ 3 คน ผู้เชี่ยวชาญและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ 5 คน และกลุ่มเป้าหมายคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/4 โรงเรียนสุนทรวัฒนา จำนวน 36 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แนวทางสัมภาษณ์เชิงลึก แบบสังเกตพฤติกรรม แผนการจัดการเรียนรู้ 6 แผน และแบบประเมินสมรรถนะกระบวนการคิดเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์แบบรูบริก (Rubric Score) วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่าเฉลี่ย (x̄) ร้อยละ และการเปรียบเทียบคะแนนพัฒนาการ (Gain Score) ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ด้วยการให้รหัส (Coding) และการวิเคราะห์แก่นสาระ (Thematic Analysis) โดยตรวจสอบความน่าเชื่อถือแบบสามเส้า (Triangulation) ตามแนวคิดของ Lincoln & Guba</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการจัดการเรียนรู้ “GEOCREA-CRAFT KRAJIAO Model” บูรณาการกระบวนการเรียนรู้ 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 GEO เน้นการสำรวจพิกัดภูมิศาสตร์ (G) การสืบเสาะระบบนิเวศ (E) และการค้นหาโอกาสทางเศรษฐกิจ (O) ระยะที่ 2 CREA มุ่งเน้นการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ (C) การประยุกต์ใช้ทรัพยากร (R) การประเมินมูลค่า (E) และการบูรณาการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (A - Gemini AI) เป็นนั่งร้านทางปัญญา และ ระยะที่ 3 CRAFT เป็นการหลอมรวมอัตลักษณ์วัฒนธรรม (C) การสร้างชิ้นงานต้นแบบจริง (R) การใช้ศิลปะการเล่าเรื่องเพื่อสร้างมูลค่า (A) การฝึกทักษะทางการเงิน (F) และการนำเสนอแบบผู้ประกอบการ (T) ผลความสำเร็จของนวัตกรรม นักเรียนมีพัฒนาการด้าน กระบวนการคิดเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ สูงขึ้นอย่างชัดเจน โดยมีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 83.00 ซึ่งจัดอยู่ในระดับ 'ดีมาก' และเมื่อพิจารณาจำนวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ พบว่านักเรียนทั้งหมดจำนวน 36 คน (คิดเป็นร้อยละ 100) มีผลการประเมินผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 ที่กำหนดไว้ ซึ่งเป็นการยืนยันประสิทธิผลของโมเดลในเชิงสถิติ</p> <p>องค์ความรู้ใหม่จากการวิจัย คือการยกระดับนวัตกรรมไปสู่ “ระบบการเรียนรู้บนฐานต้นทุนทางภูมิศาสตร์” (Geographical Capital-Based Learning System) ซึ่งเป็นระบบนิเวศการเรียนรู้ที่สามารถบ่มเพาะพลเมืองสร้างสรรค์และปรับเปลี่ยนบทบาทผู้เรียนจากผู้รับข้อมูลสู่การเป็น "นวัตกรน้อยท้องถิ่น" ที่สามารถแปรเปลี่ยนทุนทางธรรมชาติให้เป็นคุณค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน</p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8978
ผลการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานร่วมกับกรณีศึกษา ที่มีต่อความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง พฤติกรรมทางเพศในวัยรุ่น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
2026-04-04T16:13:06+07:00
ศตกมล ศรีอะภัย
satakamon.sriapai@g.swu.ac.th
ธัญมา หลายพัฒน์
thanma@swu.ac.th
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลังการทดลองของการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานร่วมกับการใช้กรณีศึกษา และเปรียบเทียบความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการทดลองระหว่างกลุ่มที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานร่วมกับการใช้กรณีศึกษากับกลุ่มที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีปกติ ในเรื่องของพฤติกรรมทางเพศในวัยรุ่น โดยแบบแผนการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม มีการทดสอบก่อนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนพระนารายณ์ ซึ่งได้มาจากการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง จำนวน 30 คน และกลุ่มควบคุมจำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ (1) แผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานร่วมกับกรณีศึกษา (2) แผนการจัดการเรียนรู้ ด้วยวิธีปกติ (3) แบบวัดความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และ (4) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลวิจัยพบว่า (1) นักเรียนกลุ่มทดลองมีความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณหลังเรียน (<strong><br /></strong> = 14.37, S.D. = 3.62) สูงกว่าก่อนเรียน ( = 9.43, S.D. = 3.56) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (2) นักเรียนกลุ่มทดลองมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน (= 8.10, S.D. = 0.99) สูงกว่าก่อนเรียน ( = 4.37, S.D. = 0.72) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (3) นักเรียนกลุ่มทดลองมีความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณหลังเรียน ( = 14.37, S.D. = 3.62) สูงกว่ากลุ่มควบคุม ( = 11.43, S.D. = 2.19) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ (4) นักเรียนกลุ่มทดลองมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน ( = 8.10, S.D. = 0.99) สูงกว่ากลุ่มควบคุม ( = 6.83, S.D. = 0.83) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยสรุป การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานร่วมกับกรณีศึกษาสามารถพัฒนาความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ด้านการนิยามปัญหา การคัดเลือกข้อมูลที่สำคัญ การระบุข้อตกลงเบื้องต้น การเลือกสมมติฐาน และการสรุปอย่างมีเหตุผล ตลอดจนสามารถพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8947
การศึกษาความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหา เกี่ยวกับร้อยละ อัตราส่วนและมาตราส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้กระบวนการแก้ปัญหาตามแนวคิดการศึกษาคณิตศาสตร์ ที่สอดคล้องกับชีวิตจริงของ Windari และ Amir
2026-04-04T16:05:16+07:00
วนัชพร ทรพีสิงห์
wanut6240102220@gmail.com
ณพฐ์ โสภีพันธ์
nopsopipan@gmail.com
สุภาวดี สุวิธรรมา
ppsuphawadee@gmail.com
นฤเบศ ลาภยิ่งยง
l.narubet@gmail.com
ขนิษฐา ชมภูวิเศษ
jokejin@hotmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบ 1) ความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหาเกี่ยว</p> <p>กับร้อยละ อัตราส่วนและมาตราส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้กระบวนการแก้ปัญหาตามแนวคิดการ</p> <p>ศึกษาคณิตศาสตร์ที่สอดคล้องกับชีวิตจริงของ Windari และ Amir ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 2) ความสามารถใน</p> <p>การแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหาเกี่ยวกับร้อยละ อัตราส่วนและมาตราส่วน ของนักเรียนชั้นประถม</p> <p>ศึกษาปีที่ 6 โดยใช้กระบวนการแก้ปัญหาตามแนวคิดการศึกษาคณิตศาสตร์ที่สอดคล้องกับชีวิตจริงของ Windar และ</p> <p>Amir ระหว่างหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 60 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6</p> <p>โรงเรียนบ้านหน้ากลองวิทยา ตำบลสุขไพบูลย์ อำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา</p> <p>ประถมศึกษานครราชสีมา เขต 3 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 1 ห้องเรียน มีนักเรียนจำนวน</p> <p>8 คน ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ แผนการจัด</p> <p>การเรียนรู้โดยใช้กระบวนการแก้ปัญหาตามแนวคิดการศึกษาคณิตศาสตร์ที่สอดคล้องกับชีวิตจริงของ Windari</p> <p>และ Amir เรื่อง โจทย์ปัญหาเกี่ยวกับร้อยละ อัตราส่วนและมาตราส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 8</p> <p>แผน โดยกระบวนการแก้ปัญหาตามแนวคิดการศึกษาคณิตศาสตร์ที่สอดคล้องกับชีวิตจริงของ Windari และ Amir มี 5 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 ทำความเข้าใจปัญหาในบริบท (Understanding contextual problems) ขั้นที่ 2 อธิบายปัญหาในบริบท (Explain contextual problems) ขั้นที่ 3 แก้ปัญหาในบริบท (Solving contextual problems) ขั้นที่ 4 เปรียบเทียบคำตอบ (Comparing answers) ขั้นที่ 5 สรุปผล (Conclude) และเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหาเกี่ยวกับร้อยละ อัตราส่วนและมาตราส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เป็นแบบทดสอบอัตนัย (Subjective Test) จำนวน 8 ข้อ ได้ค่าความเชื่อมั่นของแบบวัดความสามารถในการแกปญหาทางคณิตศาสตร์ทั้งฉบับเทากับ 0.88 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้</p> <p>ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติทดสอบที (t-test) ทั้งนี้มีค่าเฉลี่ยคะแนนก่อนเรียนเท่ากับ 11.50</p> <p>คิดเป็นร้อยละ 27.38 และ S.D. เท่ากับ 7.78 ค่าเฉลี่ยคะแนนหลังเรียนเท่ากับ 34.12 คิดเป็นร้อยละ 81.25 และ</p> <p>S.D. เท่ากับ 6.91</p> <p><strong>ผลการศึกษาพบว่า </strong></p> <ol> <li>ความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียนหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ</li> </ol> <p>แก้ปัญหาตามแนวคิดการศึกษาคณิตศาสตร์ที่สอดคล้องกับชีวิตจริงของ Windari และ Amir สูงกว่าก่อนเรียน</p> <p>อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <ol start="2"> <li>ความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหาเกี่ยวกับร้อยละ อัตราส่วนและมาตรา</li> </ol> <p>ส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 60 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8888
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การใช้เทคโนโลยีเบื้องต้นโดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติแฮร์โรว์ร่วมกับบทเรียนคอมพิวเตอร์ผ่านเว็บ Google Sites ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
2026-03-23T21:24:09+07:00
ธมลวรรณ โพธิ์อิ่ม
thamonwan_pho@vu.ac.th
อลงกต ยะไวทย์
y.alongkot@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ก่อนเรียนและหลังเรียนเรื่องการใช้เมาส์ การเปิด-ปิดเครื่องและการดูแลรักษาอุปกรณ์เทคโนโลยีเบื้องต้น โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์ร่วมกับบทเรียนคอมพิวเตอร์ผ่านเว็บ Google Sitesn 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 หลังเรียนโดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์ร่วมกับบทเรียนคอมพิวเตอร์ผ่านเว็บ Google Sites กับเกณฑ์ร้อยละ 70 กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสุขานารี โดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) จำนวน 31 คน เครื่องมือวิจัยได้แก่ 1)แผนการจัดการเรียนรู้ 2)แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3)บทเรียนคอมพิวเตอร์ผ่านเว็บ Google Siteรายวิชาวิทยาการคำนวณระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 สถิติที่ใช้ในการวิจัยคือ ค่าเฉลี่ย () ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) การทดสอบค่าที (t-test for Dependent Samples) และการทดสอบค่าทีสำหรับกลุ่มตัวอย่างเดียว (One-Sample t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 หลังเรียน = 17.65 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) = 1.142 สูงกว่าก่อนเรียน = 12.58 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) = 3.128 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 หลังเรียนโดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติแฮร์โรว์ร่วมกับบทเรียนคอมพิวเตอร์ผ่านเว็บ Google Sites คิดเป็นร้อยละ 88.23 จากคะแนนเต็มร้อยละ 100 พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการใช้เทคโนโลยีเบื้องต้นหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 ที่ตั้งไว้</p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8812
ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 6
2026-03-18T16:33:26+07:00
มลฤดี สำโรงแสง
monruedee.sam@jodschool.ac.th
บรรจบ บุญจันทร์
banjobbun21@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูในโรงเรียน, 2) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา และ 3) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูในโรงเรียน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวนทั้งสิ้น 306 คน กลุ่มตัวอย่างได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิใช้ขนาดสถานศึกษาเป็นชั้นภูมิในการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบเป็นมาตราส่วนประมาณค่า แบ่งออกเป็น 5 ระดับ ซึ่งผ่านการตรวจสอบคุณภาพด้วยค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ระหว่าง 0.80-1.00 และค่าความเชื่อมั่น การจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู ค่าความเชื่อมั่นโดยรวม เท่ากับ .968 และภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา ค่าความเชื่อมั่นโดยรวม เท่ากับ .968 สถิติที่ใช้ คือ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) การจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ด้านการออกแบบการเรียนรู้ ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ด้านการจัดการเรียนรู้เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 2) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ด้านการจัดบรรยากาศที่ส่งเสริมการเรียนรู้ ส่วนค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ด้านการบริหารหลักสูตรและการสอน 3) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา ได้แก่ ด้านการนิเทศการสอน และด้านการกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ และเป้าหมายของโรงเรียน ส่งผลต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูในโรงเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณเท่ากับ .582 และสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูในโรงเรียน ได้ร้อยละ 33.40 จากผลการวิจัยนี้ สามารถนำไปสร้างสมการพยากรณ์ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูในโรงเรียน</p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8925
กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน เพื่อพัฒนาทักษะความเป็นผู้ประกอบการเกษตรด้วยการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์จากมะลิ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
2026-03-30T12:11:42+07:00
เปรมฤดี แฝงสูงเนิน
premruedeef67@nu.ac.th
ณัฐเชษฐ์ พูลเจริญ
nattachetp@nu.ac.th
อัจฉรา ศรีพันธ์
atcharas@nu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันของการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน <br />เพื่อพัฒนาทักษะความเป็นผู้ประกอบการเกษตร ด้วยการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์จากมะลิ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 2) สร้างกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน เพื่อพัฒนาทักษะความเป็นผู้ประกอบการเกษตร ด้วยการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์จากมะลิ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ครูผู้สอน รายวิชาเศรษฐศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 4 คน และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา<br />ปีที่ 2/5 โรงเรียนขาณุวิทยา จำนวน 40 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการศึกษาเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก <br />และการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงอุปนัย และนำเสนอผลงานในรูปแบบพรรณนาเชิงวิเคราะห์</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า การจัดการเรียนรู้รายวิชาเศรษฐศาสตร์ในปัจจุบันยังเน้นการบรรยายควบคู่กับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก โดยครูพยายามเชื่อมโยงเนื้อหากับบริบทชีวิตจริงของผู้เรียน อย่างไรก็ตาม ยังพบข้อจำกัดสำคัญ ได้แก่ ระยะเวลาในการจัดกิจกรรม ความแตกต่างระหว่างผู้เรียนทั้งด้านความสนใจและความเข้าใจ <br />รวมถึงระดับการมีส่วนร่วมในการทำงานกลุ่มที่ไม่เท่ากัน นอกจากนี้ ครูบางส่วนยังขาดความชัดเจนในการออกแบบ<br />การจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐานอย่างเป็นระบบ ผู้วิจัยจึงพัฒนาคู่มือกิจกรรม “Jasmine Venture Journey: เส้นทางผู้ประกอบการมะลิ” ซึ่งประกอบด้วย 4 กิจกรรม ได้แก่ 1) คิดแบบผู้ประกอบการ 2) สำรวจโอกาสในชุมชน <br />3) การผลิตสินค้าและบริการ และ 4) สร้างสรรค์และนำเสนอผลิตภัณฑ์จากมะลิ โดยดำเนินกิจกรรมตาม 4 ขั้นตอนของการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน ได้แก่ การวางแผน การดำเนินการ การสะท้อนคิด และการประเมินผล ทั้งนี้ ผลการจัดกิจกรรมสะท้อนว่าผู้เรียนมีพัฒนาการด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติด้านความเป็นผู้ประกอบการเกษตรชัดเจนขึ้น</p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8989
การบูรณาการหลักพุทธปรัชญากับการพัฒนาสมรรถนะในการปฏิบัติงานของข้าราชการตำรวจชั้นประทวน สังกัดสถานีตำรวจภูธรในเขตจังหวัดปทุมธานี
2026-04-04T16:14:38+07:00
เอกนิรุจฒิ์ วันสิริภักดิ์
s6556382701511@ssru.ac.th
กาญจนา โพธิวิชยานนท์
kanjana.po@ssru.ac.th
นีรนุช นาคอ่วมค้า
neeranuch.n23@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาระดับการพัฒนาสมรรถนะในการปฏิบัติงานของข้าราชการตำรวจชั้นประทวน และ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลกับพัฒนาสมรรถนะในการปฏิบัติงานของข้าราชการตำรวจชั้นประทวน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลข้าราชการตำรวจชั้นประทวนสังกัดสถานีตำรวจภูธรในเขตจังหวัดปทุมธานี จำนวน 328 คน สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t- test และ F-test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนาสมรรถนะในการปฏิบัติงานของข้าราชการตำรวจชั้นประทวน ทั้งภาพรวม และรายด้านอยู่ในระดับมาก และ 2) จ้าหน้าที่ตำรวจชั้นประทวนมีเพศ และอายุราชการต่างกันมีการพัฒนาสมรรถนะในการปฏิบัติงานทั้งภาพรวมและรายด้าน แตกต่างกัน ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐาน ที่ตั้งไว้ ส่วน อายุ ระดับการศึกษา และอัตราเงินเดือนไม่แตกต่างกัน</p> <p>ผลการวิจัยนี้ สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาสมรรถนะของข้าราชการตำรวจชั้นประทวน ให้มีประสิทธิภาพควบคู่กับคุณธรรมและจริยธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ โดยเฉพาะการบูรณาการหลักพุทธปรัชญา ในกรอบของ อิทธิบาท 4 ได้แก่ (1) ฉันทะ การสร้างความพอใจและความรักในหน้าที่ เพื่อเสริมแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน (2) วิริยะ การเสริมสร้างความเพียรพยายามและความมุ่งมั่นในการทำงานให้บรรลุเป้าหมาย (3) จิตตะ การเอาใจใส่และมีสมาธิต่อภารกิจหน้าที่อย่างต่อเนื่อง และ (4) วิมังสา การใคร่ครวญ วิเคราะห์ และปรับปรุงการปฏิบัติงานอย่างมีเหตุผล ซึ่งหลักธรรมดังกล่าวสามารถนำมาประยุกต์ใช้ร่วมกับการพัฒนาความรู้ ทักษะ และบุคลิกลักษณะของบุคลากรได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อส่งเสริมวินัย ความรับผิดชอบ และจิตสำนึกในการบริการประชาชน โดยมีอิทธิบาท 4 เป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างแรงจูงใจภายใน อันจะนำไปสู่การยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน และสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อองค์กรตำรวจอย่างยั่งยืน</p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8889
ENHANCING THAI EFL STUDENTS’ PRONUNCIATION OF REGULAR PAST TENSE /-ED/ ENDINGS THROUGH CHATGPT-ASSISTED SPEAKING PRACTICE IN AN ENGLISH FOR COMMUNICATION 1 COURSE: A CASE STUDY
2026-03-23T21:25:43+07:00
อนาวิน กล้าแข็ง
anawin.khl@dpu.ac.th
<p>การออกเสียงคำกริยารูปอดีตกาล /-ed/ เป็นทักษะที่ท้าทายสำหรับผู้เรียนชาวไทยในบริบท EFL การศึกษาครั้งนี้จึงมุ่งวิเคราะห์ประสิทธิผลของการฝึกพูดโดยใช้ ChatGPT ผ่านฟังก์ชันการสนทนาด้วยเสียง (Voice Mode) เพื่อส่งเสริมการฟังและพูดโต้ตอบแบบทันที เป็นตัวช่วยในการพัฒนาการออกเสียงคำกริยารูปอดีตกาลที่ลงท้ายด้วย /<strong>-</strong>ed/ ของนักศึกษาไทยที่เรียนภาษาเรียนในรายวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 1 งานวิจัยนี้ใช้รูปแบบการวิจัยกรณีศึกษา โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 จำนวน 62 คน ข้อมูลเชิงปริมาณถูกรวบรวมจากแบบทดสอบการออกเสียงก่อนเรียนและหลังเรียน ขณะที่ข้อมูลเชิงคุณภาพได้มาจากแบบสอบถามความคิดเห็นของนักศึกษาที่มีต่อการใช้ ChatGPT ในการฝึกการออกเสียง การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาเพื่อวิเคราะห์ผลการออกเสียงของนักศึกษา และใช้การวิเคราะห์เนื้อหาเพื่อตรวจสอบทัศนคติของนักศึกษาต่อการใช้ ChatGPT ในการฝึกการออกเสียง ผลการวิจัยพบว่าความสามารถในการออกเสียงของนักศึกษาดีขึ้นหลังจากเข้าร่วมกิจกรรมการฝึกพูดด้วย ChatGPT เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ โดยค่าเฉลี่ยคะแนนเพิ่มขึ้นจาก 11.84 (S.D. = 2.73) ในการทดสอบก่อนเรียนเป็น 16.92 (S.D. = 1.95) ในการทดสอบหลังเรียน จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน ซึ่งสะท้อนถึงพัฒนาการที่มีประสิทธิภาพในเชิงตัวเลขและสะท้อนถึงการพัฒนาความถูกต้องในการออกเสียงอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ผลจากแบบสอบถามยังแสดงให้เห็นว่านักศึกษามีทัศนคติเชิงบวกต่อการใช้ ChatGPT โดยระบุว่า ChatGPT ช่วยลดความวิตกกังวลในการพูดภาษาต่างประเทศ<strong> (</strong>Foreign Language Speaking Anxiety) และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการฝึกฝนซ้ำๆ ได้ดีกว่าการฝึกในชั้นเรียนปกติ ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าการฝึกพูดด้วยเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์สามารถเป็นเครื่องมือเสริมที่มีประสิทธิภาพสำหรับการสอนการออกเสียงในชั้นเรียนภาษาอังกฤษในบริบท EFL และสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของการบูรณาการปัญญาประดิษฐ์ในการเรียนการสอนภาษา</p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8954
ผลของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5Es) ร่วมกับเทคนิค KWDL ที่มีต่อทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์
2026-04-04T16:07:51+07:00
นภสร จำปาเทศ
naphason.ch@ku.th
วสันต์ เดือนแจ้ง
kent2513@gmail.com
ธัญญรัตน์ นักใจธรรม
tanyarat.nakjaitham@gmail.com
<p>การวิจัยในครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ 1. เพื่อเปรียบเทียบทักษะในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5Es) ร่วมกับเทคนิค KWDL ก่อนเรียนและหลังเรียน 2. เพื่อเปรียบเทียบทักษะในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5Es) ร่วมกับเทคนิค KWDL กับเกณฑ์ร้อยละ 70 3. เพื่อผลสัมฤทธิ์ทางคณิตศาสตร์หลังการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5Es) ร่วมกับเทคนิค KWDL กับเกณฑ์ร้อยละ 70 4. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5Es) ร่วมกับเทคนิค KWDL กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/10 โรงเรียนอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 39 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม ซึ่งผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้</p> <ol> <li>ทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5Es) ร่วมกับเทคนิค KWDL หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05</li> <li>ทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05</li> <li>ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น หลังเรียน ( = 14.87 , S.D. = 1.73) สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05</li> <li>ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5Es) ร่วมกับเทคนิค KWDL อยู่ในระดับมาก</li> </ol>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8927
ผลการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับการสอน ทักษะปฏิบัติของเดวีส์ เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านบทร้อยแก้ว สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
2026-03-30T12:15:13+07:00
นันท์นภัส ปรีชาสุทธิกุล
6712370011@rumail.ru.ac.th
สุพจน์ อิงอาจ
supot.i@rumail.ru.ac.th
ศยามน อินสะอาด
dr.sayamon@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านบทร้อยแก้ว สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 2) เพื่อศึกษาผลการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านบทร้อยแก้วสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/4 โรงเรียนวัดเทพลีลา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่ายด้วยวิธีจับสลาก จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) หนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ 2) แบบประเมินคุณภาพหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 3) แบบประเมินการวัดทักษะการอ่านบทร้อยแก้ว 4) แบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ One Sample t-test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) หนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ มีคุณภาพอยู่ในระดับดีมาก (M = 4.94, SD = 0.49) ด้านสื่อ (M = 4.97, SD = 0.18) และด้านเนื้อหา ( M = 4.90, SD = 0.31) 2) ทักษะการอ่านบทร้อยแก้วสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 พบว่า หลังเรียนด้วยหนังสืออิเล็กทรอนิกส์มีทักษะการอ่าน คิดเป็นร้อยละ 82.66 สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 ที่กำหนดไว้อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยหนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบมีปฏิสัมพันธ์ อยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.66, SD = 0.47)</p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8990
การวิเคราะห์ปัจจัยส่วนบุคคลและบรรยากาศขององค์กร ที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพ ในการปฏิบัติงานของพนักงานโรงโม่หินศิลาทวีโชค จังหวัดเพชรบูรณ์ตามแนวพุทธปรัชญา
2026-04-04T16:16:01+07:00
เอกชัย สอนเนย
s6556382701555@ssru.ac.th
กาญจนา โพธิวิชยานนท์
kanjana.po@ssru.ac.th
นีรนุช นาคอ่วมค้า
neeranuch.n23@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานและบรรยากาศขององค์กร ในการปฏิบัติงานของพนักงานโรงโม่หินศิลาทวีโชค จังหวัดเพชรบูรณ์ตามแนวพุทธปรัชญา 2) เพื่อเปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลของพนักงาน ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงาน โรงโม่หินศิลาทวีโชค จังหวัดเพชรบูรณ์ตามแนวพุทธปรัชญา ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลกับพนักงาน โรงโม่หินศิลาทวีโชค จังหวัดเพชรบูรณ์ จำนวน 232 คน สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t- test และ F-test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานทั้งภาพรวม และรายด้านอยู่ในระดับมาก 2) พนักงาน ที่มีระยะเวลาในการปฏิบัติงานต่างกันมีประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานแตกต่างกันในขณะที่พนักงานบริษัทที่มี เพศ อายุ ระดับการศึกษา รายได้เฉลี่ยต่อเดือน ต่างกันมีประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน ไม่แตกต่างกัน การวิจัยครั้งนี้ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานมิได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว หากแต่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาปัจจัยภายในตามหลักอิทธิบาท 4 ได้แก่ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสา ซึ่งเกื้อหนุนให้บุคคลปฏิบัติงานด้วยความเต็มใจ เพียรพยายาม เอาใจใส่ และรู้จักปรับปรุงตนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มพนักงานที่มีประสบการณ์การทำงานยาวนาน ซึ่งมีแนวโน้มพัฒนาองค์ประกอบดังกล่าวได้อย่างลุ่มลึกยิ่งขึ้น และในขณะเดียวกัน การส่งเสริมบรรยากาศองค์การที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเมตตา ความเป็นธรรม และความเกื้อกูลกัน ย่อมเอื้อต่อการเสริมสร้างขวัญกำลังใจและความผูกพันต่อองค์การ อันนำไปสู่การยกระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานอย่างยั่งยืน โดยผู้บริหารสามารถนำผลการวิจัยไปประยุกต์ใช้ในการวางแผนพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และองค์การ โดยบูรณาการการเสริมสร้างอิทธิบาท 4 ควบคู่กับการพัฒนาบรรยากาศการทำงาน เพื่อก่อให้เกิดทั้งผลสัมฤทธิ์ของงานและการพัฒนาคุณภาพบุคลากร อย่างแท้จริง</p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8959
การประเมินโดยใช้รูบริกในการส่งเสริมทักษะการรู้สารสนเทศของนักศึกษาสาขาวิชาบริหารธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ: กรณีศึกษา รายวิชาสัมมนาทางบริหารธุรกิจ
2026-04-04T16:09:09+07:00
ศุทธิกานต์ คงคล้าย
mjuonn@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาทักษะการรู้สารสนเทศของนักศึกษาก่อนและหลังเรียนรายวิชาสัมมนาทางบริหารธุรกิจ 2) วิเคราะห์ผลการเรียนรู้จากการใช้การประเมินแบบรูบริก และ 3) ศึกษาการรับรู้และความพึงพอใจของนักศึกษาต่อการประเมินแบบรูบริก เป็นการวิจัยในชั้นเรียนแบบผสมวิธี ประชากร คือ นักศึกษาสาขาวิชาบริหารธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ มหาวิทยาลัยแม่โจ้-ชุมพร ภาคการศึกษาที่ 2/2568 จำนวน 22 คน ศึกษาจากประชากรทั้งหมด ผู้เข้าร่วมจริง 18 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยเกณฑ์รูบริกสำหรับกิจกรรมการเรียนรู้ 7 กิจกรรมที่จัดลำดับแบบเสริมต่อยอด (Scaffolding) จากทักษะการสืบค้นพื้นฐานไปจนถึงทักษะการบูรณาการเป็นรายงานสัมมนาเชิงวิเคราะห์ บูรณาการเกณฑ์ CRAAP Test ซึ่งเป็นเกณฑ์ประเมินความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูล 5 ด้าน ได้แก่ ความทันสมัย (Currency) ความเกี่ยวข้อง (Relevance) ความน่าเชื่อถือของผู้เขียน (Authority) ความถูกต้อง (Accuracy) และวัตถุประสงค์ของการเผยแพร่ (Purpose) เข้าเป็นเกณฑ์ย่อยในรูบริก ซึ่งเป็นนวัตกรรมของการศึกษาครั้งนี้ที่แตกต่างจากรูบริกทั่วไปที่มุ่งเน้นเฉพาะคุณภาพผลงาน โดยรูบริกในการศึกษาครั้งนี้เน้นให้นักศึกษาประเมินความน่าเชื่อถือ แหล่งที่มา และความทันสมัยของแหล่งข้อมูลอย่างเป็นระบบ พร้อมข้อมูลป้อนกลับรายบุคคล แบบประเมินตนเองก่อนและหลังเรียน และแบบสอบถามการรับรู้และความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติ Wilcoxon Signed-Rank Test และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) ทักษะการรู้สารสนเทศหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 ทุกด้าน ค่าเฉลี่ยภาพรวมเพิ่มขึ้นจาก 2.05 เป็น 4.07 ด้วยขนาดอิทธิพลใหญ่มาก (Cohen's d = 2.88) โดยทักษะที่มีค่าเฉลี่ยการพัฒนาสูงสุด คือ การประเมินความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูล (ผลต่าง +2.33) ซึ่งสะท้อนจุดแข็งของการบูรณาการเกณฑ์ CRAAP Test เข้ากับรูบริก 2) ค่าเฉลี่ยร้อยละของคะแนนกิจกรรมเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 65.5 เป็นร้อยละ 97.8 ขณะที่ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานลดลงจาก 1.87 เหลือ 0.27 ซึ่งสะท้อนว่า ข้อมูลป้อนกลับรายบุคคลช่วยลดความแตกต่างระหว่างผู้เรียน และข้อมูลเชิงคุณภาพยืนยันการเปลี่ยนพฤติกรรมการสืบค้นสู่ฐานข้อมูลวิชาการ และ 3) นักศึกษามีการรับรู้ต่อรูบริกในระดับมากที่สุด (μ = 4.66) และมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด (μ = 4.74) ผลการวิจัยบ่งชี้ว่า การประเมินแบบรูบริกร่วมกับเกณฑ์ CRAAP Test และการจัดกิจกรรมแบบเสริมต่อยอดสามารถส่งเสริมทักษะการรู้สารสนเทศของนักศึกษาระดับอุดมศึกษาได้อย่างมีประสิทธิผล</p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8933
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครนายก
2026-03-30T12:16:58+07:00
ปภัสรา แก้วเจริญ
papassara.kaew@northbkk.ac.th
นิษรา พรสุริวงษ์
nissara.pr@northbkk.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาระดับปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานวิชาการ 2) เพื่อศึกษาระดับการบริหารงานวิชาการ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการ 4) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครนายก กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ได้แก่ ครูในสถานศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครนายก จำนวน 297 คน โดยใช้วิธีการสุ่ม</p> <p>สุ่มอย่างง่าย โดยวิธีการจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และวิเคราะห์สถิติการถดถอยแบบ Stepwise</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา โดยภาพรวมมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก 2. การบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครนายก โดยภาพรวมมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก 3. ความสัมพันธ์ ระหว่างปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครนายก โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์อยู่ในระดับสูง ระดับสูง (r = 0.916) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 4. โดยตัวแปรพยากรณ์ที่ดีปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการ มีทั้งหมด 3 ตัวแปร เรียงตามลำดับความสำคัญ ดังนี้ ด้านผู้ปกครองและชุมชน (X<sub>3</sub>)(=.349) ด้านครูผู้สอน (X<sub>2</sub>)(=.248) และด้านงบประมาณ (X<sub>4</sub>)(=.240) ซึ่งเป็นตัวแปรพยากรณ์ที่ดีทั้งสองตัวกับประสิทธิผลของสถานศึกษา ดังนั้นจึงสามารถเขียนเป็นสมการพยากรณ์ประสิทธิผลของสถานศึกษา ในรูปคะแนนดิบและรูปคะแนนมาตรฐาน ดังนี้ </p> <p> สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ Y = 1.446 +0.269x<sub>3</sub> +0 .221x<sub>2</sub> + 0.177x<sub>4</sub></p> <p> สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน ZY = 0.349x<sub>3</sub> + 0.248x<sub>2</sub> + 0.240x<sub>4</sub></p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/9008
การจัดการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์โดยใช้ศิลปะและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เป็นฐานเพื่อพัฒนาความตระหนักรู้ อัตลักษณ์เมืองพิษณุโลก ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนในเขตอำเภอเมืองพิษณุโลก
2026-04-09T20:26:58+07:00
สถาพร ผ่องนาค
phongnak2017@gmail.com
ปริญญา สร้อยทอง
parinyas@nu.ac.th
ทะเนศ วงศ์นาม
Thanetw@nu.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์โดยใช้ศิลปะและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เป็นฐานเพื่อพัฒนาความตระหนักรู้อัตลักษณ์ท้องถิ่นพิษณุโลกของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 2) เพื่อศึกษาการสะท้อนความตระหนักรู้อัตลักษณ์ท้องถิ่นพิษณุโลกของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผ่านผลงานศิลปะและการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งเป็นวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้แนวคิดการวิจัยเชิงศิลปะ (Arts-Based Action Research: ABAR) กลุ่มเป้าหมายในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนในเขตอำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก จำนวน 39 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์โดยใช้ศิลปะและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ แบบบันทึก Prompt Log แบบบันทึกสะท้อนการคิด (Reflection Log) และแบบบันทึกภาคสนาม โดยการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นดำเนินการผ่าน 5 ขั้นตอน ได้แก่ จุดประกายความคิด ระดมแนวคิด สร้างสรรค์ผลงาน นำเสนอและสะท้อนคิด และวิพากย์แลกเปลี่ยน โดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ สร้างภาพจากข้อความ(Ai Image Generation) เป็นเครื่องมือสนับสนุน ผลการวิจัยพบว่า 1) การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ใช้การสร้างผลงานศิลปะร่วมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ช่วยส่งเสริมให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้เกี่ยวกับอัตลักษณ์ของท้องถิ่นอย่างมีความหมาย โดยนักเรียนสามารถใช้ Prompt ในการสร้างภาพเพื่อสื่อสารแนวคิดเกี่ยวกับเมืองของตนเอง และสามารถสะท้อนความคิด ได้อย่างเป็นระบบ กระบวนการเรียนรู้ดังกล่าวเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ใช้จินตนาการ การคิดเชิงสร้างสรรค์ และการเชื่อมโยงความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และวัฒนธรรมของท้องถิ่นเข้าด้วยกัน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของการจัดการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์และแนวคิดการวิจัยเชิงศิลปะ ที่มองว่าผลงานศิลปะสามารถเป็นสื่อกลางในการสะท้อนความคิดและประสบการณ์ของผู้เรียนได้ 2) นักเรียนสามารถสะท้อนอัตลักษณ์ของจังหวัดพิษณุโลกผ่านผลงานศิลปะที่สร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ โดยองค์ประกอบที่ปรากฏในผลงานของนักเรียนประกอบด้วย วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร พระพุทธชินราช แม่น้ำน่าน วิถีชีวิตของชุมชนริมแม่น้ำ รวมถึงบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นของจังหวัดซึ่งสามารถสังเคราะห์อัตลักษณ์ของจังหวัดพิษณุโลกที่ปรากฏในผลงานของนักเรียนได้ทั้งหมด 5 อัตลักษณ์ คือ 1. อัตลักษณ์ด้านศาสนา 2. อัตลักษณ์ด้านภูมิศาสตร์และสายน้ำ 3. อัตลักษณ์ด้านวิถีชีวิตของชุมชน 4. อัตลักษณ์ด้านประวัติศาสตร์ 5. อัตลักษณ์ด้านทรัพยากรและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น นอกจากนี้ การวิเคราะห์ Prompt และ การสะท้อนคิดของนักเรียนยังแสดงให้เห็นว่านักเรียนสามารถเชื่อมโยงสถานที่สำคัญ ภูมิศาสตร์ของเมือง และวิถีชีวิตของผู้คนในท้องถิ่นเข้าด้วยกัน ซึ่งสะท้อนถึงความเข้าใจเกี่ยวกับอัตลักษณ์ของจังหวัดพิษณุโลก โดยพบว่านักเรียนมีพัฒนาการด้านการใช้ภาษาเชิงอัตลักษณ์อย่างชัดเจน จากการใช้ Prompt ที่สั้นและตรงไปตรงมาในกิจกรรมที่ 1 สู่การบรรยายอัตลักษณ์ในเชิงบูรณาการหลายมิติในกิจกรรมที่ 3</p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8902
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่องระบบสมการเชิงเส้นสองตัวแปร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL) โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ สมุทรสาคร ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
2026-03-27T16:44:39+07:00
ชญานิศ สมเกียรติกุล
neeranuch.n23@gmail.com
นันทวัฒน์ ภัทรกรนันท์
chayanis.nid@gmail.com
วาสนา เพิ่มพูล
drnantawat@gmail.com
สมาพร มณีอ่อน
rojsiponpam@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่องระบบสมการ เชิงเส้นสองตัวแปร ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL) ให้เป็นไปตามเกณฑ์ร้อยละ 70 2) เพื่อศึกษาความก้าวหน้าทางการเรียนคณิตศาสตร์ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL) 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL) กับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ (4) เพื่อเปรียบเทียบความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนคณิตศาสตร์ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Design) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 60 คน โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ สมุทรสาครฯ ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีแบบอิสระ (Independent Sample t-test) และการหาค่าความก้าวหน้าทางการเรียนด้วยวิธี Normalized Gain และการทดสอบสมมติฐานด้วยค่าที</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์เรื่องระบบสมการเชิงเส้นสองตัวแปร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL) เป็นไปตามเกณฑ์ร้อยละ 70 2) ความก้าวหน้าทางการเรียนของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน มีค่า Normalized Gain <>เท่ากับ 0.71 อยู่ในระดับสูง (High gain) 3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานกับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ พบว่า นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีความพึงพอใจในการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ระบบสมการเชิงเส้นสองตัวแปร ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ ใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL) มากกว่าการจัดการเรียนรู้แบบปกติ</p> <p>ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL) สามารถส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนและความก้าวหน้าทางการเรียนของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยสร้างความพึงพอใจ ต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนในระดับสูง ในระดับมากที่สุด (<strong>4.94; S.D = 0.06)</strong></p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8966
การกำหนดทิศทางการพัฒนาหลักสูตรสู่ความเป็นเลิศตามเกณฑ์ AUN-QA จากการวิเคราะห์ผลการประเมินแบบ Site Visit ของคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
2026-04-16T10:47:49+07:00
ปนิดา ดำรงสุสกุล
panida.d@psu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์และจำแนกจุดเด่นและจุดที่ควรพัฒนาของหลักสูตรตามเกณฑ์</p> <p>AUN-QA จากผลการ ประเมินแบบ Site Visit ย้อนหลัง 3 รอบการประเมิน ของคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 2) กำหนดทิศทางการพัฒนาหลักสูตรสู่ความเป็นเลิศตามเกณฑ์ AUN-QA โดยใช้ผลการวิเคราะห์ร่วมกับการสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะแรกเป็นการวิเคราะห์เนื้อหาจากข้อมูลทุติยภูมิจากระบบ PSAR-PSU ปีการศึกษา 2563, 2565 และ 2567 และระยะที่สองเป็นการสนทนากลุ่มเพื่อหาข้อสรุปเชิงยุทธศาสตร์ ผลการวิจัยพบว่า จุดเด่นคือ 1) ในปีการศึกษา 2567 ทุกเกณฑ์มีค่าคะแนนเฉลี่ยสูงกว่ารอบประเมินปี 2563 และ 2565 เกณฑ์ที่มีค่าเฉลี่ยมากกว่า 3.50 มีจำนวนถึง 7 เกณฑ์จาก 8 เกณฑ์ 2) เกณฑ์ที่มีความโดดเด่นสูงสุดคือ Criteria 5 Academic Staff มีคะแนนเฉลี่ยทุกหลักสูตรในรอบการประเมิน 3 รอบ คือ 4.00 4.00 และ 4.10 โดยเฉพาะในประเด็นความรู้ความสามารถในศาสตร์ของตนเอง ประเด็นที่ควรพัฒนาอย่างเร่งด่วนคือ 1) การกำหนดคู่เทียบ (Benchmarking) เพื่อการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง 2) การสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างเป็นระบบเพื่อขับเคลื่อนการจัดการศึกษาแบบมุ่งเน้นผลลัพธ์ (OBE) จากการสนทนากลุ่มได้แบ่งทิศทางการพัฒนาออกเป็น 2 ด้าน ได้แก่ ทิศทางการพัฒนาด้านบุคคล (กลุ่มคณาจารย์และกลุ่มนักศึกษา) และทิศทางการพัฒนาด้านหลักสูตรซึ่งมีความสำคัญในการวางแผนเชิงกลยุทธ์เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาระดับหลักสูตรสู่มาตรฐานระดับอาเซียน การกำหนดทิศทางการพัฒนาทั้ง 2 ด้าน กำหนดให้งานวิเคราะห์ข้อมูลองค์กร ในหน่วยยุทธศาสตร์และแผนออกแบบการจัดเก็บข้อมูลร่วมกับหน่วยประกันคุณภาพ จัดทำสารสนเทศที่พร้อมใช้งานและแสดงการติดตามผลลัพธ์ให้กับหลักสูตรเพื่อขับเคลื่อนให้มีความโดดเด่นและบรรลุเป้าหมาย โดยการจัดทำ Dashboard และการติดตามตัวชี้วัดรายบุคคลผ่านระบบ Intranet เพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการจัดทำรายงานในระดับหลักสูตรต่อไป</p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8939
ความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ
2026-03-30T12:21:05+07:00
วัชรีญา หล่มเพชร
6714470097@rumail.ru.ac.th
คึกฤทธิ์ ศิลาลาย
khukrit@rumail.ru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ 2) ศึกษาระดับการบริหารวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย <br />คือ ครู จำนวน 333 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้ตารางสำเร็จรูปของโคเฮน (Cohen, Manion, and Morrison, 2011) ซึ่งได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-Stage Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์หาความสัมพันธ์โดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัย<br />พบว่า 1) สมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.59) 2) การบริหารวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.62) 3) ความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ <br />มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูง ( = 0.840) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8973
การศึกษาทักษะการบริหารสถานศึกษา ในศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จังหวัดชัยภูมิ
2026-04-04T16:11:48+07:00
สร้อยสุดา ศุภมาตย์
s65561802040@ssru.ac.th
ทับทิมทอง กอบัวแก้ว
tubtimthong.ko@ssru.ac.th
<p>การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาทักษะการบริหารสถานศึกษา ในศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จังหวัดชัยภูมิ ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน 2) เปรียบเทียบทักษะการบริหารสถานศึกษา ในศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จังหวัดชัยภูมิ ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามภาครัฐและเอกชน 3) เปรียบเทียบทักษะการบริหารสถานศึกษา ในศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จังหวัดชัยภูมิ ตามความคิดเห็นของครูผู้สอน จำแนกตามภาครัฐและเอกชน และ 4) เสนอแนวทางการพัฒนาทักษะการบริหารสถานศึกษา ในศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จังหวัดชัยภูมิ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 385 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่ใช้ในการวิจัย จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) ทักษะการบริหารสถานศึกษา ในศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จังหวัดชัยภูมิ ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน โดยภาพรวมและรายด้าน มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 โดยผู้บริหารสถานศึกษา มีความคิดเห็นด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือทักษะด้านคุณธรรม จริยธรรม และต่ำสุดคือทักษะด้านเทคนิคการสื่อสาร สำหรับครูผู้สอน ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือทักษะด้านเทคนิคการสื่อสาร และต่ำสุดคือทักษะด้านเทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์ 2) ทักษะการบริหารสถานศึกษา ในศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จังหวัดชัยภูมิ ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกเป็นของภาครัฐและเอกชน โดยภาพรวมและรายด้านมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01 โดยผู้บริหารสถานศึกษาภาครัฐและเอกชน มีความคิดเห็นด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดไม่แตกต่างกัน คือทักษะด้านคุณธรรม จริยธรรม และค่าเฉลี่ยต่ำสุดที่แตกต่างกันคือ ทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์ และทักษะด้านเทคนิคการสื่อสาร 3) ทักษะการบริหารสถานศึกษา ในศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จังหวัดชัยภูมิ ตามความคิดเห็นของครูผู้สอน จำแนกเป็นของภาครัฐและเอกชน โดยภาพรวมและรายด้านมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก และไม่ความแตกต่างกัน โดยครูผู้สอนภาครัฐและเอกชน มีความคิดเห็นด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดไม่แตกต่างกัน คือทักษะด้านเทคนิคการสื่อสาร และค่าเฉลี่ยต่ำสุดที่แตกต่างกันคือ ทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์ และทักษะด้านเทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์ 4) แนวทางการพัฒนาทักษะการบริหารสถานศึกษา ในศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จังหวัดชัยภูมิ พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาต้องคำนึงถึงความยุติธรรม บุคลากรทุกคนมีความสำคัญเท่ากัน มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล สร้างเครือข่ายชุมชนการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ใหม่ ๆ วางแผนและการพัฒนา วินิจฉัย ประเมินผล วิเคราะห์สถานการณ์ปัญหา แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ รวมถึงต้องมีความทันสมัย ใช้เครื่องมือ สื่อ อุปกรณ์ และเทคโนโลยีได้อย่างคล่องแคล่ว และที่สำคัญผู้บริหารสถานศึกษาควรยึดหลักธรรม มาเป็นเครื่องช่วยในการบริหารงาน เช่น หลักทศพิธราชธรรม 10 ดังนั้น ผู้บริหารสถานศึกษาทุกแห่งควรให้ความสำคัญเกี่ยวกับทักษะการบริหารทุก ๆ ด้านเท่ากัน ควรมีการอบรม และศึกษาเพิ่มเติม เพื่อพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง พร้อมนำมาปรับประยุกต์ใช้ ในการพัฒนาและขับเคลื่อนสถานศึกษาให้ก้าวทันตามศตวรรษต่อไป</p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8901
กระบวนการพัฒนาสมรรถนะจิตอาสาในการสอนสมาธิ ตามแนวทางหลวงพ่อวิริยังค์ ในพื้นที่วัดบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี
2026-03-27T16:47:06+07:00
จุรีรัตน์ ไพเราะ
chureerutpr@gmail.com
<p>จากการวิจัยเรื่อง กระบวนการพัฒนาสมรรถนะจิตอาสาในการสอนสมาธิ ตามแนวทางหลวงพ่อวิริยังค์ ในพื้นที่วัดบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี มีวัตถุประสงค์ 3 ข้อ 1) เพื่อศึกษากระบวนการพัฒนาสมรรถนะจิตอาสา ในการสอนสมาธิตามแนวทางหลวงพ่อวิริยังค์ฯ ในพื้นที่วัดบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี 2) เพื่อออกแบบกระบวนการพัฒนาสมรรถนะจิตอาสา ในการสอนสมาธิตามแนวทางหลวงพ่อวิริยังค์ ในพื้นที่วัดบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี และ 3) เพื่อประเมินกระบวนการพัฒนาสมรรถนะจิตอาสา ในการสอนสมาธิตามแนวทางหลวงพ่อวิริยังค์ ในพื้นที่วัดบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ใช้วิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 17 คน โดยวิเคราะห์เนื้อหานำเสนอ เชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า 1) การศึกษากระบวนการพัฒนาสมรรถนะจิตอาสาในการสอนสมาธิ ตามแนวทางหลวงพ่อวิริยังค์ ในวัดบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี พบว่า กระบวนการพัฒนามีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา ร่วมกับหลักสังคหวัตถุ 4 และพรหมวิหาร 4 โดยดำเนินการเป็นขั้นตอนตั้งแต่การคัดเลือก การอบรม การฝึกปฏิบัติ และการสะท้อนผล เพื่อพัฒนาสมรรถนะจิตอาสาในการสอนสมาธิอย่างเป็นระบบ และส่งเสริมการพัฒนาตนเองและการทำงานเป็นทีม 2) การออกแบบกระบวนการพัฒนาสมรรถนะจิตอาสา พบว่า ได้จัดทำชุดกิจกรรมจำนวน 4 กิจกรรม ภายใต้ <strong>LOVE MODEL</strong> ได้แก่ Learning, Offering, Virtue และ Enlightenment โดยเน้นการเรียนรู้จากประสบการณ์ การมีส่วนร่วม และการสะท้อนผล มีโครงสร้างที่ชัดเจน ครอบคลุมวัตถุประสงค์ วิธีการ ขั้นตอน สื่อ และการประเมินผล เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติในการสอนสมาธิ 3) การประเมินกระบวนการพัฒนาสมรรถนะจิตอาสา พบว่า เมื่อทดลองใช้ชุดกิจกรรมกับกลุ่มจิตอาสา ผู้เข้าร่วมมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการสอนสมาธิเพิ่มขึ้น มีทักษะการสอนที่ชัดเจน เกิดทัศนคติที่ดี มีความเสียสละ สามารถทำงานเป็นทีม และมีความมั่นใจในการถ่ายทอดสมาธิได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ จากการประเมินความพึงพอใจของผู้เข้ารับการฝึกอบรม พบว่า มีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจโดยรวมอยู่ที่ร้อยละ 54.12 ซึ่งอยู่ในระดับปานกลาง สะท้อนให้เห็นว่ากระบวนการพัฒนาสามารถส่งเสริมการเรียนรู้และการพัฒนาผู้เข้าร่วมได้ในระดับที่เหมาะสม และสามารถนำไปปรับปรุงพัฒนากระบวนการฝึกอบรมให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อไป</p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8871
การศึกษาความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหาเกี่ยวกับรูปสามเหลี่ยม รูปหลายเหลี่ยม และวงกลม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้ตามแนวคิด คณิตศาสตร์เชิงวิศวกรรมที่สอดคล้องกับชีวิตจริง
2026-03-23T21:18:21+07:00
จุฑาภรณ์ พงศ์ศรี
juta2514s@gmail.com
นฤเบศ ลาภยิ่งยง
l.narubet@gmail.com
สุภาวดี สุวิธรรมา
ppsuphawadee@gmail.com
ขนิษฐา ชมภูวิเศษ
jokejin@hotmail.com
ณพฐ์ โสภีพันธ์
nopsopipan@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหาเกี่ยวกับรูปสามเหลี่ยม รูปหลายเหลี่ยม และวงกลมของนักเรียนชั้นประศึกษาปีที่ 6 โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้ตามแนวคิดคณิตศาสตร์เชิงวิศวกรรมที่สอดคล้องกับชีวิตจริงระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 2) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหาเกี่ยวกับรูปสามเหลี่ยม รูปหลายเหลี่ยม และวงกลม ของนักเรียนชั้นประศึกษาปีที่ 6 โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้ตามแนวคิดคณิตศาสตร์เชิงวิศวกรรมที่สอดคล้องกับชีวิตจริง ระหว่างหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 60 ประชากรในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนอนุบาลนครราชสีมา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 1 จำนวน 15 ห้องเรียน นักเรียนจำนวน 557 คน กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/15 จำนวน 37 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random sampling) โดยที่แต่ละห้องจัดเป็นแบบคละความสามารถ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้ตามแนวคิดคณิตศาสตร์เชิงวิศวกรรมที่สอดคล้องกับชีวิตจริงเรื่อง โจทย์ปัญหาเกี่ยวกับรูปสามเหลี่ยม รูปหลายเหลี่ยม และวงกลมของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 8 แผน และเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบวัดความสามารถ ในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหาเกี่ยวกับรูปสามเหลี่ยม รูปหลายเหลี่ยม และวงกลม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เป็นแบบทดสอบอัตนัย จำนวน 8 ข้อ ได้ค่าความเชื่อมั่นของแบบวัดความสามารถ ในการแกปญหาทางคณิตศาสตร์ทั้งฉบับเท่ากับ 0.80 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบที (t-test) ผลการศึกษาพบว่า1) ความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง โจทย์ปัญหาเกี่ยวกับรูปสามเหลี่ยม รูปหลายเหลี่ยม และวงกลม หลังจากได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้ตามแนวคิดคณิตศาสตร์เชิงวิศวกรรมที่สอดคล้องกับชีวิตจริงสูงกว่าก่อนได้รับการจัดการเรียนรู้ มีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 4.73 และมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 14.03 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 เรื่อง โจทย์ปัญหาเกี่ยวกับรูปสามเหลี่ยม รูปหลายเหลี่ยม และวงกลม หลังจากได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้ตามแนวคิดคณิตศาสตร์เชิงวิศวกรรมที่สอดคล้องกับชีวิตจริงสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 60 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8873
ปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อความเป็นเลิศด้านกีฬาในโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดนครราชสีมา
2026-03-23T21:19:59+07:00
ปริญญา ปลื้มสุด
parinya13699@gmail.com
บรรจบ บุญจันทร์
banjobbun21@gmail.com
<p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความเป็นเลิศด้านกีฬาในโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดนครราชสีมา 2) ศึกษาปัจจัยการบริหารในโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดนครราชสีมา และ 3) สร้างสมการพยากรณ์ปัจจัยการบริหาร<br />ที่ส่งผลต่อความเป็นเลิศด้านกีฬาในโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดนครราชสีมา กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้ประกอบไปด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้รับผิดชอบด้านกีฬา โรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดนครราชสีมา ประจำปีการศึกษา 2568 จำนวน 266 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตาราง Krejcie and Morgan กลุ่มตัวอย่างได้มาจากการสุ่มแบบ<br />แบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม ซึ่งมีลักษณะเป็นแบบมาตรวัดประมาณค่า วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปเพื่อคำนวณหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาดรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบ Pearson และวิเคราะห์การถดถอยพหูคุณแบบขั้นตอน ผลการศึกษาพบว่า 1) ความเป็นเลิศด้านกีฬาในโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดนครราชสีมา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ทุกด้านอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด โดยด้านความพึงพอใจในการแข่งขันกีฬา มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมา คือ ด้านความมีน้ำใจนักกีฬา ด้านความสำเร็จของการแข่งขันกีฬา และด้านระดับของการแข่งขันกีฬา ตามลำดับ ส่วนด้านผลสำเร็จของการแข่งขันกีฬา มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด 2) ปัจจัยการบริหารโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดนครราชสีมา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ทุกด้านอยู่ในระดับมาก โดยปัจจัยด้านบุคลากร มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมา คือ ปัจจัยด้านการวางแผน ปัจจัยด้านการจัดการองค์กร และปัจจัยด้านการควบคุม ตามลำดับ ส่วนปัจจัยด้านโครงสร้างองค์กร มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด 3) ปัจจัยการบริหารด้านการวางแผน และด้านบุคลากร ส่งผลต่อความเป็นเลิศด้านกีฬาในโรงเรียนขยายโอกาสสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดนครราชสีมา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยด้านที่มีอิทธิพลสูงที่สุด คือ ด้านการวางแผน รองลงมา คือ ด้านบุคลากร ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณระหว่างด้านเหล่านี้กับความเป็นเลิศด้านกีฬาในโรงเรียนขยายโอกาสสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดนครราชสีมา เป็น .473 และด้านเหล่านี้สามารถอธิบายความแปรปรวนความเป็นเลิศด้านกีฬาในโรงเรียนขยายโอกาสสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดนครราชสีมา ได้ร้อยละ 21.8 โดยเขียนเป็นค่าสมการพยากรณ์ในรูปแบบคะแนนดิบและคะแนนมาตรฐานได้ดังนี้</p> <p>ŷ = 2.912 + .212 (X<sub>1</sub>) + .134 (X<sub>3</sub>)</p> <p>y = .347X<sub>1</sub> + .195X<sub>3</sub> </p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/9453
การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชา EU 102 จรรยาบรรณและจิตวิญญาณความเป็นครู ด้วยเทคนิค 5W1H สำหรับนักศึกษาหลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี
2026-05-22T10:09:30+07:00
นันทวัฒน์ ภัทรกรนันท์
drnantawat@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชา EU 102 จรรยาบรรณและจิตวิญญาณความเป็นครู ด้วยเทคนิค 5W1H สำหรับนักศึกษาหลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะศึกษาศาสตร์ให้มีประสิทธิภาพเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 2. เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลทางการเรียนของชุดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชา EU 102 จรรยาบรรณและจิตวิญญาณความเป็นครู ด้วยเทคนิค 5W1H สำหรับนักศึกษาหลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะศึกษาศาสตร์ 3.เพื่อเปรียบเทียบการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชา EU 102 จรรยาบรรณและจิตวิญญาณความเป็นครู ด้วยเทคนิค 5W1H สำหรับนักศึกษาหลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะศึกษาศาสตร์ 4. เพื่อเปรียบเทียบความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชา EU 102 จรรยาบรรณและจิตวิญญาณความเป็นครู ด้วยเทคนิค 5W1H สำหรับนักศึกษาหลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะศึกษาศาสตร์ ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักศึกษาระดับปริญญาตรี คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 100 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชา EU 102 จรรยาบรรณและจิตวิญญาณความเป็นครูด้วยเทคนิค 5W1H 2) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยเทคนิค 5W1H 3) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยเทคนิคแบบปกติ 4) แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยเทคนิค 5W1H และ 5) แบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ การหาประสิทธิภาพ (E1/E2) การหาความก้าวหน้าตามวิธี Normalized Gain (E.I.) การหาค่าเฉลี่ย () และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชา EU 102 จรรยาบรรณและจิตวิญญาณความเป็นครู ด้วยเทคนิค 5W1H สำหรับนักศึกษาหลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะศึกษาศาสตร์ พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ เท่ากับ 82.17/84.67 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80 2) ดัชนีประสิทธิผลทางการเรียนของชุดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชา EU 102 จรรยาบรรณและจิตวิญญาณความเป็นครู ด้วยเทคนิค 5W1H สำหรับนักศึกษาหลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะศึกษาศาสตร์ เท่ากับ 0.5976 แสดงว่าหลังจากการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยเทคนิค 5W1H นักศึกษามีคะแนนเพิ่มขึ้นร้อยละ 59.76 เป็นไปตามสมมติฐาน 3) การเปรียบเทียบการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชา EU 102 จรรยาบรรณและจิตวิญญาณความเป็นครู ด้วยเทคนิค 5W1H สำหรับนักศึกษาหลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะศึกษาศาสตร์ พบว่านักศึกษาที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค 5W1H สำหรับ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่านักศึกษาที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ 4) ความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชา EU 102 จรรยาบรรณและจิตวิญญาณความเป็นครู ด้วยเทคนิค 5W1H สำหรับนักศึกษาหลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะศึกษาศาสตร์ ด้วยเทคนิค 5W1H โดยรวมและรายด้านทุกด้านมากกว่านักศึกษาที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้</p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/nsc/article/view/8840
มาตรการทางกฎหมายในการป้องกันและปราบปรามการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์: ศึกษาวิเคราะห์เปรียบเทียบกฎหมายไทย กฎหมายสหรัฐอเมริกาและกฎหมายฟิลิปปินส์
2026-03-19T14:23:32+07:00
กรุณา ทาแก้ว
karuna.lrukk@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์เปรียบเทียบมาตราการทางกฎหมายในการป้องกันและปราบปรามการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ (Cyberbullying) ระหว่างกฎหมายไทย กฎหมายสหรัฐอเมริกาและกฎหมายฟิลิปปินส์ ผลการศึกษาพบว่าแนวคิดทางกฎหมายมีวิวัฒนาการจากการคุ้มครองสิทธิเชิงรูปธรรมสู่การคุ้มครองสภาวะทางจิตใจในพื้นที่เสมือนจริง กฎหมายไทยปัจจุบันยังเป็นลักษณะปะติดปะต่อระหว่างประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายคอมพิวเตอร์ ซึ่งเผยให้เห็นช่องว่างสำคัญ อาทิ การขาดนิยามความผิดที่ชัดเจน ข้อจำกัดขององค์ประกอบความผิดซึ่งหน้าที่ไม่สอดคล้องกับโลกออนไลน์ และการขาดกลไกกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบของแพลตฟอร์ม เมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ สหรัฐอเมริกามีกฎหมายเฉพาะระดับมลรัฐและการบูรณาการนโยบายการศึกษาอย่างเป็นระบบ ขณะที่ฟิลิปปินส์มีกฎหมาย Anti-Bullying Act กำหนดนิยามและพันธกิจสถานศึกษาชัดเจน ควบคู่กับ Cybercrime Prevention Act ที่เพิ่มอัตราโทษสำหรับความผิดทางไซเบอร์และมีกลไกเยียวยาความเสียหายทางศีลธรรม ดังนั้น จึงเสนอแนะให้ไทยตรากฎหมายเฉพาะว่าด้วยการป้องกันการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ โดยกำหนดนิยามความผิดให้ชัดเจน เพิ่มอัตราโทษให้เหมาะสม กำหนดหน้าที่ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มในการลบเนื้อหาที่ละเมิดสิทธิ และกำหนดมาตรการบังคับให้สถานศึกษามีนโยบายป้องกันอย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับการคุ้มครองเด็กและเยาวชนอย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเสียงธรรมจากมหายาน