การจัดการความรู้ภูมิปัญญาพื้นบ้านลิเกเพื่อเสริมสร้างอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมท้องถิ่น จังหวัดอ่างทอง
คำสำคัญ:
การจัดการความรู้, ภูมิปัญญาพื้นบ้าน, ลิเก, วัฒนธรรมท้องถิ่นบทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สภาพการจัดการความรู้ภูมิปัญญาพื้นบ้านลิเกในจังหวัดอ่างทอง และ 2) จัดทำรูปแบบการจัดการความรู้ภูมิปัญญาพื้นบ้านลิเกของจังหวัดอ่างทองเพื่อเสริมสร้างอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมท้องถิ่น การวิจัยเป็นแบบผสมผสาน โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากกลุ่มตัวอย่าง 140 คน เป็นสมาชิกคณะลิเกในจังหวัดอ่างทอง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า และการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกจากคณะลิเกในจังหวัดอ่างทอง และผู้ทรงคุณวุฒิด้านวัฒนธรรมท้องถิ่น จากนั้นนำรูปแบบการจัดการความรู้ที่จัดทำขึ้นไปนำเสนอผ่านการสนทนากลุ่มเพื่อรับฟังข้อเสนอแนะและประเมินระดับความพึงพอใจ
ผลการวิจัยพบว่า คณะลิเกในจังหวัดอ่างทอง มีการดำเนินการเกี่ยวกับการจัดการความรู้ตามความเป็นจริงในด้านการแสวงหาความรู้ การจัดเก็บความรู้ การแลกเปลี่ยนความรู้ อยู่ในระดับปานกลาง แต่ในด้านการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้อยู่ในระดับมาก ซึ่งแตกต่างกับสภาพที่คาดหวังที่ทุกด้านอยู่ในระดับมากทั้งหมด ในส่วนของการวิจัยเชิงคุณภาพผ่านแบบสัมภาษณ์เชิงลึกนั้นผู้ตอบแบบสัมภาษณ์ส่วนใหญ่ให้ความเห็นว่า คณะลิเกในจังหวัดอ่างทองมีศักยภาพด้านองค์ความรู้ที่เข้มแข็ง มีทักษะการแสดงลิเกและประสบการณ์สืบทอดจากครูรุ่นเก่าเป็นจุดเด่นสำคัญ แต่ยังขาดรูปแบบการจัดการความรู้ที่เป็นระบบ ทำให้มีความเสี่ยงที่องค์ความรู้ดังกล่าว จะสูญหายได้ ผู้วิจัยจึงได้จัดทำรูปแบบการจัดการความรู้ “LIKAY Model” ซึ่งประกอบด้วย Learning (การเรียนรู้), Identification (การระบุรายละเอียด), Knowledge Access (การเข้าถึงความรู้), Activity (กิจกรรมต่อเนื่อง) และ Yield (ผลผลิต) จากนั้นนำรูปแบบการจัดการความรู้ดังกล่าว ไปนำเสนอผ่านการสนทนากลุ่ม (Focus Group) โดยระดับความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมการสนทนากลุ่มที่มีต่อรูปแบบการจัดการความรู้ “LIKAY Model” อยู่ในระดับมาก
เอกสารอ้างอิง
ประพันธ์ศิริ สุเสารัจ. (2559). การพัฒนาชุมชนนักปฏิบัติในการจัดการความรู้. วารสารวิชาการการจัดการ, 15(1), 80–95.
พิไลวรรณ พูลสวาท, ปารณีย์ บุญไชย และพจน์ศิรินทร์ ลิมปินันทน์. (2568). การยอมรับเทคโนโลยีท่องเที่ยวเสมือนจริงในการวางแผนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม. วารสารศิลปศาสตร์และวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 12(2), 55–70.
วิเชษฐ์ เอื้ออารีรัศมี. (2553). การจัดการความรู้ตามแนวคิด SECI Model. วารสารการจัดการ, 30(2), 45–53.
สุพัตรา คงขำ และ นรินทร์ สังข์รักษา. (2558). การพัฒนารูปแบบการจัดการความรู้ภูมิปัญญาพื้นบ้านหนังตะลุงเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งทางวัฒนธรรมท้องถิ่น. วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย, 7(1), 242–255.
สุรีพร พูลเพิ่ม. (2557). ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับเทคโนโลยีสารสนเทศตามโมเดล TAM. วารสารวิทยาการจัดการ, 31(1), 25–31.
อิคุจิโร่ โนนากะ และฮิโรทากะ ทาเคอุจิ. (2543). องค์กรสร้างสรรค์ความรู้. แปลโดย สุรชัย โฆษิตบวรชัย. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ซีเอ็ดยูเคชั่น.
Nonaka, I. & Takeuchi, H. (1995). Knowledge creating company. New York: Oxford University. Press.
Wenger, E. (1998). Communities of practice: Learning as a social system. Systems thinker, 9(5), 2-3.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.