มาตรฐานคุณภาพแหล่งท่องเที่ยวประเภทน้ำตกอย่างยั่งยืน น้ำตกธารทิพย์ (น้ำตก 357) อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี

Main Article Content

Suttipan Chitintorn

บทคัดย่อ

การวิจัยเรื่องมาตรฐานคุณภาพแหล่งท่องเที่ยวประเภทน้ำตกอย่างยั่งยืน น้ำตกธารทิพย์ (น้ำตก 357) อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวของน้ำตกธารทิพย์ และ 2) วางแผนแนวทางการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้ได้มาตรฐาน โดยเป็นวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ซึ่งรูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากการจัดสนทนากลุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินคุณภาพแหล่งท่องเที่ยวประเภทน้ำตกเป็นแบบประเมินที่ใช้ตัวชี้วัดคุณภาพแหล่งท่องเที่ยวประเภทน้ำตก 3 ด้าน รวม 42 ตัวชี้วัด ส่วนการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามแบบมีโครงสร้าง เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงจากนักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการ ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ ผลการประเมินมาตรฐานคุณภาพแหล่งท่องเที่ยวประเภทน้ำตกพบว่า ผลการประเมินโดยเฉลี่ย 178 คะแนน มีค่าเฉลี่ย 4.21 หากพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านคุณค่าการท่องเที่ยวและความเสี่ยงต่อการถูกทำลาย มีค่าเฉลี่ยการประเมินสูงที่สุด รองลงมาคือด้านศักยภาพในการพัฒนาด้านการท่องเที่ยว และด้านการบริหารจัดการตามลำดับ ส่วนผลการวิเคราะห์แนวทางการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวประเภทน้ำตกจากผู้ใช้บริการ พบว่า ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านบุคลากรสนับสนุนการท่องเที่ยว และด้านการอนุรักษ์และรักษาสิ่งแวดล้อมอยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนด้านการปรับปรุงแหล่งท่องเที่ยวตามมาตรฐานคุณภาพแหล่งท่องเที่ยวประเภทน้ำตก ด้านพื้นที่และทรัพยากรด้านการท่องเที่ยว ด้านการมีส่วนร่วมในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว และด้านกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวอยู่ในระดับมาก

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
Chitintorn, S. (2026). มาตรฐานคุณภาพแหล่งท่องเที่ยวประเภทน้ำตกอย่างยั่งยืน น้ำตกธารทิพย์ (น้ำตก 357) อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี. วารสารนวัตกรรมการศึกษาและอุตสาหกรรม, 38(137), 13–22. สืบค้น จาก https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/3278
ประเภทบทความ
บทความวิจัย
ประวัติผู้แต่ง

Suttipan Chitintorn, มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี

อาจารย์ประจำหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการอุตสาหกรรมบริการ วิชาเอกการโรงแรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี

เอกสารอ้างอิง

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา. (2562). แผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2560–2564). กรุงเทพฯ : สำนักงานกิจการโรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก.

กรมการท่องเที่ยว. (2562). รายงานประจำปี 2561. สืบค้นเมื่อ 15 เมษายน 2566 จาก https://www.tourismthailand.org/fileadmin/

สำนักอุทยานแห่งชาติ, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2562). สถิตินักท่องเที่ยวที่เข้าอุทยานแห่งชาติ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2562. สืบค้นเมื่อ 15 เมษายน 2566 จาก http://portal.dnp.go.th/DNP/FileSystem/

เบญจมาศ ณ ทองแก้ว, อำนาจ รักษาพล, จุฑามาส เพ็งโคนา, และบุญศิลป์ จิตตะประพันธ์. (2560). ศักยภาพและแนวทางในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวตำบลคันธุลี จังหวัดสุราษฎร์ธานี. วารสารวิจัยเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่, 9(2), 106–121.

ศิรินันทน์ พงษ์นิรันดร โอชัญญา บัวธรรม และชัชชญา ยอดสุวรรณ. (2559). แนวทางการพัฒนาศักยภาพการจัดการท่องเที่ยว อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา. วารสารวิทยาลัยบัณฑิตศึกษาการจัดการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 9(1), 234–259. (มกราคม - มิถุนายน 2559)

Eber, S. (1993). Principles for sustainable tourism. Retrieved June 12, 2019, from https://sites.google.com/site/pntaoffice/hlak-kar-thxng-theiyw-xyang-yangyun

รัฐนันท์ พงศ์วิริทธิ์ธร และภาคภูมิ ภัควิภาส. (2557). แนวทางในการพัฒนากลยุทธ์ที่เหมาะสมเพื่อการยกระดับมาตรฐานแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติในจังหวัดเชียงใหม่: กรณีศึกษาอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์. วารสารการวิจัยเพื่อพัฒนาชุมชน (มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์), 7(1), 44–55.

พิมพ์ลภัส พงศกรรังศิลป์. (2557). การจัดการการท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืน: กรณีศึกษาบ้านโคกไคร จังหวัดพังงา. Veridian E-Journal, มหาวิทยาลัยศิลปากร (มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปะ), 7(3), 650–665.

วลัยพร สุขปลั่ง. (2019). บทบาทของหน่วยงานภาครัฐต่อการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติอย่างยั่งยืนในพื้นที่น้ำตกแก่งลำดวน อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี. วารสารการจัดการและการพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี, 6(1), 79–96.

เพ็ญศรี ฉิรินัง. (2558). แนวทางการพัฒนาศักยภาพการท่องเที่ยว จังหวัดกาญจนบุรี. วารสารวิจัยมหาวิทยาลัยเวสเทิร์น (มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์), 1(1), 1–14.

ประยูร ดาศรี. (2561). การสำรวจมาตรฐานคุณภาพแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศในเขตอุทยานแห่งชาติปางสีดา จังหวัดสระแก้ว. วารสารการบริการและการท่องเที่ยวไทย, 13(1), 36–49.