การเสริมสร้างอุดมการณ์ทางการเมืองเชิงสมานฉันท์ตามหลักเบญจศีลเบญจธรรมของชุมชนบ้านตลุกข่อยน้ำ ตำบลเขาชนกัน อำเภอแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการเสริมสร้างอุดมการณ์ทางการเมืองเชิงสมานฉันท์ตามหลักเบญจศีลเบญจธรรมของชุมชนบ้านตลุกข่อยน้ำ ตำบลเขาชนกัน อำเภอแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ 2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของหลักเบญจศีลเบญจธรรมกับการเสริมสร้างอุดมการณ์ทางการเมืองเชิงสมานฉันท์ของชุมชนบ้านตลุกข่อยน้ำ และ3) เสนอแนวทางการพัฒนาการเสริมสร้างอุดมการณ์ทางการเมืองเชิงสมานฉันท์ตามหลักเบญจศีลเบญจธรรมของชุมชนบ้านตลุกข่อยน้ำ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 350 คน ด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 20 รูป/คน ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการเสริมสร้างอุดมการณ์ทางการเมืองเชิงสมานฉันท์ตามหลักเบญจศีลเบญจธรรมของชุมชนบ้านตลุกข่อยน้ำ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ ( = 3.52, S.D. = 0.39) 2) ความสัมพันธ์ของตามหลักเบญจศีลเบญจธรรมกับการเสริมสร้างอุดมการณ์ทางการเมืองเชิงสมานฉันท์ของชุมชนบ้านตลุกข่อยน้ำ โดยภาพรวม มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันคอรีเลชั่น เท่ากับ 0.696** 3) แนวทางในการเสริมสร้างอุดมการณ์ทางการเมืองเชิงสมานฉันท์ตามหลักเบญจศีลเบญจธรรมของชุมชนบ้าน ตลุกข่อยน้ำ ประกอบไปด้วย 1) ความจริง คือ การปลูกฝังความซื่อสัตย์ สร้างความโปร่งใส เปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา และมีระบบตรวจสอบ–ร้องเรียนที่ปลอดภัยในชุมชน 2) ความยุติธรรม คือ การมีกติกาที่เป็นธรรม โปร่งใส ไม่เลือกปฏิบัติ เปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วม กล้าพูดความไม่เป็นธรรม และคุ้มครองสิทธิของคนในชุมชนอย่างเท่าเทียม 3) ความเมตตา คือ การปลูกฝังจิตอาสา การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน แบ่งปัน ไม่ทอดทิ้งกัน เปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วม และสร้างวัฒนธรรมความเอื้ออาทรในชุมชน และ 4) สันติภาพ คือ การส่งเสริมการสื่อสารอย่างสุภาพ การรับฟังกัน การแก้ไขความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และการต่อต้านความรุนแรงทุกรูปแบบในชุมชน
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
1. เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงพิมพ์กับวารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์ ถือเป็นข้อคิดเห็น และความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรงซึ่งกองบรรณาธิการวารสารไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใด ๆ
2. บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิจยวิชาการ ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์ หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่ง ส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อการกระทำการใด ๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากวารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์ก่อนเท่านั้น
เอกสารอ้างอิง
พระกิตติภัทธ กิตฺติภทฺโธ (อนันต์เมธากุล). (2561). ความสัมพันธ์ปัจจัยจิตสังคมที่มีต่อพฤติกรรมตามหลักเบญจศีลเบญจธรรมของนักเรียนมัธยมศึกษาในเขตกรุงเทพมหานคร (วิทยานิพนธ์ปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาชีวิตและความตาย). บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
พระมหาบุญเลิศ อินฺทปญฺโญ. (2560). หมู่บ้านรักษาศีล 5 : รูปแบบและกระบวนการเสริมสร้างวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกันของสังคมไทย. วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์, 6(2)ฉบับพิเศษ, 435-448.
พระมหาสาทร ธมฺมาทโร. (2560). หมู่บ้านรักษาศีล 5: รูปแบบและกระบวนการเสริมสร้างการดำรงชีวิต. วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์, 13(3), 82–83.
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. (2539). พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพฯ : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
สำนักงานโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5. (2556). ความเป็นมาโครงการสร้างความปรองดองสมานฉันท์โดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา. เข้าถึงได้จาก https://www.moobansila5.com/about.
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนครสวรรค์. (2567). จังหวัดนครสวรรค์ ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนบทบาทในการเกื้อหนุนระหว่างวัดและชุมชนให้มีความสุขอย่างยั่งยืน. เข้าถึงได้จาก https://www.facebook.com/239NSPRD?locale=pa_IN.
องค์การบริหารส่วนตำบลเขาชนกัน. (2567). ประวัติความเป็นมาของตำบล. เข้าถึงได้จากhttps://www.khaochonkan.go.th/condition.
Habermas, J. (1999). Moral consciousness and communicative action (C. Lenhardt & W. S. Nicholsen, Trans.). Cambridge, MA: MIT Press.
Rawls, J. (2000). Lectures on the history of moral philosophy. Cambridge, MA: Harvard University Press.
Yamane, T. (1987). Statistics: An introductory analysis. (2nd ed.). New York, NY: Harper & Row.