การพัฒนาหุ่นแขนจำลองฝึกทักษะการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำสำหรับนักศึกษาพยาบาล

Main Article Content

มณีจันทร์ วงศ์พรัด
จุฑารัตน์ พลเมือง
พัณณิตา หน่อแก้ว
สุภาภรณ์ สิงวิสุทธิ์
อมรรัตน์ ดอนวิชา
อมลวรรณ ฆ้องก่ำ
ศักดิ์ขรินทร์ นรสาร

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาหุ่นแขนจำลองฝึกทักษะการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำสำหรับนักศึกษาพยาบาล และประเมินประสิทธิผลของหุ่นแขนจำลองต่อทักษะการปฏิบัติการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำในสถานการณ์จำลอง การวิจัยดำเนินการเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การพัฒนาหุ่นแขนจำลอง โดยศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ออกแบบโครงสร้าง เลือกวัสดุ และสร้างหุ่นแขนจำลองต้นแบบสำหรับฝึกทักษะการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ ระยะที่ 2 การทดลองใช้หุ่นแขนจำลองกับนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 3 จำนวน 30 คน เพื่อประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ ความสมจริง ความสะดวกในการใช้งาน และนำข้อเสนอแนะไปปรับปรุงหุ่นแขนจำลอง และระยะที่ 3 การประเมินผลการใช้งานจริงกับนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2 จำนวน 118 คน เพื่อประเมินประสิทธิผลของหุ่นแขนจำลองต่อทักษะการปฏิบัติการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) หุ่นแขนจำลองฝึกทักษะการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำและแผนการฝึกทักษะ 2) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการใช้หุ่นแขนจำลอง และ 3) แบบตรวจสอบทักษะการปฏิบัติการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ ซึ่งผ่านการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือด้วยค่าดัชนีความสอดคล้องของเนื้อหา และแบบสอบถามความพึงพอใจมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .89 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มสัมพันธ์


ผลการวิจัยพบว่า หุ่นแขนจำลองที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมต่อการฝึกทักษะ สามารถใช้งานได้จริง มีความยืดหยุ่น ทนทาน และเอื้อต่อการฝึกซ้ำในสถานการณ์จำลอง นักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2 มีความพึงพอใจต่อการใช้หุ่นแขนจำลองโดยรวมอยู่ในระดับมาก (M = 4.36, SD = 0.39) โดยด้านที่มีคะแนนสูงสุดคือประโยชน์ต่อการเรียนรู้และการฝึกทักษะ (M = 4.47, SD = 0.36) และความมั่นใจที่เกิดขึ้นหลังการฝึก (M = 4.44, SD = 0.39) เมื่อเปรียบเทียบทักษะการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำก่อนและหลังการฝึก พบว่าคะแนนหลังการฝึก (M = 19.75, SD = 1.80) สูงกว่าก่อนการฝึก (M = 15.40, SD = 2.05) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 17.82, p < .001) สรุปได้ว่า หุ่นแขนจำลองที่พัฒนาขึ้นสามารถใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนเพื่อสนับสนุนการฝึกทักษะการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำของนักศึกษาพยาบาลได้

Downloads

Download data is not yet available.

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
วงศ์พรัด ม., พลเมือง จ., หน่อแก้ว พ., สิงวิสุทธิ์ ส., ดอนวิชา อ., ฆ้องก่ำ อ., & นรสาร ศ. (2026). การพัฒนาหุ่นแขนจำลองฝึกทักษะการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำสำหรับนักศึกษาพยาบาล. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 20(3), 165–176. สืบค้น จาก https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/article/view/7449
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

Alexander, M., Corrigan, A., Gorski, L., Hankins, J., & Perucca, R. (2019). Infusion therapy standards of practice. Journal of Infusion Nursing, 42(1S), S1–S224. https://doi.org/10.1097/NAN.0000000000000312

Bennett, N., Rodger, M., & Fitzgerald, M. (2020). Simulation in nursing education: Current best practices and future directions. Nurse Education Today, 88, 104357. https://doi.org/10.1016/j.nedt.2020.104357

Bunnasan, B. (2017). Development of a portable adult arm model for blood collection and intravenous fluid administration practice for nursing students. Thai Nursing Council Journal, 32(3), 38–49. (in Thai)

Cant, R. P., & Cooper, S. J. (2017). Use of simulation-based learning in undergraduate nurse education: An umbrella systematic review. Nurse Education Today, 49, 63–71. https://doi.org/10.1016/j.nedt.2016.11.015

Chiang Mai University. (2022, April 1). Outstanding innovation!! “Arm model for intravenous infusion and intradermal injection.” Retrieved from https://cmu.ac.th/newsdetail.php?q=11744 (in Thai)

Choeichom, S., & Rujivatanakorn, D. (2015). Innovation of arm manikin in practicing intravenous fluid administration of nursing students. Rama Nurse Journal, 21(3), 395–409. (in Thai)

Field, A. (2018). Discovering statistics using IBM SPSS statistics (5th ed.). Sage Publications.

Gall, M. D., Gall, J. P., & Borg, W. R. (2007). Educational research: An introduction (8th ed.). Pearson Education.

Kolb, D. A. (1984). Experiential learning: Experience as the source of learning and development. Englewood Cliffs, NJ: Prentice Hall.

Nontaphut, T., & Chotiban, P. (2021). Development of an arm intravenous fluid administration training manikin innovation. Journal of Nursing and Midwifery Council Network of Thailand, 7(3), 1–14. (in Thai)

Nunnally, J. C., & Bernstein, I. H. (1994). Psychometric theory (3rd ed.). McGraw-Hill.

Omer, T. (2016). Nursing students’ perceptions of satisfaction and self-confidence with clinical simulation experience. Journal of Nursing Education and Practice, 6(7), 17–25. https://doi.org/10.5430/jnep.v6n7p17

Royal College of Nursing. (2016). Standards for infusion therapy (4th ed.). Royal College of Nursing.

Shin, H., Rim, D., Kim, H., Park, S., & Shon, S. (2020). Educational effectiveness of simulation-based training for nursing students: A meta-analysis. Nurse Education Today, 87, 104359. https://doi.org/10.1016/j.nedt.2020.104359