การจัดการเรียนรู้โดยใช้ห้องเรียนกลับด้านเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชานาฏศิลป์ เรื่องการสร้างสรรค์การเคลื่อนไหว สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเปรมประชาวัฒนา จังหวัดนนทบุรี

LEARNING MANAGEMENT BY USING THE FLIPPED CLASSROOM APPROACH FOR ENHANCING LEARNING ACHIEVEMENT IN CREATIVE DANCE MOVEMENT COMPOSITION FOR PRATOM SUKSA 3 STUDENTS, PREMPRACHA WATTANA SCHOOL NONTHABURI PROVINCE.

ผู้แต่ง

  • กฤติยาณี นาราษฎร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม
  • ศาสตราจารย์ ดร.ชมนาด กิจขันธ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม
  • ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นิรมล ชอุ่ม มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม

คำสำคัญ:

คำสำคัญ : ห้องเรียนกลับด้าน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะปฏิบัติการสร้างสรรค์การเคลื่อนไหว

บทคัดย่อ

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ออกแบบและพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบห้องเรียนกลับด้านเรื่อง การสร้างสรรค์การเคลื่อนไหว ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์การจัดการเรียนรู้โดยใช้ห้องเรียนกลับด้านเรื่องการสร้างสรรค์การเคลื่อนไหว สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ห้องเรียนกลับด้านเรื่องการสร้างสรรค์การเคลื่อนไหวเพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเปรมประชาวัฒนา จังหวัดนนทบุรี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 30 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน 8 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 30 ข้อ แบบประเมินทักษะปฏิบัติ และแบบประเมินความพึงพอใจ 15 ข้อ การวิจัยเป็นแบบการทดลองกลุ่มเดียว วัดผลก่อนและหลังเรียน (One Group Pretest–Posttest Design) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละและการทดสอบค่าทีแบบพึ่งพากัน

ผลการวิจัยพบว่า แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ห้องเรียนกลับด้านมีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.67/85.69 สูงกว่าเกณฑ์ 75/75 ค่าเฉลี่ยคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนเท่ากับ 48.37 (ร้อยละ 40.31) และ 102.83 (ร้อยละ 85.69) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานก่อนเรียนเท่ากับ 4.55 และหลังเรียนเท่ากับ 4.18 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้อยู่ในระดับมากที่สุด (𝑥̅ = 4.65, S.D. = 0.16) โดยเฉพาะด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และการใช้สื่อคลิปความรู้ผ่านช่องทางyoutube สรุปได้ว่าการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบห้องเรียนกลับด้านเรื่อง การสร้างสรรค์การเคลื่อนไหว เป็นแนวทางที่ส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ช่วยพัฒนาทั้งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะการเคลื่อนไหว และความพึงพอใจของผู้เรียน ผู้วิจัยเสนอให้ครูผู้สอนนาฏศิลป์นำรูปแบบนี้ไปประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนรู้และปลูกฝังเจตคติที่ดีต่อศิลปะการแสดงไทย

เอกสารอ้างอิง

กระทรวงศึกษาธิการ. (2552). เอกสารประกอบหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 แนวปฏิบัติการวัดและประเมินผลการเรียนรู้. กรุงเทพฯ: ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทยจำกัด.

กระทรวงศึกษาธิการ. (2553). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551. (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนุม สหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด.

กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560). กรุงเทพฯ: ผู้แต่ง.

กิตติมา ปรีดีดิลก. (2559). ทฤษฎีบริหารองค์กร. กรุงเทพฯ: ชนะการพิมพ์.

ชวลิต ชูกำแพง. (2551). การพัฒนาหลักสูตร. มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.

ธนภร วัฒนนวลสกุล. (2565). การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ตามแนวคิดห้องเรียนกลับด้านร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการคิดวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการกำกับตนเอง สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง. (วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต). สกลนคร: มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร.

ล้วน สายยศ, และอังคณา สายยศ. (2553). เทคโนโลยีวิจัยทางการศึกษา. กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาส์น.

วิจารณ์ พานิช. (2556). การสร้างการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21. กรุงเทพฯ: ส.เจริญการพิมพ์.

วิจารณ์ พานิช. (2556). ครูเพื่อศิษย์ สร้างห้องเรียนกลับทาง. กรุงเทพ: บริษัท เอส อาร์ พริ้นติ้งแมสโปรดักส์ จำกัด

ศุภสิริ โสมาเกตุ. (2544). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความพึงพอใจในการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชนประถมศึกษาปีที่ 5 ระหว่างการเรียนรู้โดยโครงงานกับการเรียนรู้ตามคู่มือครู. (วิทยานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต). มหาสารคาม: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.

อมรา กล่ำเจริญ. (2535). วิธีสอนนาฎศิลป์. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์.

อรุณ รักธรรม. (2557). หลักมนุษย์สัมพันธ์กับการบริหาร. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช.

อาภรณ์ ใจเที่ยง. (2550). หลักการสอน. กรุงเทพฯ: โอ เอส พริ้นติ้งเฮาส์.

Bergmann, J., & Sams, A. (2012). Flip your classroom: Reach every student in every classevery day. Washington DC: OR: International Society for Technology in Education

Erikson, E. H. (1963). Childhood and society. (2nd Ed.). New York: Norton.

Gallahue, D., & Ozmun, J. (2006). Understanding Motor Development: Infants, Children, Adolescents, Adults (6th ed.). New York: McGraw-Hill.

Gallahue, D.L., Ozmun, J.C. and Goodway, J. (2012) Understanding Motor Development: Infants, Children, Adolescents, Adults. New York: McGraw-Hill.

Johnson, G. B. (2013). StudentPerceptions of the Flipped Classroom.Okanagan. The College of Graduate Studies Educational. Columbia: The University of British Columbia.

Piaget. J. (1952). The Original of intelligence in children. Trans, by Marget Cook. New York: International University Press.

Simpson E. J. (1972). The Classification of Educational Objectives in the Psychomotor Domain. Washington, DC: Gryphon House.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-03-01

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิจัย