การจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 (พระเจ้าเสือ) โดยใช้ท้องถิ่นเป็นฐาน เพื่อส่งเสริมสำนึกรักษ์ท้องถิ่นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนขยายโอกาส ในศูนย์ประสานงานสถานศึกษาโพทะเล 02 จังหวัดพิจิตร

LOCAL-BASED HISTORY LEARNING MANAGEMENT ON KING SANPHET VIII (KING SUEA) TO PROMOTE LOCAL CONSERVATION CONSCIOUSNESS AMONG GRADE 8 STUDENTS IN OPPORTUNITY EXPANSION SCHOOLS UNDER PHOTHALE EDUCATIONAL COORDINATION CENTER 02, PHICHIT PROVINCE.

ผู้แต่ง

  • มินทร์ลดา คงอยู่ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
  • วศิน ปัญญาวุธตระกูล มหาวิทยาลัยนเรศวร

คำสำคัญ:

การจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์, พระเจ้าเสือ, การเรียนรู้โดยใช้ท้องถิ่นเป็นฐาน, สำนึกรักษ์ท้องถิ่น

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 (พระเจ้าเสือ) โดยใช้ท้องถิ่นเป็นฐาน และ 2) พัฒนาการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์โดยใช้ท้องถิ่นเป็นฐานเพื่อส่งเสริมสำนึกรักษ์ท้องถิ่นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ในศูนย์ประสานงานสถานศึกษาโพทะเล 02 จังหวัดพิจิตร พื้นที่วิจัยประกอบด้วยโรงเรียนวัดพร้าว โรงเรียนบ้านน้อย “ปรึกอุทิศ” และโรงเรียนชุมชนบ้านทุ่งน้อย (พิพัฒน์โสภณวิทยา) รวมทั้งแหล่งเรียนรู้สำคัญ ได้แก่ วัดโพธิ์ประทับช้าง และศาลสมเด็จพระเจ้าเสือ
ผู้ให้ข้อมูลหลักประกอบด้วย 3 กลุ่ม ได้แก่ ครูผู้สอนวิชาประวัติศาสตร์จำนวน 3 คน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 5 คน และผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจำนวน 3 คน และกลุ่มเป้าหมายในการทดลองใช้รูปแบบ
การเรียนรู้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แนวคำถามสัมภาษณ์
เชิงลึก แบบสังเกตแบบมีส่วนร่วม และชุดกิจกรรมการเรียนรู้ “ตามรอยพระเจ้าเสือ สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นพิจิตร” การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและการตีความเชิงพรรณนา

ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนส่วนใหญ่มีความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าเสือในระดับพื้นฐาน โดยรับรู้ผ่านตำราเรียนและการถ่ายทอดของครู แต่ยังไม่สามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์กับบริบทท้องถิ่นได้อย่างเป็นระบบ สะท้อนให้เห็นข้อจำกัดของการจัดการเรียนรู้ที่เน้นการจดจำมากกว่าการสร้างความหมาย ในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ ผู้วิจัยได้ออกแบบและดำเนินการโดยใช้ รูปแบบ KINGSUEA Model ซึ่งเป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงระบบ ประกอบด้วยลำดับขั้นสำคัญ ได้แก่ (1) การกระตุ้นความรู้และสำรวจความรู้เดิมในชั้นเรียน (Knowledge Trigger)
(2) การสืบค้นและศึกษาข้อมูลจากแหล่งเรียนรู้ทั้งเอกสารและชุมชน (Inquiry & Investigation) (3) การเชื่อมโยงองค์ความรู้กับบริบทท้องถิ่นผ่านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Networking) (4) การสร้างสรรค์ชิ้นงานจากประสบการณ์เรียนรู้ (Group Production) และ (5) การสะท้อนผลและเสริมสร้างสำนึกรักษ์ท้องถิ่น (Evaluation & Reflection)
โดยบูรณาการกับกิจกรรมการเรียนรู้ 5 ฐาน ได้แก่ การเรียนรู้ในห้องเรียน การศึกษาตำนานท้องถิ่น การลงพื้นที่จริง การสร้างสื่อ และการสะท้อนคิด

ผลการใช้รูปแบบดังกล่าวพบว่า ผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนใน 3 มิติ ได้แก่ (1) มิติด้านความรู้ ผู้เรียนมีความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับประวัติศาสตร์พระเจ้าเสือและสามารถวิเคราะห์หลักฐานทางประวัติศาสตร์ได้
(2) มิติด้านความรู้สึก ผู้เรียนเกิดความภาคภูมิใจและความผูกพันต่อท้องถิ่น เห็นคุณค่าของแหล่งเรียนรู้ในชุมชนและ (3) มิติด้านพฤติกรรม ผู้เรียนมีการแสดงออกเชิงประจักษ์ เช่น การมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และเผยแพร่ความรู้ท้องถิ่น การสร้างสื่อประวัติศาสตร์ และการนำเสนอองค์ความรู้สู่สาธารณะ ขณะเดียวกัน ครูผู้สอนมีแนวทางในการจัดการเรียนรู้ที่เป็นระบบมากขึ้น สามารถออกแบบกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับบริบทท้องถิ่น และบูรณาการแหล่งเรียนรู้ในชุมชนเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เอกสารอ้างอิง

สมใจ สมานมิตร. (2561). การใช้ท้องถิ่นเป็นฐานในการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์. วารสารครุศาสตร์, 22 (3), 75–89.

ธีระวีร์ บัวหลวง, ศุภพิชญ์พงษ์, และ พิณพนธ์ คงวิจิตต์. (2022). การพัฒนาความสามารถในการอ่านวิเคราะห์และจิตสำนึกรักท้องถิ่นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5. วารสารครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 50 (1), 1–15.

สุนทรชัย ชอบยศ. (2562). ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเพื่อการพัฒนารากฐานท้องถิ่นที่เข้มแข็งและยั่งยืน. กรุงเทพฯ:สถาบันพระปกเกล้า.

ชุติมา มั่นเหมาะ. (2562). การจัดกิจกรรมเสริมศักยภาพการเรียนรู้ประวัติศาสตร์เมืองเก่าพิจิตรบนฐานชุมชน. คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร.

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพิจิตร. (2542). หนังสือวัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์ และภูมิปัญญา จังหวัดพิจิตร (เมืองพิจิตร). กรุงเทพฯ: กระทรวงวัฒนธรรม.

วิไลภรณ์ ฤทธิคุปต์. (2561). การจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน: กลยุทธ์การจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพของครูในศตวรรษที่ 21. วารสารบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย, 11(3), 183–188.

จรรยา เชิดพุทธ. (2534). ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นกับการท่องเที่ยว (พิมพ์ครั้งที่ 1). พิษณุโลก: ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร.

Delaney, K. (2020). Integrative learning through community-based history. The Social Studies, 111(2), 83–91.

Gruenewald, D. A. (2003). The best of both worlds: A critical pedagogy of place. Educational Researcher, 32(4), 3–12.

Smith, G. A. (2002). Place-based education: Learning to be where we are. Phi Delta Kappan, 83 (8),584–594.

Kolb, D. A. (1984). Experiential learning: Experience as the source of learning and development. Englewood Cliffs, NJ: Prentice Hall.

Kolb, A. Y., & Kolb, D. A. (2005). Learning styles and learning spaces: Enhancing experiential learning in higher education. Academy of Management Learning & Education, 4(2), 193–212.

Dewey, J. (1938). Experience and education. New York: Macmillan.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-06-30

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิจัย