แนวทางพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาเกี่ยวกับองค์การแห่งการเรียนรู้ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4

GUIDELINES FOR DEVELOPING SCHOOL ADMINISTRATORS IN LEARNING ORGANIZATIONS UNDER THE NAKHON RATCHASIMA PRIMARY EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE 4

ผู้แต่ง

  • จุฑามาศ นวลนุกูล หลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
  • รศ. ดร. กานต์ เนตรกลาง หลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา

คำสำคัญ:

แนวทางพัฒนา, ผู้บริหารสถานศึกษา, องค์การแห่งการเรียนรู้

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์การแห่งการเรียนรู้ 2) เปรียบเทียบองค์การแห่งการเรียนรู้ จำแนกตามขนาดของสถานศึกษา 3) สร้างแนวทางพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาเกี่ยวกับองค์การแห่งการเรียนรู้ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 กลุ่มตัวอย่างที่ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 123 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ค่าความเชื่อมั่น และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์โดยการทดสอบค่าที (t-test independent) ซึ่งกำหนดค่าระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาแล้วสรุปบรรยายเป็นความเรียง

ผลการวิจัยพบว่า

  1. ผลการศึกษาองค์การแห่งการเรียนรู้ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (= 4.39, S.D. = 0.56) โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ด้านการมีวิสัยทัศน์ร่วม (= 4.42, S.D. = 0.57) รองลงมา คือ ด้านการมีแบบแผนทางความคิด (= 4.41, S.D. = 0.53) ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ( = 4.35, S.D. = 0.57)
  2. ผลการเปรียบเทียบองค์การแห่งการเรียนรู้ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 จำแนกตามขนาดของสถานศึกษา โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จำนวน 2 ด้าน ได้แก่ ด้านที่ 5 การเป็นบุคคลรอบรู้ และด้านที่ 6 การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ส่วนด้านที่เหลือ จำนวน 4 ด้าน ไม่แตกต่างกัน

      3. แนวทางพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาเกี่ยวกับองค์การแห่งการเรียนรู้ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 พบว่า ประกอบด้วย 6 ด้าน ดังนี้ 1. ด้านการมีวิสัยทัศน์ร่วม ต้องมีการกำหนดทิศทางและบรรยากาศของการสื่อสารภายในองค์กร 2. ด้านการเรียนรู้เป็นทีม ต้องมีการสร้างเงื่อนไขและบรรยากาศที่เอื้อต่อการทำงานร่วมกัน 3. ด้านการคิดอย่างเป็นระบบ ตระหนักถึงความจำเป็นของการพัฒนางานอย่างต่อเนื่องและจำเป็นต้องมีวิจารณญาณที่รอบคอบ 4. ด้านการมีแบบแผนทางความคิด สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้อย่างมีเหตุผล 5. ด้านการเป็นบุคคลรอบรู้ ผู้บริหารสถานศึกษาต้องเป็นผู้นำการเรียนรู้ เปิดโอกาสให้ครูและบุคลากรได้พัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ มีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และ 6. ด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ต้องมีวิสัยทัศน์และความฉลาดทางดิจิทัล มองเห็นศักยภาพของเทคโนโลยีในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและการพัฒนาการเรียนรู้ของบุคลากรทั้งองค์กร

เอกสารอ้างอิง

กฤษฏิมินทร์ มณีฉาย. (2567). ความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษาและครูในกลุ่มโรงเรียนอุบลรัตน์ สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครราชสีมา. วารสารครุทรรศน์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี, 4(2), 1-19.

กระทรวงศึกษาธิการ. (2546). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเดิม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545 พร้อมกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง และพระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ พ.ศ.2545. กรุงเทพมหานคร: กระทรวงศึกษาธิการ.

_______. (2557). รายงานการศึกษาแนวโน้มการพัฒนาคุณภาพครูเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาสู่ศตวรรษที่ 21 (ฉบับย่อ). กรุงเทพฯ: สถาบันพัฒนาครูคณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา.

_______. (2557). รายงานสถานการณ์การศึกษาแห่งชาติ. สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ.

_______. (2560). แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560 – 2579. กรุงเทพฯ: พริกหวานกราฟฟิค.

_______. (2562). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเดิม (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2562. กรุงเทพมหานคร: กระทรวงศึกษาธิการ.

กิตติคุณ ฐิตโสมกุล. (2560). องค์การแห่งการเรียนรู้ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย. วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์.

บุญชม ศรีสะอาด. (2556). การวิจัยเบื้องต้น. กรุงเทพมหานคร: สุรีวิยาสาส์น.

ประภาพร ยอดย้อย และคณะ. (2568). สภาพองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา. วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์, 6(1), 217-225.

รุ้งนภา จันทร์ลี. (2562). ภาวะผู้นําการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 2. วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยราชภัฏรําไพพรรณี.

วรุตม์ แสงเครือสุข. (2560). ปัญหาและแนวทางพัฒนาการดำเนินการส่งเสริมบุคลากรให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียนนันทนวิทย์ อำเภอเกาะจันทร์ จังหวัดชลบุรี. วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยบูรพา.

วันชนก อาจปรุ. (2564). แนวทางการพัฒนาความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยในเขตภาคกลาง. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยราชมงคลธัญบุรี.

สุทญา อร่ามรัตน์. (2562). ความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 17. วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยราชภัฏรําไพพรรณี.

สุนิสา มุ้ยจีน. (2563). การศึกษาการบริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี. วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยราชภัฏรําไพพรรณี.

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4. (2566). แผนปฏิบัติราชการ ประจำปี พ.ศ. 2568. นครราชสีมา: ผู้แต่ง

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2556). แนวทางการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษา ตามกฎกระทรวงว่าด้วยระบบหลักเกณฑ์ และวิธีการ ประกันคุณภาพการศึกษา พ.ศ. 2553. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมชนสหกรณ์การเกษตร แห่งประเทศไทย.

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.). (2560). แผนปฏิบัติเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่สิบสอง พ.ศ. 2560 – 2564. (พิมพ์ครั้งที่ 12). กรุงเทพฯ: ผู้แต่ง.

_______. (2560). ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี พ.ศ. 2561-2580 ฉบับย่อ. กรุงเทพฯ: ผู้แต่ง.

อนุชิต สุขกสิ. (2560). การศึกษาบทบาทการบริหารสถานศึกษาให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในจังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด. วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยราชภัฏรําไพพรรณี.

Cronbach, L.J. (1990). Essentials of psychological testing. (5th ed.). New York: Harper & Row.

Krejcie, R. V., & Morgan, D. W. (1970). Determining Sample Size for Research Activities. Educational and Psychological Measurement, 30(3), 608 - 610.

Likert, R. (1961). New Pattern of Management. New York: McGraw-Hill.

Marquardt, M. J. (1996). Building the Learning Organization: A Systems Approach to Quantum Improvement and Global Success. New York: McGraw-Hill.

_______. (2002). Building the learning organization: Mastering the five elements for corporate learning. Palo Alto, CA: Davies-Black Publishing.

Senge, P. M. (1990). The Fifth Discipline Field Book : Strategies and Tools for Building a Learning Organization. New York: Doubleday.

_______. (2006). The Fifth Discipline Field Book : Strategies and Tools for Building a Learning Organization. New York: Doubleday.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-06-30

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิจัย