การบริหารหลักสูตรสถานศึกษาฐานสมรรถนะในสถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารหลักสูตรสถานศึกษาฐานสมรรถนะในสถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา และ 2) ศึกษาแนวทางพัฒนาการบริหารหลักสูตรสถานศึกษาฐานสมรรถนะในสถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ การวิจัยเชิงปริมาณเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.97 จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 248 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสำเร็จรูปของเครจซี่และมอร์แกน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่คัดเลือกแบบเจาะจง จำนวน 5 คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) การบริหารหลักสูตรสถานศึกษาฐานสมรรถนะในโรงเรียนนำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาอยู่ในระดับมาก ( = 4.37, S.D.= 0.74) และ2) แนวทางการบริหารหลักสูตรสถานศึกษาฐานสมรรถนะในสถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ พบว่า การบริหารหลักสูตรควรดำเนินการอย่างเป็นระบบ โดยผู้บริหารสถานศึกษาควรมีบทบาทในการสร้างความตระหนัก ความเข้าใจ และเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนการจัดทำและพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาฐานสมรรถนะ รวมทั้งควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมของบุคลากรทุกฝ่ายผ่านการจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาหลักสูตรที่ประกอบด้วยผู้มีความรู้ ความสามารถ และมีความหลากหลายด้านประสบการณ์ นอกจากนี้ การนำหลักสูตรไปใช้ควรมีการวางแผน กำหนดขั้นตอน และดำเนินงานอย่างชัดเจน โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน มีการนิเทศ กำกับ ติดตาม และประเมินผลการใช้หลักสูตรอย่างต่อเนื่อง เป็นระบบ และมุ่งเน้นการพัฒนา เพื่อให้หลักสูตรสามารถตอบสนองต่อการพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งควรมีการประเมินคุณภาพหลักสูตรอย่างครอบคลุม โดยเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการสะท้อนผลและปรับปรุงพัฒนาหลักสูตรให้มีความเหมาะสมอย่างต่อเนื่อง
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
1. เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงพิมพ์กับวารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์ ถือเป็นข้อคิดเห็น และความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรงซึ่งกองบรรณาธิการวารสารไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใด ๆ
2. บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิจยวิชาการ ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์ หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่ง ส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อการกระทำการใด ๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากวารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์ก่อนเท่านั้น
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
กระทรวงศึกษาธิการ. (2553). แนวทางการบริหารจัดการหลักสูตรตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด.
ปรียาพร ศุภภูธร และทิวัตถ์ มณีโชติ. (2569). แนวทางการบริหารสถานศึกษาเพื่อขับเคลื่อนหลักสูตรฐานสมรรถนะของโรงเรียนมัธยมศึกษานำร่องในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดจันทบุรี. วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 21(1), 30 – 42.
ภูริวัฒน์ เขนย, สุบัน พรเวียง, และ มนต์นภัส มโนการณ์. (2567). แนวทางการบริหารหลักสูตรฐานสมรรถนะของสถานศึกษานำร่องระดับมัธยมศึกษา พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดเชียงใหม่. วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตแพร่, 10(1), 111–122.
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่. (2567). แผนบริหารการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567.(อัดสำเนา).
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2567). รายงานการศึกษากระบวนการและผลการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาฐานสมรรถนะ. กรุงเทพฯ: สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา.
Krejcie, R. V., & Morgan, D. W. (1970). Determining sample size for research activities. Educational and Psychological Measurement, 30(3), 607–610.