https://so09.tci-thaijo.org/index.php/rabij/issue/feed
วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์
2026-04-01T09:31:58+07:00
ผศ.ดร.อัครเดช พรหมกัลป์
journal.rabij@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์ Journal of Interdisciplinary Buddhism</strong><strong> </strong> มีวัตถุประสงค์เพื่อตีพิมพ์และเผยแพร่บทความวิจัย บทความวิชาการและบทวิจารณ์หนังสือที่เป็นภาษาไทยและมีข้อค้นพบ ข้อเสนอแนะที่เป็นนวัตกรรม รวมถึงความคิดริเริ่มที่มีผลกระทบต่อชุมชน สังคม และประเทศชาติในวงกว้าง อีกทั้งยังมุ่งหมายที่จะเป็นเวทีในการนำเสนอผลงานทางวิชาการเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางสังคมศาสตร์ และสาขาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องและสนับสนุนการศึกษา การสอน โดยเน้นสาขาวิชาพระพุทธศาสนา การบริหารการศึกษา รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ การจัดการชุมชน รวมถึงสหวิทยาการอื่น ๆ </p> <p>วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์ ได้เริ่มจัดทำในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่ พ.ศ.2566 หมายเลข ISSN 2822-1222 <span style="font-size: 0.875rem;">(Online) </span></p>
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/rabij/article/view/7585
ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมกับความท้าทายทางจริยธรรม : บทบาทของผู้บริหารในการรักษาจริยธรรมท่ามกลางแรงกดดันของการเร่งรัดผลงาน
2025-12-29T10:26:08+07:00
ดอนล่าร์ เสนา
senadthai@gmail.com
วรพล วรสุวรรณโรจน์
senadthai@gamail.com
ศิรินรักษ์ สังสหชาติ
senadthai@gamail.com
<p>บทความนี้มุ่งศึกษาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมกับความท้าทายทางจริยธรรมในบทบาทของผู้บริหารในการรักษาจริยธรรมท่ามกลางแรงกดดันของการเร่งรัดผลงาน ซึ่งผู้บริหารในฐานะผู้นำกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากการเร่งรัดผลสัมฤทธิ์ทางผลงานอย่างเข้มข้น ทั้งจากระบบตัวชี้วัด ผลลัพธ์เชิงปริมาณ และความคาดหวังจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในหลายระดับ แม้นวัตกรรมจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้สามารถปรับตัวและแข่งขันได้ในบริบทที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่หากปราศจากกรอบจริยธรรมที่มั่นคงในการบริหารแล้ว การดำเนินงานอาจก่อให้เกิดการตัดสินใจที่ละเลยผลกระทบต่อสังคม สิ่งแวดล้อมและหลักคุณธรรมอันเป็นรากฐานของการบริหารที่ชอบธรรม บทความนี้ มุ่งวิเคราะห์บทบาทของผู้บริหารในฐานะผู้นำเชิงนวัตกรรม โดยอาศัยกรอบแนวคิดทฤษฎีด้านภาวะผู้นำ จริยธรรมในการบริหารและแรงกดดันเชิงระบบ เพื่อเป็นฐานในการวิเคราะห์บทบาทของผู้บริหารในฐานะผู้นำเชิงนวัตกรรม ที่ต้องเผชิญกับความท้าทายในการรักษาหลักจริยธรรมท่ามกลางการผลักดันให้เกิดผลลัพธ์อย่างเร่งด่วน ผลการศึกษาพบว่าผู้บริหารจำเป็นต้องมีบทบาทเชิงรุกในการกำหนดวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งเสริมคุณธรรม ส่งเสริมการตัดสินใจเชิงคุณค่าและพัฒนาแนวทางการบริหารที่สามารถสร้างสมดุลระหว่างประสิทธิภาพกับความถูกต้อง ข้อเสนอเชิงนโยบาย ได้แก่ ควรสร้างระบบกำกับดูแลด้านจริยธรรมที่มีความชัดเจน การพัฒนาเครื่องมือชี้วัดผลลัพธ์ที่ไม่ละเลยมิติคุณธรรม และการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านจริยธรรมให้แก่ผู้บริหารระดับสูง โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมเป็นพลังขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืน โปร่งใส และได้รับความไว้วางใจจากสังคมอย่างแท้จริง</p>
2026-04-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/rabij/article/view/6079
แนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนขององค์การบริหารส่วนตำบลโพธิ์ไทรงาม อำเภอบึงนาราง จังหวัดพิจิตร
2025-12-07T05:29:52+07:00
พระจารุกิตติ์ อิทฺธิญาโณ
cherjarukit3961@gmail.com
สมคิด พุ่มทุเรียน
somkitpumturian@mail.com
พระครูนิวิฐศีลขันธ์
niwitsinkhon2500@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในองค์การบริหารส่วนตำบลโพธิ์ไทรงาม อ.บึงนาราง จ.พิจิตร 2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างหลักภาวนาธรรมกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน และ 3) เสนอแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนของอบต.โพธิ์ไทรงาม การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยใช้แนวคิดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ใน 6 ด้านมาเป็นกรอบแนวคิด ในการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรที่ศึกษาได้แก่ประชาชนที่อาศัยอยู่ใน ต.โพธิ์ไทรงาม อ.บึงนาราง จ.พิจิตร จำนวน 4,077 คน นำมาคำนวณกลุ่มตัวอย่างด้วยสูตรของ Krejcie, R. V. & Morgan, D. W. ได้จำนวน 365 คน ใช้แบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และ การวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 20 คน แล้ววิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักภาวนาธรรมขององค์การบริหารส่วนตำบลโพธิ์ไทรงามโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{X}" alt="equation" /> = 3.35, S.D. = 0.47) และนโยบายการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนของอบต.โพธิ์ไทรงามตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี อยู่ในระดับปานกลาง (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{X}" alt="equation" /> = 3.27, S.D. = 0.47) 2) ความสัมพันธ์ระหว่างหลักภาวนาธรรมและการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนมีค่าสหสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูงมาก (r = 0.783) และ 3) แนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนของ อบต.โพธิ์ไทรงาม ควรมุ่ง 6 ด้าน ได้แก่ (1) สร้างความมั่นคงทางอาชีพและรายได้ โดยส่งเสริมทักษะที่สอดคล้องกับชุมชน (2) เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เสริมศักยภาพเศรษฐกิจและการตลาดชุมชน (3) พัฒนาศักยภาพคน ด้วยหลักปัญญาภาวนาเพื่อเสริมความรู้ ทักษะ และทัศนคติ (4) ลดความเหลื่อมล้ำ ดูแลกลุ่มเปราะบางให้เข้าถึงโอกาสอย่างเท่าเทียม (5) ส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยใช้หลักกายภาวนาในการจัดการทรัพยากร และ(6) บริหารจัดการภาครัฐอย่างโปร่งใส ด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน</p>
2026-04-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/rabij/article/view/6085
ภาวะผู้นำทางการเมืองเชิงพุทธเพื่อการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดีของผู้บริหารองค์กร : กรณีศึกษาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดพิษณุโลก
2026-03-22T14:15:31+07:00
พระครูปลัดสุวัฒนพุทธิคุณ
Suthepdee55@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะผู้นำทางการเมืองเชิงพุทธเพื่อการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดีของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดพิษณุโลก ด้วยวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่เป็นผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดพิษณุโลกโดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง จำนวน 20 คน การวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์และสังเคราะห์เอกสาร หนังสือ ตำราที่เป็นแนวคิด ทฤษฎี รวมถึงงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ได้ตัวแปรที่ส่งผลต่อการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผลการวิจัย พบว่า ภาวะผู้นำทางการเมืองต้องรู้หน้าที่ไม่เลือกปฏิบัติ ตรงไปตรงมา ไม่คดโกงและแก้ปัญหาร่วมกันทำงานอยู่ในกรอบของกฎหมาย ประสานความร่วมมือให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปฏิบัติหน้าที่และหารือระหว่างผู้ดำเนินโครงการกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และการนำพาโครงการให้บรรลุวัตถุประสงค์พร้อมจัดสำรวจความพึงพอใจของประชาชนต่อการให้บริการขององค์กรเป็นประจำทุกปี องค์ประกอบในด้านของภาวะผู้นำทางการเมืองเชิงพุทธที่มีอิทธิพลต่อแนวความคิดของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การประชุมกันเนืองนิตย์ การพร้อมเพียงกันประชุม การปฏิบัติตามกฎหมายข้อบังคับปฏิบัติตนให้เป็นตัวอย่างต่อประชาชน เคารพเชื่อฟังและให้เกียรติผู้ใหญ่ ตั้งมั่นในหลักนิติธรรม มีความยุติธรรม ไม่ลุแก่อำนาจในการตัดสินใจ ปกป้องรักษาสถานที่สำคัญของชุมชน ส่งเสริมบุคคลากรที่ปฏิบัติงานดีสามารถบริหารงานสำเร็จบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้</p>
2026-04-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/rabij/article/view/7214
การมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ประเพณีพื้นถิ่นขององค์การบริหารส่วนตำบลตากตก อำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก ตามหลักพุทธธรรม
2025-12-12T05:26:18+07:00
พระสมุห์ชัชชัย คันธะเนตร์
Cahtchai523@gmail.com
สมคิด พุ่มทุเรียน
Cahtchai523@gmail.com
พระครูนิวิฐศีลขันธ์
Niwitsinkhon2500@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ประเพณีพื้นถิ่นขององค์การบริหารส่วนตำบลตากตก อำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก 2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างหลักสัมมัปปธาน 4 กับการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ประเพณีพื้นถิ่น และ 3) เสนอแนวทางในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ประเพณีพื้นถิ่นขององค์การบริหารส่วนตำบลตากตกตามหลักสัมมัปปธาน 4 การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ การวิจัยเชิงปริมาณใช้กรอบแนวคิดทฤษฎีการมีส่วนร่วมของโคเฮนและอัฟโฮฟ ประชากรที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในตำบลตากตก จำนวน 1,197 คน กลุ่มตัวอย่างคำนวณด้วยสูตรของทาโร ยามาเน ได้จำนวน 300 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 20 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ประเพณีพื้นถิ่นขององค์การบริหารส่วนตำบลตากตกตามหลักสัมมัปปธาน 4 โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{X}" alt="equation" /> = 3.12, S.D. = 0.31) และระดับการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ประเพณีพื้นถิ่นตามทฤษฎีของโคเฮนและอัฟโฮฟทั้ง 4 ด้าน โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{X}" alt="equation" /> = 3.40, S.D. = 0.27) 2) ผลการวิเคราะห์หลักสัมมัปปธาน 4 มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ประเพณีพื้นถิ่นขององค์การบริหารส่วนตำบลตากตกในระดับปานกลาง (r = 0.303) และ 3) แนวทางในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมตามหลักสัมมัปปธาน 4 ควรส่งเสริมการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ การวางแผนและดำเนินงาน การรับผลประโยชน์จากกิจกรรม รวมถึงการติดตามและประเมินผลผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างเป็นระบบ</p>
2026-04-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/rabij/article/view/7266
การเสริมสร้างความรู้ ทักษะ และทัศนคติ เรื่อง หลักสุจริตธรรมทางการเมืองของกลุ่มนักเรียนระดับประถมศึกษาในตำบลหนองยายดา อำเภอทัพทัน จังหวัดอุทัยธานี
2026-01-30T15:54:04+07:00
พระกิตติศักดิ์ วชิรญาโณ (ชายสีอ่อน)
cocolaba7@gmail.com
พระราชรัตนเวที
Kittisakdos@gmail.com
อนงค์นาฏ แก้วไพฑูรย์
Kittisakdos@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความรู้และทัศนคติ 2) พัฒนาทักษะการสื่อสาร และ 3) ประเมินผลสัมฤทธิ์ จากการเสริมสร้างความรู้ ทักษะ และทัศนคติ เรื่องหลักสุจริตธรรมทางการเมือง ของนักเรียนระดับประถมศึกษา เป็นการวิจัยเชิงทดลองแบบกลุ่มเดียว (One Group Pre-test Post-test Design) กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนระดับประถมศึกษาในตำบลหนองยายดา อำเภอทัพทัน จังหวัดอุทัยธานี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 30 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ ชุดการเสริมสร้างความรู้ฯ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ แบบสังเกตพฤติกรรม และแบบวัดทัศนคติ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{X}" alt="equation" />) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าสถิติทดสอบ (t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลศึกษาระดับความรู้และทัศนคติ: นักเรียนมีคะแนนความรู้เฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 25.73 คะแนน และมีทัศนคติโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{X}" alt="equation" /> = 3.50, S.D. = 0.47) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านความรู้ความเข้าใจอยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{X}" alt="equation" /> = 3.62) ส่วนด้านพฤติกรรมและด้านความรู้สึกอยู่ในระดับปานกลาง 2) ผลพัฒนาทักษะการสื่อสาร จากกิจกรรมพูดสุนทรพจน์ นักเรียนมีทักษะการสื่อสารภาพรวมอยู่ในระดับดีถึงดีมาก โดยมีจุดเด่นด้านการเตรียมตัว การใช้น้ำเสียง และการถ่ายทอดเนื้อหา แต่ควรพัฒนาเพิ่มเติมด้านการสบสายตาและการใช้ภาษากายให้เป็นธรรมชาติ และ 3) ผลสัมฤทธิ์การเสริมสร้างความรู้ ทักษะ และทัศนคติ เรื่อง หลักสุจริตธรรมทางการเมือง นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ย (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{X}" alt="equation" /> = 20.80, S.D. = 1.58) และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนมีค่าเฉลี่ย (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{X}" alt="equation" /> = 25.73, S.D. = 1.60) เมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน พบว่า คะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
2026-04-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/rabij/article/view/7487
ปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุตำบลหนองหลุม อำเภอวชิรบารมี จังหวัดพิจิตร
2025-12-04T15:22:52+07:00
พระมหาสุเมฆ สมาหิโต
sumektaweekul2561@gmail.com
พระครูสิริสุตโสภณ จำเนียร คำสุข
mcu.phichit@hotmail.com
รินทร์ระพีร์ ไวยุวัฒน์
foy_foy_foy_2540@hotmail.com
ปิ่นปินัทธ์ โกจัญญา
pinpinutt.kojunya@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในตำบลหนองหลุม และ 2) วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในตำบลหนองหลุม อำเภอวชิรบารมี จังหวัดพิจิตร โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุที่ไม่มีภาวะพึ่งพิง จำนวน 299 คน ซึ่งได้มาจากการคำนวณสูตรของ Taro Yamane เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .948 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมานด้วยการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นแบบพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการดูแลตนเองตามหลักภาวนา 4 การสนับสนุนจากสังคม และคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุกับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุตำบลหนองหลุมในภาพรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน 2) ด้านการดูแลตนเองตามหลักภาวนา 4 โดยภาพรวมส่งผลต่อคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ Sig. = .00 อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 โดยค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ คิดเป็นร้อยละ 84.4 มีค่าประสิทธิภาพในการพยากรณ์ คิดเป็นร้อยละ 71.2 สามารถเขียนสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน ได้ดังนี้ คุณภาพชีวิตผู้สูงอายุตำบลหนองหลุม = .463 + .287 การพัฒนาทางด้านร่างกาย (X<sub>1</sub>) + .282 การพัฒนาวินัยของตนเอง (X<sub>2</sub>) + .193 การพัฒนาทางความคิด (X<sub>4</sub>) + .190 การพัฒนาทางความมั่นคงทางจิตใจ (X<sub>3</sub>) และด้านการสนับสนุนจากสังคม โดยภาพรวมส่งผลต่อคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ Sig. = .00 อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับมีความสัมพันธ์สูง คิดเป็นร้อยละ 69.5 มีค่าประสิทธิภาพในการพยากรณ์ คิดเป็นร้อยละ 48.2 สามารถเขียนสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน ได้ดังนี้ คุณภาพชีวิตผู้สูงอายุตำบลหนองหลุม = 1.406+.049 ด้านอารมณ์ (X<sub>1</sub>) + .046 ด้านข้อมูลข่าวสาร (X<sub>3</sub>) ในขณะที่ด้านแรงงาน สิ่งของเงินทอง และบริการ (X<sub>2</sub>) ไม่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุตำบลหนองหลุม อำเภอวชิรบารมี จังหวัดพิจิตรอย่างมีนัยสำคัญ</p>
2026-04-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/rabij/article/view/5677
การประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมือง ของข้าราชการตำรวจ ในสังกัดกองบังคับการอำนวยการ โรงพยาบาลตำรวจ
2025-12-14T21:08:35+07:00
ชลอริญชย์ ทวีบุณยทินสิริ
cholarin2419@gmail.com
<p>บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับวัฒนธรรมทางการเมืองของข้าราชการตำรวจ 2) เปรียบเทียบระดับวัฒนธรรมทางการเมืองของข้าราชการตำรวจในสังกัดกองบังคับการอำนวยการ โรงพยาบาลตำรวจ ตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) เสนอแนวทางการประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมืองของข้าราชการตำรวจในสังกัดกองบังคับการอำนวยการ โรงพยาบาลตำรวจ การวิจัยนี้ใช้แบบผสานวิธี ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 155 คน คำนวณจากสูตรทาโร ยามาเน เครื่องมือที่ใช้ คือแบบสอบถามที่มีค่า IOC อยู่ที่ 0.788 และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าการถดถอยเชิงเส้นอย่างง่าย และการวิจัยคุณภาพ มีการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 15 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลเนื้อหาเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า 1) ข้าราชการตำรวจมีระดับวัฒนธรรมทางการเมืองของข้าราชการตำรวจ โดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{X}" alt="equation" /> = 3.90, S.D.= 0.07) 2) ผลการเปรียบเทียบระดับวัฒนธรรมทางการเมืองของข้าราชการตำรวจ พบว่า ข้าราชการตำรวจที่มีปัจจัยส่วนบุคคลต่างกัน มีระดับวัฒนธรรมทางการเมืองของข้าราชการตำรวจโดยภาพรวมแตกต่างกัน จึงยอมรับสมมติฐานที่ตั้งไว้ทุกข้อ 3) การประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมืองของข้าราชการตำรวจ โดยใช้หลักสังคหวัตถุ 4 พบว่า วัฒนธรรมทางการเมืองของข้าราชการตำรวจมีลักษณะชั้นเชิงที่ชัดเจน และมีการปฏิบัติตามคำสั่ง จากผู้บังคับบัญชาอย่างเคร่งครัด สามารถทำได้โดยการนำหลักธรรมที่เน้นความเสมอภาค ความเข้าใจ และความมีเมตตา มาปรับใช้ในการพัฒนาและปรับปรุงวัฒนธรรมการทำงาน หลักการ 1) ให้ทาน เพื่อจัดสรรตำแหน่งและทรัพยากรอย่างเท่าเทียม 2) หลักปิยวาจา คือ การพูดดีจะช่วยลดความรู้สึกของการเป็น “ไพร่ฟ้า” และส่งเสริมการมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ในองค์กร 3) หลักอัตถจาริยา (การทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดี) ในองค์กรข้าราชการตำรวจ สามารถช่วยในการปรับปรุงพฤติกรรม และกระบวนการทำงานให้เป็นไปในทางที่สร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพ และ 4) หลักสมานัตตาในการจัดสรรทรัพยากร และโอกาสต่างๆ โดยไม่ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ทางการเมือง หรือบุคคล</p>
2026-04-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/rabij/article/view/6229
แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำของนักการเมืองท้องถิ่นในอำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ตามหลักปาปณิกธรรม
2025-09-06T12:03:04+07:00
แสงประทีป นิลเนตร
sangprateepnilnet@gmail.com
สยาม ดำปรีดา
sayam.dd@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำของนักการเมืองท้องถิ่น 2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของหลักปาปณิกธรรมกับภาวะผู้นำของนักการเมืองท้องถิ่น 3) เสนอแนวทางในการพัฒนาภาวะผู้นำของนักการเมืองท้องถิ่น ตามหลักปาปณิกธรรม การวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลจากประชาชน 399 คน ด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 17 รูป/คน ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับภาวะผู้นำของนักการเมืองท้องถิ่นตามหลักปาปณิกธรรม ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ย (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{X}" alt="equation" /> = 4.53, S.D. = 0.24) และระดับความคิดเห็นภาวะผู้นำของนักการเมืองท้องถิ่นในอำเภอเมืองนครสวรรค์ตามทฤษฎี Plato ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ย (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{X}" alt="equation" /> = 4.55, S.D. = 0.16) 2) ความสัมพันธ์ของหลักปาปณิกธรรม กับภาวะผู้นำของนักการเมืองท้องถิ่นในอำเภอเมืองนครสวรรค์ ตามทฤษฎี Plato โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง Pearson Correlation (r) (0.509**) 3) แนวทางในการพัฒนาภาวะผู้นำของนักการเมืองท้องถิ่น ตามหลักปาปณิกธรรมได้แก่ 3.1) ด้านความยุติธรรม ส่งเสริมให้นักการเมืองท้องถิ่นให้มีมีจิตสำนึก 3.2) ความฉลาดหรือปัญญา เป็นการกระทำที่เหมาะสม มีการทำงานเชิงรุก 3.3) ด้านความกล้าหาญ เป็นการป้องกันชีวิตให้หลุดพ้นจากสิ่งยั่วยวนกวนใจ และ3.4) ด้านความรู้จักพอประมาณ เป็นพลังแห่งความพยายามที่จะควบคุมประสาทสัมผัสจากสิ่งยั่วยวนกวนใจทั้งหลายได้</p>
2026-04-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/rabij/article/view/6418
ความไว้วางใจทางการเมืองของประชาชนที่มีต่อนักการเมืองระดับท้องถิ่น ในเขตตำบลชุมตาบง อำเภอชุมตาบง จังหวัดนครสวรรค์ ตามหลักสังคหวัตถุ 4
2025-09-30T12:09:28+07:00
ปภัสฎาภรณ์ นิลมณี
paphatsadaphon480@gmail.com
สุกัญญาณัฐ อบสิณ
Namtan.ka081@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความไว้วางใจทางการเมืองระดับท้องถิ่นของประชาชนในเขตตำบลชุมตาบง อำเภอชุมตาบง จังหวัดนครสวรรค์ 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักสังคหวัตถุ 4 กับ ปัจจัยที่มีผลต่อความไว้วางใจทางการเมืองของนักการเมือง และ 3) เสนอแนวทางในการพัฒนาความไว้วางใจทางการเมืองของประชาชนที่มีต่อนักการเมือง ตามหลักสังคหวัตถุ 4 การวิจัยใช้แบบผสานวิธี เก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 366 คน โดยใช้แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.764 และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพทำการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 18 รูป/คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการเนื้อหาเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับปัจจัยที่มีผลต่อความไว้วางใจทางการเมืองของประชาชนที่มีต่อนักการเมือง ตามหลักสังคหวัตถุ 4 ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{X}" alt="equation" /> = 4.52, S.D. 0.31) และระดับปัจจัยที่มีผลต่อความไว้วางใจทางการเมืองของประชาชนที่มีต่อนักการเมือง ในภาพรวม อยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{X}" alt="equation" /> = 4.50, S.D. 0.42) 2) ความสัมพันธ์ระหว่างหลักสังคหวัตถุ 4 กับ ปัจจัยที่มีผลต่อความไว้วางใจทางการเมืองของนักการเมือง พบว่า ความสัมพันธ์ในทางบวก และคล้อยตามกันเป็นคู่ โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (r) (0.328**) และ3) แนวทางในการพัฒนาความไว้วางใจทางการเมืองของประชาชนที่มีต่อนักการเมือง พบว่า 1) ควรกำหนดนโยบายตรงความต้องการ โปร่งใส และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม 2) อปท.ควรบริหารงานโปร่งใส ตรวจสอบได้ ยึดธรรมาภิบาล 3) นักการเมืองควรปฏิบัติตนอย่างซื่อสัตย์ โปร่งใส เสียสละ รับผิดชอบ และ4) นักการเมืองควรเปิดเผยข้อมูล เปิดรับความคิดเห็น และตอบสนองอย่างสุภาพ</p>
2026-04-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/rabij/article/view/6553
การเสริมสร้างอุดมการณ์ทางการเมืองเชิงสมานฉันท์ตามหลักเบญจศีลเบญจธรรมของชุมชนบ้านตลุกข่อยน้ำ ตำบลเขาชนกัน อำเภอแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์
2025-09-30T14:30:11+07:00
บัณฑิต ธงสันเที๋ยะ
banditwiriya@gmail.com
สยาม ดำปรีดา
sayam.dd@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการเสริมสร้างอุดมการณ์ทางการเมืองเชิงสมานฉันท์ตามหลักเบญจศีลเบญจธรรมของชุมชนบ้านตลุกข่อยน้ำ ตำบลเขาชนกัน อำเภอแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ 2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของหลักเบญจศีลเบญจธรรมกับการเสริมสร้างอุดมการณ์ทางการเมืองเชิงสมานฉันท์ของชุมชนบ้านตลุกข่อยน้ำ และ3) เสนอแนวทางการพัฒนาการเสริมสร้างอุดมการณ์ทางการเมืองเชิงสมานฉันท์ตามหลักเบญจศีลเบญจธรรมของชุมชนบ้านตลุกข่อยน้ำ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 350 คน ด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 20 รูป/คน ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการเสริมสร้างอุดมการณ์ทางการเมืองเชิงสมานฉันท์ตามหลักเบญจศีลเบญจธรรมของชุมชนบ้านตลุกข่อยน้ำ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{X}" alt="equation" /> = 3.52, S.D. = 0.39) 2) ความสัมพันธ์ของตามหลักเบญจศีลเบญจธรรมกับการเสริมสร้างอุดมการณ์ทางการเมืองเชิงสมานฉันท์ของชุมชนบ้านตลุกข่อยน้ำ โดยภาพรวม มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันคอรีเลชั่น เท่ากับ 0.696** 3) แนวทางในการเสริมสร้างอุดมการณ์ทางการเมืองเชิงสมานฉันท์ตามหลักเบญจศีลเบญจธรรมของชุมชนบ้าน ตลุกข่อยน้ำ ประกอบไปด้วย 1) ความจริง คือ การปลูกฝังความซื่อสัตย์ สร้างความโปร่งใส เปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา และมีระบบตรวจสอบ–ร้องเรียนที่ปลอดภัยในชุมชน 2) ความยุติธรรม คือ การมีกติกาที่เป็นธรรม โปร่งใส ไม่เลือกปฏิบัติ เปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วม กล้าพูดความไม่เป็นธรรม และคุ้มครองสิทธิของคนในชุมชนอย่างเท่าเทียม 3) ความเมตตา คือ การปลูกฝังจิตอาสา การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน แบ่งปัน ไม่ทอดทิ้งกัน เปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วม และสร้างวัฒนธรรมความเอื้ออาทรในชุมชน และ 4) สันติภาพ คือ การส่งเสริมการสื่อสารอย่างสุภาพ การรับฟังกัน การแก้ไขความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และการต่อต้านความรุนแรงทุกรูปแบบในชุมชน</p>
2026-04-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/rabij/article/view/6571
การประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเทศบาลเมืองคูคต อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี
2025-10-20T10:39:04+07:00
ภูมิ ภักดีรอด
phumii@hotmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเทศบาลเมืองคูคต อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ตามหลักพุทธธรรม 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักพุทธธรรมกับการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเทศบาลเมืองคูคต อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี 3) เสนอแนวทางในการใช้หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเทศบาลเมืองคูคต อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณโดยแจกแบบสอบถาม จำนวน 396 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ และการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 17 รูป/คน และใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเทศบาลเมืองคูคต ตามหลักสัปปุริสธรรม 7 ภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( = 3.05, <br />S.D. = 0.72) ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเทศบาลเมืองคูคต ภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{X}" alt="equation" /> = 3.06, S.D. = 0.70) 2) ความสัมพันธ์ระหว่างหลักพุทธธรรมกับการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเทศบาลเมืองคูคต ภาพรวมมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูงมาก Pearson Correlation (r = 0.826) และ 3) แนวทางในการใช้หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองในเทศบาลเมืองคูคต พบว่า 1) ควรเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการคิดและตัดสินใจ 2) ส่งเสริมให้ประชาชนเลือกผู้นำที่มีความรู้ ความสามารถ และมีคุณธรรม 3) ประชาชนควรติดตามนโยบาย โดยใช้หลักพุทธธรรมและใช้ปัญญา 4) ส่งเสริมให้ประชาชนทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม 5) จัดกิจกรรมการเรียนรู้เกี่ยวกับหลักธรรมทางพุทธศาสนา 6) ส่งเสริมประชาชนให้มีการใช้เทคโนโลยี 7) ส่งเสริมความรู้ทางการเมือง สร้างการตรวจสอบภายในชุมชน และ 8) ส่งเสริมให้ประชาชนมีสติสัมปชัญญะ และหลักคุณธรรมของผู้นำ</p> <p> </p>
2026-04-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/rabij/article/view/7301
วัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตยของประชาชน ในเทศบาลนครนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์
2026-01-07T13:39:47+07:00
เจียระไน วันทอง
suriwassaeveeve@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความคิดเห็นที่มีต่อวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของประชาชนในเทศบาลนครนครสวรรค์ 2) ศึกษาวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของหลักสาราณียธรรมกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของประชาชนในเทศบาลนครนครสวรรค์ 3) เสนอแนวทางในการพัฒนาวัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตยของประชาชนในเทศบาลนครนครสวรรค์ ตามหลักหลักสาราณียธรรม เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณใช้วิธีการวิจัยเชิงสํารวจจากแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.91 กับกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 399 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสทธิ์สหสัมพันธ์ และการวิจัยเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 18 รูป/คน เลือกแบบเจาะจงและใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหา ประกอบบริบท ผลการวิจัย พบว่า 1) ความคิดเห็นที่มีต่อหลักหลักสาราณียธรรมกับวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของประชาชนในเทศบาลนครนครสวรรค์ โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{X}" alt="equation" /> = 3.76 , S.D.= 0.57) ส่วนความคิดเห็นที่มีต่อวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของประชาชนในเทศบาลนครนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{X}" alt="equation" /> = 3.73, S.D.= 0.53) 2) ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของหลักสาราณียธรรมกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของประชาชนในเทศบาลนครนครสวรรค์ พบว่า มีค่าความสัมพันธ์ในทางบวก โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (r = 0.381) 3) แนวทางการพัฒนาวัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตยของประชาชนตามหลักหลักสาราณียธรรม พบว่า ควรมุ่งส่งเสริมศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย ควบคู่กับการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และการยึดถือกติกาประชาธิปไตยเป็นสำคัญ โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ มีสำนึกในหน้าที่พลเมือง และมีทัศนคติเชิงบวกพร้อมทั้งความไว้วางใจซึ่งกันและกัน อีกทั้งควรส่งเสริมการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมีเหตุผล และลดแนวคิดแบบเผด็จการ เพื่อยึดหลักความเท่าเทียมและอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมประชาธิปไตย</p>
2026-04-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/rabij/article/view/7346
การขับเคลื่อนโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข ขององค์การบริหารส่วนตำบลยางตาล อำเภอโกรกพระ จังหวัดนครสวรรค์ ตามหลักอิทธิบาทธรรม
2026-01-07T14:07:10+07:00
เกรียงไกร เกิดคำ
write_for@hotmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการขับเคลื่อนโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข ขององค์การบริหารส่วนตำบลยางตาล อำเภอโกรกพระ จังหวัดนครสวรรค์ ตามหลักอิทธิบาทธรรม 2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างหลักอิทธิทบาทธรรมกับการขับเคลื่อนโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข ขององค์การบริหารส่วนตำบลยางตาล 3) เสนอแนวทางในการพัฒนาการขับเคลื่อนโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข ขององค์การบริหารส่วนตำบลยางตาล ตามหลักอิทธิบาทธรรม <br />การวิจัยนี้เป็นแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณจากประชากรที่ศึกษาในเขตตำบลยางตาล จำนวน 1,717 คน นำมาคำนวณด้วยการเปิดตารางของ Krejcie & Morgan ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 326 คน โดยใช้แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน คอรีเลชั่น และการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 18 คน กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง ใช้แบบสัมภาษณ์และวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา ผลการวิจัย พบว่า 1) การขับเคลื่อนโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข ขององค์การบริหารส่วนตำบลยางตาล ตามหลักอิทธิบาทธรรม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{X}" alt="equation" /> = 3.75, S.D. = 0.827) และดำเนินการตามหลัก 5ส มีความสัมพันธ์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{X}" alt="equation" /> = 3.93, S.D. = 0.826) 2) ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างหลักอิทธิทบาทธรรมกับการ ขับเคลื่อนโครงการ 5ส วัด ประชา รัฐ สร้างสุข ขององค์การบริหารส่วนตำบลยางตาลพบว่ามี ความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูง 3) แนวทางการขับเคลื่อนโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข ขององค์การบริหารส่วนตำบลยางตาล ตามหลัก 5ส ประกอบด้วย 1) สะสาง การสำรวจ วางแผน และปรับปรุงสถานที่ให้เหมาะสม 2) สะดวก การจัดระเบียบพื้นที่ตามความต้องการของวัด ชุมชน และผู้มาเยือน 3) สะอาด การดูแลรักษาความสะอาดและสร้างจิตสำนึกที่ดี 4) สร้างมาตรฐาน การกำหนดแนวทางปฏิบัติและเป้าหมายที่ชัดเจน และ 5) สร้างวินัย การปลูกฝังความรับผิดชอบจนเป็นพฤติกรรมที่ยั่งยืน</p>
2026-04-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/rabij/article/view/8191
การพัฒนาและสร้างความมั่นคงแห่งชาติของหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กรณีศึกษาหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 31
2026-03-04T21:21:44+07:00
เอกชัย คนตรง
sunisa5691@gmail.com
วิทยา ชินบุตร
sunisa5691@gmail.com
สุกัญญาณัฐ อบสิณ
namtan_ka081@hotmail.com
<p>บทความวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการพัฒนาและสร้างความมั่นคงแห่งชาติของหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 31 และ 2) เพื่อนำเสนอแนวทางในการพัฒนาและสร้างความมั่นคงแห่งชาติของหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 31 การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณได้แก่ ประชาชนในพื้นที่ทั้งหมด 2 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดน่าน 15 อำเภอ จังหวัดแพร่ 8 อำเภอ จำนวนประชากร 897,794 คน จากสูตรคำนวณหาขนาดกลุ่มตัวอย่างของ Taro Yamane ได้กลุ่มตัวอย่าง 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 19 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับการพัฒนาและการสร้างความมั่นคงแห่งชาติของหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กรณีศึกษาหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 31 ตามแผนงานโดยรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{X}" alt="equation" /> = 3.67, S.D. = 0.39) และระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาและสร้างความมั่นคงแห่งชาติของหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 31 ตามหลักอปริหานิยธรรม 7 โดยภาพรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{X}" alt="equation" /> = 3.62, S.D. = 0.32) และ2) แนวทางในการพัฒนาและสร้างความมั่นคงแห่งชาติของหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 31 ประกอบด้วย 4 ด้านได้แก่ (1) ด้านการคมนาคม ควรมีการพัฒนาและปรับปรุงเส้นทางคมนาคมในชุมชนและพื้นที่การเกษตร เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทาง การขนส่งผลผลิต และเพิ่มความปลอดภัยในการสัญจร (2) ด้านการจัดหาน้ำกินน้ำใช้ ควรมีการพัฒนาและจัดหาแหล่งน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วม รวมถึงมีการสนับสนุนน้ำอุปโภคบริโภคและน้ำเพื่อการเกษตรให้แก่ประชาชน (3) ด้านการช่วยเหลือและพัฒนาประชาชน ควรให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย และส่งเสริมความรู้ด้านการเกษตรและการดำรงชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง และ (4) ด้านการส่งเสริมเกษตรผสมผสาน ควรมีการสนับสนุนการประกอบอาชีพด้านการเกษตร การรวมกลุ่มอาชีพ และการสร้างรายได้ เพื่อเสริมความเข้มแข็งและความยั่งยืนของชุมชน</p>
2026-04-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/rabij/article/view/7260
บทวิจารณ์หนังสือ (Book Review) การข่มขู่ทางอารมณ์
2026-03-18T11:33:21+07:00
พระมหาสันทรรศน์ ฐิตวิริโย (จ่าม่วง)
nattha915628@gmail.com
สามารถ สุขุประการ
samart.sukhuprakarn@gmail.com
<p>บทวิจารณ์หนังสือนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้เข้าใจกลไกทางจิตใจและความสัมพันธ์ที่ก่อให้เกิดการข่มขู่ทางอารมณ์ ด้วยการข่มขู่ทางอารมณ์คือการควบคุมอย่างหนึ่ง ทำให้ผู้ตกเป็นเหยื่อ ทำตามข้อเรียกร้อง หรือความต้องการของตน โดยที่ไม่เต็มใจ อึดอัดใจ เป็นทุกข์ใจแต่ต้องยอมคล้อยตามเพราะความกลัวความสัมพันธ์จะไม่ราบรื่นกลัวเกิดปัญหา กลัวความสัมพันธ์จะแตกหัก กลัวเป็นคนไม่ดีในสายตาสังคม ศาสนา ศีลธรรมฯลฯ</p> <p>“การข่มขู่ทางอารมณ์” มักพบในความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล กลุ่มเพื่อนฝูง ระหว่างสามีภรรยา ญาติพี่น้อง หรือในสังคมหน้าที่การงาน ผู้ข่มขู่จะใช้วิธีการ "ข่มขู่" ทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อทำให้ผู้ถูกข่มขู่เกิดความรู้สึกทางลบต่าง ๆ นานา รู้สึกว่าตนมีความผิด ตนทำตัวไม่ถูก ตนทำให้กลุ่มผิดหวัง ฯลฯ ทำให้กดดันทางอารมณ์ต่าง ๆนานา อึดอัดใจ ทุกข์ใจ จนต้องยอมคล้อยตามคำเรียกร้อง เพื่อจะคลายความกดดัน</p> <p>โจว มู่ จือ (ผู้เขียน) ได้วิเคราะห์ลักษณะของการข่มขู่ทางอารมณ์ รวมถึงอธิบายว่าคนแบบไหนบ้างที่ถูกข่มขู่ทางอารมณ์ได้โดยง่าย ลักษณะแบบไหนบ้างที่มีการใช้ข่มขู่ทางอารมณ์ โดยนำเสนออย่างเป็นระบบและมีลำดับชัดเจน เพื่อหวังว่าทุกคนจะตระหนักถึงปัญหา และ เข้าใจผลกระทบที่เกิดจากการข่มขู่ทางอารมณ์ สามารถแยกแยะวิธีการข่มขู่ทางอารมณ์ได้ ระวังมิเป็นผู้ใช้การข่มขู่ทางอารมณ์กับผู้อื่นเสียเอง รวมทั้งถอนตัวออกจากการเป็นเหยื่อ ในวงจรของการข่มขู่ทางอารมณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-04-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์