การพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง โจทย์ปัญหาเศษส่วน โดยใช้กระบวนการแก้ปัญหาของโพลยาร่วมกับเทคนิคบาร์โมเดล ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5

Main Article Content

ธนารักษ์ คล่องใจ

บทคัดย่อ

        การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาเศษส่วน และ 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการแก้ปัญหาของโพลยา (Polya) ร่วมกับเทคนิคบาร์โมเดล (Bar model) การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลัง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนบ้านหันทราย จำนวน 1 ห้องเรียน รวม 17 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย (Simple random sampling) โดยใช้โรงเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 8 แผน รวม 8 คาบเรียน 2) แบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหา และ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างสัมพันธ์กัน (Paired Samples t-test)


          ผลการวิจัยปรากฏ ดังนี้ 1) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ โดยใช้กระบวนการแก้ปัญหาของโพลยาร่วมกับเทคนิคบาร์โมเดล มีความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาเศษส่วนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการแก้ปัญหาของโพลยาร่วมกับเทคนิคบาร์โมเดล มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

Downloads

Download data is not yet available.

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
คล่องใจ ธ. (2026). การพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง โจทย์ปัญหาเศษส่วน โดยใช้กระบวนการแก้ปัญหาของโพลยาร่วมกับเทคนิคบาร์โมเดล ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 . วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 20(3), 88–104. สืบค้น จาก https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/article/view/8355
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

กระทรวงศึกษาธิการ. (2552). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: กระทรวงศึกษาธิการ.

ฉัตรกาญจน์ ธานีพูน. (2562). การพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาเลขคณิตของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้กระบวนการแก้ปัญหาของโพลยาร่วมกับบาร์โมเดล. วิทยานิพนธ์ วท.ม. (คณิตศาสตรศึกษา). มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.

นภสร ยั่งยืน. (2563). การพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการโพลยาร่วมกับเทคนิคบาร์โมเดล เพื่อส่งเสริมทักษะการแก้โจทย์ปัญหาเรื่อง การบวกและการลบเศษส่วน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4. คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร.

ผู้ให้สัมภาษณ์คนที่ 1. (2568, 5 กรกฎาคม). ครูผู้สอนวิชาคณิตศาสตร์ โรงเรียนในกลุ่มเครือข่ายเทวาธิราชสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 2. สัมภาษณ์.ผู้ให้สัมภาษณ์คนที่ 2. (2568, 10 กรกฎาคม). ครูผู้สอนวิชาคณิตศาสตร์ โรงเรียนในกลุ่มเครือข่ายเทวาธิราช สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 2. สัมภาษณ์.

ผู้ให้สัมภาษณ์คนที่ 3. (2568, 15 สิงหาคม). ครูผู้สอนวิชาคณิตศาสตร์ โรงเรียนในกลุ่มเครือข่ายเทวาธิราช สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 2. สัมภาษณ์.

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2562. (2562). ราชกิจจานุเบกษา.

ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ. (2543). เทคนิคการวิจัยทางการศึกษา. กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาส์น.

สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (2567). รายงานผลการวิเคราะห์ผลการทดสอบ O-NET ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2567 เพื่อพัฒนาการเรียนการสอน. https://www.niets.or.th/th/catalog/view/497.

สมนึก ภัททิยธนี. (2558). การวัดผลการศึกษา (พิมพ์ครั้งที่ 10). ประสานการพิมพ์.

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 2. (2567). รายงานผลการดำเนินงานด้านคุณภาพผู้เรียน (กลุ่มวิเคราะห์นโยบายและแผน). สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 2. https://www.sakaeo2.go.th.

อ้อยใจ ปากวิเศษ, (2568). ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการแก้ปัญหาของโพลยาเสริมด้วยบาร์โมเดลที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3. Journal of Pitchaya Education and Research, 1(1), 17–26.

Bao, L. (2016). The effectiveness of using the model method to solve word problems. Australian Primary Mathematics Classroom, 21(3), 26–30.

Clarke, L. (2017). Singapore bar models appear to be the answer, but what is the question? Proceedings of the British Society for Research into Learning Mathematics, 37(2).

Duval, R. (2006). A cognitive analysis of problems of comprehension in a learning of mathematics. Educational Studies in Mathematics, 61(1–2), 103–131.

Eichhorn, M. S. (2018). When the fractional cookie begins to crumble: Conceptual understanding of fractions in the fifth grade. International Journal of Research in Education and Science, 4(1), 39–54. https://doi.org/10.21890/ijres.382933.

Jahudin, J., & Siew, N. M. (2024). The effects of Polya's problem solving with digital bar model on the algebraic thinking skills of seventh graders. Problems of Education in the 21st Century, 82(3), 390–409. https://doi.org/10.33225/pec/24.82.390

Morin, L. L., Watson, S. M. R., Hester, P., & Raver, S. A. (2017). The use of a bar model drawing to teach word problem solving to students with mathematics difficulties. Learning Disability Quarterly, 40(2), 91-104. https://doi.org/10.1177/0731948717690116

National Council of Teachers of Mathematics. (2000). Principles and standards for school mathematics.

Organisation for Economic Co-operation and Development. (2018). The future of education and skills: Education 2030.

Organisation for Economic Co-operation and Development. (2023). PISA 2022 results (Volume I): The state of learning and equity in education.

Phuntsho, U., & Dema, Y. (2019). Examining the effects of using Polya's problem-solving model on mathematical academic achievement and analyzing ability of the fourth grade students. Asian Journal of Education and Social Studies, 5(2), 1–8. https://doi.org/10.9734/AJESS/2019/v5i230142

Schoenfeld, A. H. (2016). Learning to think mathematically. Journal of Education, 196(2), 1–38.