วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/rabij <p><strong>วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์ Journal of Interdisciplinary Buddhism</strong><strong> </strong> มีวัตถุประสงค์เพื่อตีพิมพ์และเผยแพร่บทความวิจัย บทความวิชาการและบทวิจารณ์หนังสือที่เป็นภาษาไทยและมีข้อค้นพบ ข้อเสนอแนะที่เป็นนวัตกรรม รวมถึงความคิดริเริ่มที่มีผลกระทบต่อชุมชน สังคม และประเทศชาติในวงกว้าง อีกทั้งยังมุ่งหมายที่จะเป็นเวทีในการนำเสนอผลงานทางวิชาการเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางสังคมศาสตร์ และสาขาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องและสนับสนุนการศึกษา การสอน โดยเน้นสาขาวิชาพระพุทธศาสนา การบริหารการศึกษา รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ การจัดการชุมชน รวมถึงสหวิทยาการอื่น ๆ </p> <p>วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์ ได้เริ่มจัดทำในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่ พ.ศ.2566 หมายเลข ISSN 2822-1222 <span style="font-size: 0.875rem;">(Online) </span></p> มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครสวรรค์ th-TH วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์ 2822-1222 <p><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">1. <span lang="TH">เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงพิมพ์กับวารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์ ถือเป็นข้อคิดเห็น และความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรงซึ่งกองบรรณาธิการวารสารไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใด ๆ</span></span></p> <p><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">2. <span lang="TH">บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิจยวิชาการ ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์ หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่ง ส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อการกระทำการใด ๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากวารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์ก่อนเท่านั้น</span></span></p> การประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ตำบลทุ่งนางาม อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี https://so09.tci-thaijo.org/index.php/rabij/article/view/6845 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนตำบลทุ่งนางาม 2) เปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนต่อการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนตำบลทุ่งนางาม โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) ศึกษาปัญหา อุปสรรคและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนตำบลทุ่งนางาม เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งในตำบลทุ่งนางาม จำนวน 358 คน ด้วยแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.983 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA) และเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 12 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนตำบลทุ่งนางาม โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> = 3.14, S.D. = 0.60) 2) ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนต่อการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนตำบลทุ่งนางาม พบว่า ประชาชนที่มีเพศและอายุแตกต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองไม่แตกต่างกัน ขณะที่ประชาชนที่มีระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ต่อเดือนแตกต่างกัน มีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ3) ปัญหา อุปสรรคและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน พบว่า ประชาชนบางส่วนยังขาดความเข้าใจในหลักอปริหานิยธรรม มีข้อจำกัดด้านเวลา และมองว่าการเข้าร่วมกิจกรรมชุมชนไม่ใช่หน้าที่ของตน ส่งผลให้การมีส่วนร่วมทางการเมืองยังไม่เข้มแข็ง ข้อเสนอแนะคือ ควรส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับหลักอปริหานิยธรรม พัฒนาช่องทางการสื่อสารและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนให้หลากหลาย รวมทั้งสร้างจิตสำนึกและเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนและการเมืองท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น</p> <p> </p> พระครูอุทิตวิริยาภรณ์ (สมบูรณ์ สุนฺทราจาโร) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-01 2026-07-01 4 3 R6845 R6845 วัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วมของประชาชน กรณีศึกษางานประเพณีตักบาตรเทโว วัดสังกัตรัตนคีรี อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี https://so09.tci-thaijo.org/index.php/rabij/article/view/6847 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับวัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วมของประชาชนในงานประเพณีตักบาตรเทโว วัดสังกัตรัตนคีรี 2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างหลักอปริหานิยธรรมกับวัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วมของประชาชนในงานประเพณีตักบาตรเทโว วัดสังกัตรัตนคีรี และ 3) เสนอแนวทางในการพัฒนาวัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วมของประชาชนในงานประเพณีตักบาตรเทโว วัดสังกัตรัตนคีรี เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณแจกแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.937 กับกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 400 คน สถิติที่ใช้ คือความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิจัยเชิงคุณภาพ ทำการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญโดยเลือกแบบเจาะจง จำนวน 23 รูป/คน ใช้เทคนิควิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา พบว่า 1) ระดับวัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วมของประชาชนในงานประเพณีตักบาตรเทโว วัดสังกัตรัตนคีรี ตามหลักอปริหานิยธรรม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />= 3.61, S.D. = 0.32) ขณะที่ความคิดเห็นระดับวัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วมของประชาชนในงานประเพณีตักบาตรเทโวตามหลักการมีส่วนร่วม อยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> = 3.68, S.D. = 0.39) 2) ความสัมพันธ์ระหว่างหลักอปริหานิยธรรมกับวัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วมของประชาชนในงานประเพณีตักบาตรเทโว โดยมีค่าความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูง (r = 0.62) และ 3) แนวทางในการพัฒนาวัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วมของประชาชนในงานประเพณีตักบาตรเทโว วัดสังกัตรัตนคีรี พบว่า (1) ด้านการตัดสินใจ ควรเปิดโอกาสให้ประชาชนและทุกภาคส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นและตัดสินใจในการจัดงาน (2) ด้านการดำเนินการ ควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการวางแผนและดำเนินงานอย่างเป็นระบบ (3) ด้านการรับผลประโยชน์ ควรจัดสรรผลประโยชน์จากการจัดงานอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม และ(4) ด้านการประเมินผล ควรเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมติดตาม ประเมินผล และเสนอแนวทางพัฒนาการจัดงาน</p> พระครูสังฆรักษ์อรรถพล ขนฺติพโล สกุลพราหมณ์ สยาม ดำปรีดา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-01 2026-07-01 4 3 R6847 R6847 แนวคิดและอุดมการณ์ทางการเมืองของนายชาดา ไทยเศรษฐ์ ตามหลักทุติยปาปณิกธรรม https://so09.tci-thaijo.org/index.php/rabij/article/view/6846 <p>บทความวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประวัติและผลงานที่สำคัญของนายชาดา ไทยเศรษฐ์ และ2) วิเคราะห์แนวคิดและอุดมการณ์ทางการเมืองของนายชาดา ไทยเศรษฐ์ ตามหลักทุติยปาปณิกธรรม การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพภาคสนาม โดยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ซึ่งคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงจากกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นการวิจัย จำนวน 18 รูป/คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึกแบบมีโครงสร้าง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า 1) นายชาดา ไทยเศรษฐ์ เกิดเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2504 จังหวัดอุทัยธานี สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีและปริญญาโท สาขารัฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นบุตรของนายเดชา ไทยเศรษฐ์ ผู้ประกอบธุรกิจการค้าไม้และการค้าเนื้อสัตว์ในจังหวัดอุทัยธานี ภายหลังการสูญเสียบุคคลสำคัญในครอบครัว ได้เข้ามารับผิดชอบกิจการค้าเนื้อของครอบครัว ก่อนเข้าสู่เส้นทางการเมืองท้องถิ่นและก้าวสู่การเมืองระดับชาติในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายสมัย รวมทั้งเคยดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมืองและการบริหารประเทศหลายตำแหน่ง และ2) แนวคิดและอุดมการณ์ทางการเมืองของนายชาดา ไทยเศรษฐ์ ตามหลักทุติยปาปณิกธรรม พบว่า (1) ด้านจักขุมา เป็นผู้มีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาจังหวัดอุทัยธานี โดยมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนภายใต้แนวคิด “ชีวิตที่เหลือเพื่อชาวอุทัย” (2) ด้านวิธูโร เป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ทางการเมือง สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ และ(3) ด้านนิสสยสัมปันโน เป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี สามารถประสานความร่วมมือกับประชาชนทุกระดับ รวมทั้งบุคคลต่างเชื้อชาติและศาสนา เพื่อส่งเสริมความสามัคคีและการพัฒนาจังหวัดอุทัยธานีอย่างเป็นเอกภาพ</p> <p> </p> ภูวนารถ ชโลธร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-01 2026-07-01 4 3 R6846 R6846 การบริหารหลักสูตรสถานศึกษาฐานสมรรถนะในสถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/rabij/article/view/8350 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารหลักสูตรสถานศึกษาฐานสมรรถนะในสถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา และ 2) ศึกษาแนวทางพัฒนาการบริหารหลักสูตรสถานศึกษาฐานสมรรถนะในสถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ การวิจัยเชิงปริมาณเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.97 จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 248 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสำเร็จรูปของเครจซี่และมอร์แกน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่คัดเลือกแบบเจาะจง จำนวน 5 คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) การบริหารหลักสูตรสถานศึกษาฐานสมรรถนะในโรงเรียนนำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาอยู่ในระดับมาก ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> = 4.37, S.D.= 0.74) และ2) แนวทางการบริหารหลักสูตรสถานศึกษาฐานสมรรถนะในสถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ พบว่า การบริหารหลักสูตรควรดำเนินการอย่างเป็นระบบ โดยผู้บริหารสถานศึกษาควรมีบทบาทในการสร้างความตระหนัก ความเข้าใจ และเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนการจัดทำและพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาฐานสมรรถนะ รวมทั้งควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมของบุคลากรทุกฝ่ายผ่านการจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาหลักสูตรที่ประกอบด้วยผู้มีความรู้ ความสามารถ และมีความหลากหลายด้านประสบการณ์ นอกจากนี้ การนำหลักสูตรไปใช้ควรมีการวางแผน กำหนดขั้นตอน และดำเนินงานอย่างชัดเจน โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน มีการนิเทศ กำกับ ติดตาม และประเมินผลการใช้หลักสูตรอย่างต่อเนื่อง เป็นระบบ และมุ่งเน้นการพัฒนา เพื่อให้หลักสูตรสามารถตอบสนองต่อการพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งควรมีการประเมินคุณภาพหลักสูตรอย่างครอบคลุม โดยเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการสะท้อนผลและปรับปรุงพัฒนาหลักสูตรให้มีความเหมาะสมอย่างต่อเนื่อง</p> ฐิติชญาณ์ พงศ์กสิณปภพ สาโรจน์ แก้วอรุณ สุดาภรณ์ สืบสุติน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-01 2026-07-01 4 3 R8350 R8350 การปลูกฝังอุดมการณ์ทางการเมืองแบบประชาธิปไตยในกลุ่มนักศึกษาวิชาทหารของศูนย์การฝึกนักศึกษาวิชาทหารมณฑลทหารบกที่ 31 จังหวัดนครสวรรค์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/rabij/article/view/6844 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการปลูกฝังอุดมการณ์ทางการเมืองแบบประชาธิปไตยในกลุ่มนักศึกษาวิชาทหารของศูนย์การฝึกนักศึกษาวิชาทหาร มณฑลทหารบกที่ 31 2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างหลักภาวนา 4 กับการปลูกฝังอุดมการณ์ทางการเมืองแบบประชาธิปไตยในกลุ่มนักศึกษาวิชาทหาร และ 3) เสนอแนวทางการปลูกฝังอุดมการณ์ทางการเมืองแบบประชาธิปไตยในกลุ่มนักศึกษาวิชาทหาร ตามหลักภาวนา 4 โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณเก็บรวบรวมข้อมูลจากนักศึกษาวิชาทหารชั้นปีที่ 1–5 จำนวน 353 คน ด้วยแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.984 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งวิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วยค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 18 รูป/คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการพรรณนาเชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการปลูกฝังอุดมการณ์ทางการเมืองแบบประชาธิปไตยของนักศึกษาวิชาทหาร ศูนย์การฝึกนักศึกษาวิชาทหารมณฑลทหารบกที่ 31 ตามหลักภาวนา 4 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />= 4.23,S.D.= 0.67" ) และระดับการปลูกฝังอุดมการณ์ทางการเมืองแบบประชาธิปไตยในกลุ่มนักศึกษาวิชาทหาร ตามหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> = 4.19,S.D.= 0.59" ) 2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของหลักภาวนาธรรมกับการปลูกฝังอุดมการณ์ทางการเมืองแบบประชาธิปไตยในกลุ่มนักศึกษานักศึกษาวิชาโดยภาพรวม มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูงมาก (r = .796**) และ3) แนวทางในการพัฒนาการปลูกฝังอุดมการณ์ทางการเมืองแบบประชาธิปไตยในกลุ่มนักศึกษาวิชาทหารของศูนย์การฝึกนักศึกษาวิชาทหารมณฑลทหารบกที่ 31 จังหวัดนครสวรรค์ ตามหลักภาวนา 4 พบว่า (1) ด้านกายภาวนา ควรส่งเสริมจิตอาสาและการบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคม (2) ด้านศีลภาวนา ควรปลูกฝังวินัยและความรับผิดชอบ (3) ด้านจิตภาวนา ควรส่งเสริมการยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างและการอยู่ร่วมกันอย่างสามัคคี และ (4) ด้านปัญญาภาวนา ควรพัฒนาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประชาธิปไตยและการคิดวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ</p> เมฆินทร์ อักนิษฐธีรพันธ์ สยาม ดำปรีดา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-01 2026-07-01 4 3 R6844 R6844 การพัฒนาโมเดลเชิงสาเหตุ และแนวทางการส่งเสริมภาวะผู้นำแบบเห็นอกเห็นใจของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์การของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย เขต 2 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/rabij/article/view/8527 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลเชิงสาเหตุของภาวะผู้นําแบบเห็นอกเห็นใจของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลความผูกพันต่อองค์การของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย เขต 2 กับข้อมูลเชิงประจักษ์ 2) ศึกษาแนวทางการส่งเสริมภาวะผู้นําแบบเห็นอกเห็นใจของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลความผูกพันต่อองค์การของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย เขต 2 กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย เขต 2 ใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม จำนวน 40 ข้อ ค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.80 – 1.00 มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.529 - 0.832 ค่าความเชื่อมั่นอยู่ระหว่าง 0.939 - 0.958 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ พร้อมด้วยวิเคราะห์ข้อมูลโมเดลสมการโครงสร้าง ร่วมกับใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ผลการวิจัย พบว่า 1) โมเดลเชิงสาเหตุที่พัฒนาขึ้น ได้แก่ ภาวะผู้นำแบบเห็นอกเห็นใจของผู้บริหารสถานศึกษา และความผูกพันต่อองค์การของครู มีค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 4.039 – 4.170 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานอยู่ระหว่าง 0.344 – 0.519 และโมเดลเชิงสาเหตุที่พัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ พิจารณาจากค่า p-value = 0.174, ค่า CFI = 0.994, TLI = 0.989, ค่า RMSEA = 0.040, SRMR = 0.030 และผลการวิเคราะห์อิทธิพล พบว่า ความผูกพันต่อองค์การของครูได้รับอิทธิพลทางตรงจากภาวะผู้นำแบบเห็นอกเห็นใจของผู้บริหารสถานศึกษา มีขนาดอิทธิพลเท่ากับ 0.765 2) แนวทางการส่งเสริมภาวะผู้นําแบบเห็นอกเห็นใจของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลความผูกพันต่อองค์การของครู จากการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 5 ท่าน ได้แนวทางการส่งเสริม 2 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาผู้นำแบบเห็นอกเห็นใจของผู้บริหารสถานศึกษา และการส่งเสริมความผูกพันต่อองค์การของครู รวมไปถึงการประยุกต์ใช้โมเดลเชิงสาเหตุเป็นกรอบคิดในการพัฒนาสถานศึกษาอย่างเป็นระบบ เพื่อเสริมสร้างความผูกพันต่อองค์การของครู</p> สุทธิดา ผดาวัลย์ ณัฐกานต์ ประจันบาน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-01 2026-07-01 4 3 R8527 R8527 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตื่นตัวทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ในกลุ่มนักศึกษา วิชาทหารของศูนย์การฝึกนักศึกษาวิชาทหาร มณฑลทหารบกที่ 31 ตามหลักพหูสูต https://so09.tci-thaijo.org/index.php/rabij/article/view/6843 <p>บทความวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อการตื่นตัวทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ในกลุ่มนักศึกษาวิชาทหารของศูนย์การฝึกนักศึกษาวิชาทหาร มณฑลทหารบกที่ 31 ตามหลักพหูสูต 2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างหลักพหูสูตกับปัจจัยที่ส่งผลต่อการตื่นตัวทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ในกลุ่มนักศึกษาวิชาทหารของศูนย์การฝึกนักศึกษาวิชาทหาร มณฑลทหารบกที่ 31 และ 3) เสนอแนวทางในการพัฒนาการตื่นตัวทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ในกลุ่มนักศึกษาวิชาทหารของศูนย์การฝึกนักศึกษาวิชาทหาร มณฑลทหารบกที่ 31 ตามหลักพหูสูต เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.833 เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างนักศึกษาวิชาทหารชั้นปีที่ 1–5 จำนวน 384 คน สถิติที่ใช้ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 17 รูป/คน ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อการตื่นตัวทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ตามหลักพหูสูต โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> = 4.13, S.D. = 0.61) และระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อการตื่นตัวทางการเมือง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> = 4.03, S.D. = 0.66) 2) หลักพหูสูตมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับปัจจัยที่ส่งผลต่อการตื่นตัวทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ในระดับสูงมาก (R = 0.813**) และ 3) แนวทางในการพัฒนาการตื่นตัวทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ ควรส่งเสริมการเรียนรู้ทางการเมืองตามหลักพหูสูต ได้แก่ การศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้าน (พหุสสุตา) การจดจำและนำความรู้ไปใช้ (ธตา) การสื่อสารแลกเปลี่ยนความคิดเห็น (วจสา) การพิจารณาอย่างรอบคอบ (มนสานุเปกขิตา) และการคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล (ทิฏฐิยาสุปฏิวิทธา) และการคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล (ทิฏฐิยาสุปฏิวิทธา)</p> คุณัฐญา อภิสราพงศ์ สุกัญญาณัฐ อบสิณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-01 2026-07-01 4 3 R6843 R6843 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการขยายพันธุ์พืช โดยการเรียนรู้แบบอิงสถานที่ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/rabij/article/view/8203 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการขยายพันธุ์พืชของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หลังการเรียนรู้แบบอิงสถานที่ตามเกณฑ์เฉลี่ยร้อยละ 80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนรู้แบบอิงสถานที่ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง โดยใช้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 26 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบอิงสถานที่ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ3) แบบสอบถามความพึงพอใจ เครื่องมือมีค่าดัชนีความสอดคล้องมากกว่า 0.50 แบบทดสอบมีค่าความยากอยู่ระหว่าง 0.29–0.79 ค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.25–0.75 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.83 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติ t-test แบบกลุ่มตัวอย่างสัมพันธ์ ผลการวิจัย พบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการขยายพันธุ์พืช ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หลังเรียน โดยการเรียนรู้แบบอิงสถานที่ มีค่าเฉลี่ยตามเกณฑ์ร้อยละ 80 (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> = 81.35, S.D.= 1.80) 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการขยายพันธุ์พืช หลังเรียน โดยการเรียนรู้แบบอิงสถานที่ สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้แบบอิงสถานที่ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> = 4.69, S.D.= 0.10) ผลการวิจัยดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้วิชาการงานอาชีพในรูปแบบอิงสถานที่ ก่อให้เกิดประโยชน์แก่นักเรียน คือ การเรียนรู้ของนักเรียนจะมีความเชื่อมโยงและมีความหมายต่อการดำรงชีวิตภายใต้บริบทจริงของชุมชนตนเอง เน้นให้นักเรียนได้ใช้ชุมชนท้องถิ่นเป็นพื้นที่หรือห้องปฏิบัติการในการเรียนรู้ เป็นฐานเพื่อส่งเสริมความเข้าใจด้านโลกศึกษาและพหุวัฒนธรรม ประสบการณ์ตรงและความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ช่วยให้นักเรียนเกิดความรู้ความเข้าใจ จากการศึกษาและสำรวจประเด็นที่เกี่ยวข้องกับชุมชนและความเป็นพลเมืองในท้องถิ่น ตระหนักถึงความเชื่อมโยงของสรรพสิ่ง และเห็นความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับบริบททางสังคม วัฒนธรรม การเมือง เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมของโลกโดยรวม</p> <p><strong> </strong></p> อรรถพล คณะพล อธิราชย์ นันขันตี พิจิตรา ธงพานิช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-01 2026-07-01 4 3 R8203 R8203 ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครสวรรค์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/rabij/article/view/8903 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูในสถานศึกษา 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับระดับสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูในสถานศึกษา และ4) สร้างสมการพยากรณ์ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อระดับสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูในสถานศึกษา เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ข้าราชการครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครสวรรค์ ในปีการศึกษา 2568 จำนวน 313 คน โดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นอยู่ระหว่าง 0.97–0.98 และสถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และ การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครสวรรค์ ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ระดับสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครสวรรค์ อยู่ในระดับมาก 3) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาส่งผลต่อสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครสวรรค์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ4) ตัวแปรที่มีอำนาจพยากรณ์ต่อสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 มีจำนวน 3 ด้าน ได้แก่ การสร้างเครือข่ายการทำงานร่วมกับองค์กรภายนอก (X<sub>4</sub>) การสร้างบรรยากาศในการสร้างสรรค์นวัตกรรม (X<sub>7</sub>) และการสร้างแรงจูงใจ (X<sub>3</sub>) โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ (R) เท่ากับ .514 อำนาจการพยากรณ์ (R<sup>2</sup>) ร้อยละ 26.40 และความคลาดเคลื่อนมาตรฐานเท่ากับ .105 เขียนเป็นสมการพยากรณ์คะแนนมาตรฐานได้ดังนี้ 𝑧̂<sub>y</sub>= .363(X<sub>4</sub><sup>*</sup>)+.169(X<sub>7</sub><sup>*</sup>)+.138(X<sub>3</sub><sup>*</sup>)</p> อานนท์ เอกปัชชา นันทิมา นาคาพงศ์ อัศวรักษ์ พิทยา แสงสว่าง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-01 2026-07-01 4 3 R8903 R8903 ภาวะผู้นำแบบครอบคลุมของผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัล ในสหวิทยาเขตกลุ่มดอยอินทนนท์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/rabij/article/view/8351 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำแบบครอบคลุมของผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัล และ 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำแบบครอบคลุมของผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัล ในสหวิทยาเขตกลุ่มดอยอินทนนท์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ โดยใช้การวิจัยแบบผสมเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ การวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถาม ได้ค่าความเชื่อมั่น คือ 0.965 ในการเก็บข้อมูลจากผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 191 คน จากตารางสำเร็จรูปเครจซี่และมอร์แกน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เลือกผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน ใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาผลการวิจัย จากการวิจัย พบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำแบบครอบคลุมของผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัล โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> = 4.32, S.D.= 0.78) <br />และ2) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำแบบครอบคลุมของผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัล พบว่าผู้บริหารควรลดภาระงานด้วยเทคโนโลยีและปรับบทบาทเป็นผู้สนับสนุนที่รับฟังความคิดเห็นอย่างจริงใจ พร้อมยอมรับความผิดพลาดเพื่อนำมาปรับปรุง ส่งเสริมความโปร่งใสในการตัดสินใจโดยปราศจากอคติ สร้างวัฒนธรรมการประเมินตนเอง และเป็นแบบอย่างที่ดีในการสร้างพื้นที่ปลอดภัย เปิดโอกาสให้บุคลากรทุกส่วนมีส่วนร่วมกำหนดวิสัยทัศน์ เน้นการสื่อสารเชิงบวก และสร้างทีมงานที่หลากหลายเพื่อการพัฒนาสถานศึกษาอย่างยั่งยืน</p> ฐิติพัทธ์ อนรรฆเวช สิทธิชัย มูลเขียน ภูวนาท มูลเขียน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-01 2026-07-01 4 3 R8351 R8351 การประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมบทบาทหน้าที่ของกำนันและผู้ใหญ่บ้านตำบลน้ำทรง อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/rabij/article/view/6415 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับบทบาทหน้าที่ของกำนันและผู้ใหญ่บ้านในตำบลน้ำทรง อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักพุทธธรรมกับบทบาทหน้าที่ของกำนันและผู้ใหญ่บ้านในตำบลน้ำทรง อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ และ 3) เสนอแนวทางในการประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมบทบาทหน้าที่ของกำนันและผู้ใหญ่บ้านในตำบลน้ำทรง อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ในการวิจัยเชิงปริมาณ แจกแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.914 กับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 372 คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ขณะที่การวิจัยเชิงคุณภาพทำการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญโดยเลือกแบบเจาะจง จำนวน 17 รูป/คน ใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาเนื้อหาเชิงพรรณนา ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับบทบาทหน้าที่ของกำนันและผู้ใหญ่บ้านในตำบลน้ำทรง อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ ตามหลักพรหมวิหาร 4 ภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 3.36, S.D. = 0.70) ส่วนระดับบทบาทหน้าที่ของกำนันและผู้ใหญ่บ้านในตำบลน้ำทรง อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ โดยภาพรวม อยู่ในระดับปานกลาง (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 3.17, S.D. = 0.76) 2) ความสัมพันธ์ระหว่างหลักพุทธธรรมกับบทบาทหน้าที่ของกำนันและผู้ใหญ่บ้าน มีความสัมพันธ์ในลักษณะคล้อยตามกันเป็นคู่ ในภาพรวมอยู่ในระดับสูง (r = 0.712) และ3) แนวทางในการประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมบทบาทหน้าที่ของกำนันและผู้ใหญ่บ้าน ตำบลน้ำทรง อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ พบว่า (1) กำนันและผู้ใหญ่บ้านควรดูแลและแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างจริงใจ (2) ควรส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้นำชุมชนและประชาชน (3) ควรให้กำลังใจ ยกย่อง และแสดงความเมตตาต่อประชาชน (4) ควรสร้างความร่วมมือและการยอมรับระหว่างผู้เกี่ยวข้องในชุมชน (5) ควรให้การดูแลและช่วยเหลือประชาชนอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม (6) ควรดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของชุมชน และ (7) ควรส่งเสริมความสามัคคีและความร่วมมือเพื่อพัฒนาชุมชน</p> ภัค ภักดีรอด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-01 2026-07-01 4 3 R6415 R6415 บทบาทสตรีกับการปกครองท้องที่ในเขตอำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ตามหลักสังคหวัตถุธรรม https://so09.tci-thaijo.org/index.php/rabij/article/view/6842 <p>บทความวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับบทบาทสตรีกับการปกครองท้องที่ในเขตอำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ตามหลักสังคหวัตถุธรรม 2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างหลักสังคหวัตถุธรรมกับบทบาทสตรีในการปกครองท้องที่ในเขตอำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ และ 3) เสนอแนวทางในการพัฒนาบทบาทสตรีกับการปกครองท้องที่ตามหลักสังคหวัตถุธรรมในเขตอำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน ด้วยแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.987 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญโดยเลือกแบบเจาะจง จำนวน 21 รูป/คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา ผลการศึกษา พบว่า 1) บทบาทสตรีกับการปกครองท้องที่ในเขตอำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ตามหลักสังคหวัตถุธรรม โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> = 3.33, S.D. = 0.56) และบทบาทสตรีกับการปกครองท้องที่โดยรวมอยู่ในระดับปานกลางเช่นกัน (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> = 3.39, S.D. = 0.58) 2) หลักสังคหวัตถุธรรมมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับบทบาทสตรีในการปกครองท้องที่ในระดับสูงมาก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = 0.776**) และ 3) แนวทางในการพัฒนาบทบาทสตรีกับการปกครองท้องที่ตามหลักสังคหวัตถุธรรม ประกอบด้วย (1) ด้านทาน ควรส่งเสริมให้สตรีมีจิตสาธารณะ มีความเสียสละ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส และบริหารทรัพยากรเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างเป็นธรรม (2) ด้านปิยวาจา ควรพัฒนาทักษะการสื่อสารของสตรีผู้นำให้มีความสุภาพ สร้างสรรค์ รับฟังความคิดเห็น และสร้างความเข้าใจอันดีภายในชุมชน (3) ด้านอัตถจริยา ควรส่งเสริมให้สตรีมีบทบาทในการพัฒนาชุมชน ดูแลกลุ่มเปราะบาง รับฟังปัญหาและความต้องการของประชาชน รวมทั้งดำเนินงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวม และ (4) ด้านสมานัตตตา ควรส่งเสริมให้สตรีปฏิบัติต่อประชาชนอย่างเสมอภาค โปร่งใส ยึดมั่นในหลักนิติธรรม และปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและความสม่ำเสมอ</p> พิมพ์ชนก อินยา สุกัญญาณัฐ อบสิณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-01 2026-07-01 4 3 R6842 R6842 การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่มโรงเรียนแม่จะเรา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/rabij/article/view/8352 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ ในการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่มโรงเรียนแม่จะเรา และ2) ศึกษาแนวทางพัฒนาการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ ในการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา ในกลุ่มโรงเรียนแม่จะเรา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ การวิจัยเชิงปริมาณ ประชากร ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 12 คน และครูผู้สอน จำนวน 171 คน รวมทั้งสิ้น 183 คน ในสถานศึกษากลุ่มโรงเรียนแม่จะเรา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 ปีการศึกษา 2568 โดยใช้แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.97 กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางสำเร็จรูปของเครจซี่และมอร์แกน ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 123 คน ประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษา 12 คน และครูผู้สอน 111 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ค่าร้อยละ และค่าเฉลี่ย นำเสนอข้อมูลในรูปแบบตารางประกอบการบรรยาย ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่คัดเลือกแบบเจาะจง จำนวน 5 คน ประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษาวิทยฐานะชำนาญการขึ้นไป จำนวน 2 คน และครูวิทยฐานะชำนาญการขึ้นไป จำนวน 3 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่มโรงเรียนแม่จะเรา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> = 3.55, S.D.= 0.59) และ2) แนวทางการพัฒนาการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา พบว่า ควรส่งเสริมการนำ AI มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลและคาดการณ์ความต้องการของผู้เรียน เพื่อนำไปพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ให้มีความทันสมัย สนับสนุนครูในการพัฒนาสื่อและเครื่องมือการเรียนรู้ รวมทั้งช่วยลดภาระงานและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเรียนการสอน นอกจากนี้ ควรประยุกต์ใช้ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลทางการศึกษา <br />การนิเทศติดตาม การประเมินผลการจัดการเรียนรู้ และการจัดทำข้อมูลเพื่อการประกันคุณภาพการศึกษา เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหารและพัฒนาการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p> ทนงศักดิ์ จันสมุทร สุดา เนตรสว่าง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-01 2026-07-01 4 3 R8352 R8352 พลวัตความเป็นประชาธิปไตยในยุคดิจิทัล: ความท้าทายจากข่าวลวงต่อการตัดสินใจทางการเมือง https://so09.tci-thaijo.org/index.php/rabij/article/view/8801 <p>บทความวิชาการนี้มุ่งศึกษาพลวัตความเป็นประชาธิปไตยในยุคดิจิทัล: ความท้าทาย จากข่าวลวงต่อการตัดสินใจทางการเมือง โดยเน้นวิเคราะห์ผลกระทบของข่าวลวง และปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารที่มีต่อกระบวนการตัดสินใจทางการเมืองของประชาชน จากการศึกษา พบว่า แม้เทคโนโลยีดิจิทัลจะช่วยเพิ่มพื้นที่การมีส่วนร่วมทางการเมืองและข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว แต่กลับถูกใช้เป็นเครื่องมือในการบิดเบือนข้อเท็จจริงผ่านระบบอัลกอริทึมที่ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ห้องแห่งเสียงสะท้อนและภาวะฟองสบู่ตัวกรองซึ่งกลไกในการรับข้อมูลข่าวสารเหล่านี้ส่งผลให้ประชาชนรับรู้เพียงข้อมูลเดิมของตนเองอย่างเดียว ปิดกั้นการแลกเปลี่ยนกลุ่มที่เห็นต่าง นำไปสู่การเมืองแบ่งขั้วอย่างสุดโต่ง ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารยังถูกใช้เป็นอาวุธทางการเมืองเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของสถาบันทางการเมืองและระบบการเลือกตั้ง โดยเปลี่ยนจากการตัดสินใจที่เกิดจากพื้นฐานของเหตุและผลไปสู่การขับเคลื่อนด้วยอารมณ์และความเกลียดชัง สำหรับในบริบทของประเทศไทย พบว่ามีการใช้กองทัพไซเบอร์และบัญชีอวตารเพื่อสร้างกระแสและด้อยค่าฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ซึ่งบั่นทอนสิทธิเสรีภาพในโลกออนไลน์ แนวทางในการสร้างภูมิคุ้มกันประชาธิปไตยในยุคดิจิทัลผ่านการส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล และการสื่อสารให้มีความโปร่งใส เพื่อปกป้องประชาธิปไตยและช่วยให้ประชาชนสามารถตัดสินใจทางการเมืองจากข้อมูลถูกต้อง</p> อนงค์นาฏ แก้วไพฑูรย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-01 2026-07-01 4 3 A8801 A8801 เครือข่ายความร่วมมือเพื่อแก้ปัญหานักเรียนหลุดออกจากระบบการศึกษาอย่างยั่งยืน https://so09.tci-thaijo.org/index.php/rabij/article/view/9584 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอเครือข่ายความร่วมมือเพื่อแก้ปัญหานักเรียนหลุดออกจากระบบการศึกษาอย่างยั่งยืน โดยการนำแนวคิดกลไกสภานักเรียนในการพัฒนาสถานศึกษามาเป็นส่วนสำคัญในการดำเนินการให้สภานักเรียน เครือข่ายความร่วมมือภายนอก และชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ปัญหาในชุมชนของตน การสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนาการศึกษาเป็นแนวทางหนึ่งในการบริหารจัดการระดับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และระดับสถานศึกษาโรงเรียนที่ทำให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการดำเนินการ โดยเริ่มจากสมาชิกของเครือข่ายร่วมกันกำหนดจุดมุ่งหมาย ตั้งเป้าหมายและวัตถุประสงค์ในการพัฒนาการศึกษา ร่วมสร้างและพัฒนาแผนปฏิบัติการที่นำไปปฏิบัติได้จริง โดยมีการส่งเสริมบทบาทและกระบวนการตัดสินใจของแต่ละกลุ่ม เครือข่ายความร่วมมือดำเนินการพัฒนากระบวนการติดต่อสื่อสาร พัฒนาโครงสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และพัฒนาทรัพยากรและแหล่งทุนของเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง โดยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามีบทบาทผู้นำเชิงนโยบาย สร้างความร่วมมือ พัฒนาศักยภาพ กำกับ ติดตาม ประเมินผล และถอดบทเรียน ให้ผู้เรียนได้รับการดูแลและกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา มีเจตคติที่ดีต่อโรงเรียน และได้รับการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ มีวินัย และปรับพฤติกรรมให้เหมาะสม</p> <p><strong> </strong></p> ยุทธนา สำราญกิจ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-01 2026-07-01 4 3 A9584 A9584