การศึกษาความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหา เกี่ยวกับร้อยละ อัตราส่วนและมาตราส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้กระบวนการแก้ปัญหาตามแนวคิดการศึกษาคณิตศาสตร์ ที่สอดคล้องกับชีวิตจริงของ Windari และ Amir
A STUDY MATHEMATICAL PROBLEM SOLVING ABILITY ON THE PROBLEM OF PERCENTAGE, RATIO AND SCALE OF THE GRADE SIX STUDENTS USING REALISTIC MATHEMATICS EDUCATION (RME) APPROACH OF WINDARI AND AMIR
คำสำคัญ:
การแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์, โจทย์ปัญหาเกี่ยวกับร้อยละ อัตราส่วนและมาตราส่วน, กระบวนการ แก้ปัญหาตามแนวคิดการศึกษาคณิตศาสตร์ที่สอดคล้องกับชีวิตจริงของ Windari และ Amirบทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบ 1) ความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหาเกี่ยว
กับร้อยละ อัตราส่วนและมาตราส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้กระบวนการแก้ปัญหาตามแนวคิดการ
ศึกษาคณิตศาสตร์ที่สอดคล้องกับชีวิตจริงของ Windari และ Amir ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 2) ความสามารถใน
การแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหาเกี่ยวกับร้อยละ อัตราส่วนและมาตราส่วน ของนักเรียนชั้นประถม
ศึกษาปีที่ 6 โดยใช้กระบวนการแก้ปัญหาตามแนวคิดการศึกษาคณิตศาสตร์ที่สอดคล้องกับชีวิตจริงของ Windar และ
Amir ระหว่างหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 60 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
โรงเรียนบ้านหน้ากลองวิทยา ตำบลสุขไพบูลย์ อำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศึกษานครราชสีมา เขต 3 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 1 ห้องเรียน มีนักเรียนจำนวน
8 คน ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ แผนการจัด
การเรียนรู้โดยใช้กระบวนการแก้ปัญหาตามแนวคิดการศึกษาคณิตศาสตร์ที่สอดคล้องกับชีวิตจริงของ Windari
และ Amir เรื่อง โจทย์ปัญหาเกี่ยวกับร้อยละ อัตราส่วนและมาตราส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 8
แผน โดยกระบวนการแก้ปัญหาตามแนวคิดการศึกษาคณิตศาสตร์ที่สอดคล้องกับชีวิตจริงของ Windari และ Amir มี 5 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 ทำความเข้าใจปัญหาในบริบท (Understanding contextual problems) ขั้นที่ 2 อธิบายปัญหาในบริบท (Explain contextual problems) ขั้นที่ 3 แก้ปัญหาในบริบท (Solving contextual problems) ขั้นที่ 4 เปรียบเทียบคำตอบ (Comparing answers) ขั้นที่ 5 สรุปผล (Conclude) และเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหาเกี่ยวกับร้อยละ อัตราส่วนและมาตราส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เป็นแบบทดสอบอัตนัย (Subjective Test) จำนวน 8 ข้อ ได้ค่าความเชื่อมั่นของแบบวัดความสามารถในการแกปญหาทางคณิตศาสตร์ทั้งฉบับเทากับ 0.88 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้
ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติทดสอบที (t-test) ทั้งนี้มีค่าเฉลี่ยคะแนนก่อนเรียนเท่ากับ 11.50
คิดเป็นร้อยละ 27.38 และ S.D. เท่ากับ 7.78 ค่าเฉลี่ยคะแนนหลังเรียนเท่ากับ 34.12 คิดเป็นร้อยละ 81.25 และ
S.D. เท่ากับ 6.91
ผลการศึกษาพบว่า
- ความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียนหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ
แก้ปัญหาตามแนวคิดการศึกษาคณิตศาสตร์ที่สอดคล้องกับชีวิตจริงของ Windari และ Amir สูงกว่าก่อนเรียน
อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
- ความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหาเกี่ยวกับร้อยละ อัตราส่วนและมาตรา
ส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 60 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
เอกสารอ้างอิง
ทิศนา แขมมณี. (2562). ศาสตร์การสอน: องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ (พิมพ์ครั้งที่ 23). กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
โรงเรียนบ้านหน้ากลองวิทยา. (2567). รายงานประจำปีของสถานศึกษา ประจำปีการศึกษา 2567.นครราชสีมา: โรงเรียนบ้านหน้ากลองวิทยา.
ศูนย์ดำเนินงาน PISA แห่งชาติสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2561). ผลการประเมิน PISA 2015 วิทยาศาสตร์ การอ่าน และคณิตศาสตร์ ความเป็นเลิศและความเท่าเทียมทางการศึกษา. กรุงเทพฯ: สสวท.
_____________ (2564). ผลการประเมิน PISA 2018 การอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์. กรุงเทพฯ: สสวท.
_____________(2568). ผลการประเมิน PISA 2022 คณิตศาสตร์ การอ่าน และวิทยาศาสตร์. กรุงเทพฯ: สสวท.
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2554). เอกสารสำหรับผู้ให้การอบรมครูผู้สอนคณิตศาสตร์ที่เน้นกระบวนการวิเคราะห์และแก้ปัญหา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ สกสค.
_____________(2555). ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ: 3-คิว มีเดีย.
_____________ (2560). คู่มือการใช้หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ระดับ ประถมศึกษา. สืบค้นเมื่อ 17 มีนาคม 2568, จาก https://www.scimath.org/ebook-mathematics/item/8378-2560-2551
สำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ. (2561). ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ.2561-2580 (ฉบับประกาศราชกิจจานุเบกษา). สืบค้นเมื่อ 17 มีนาคม 2568, จาก https://cbethailand.com/ เอกสาร/เอกสารที่เกี่ยวข้อง/ยุทธศาสตร์ชาติ-20-ปี-พ-ศ-2561-2580/
Bell, F. (1978). Teaching and Learning mathematics (In Secondary School). Dubuque, IA: Wm C. Brown Company.
Bradley, G. (1995). Problem solving with creative mathematics. Catifornia: Books/Cole.Ekowati, D. W., Azzaha, F. Z., Saputra, S. Y., & Suwandayani, B. I. (2021). Realistic mathematics education (RME) approach for primary school students' reasoning ability. Jurnal Pendidikan Dasar dan Pembelajaran, 11(2), pp. 269–279.
Krulik, S., & Reys, R. (1980). Problem Solving in School Mathematics Reston. Virginia: NCTM.
Laurens, T., Batlolona, F. A., Batlolona, J. R., & Leasa, M. (2018). How does realistic mathematics education (RME) improve students’ mathematics cognitive achievement?. Eurasia Journal of Mathematics, 14(2), pp. 569–578.
National Council of Teacher of Mathematics (NCTM). (1991). Professional standards for teaching mathematics. Reston, Virginia: Author.
Obiarta, I., Sudiana, I., & Rasana, I. (2014). Penerapan Pendekatan Rme (Realistic Mathematic Education) Untuk Meningkatkan Hasil Belajar Matematika. Jurnal Mimbar PGSD Universitas Pendidikan Ganesha, 2(1), pp. 22–45.
Windari, R. A., & Amir, M. F. (2024). Realistic Mathematics Education for Logical Reasoning of Primary Students. Jurnal Math Educator Nusantara: Wahana Publikasi Karya Tulis Ilmiah Di Bidang Pendidikan Matematika, 10(2), pp. 221-230.








