https://so09.tci-thaijo.org/index.php/rabij/issue/feed วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์ 2026-10-01T13:20:05+07:00 รองศาสตราจารย์ ดร.อัครเดช พรหมกัลป์ journal.rabij@gmail.com Open Journal Systems <p><strong>วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์ Journal of Interdisciplinary Buddhism</strong><strong> </strong> มีวัตถุประสงค์เพื่อตีพิมพ์และเผยแพร่บทความวิจัย บทความวิชาการและบทวิจารณ์หนังสือที่เป็นภาษาไทยและมีข้อค้นพบ ข้อเสนอแนะที่เป็นนวัตกรรม รวมถึงความคิดริเริ่มที่มีผลกระทบต่อชุมชน สังคม และประเทศชาติในวงกว้าง อีกทั้งยังมุ่งหมายที่จะเป็นเวทีในการนำเสนอผลงานทางวิชาการเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางสังคมศาสตร์ และสาขาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องและสนับสนุนการศึกษา การสอน โดยเน้นสาขาวิชาพระพุทธศาสนา การบริหารการศึกษา รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ การจัดการชุมชน รวมถึงสหวิทยาการอื่น ๆ </p> <p>วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์ ได้เริ่มจัดทำในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่ พ.ศ.2566 หมายเลข ISSN 2822-1222 <span style="font-size: 0.875rem;">(Online) </span></p> https://so09.tci-thaijo.org/index.php/rabij/article/view/9860 การจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานเพื่อพัฒนาการคิดเชิงประวัติศาสตร์ผ่านการศึกษาบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ไทย 2026-09-17T04:41:58+07:00 สุชิน เชยผลบุญ chanakankang.2560@gmail.com พระอนันท์ อ้นแจ่ม chanakankang.2560@gmail.com ถาวร ภูแผลงทอง chanakankang.2560@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวทางการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning: PBL) เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดเชิงประวัติศาสตร์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยนำการวิเคราะห์บุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ไทยมาเป็นกรณีศึกษา เนื่องจากการเรียนเรื่องบุคคลสำคัญไม่ควรมีเพียงประวัติและผลงานที่ผู้เรียนต้องจดจำ แต่ควรให้ผู้เรียนได้ศึกษาว่าบุคคลนั้นอยู่ในสภาพสังคมและเหตุการณ์เช่นไรในช่วงเวลานั้น มีปัจจัยใดเกี่ยวข้องกับบทบาทและการตัดสินใจ และสิ่งที่บุคคลนั้นกระทำส่งผลต่อสังคมอย่างไร การศึกษาจากหลักฐานหลายแหล่งจึงเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ผู้เรียนมองเรื่องราวของบุคคลได้รอบด้านมากขึ้น การจัดการเรียนรู้ที่เสนอในบทความประกอบด้วย 5 ขั้นตอน คือ 1) การกำหนดปัญหาทางประวัติศาสตร์ 2) การสืบค้นข้อมูล 3) การวิเคราะห์หลักฐาน 4) การอภิปรายแลกเปลี่ยนมุมมอง และ5) การสรุปองค์ความรู้ การเรียนเริ่มจากประเด็นที่ชวนให้ผู้เรียนสงสัยเกี่ยวกับบุคคลสำคัญ แล้วจึงค้นหาข้อมูลจากหลักฐานต่าง ๆ ตรวจสอบที่มาและความน่าเชื่อถือ เปรียบเทียบข้อมูลที่เหมือนหรือแตกต่างกัน และนำสิ่งที่ค้นพบมาอภิปรายร่วมกัน โดยครูคอยตั้งคำถาม แนะนำแหล่งข้อมูล และช่วยให้ผู้เรียนพิจารณาหลักฐานอย่างรอบคอบ การเรียนในลักษณะนี้ทำให้ผู้เรียนไม่ได้รู้เพียงว่าบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ไทยมีประวัติและผลงานอย่างไร แต่ได้ฝึกคิดต่อจากเรื่องที่เรียน เช่น เหตุใดบุคคลนั้นจึงตัดสินใจเช่นนั้น เหตุการณ์และสภาพสังคมในขณะนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไร หลักฐานแต่ละแหล่งให้ข้อมูลตรงกันหรือไม่ และผลจากการกระทำนั้นมีต่อสังคมในเวลาต่อมาอย่างไร ผู้เรียนจึงได้ฝึกตั้งคำถาม ค้นหาหลักฐาน วิเคราะห์และตีความข้อมูล รวมทั้งอธิบายความคิดเห็นของตนเองโดยมีหลักฐานและเหตุผลรองรับ ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของการคิดเชิงประวัติศาสตร์</p> 2026-10-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/rabij/article/view/6207 ปัจจัยที่มีผลต่อการตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนใน อำเภอโคกเจริญ จังหวัดลพบุรี 2026-04-20T10:14:34+07:00 พระอนุวัต อนุวฑฺฒนวิญฺญู (อ่อนน้อม) anuwatonnom@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับปัจจัยการตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนในอำเภอโคกเจริญ จังหวัดลพบุรี 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักสัปปุริสธรรม 7 กับปัจจัยการตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนในอำเภอโคกเจริญ และ 3) ศึกษาแนวทางส่งเสริมการตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนในอำเภอโคกเจริญ ตามหลักสัปปุริสธรรม 7 การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณมีประชากร ได้แก่ ประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 19,431 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามสูตรของ Taro Yamane ที่ระดับความคลาดเคลื่อน .05 ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่างขั้นต่ำ 392 คน และเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 395 คน โดยใช้การสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.60–1.00 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.857 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 20 รูป/คน ซึ่งเลือกแบบเจาะจง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) ปัจจัยการตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนในอำเภอโคกเจริญ ตามหลักสัปปุริสธรรม 7 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />= 4.32, S.D. = 0.25) และปัจจัยการตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />= 4.27, S.D. = 0.28) 2) หลักสัปปุริสธรรม 7 มีความสัมพันธ์ทางบวกกับปัจจัยการตื่นตัวทางการเมืองของประชาชน โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r = .501) และ3) แนวทางส่งเสริมการตื่นตัวทางการเมือง ได้แก่ พรรคการเมืองควรมีเป้าหมายที่ชัดเจน โปร่งใส และคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม ผู้สมัครควรมีคุณธรรม ความรู้ความสามารถ และความรับผิดชอบ นโยบายควรสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนและสามารถปฏิบัติได้จริง การหาเสียงควรนำเสนอข้อมูลอย่างถูกต้อง โปร่งใส และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม และสื่อมวลชนควรนำเสนอข้อมูลอย่างถูกต้อง เป็นกลาง และยึดมั่นในจรรยาบรรณ</p> 2026-10-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/rabij/article/view/8378 การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของทหารกองประจำการในสังกัดกองร้อยระวังป้องกัน สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม 2026-09-24T11:03:50+07:00 ธนิสร เดชาชัยอัครโยธิน Ssr26961@gmail.com สยาม ดำปรีดา aofmcu@gmail.com ภาราดร แก้วบุตรดี aofmcu@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของทหารกองประจำการในสังกัดกองร้อยระวังป้องกัน สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม 2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างหลักอปริหานิยธรรม 7 กับการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของทหารกองประจำการในสังกัดกองร้อยระวังป้องกัน และ 3) นำเสนอแนวทางการบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของทหารกองประจำการในสังกัดกองร้อยระวังป้องกัน การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แนวคิดหลักอปริหานิยธรรม 7 ร่วมกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองตามแนวคิดของสมบัติ ธำรงธัญวงศ์เป็นกรอบแนวคิดในการวิจัย ใช้แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.937 เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากประชากรทั้งหมด จำนวน 97 นาย ซึ่งเป็นทหารกองประจำการในสังกัดกองร้อยระวังป้องกันที่ 1 และ 2 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ส่วนข้อมูลจากคำถามปลายเปิดวิเคราะห์โดยการวิเคราะห์เนื้อหาและสังเคราะห์เป็นแนวทางการบูรณาการหลักพุทธธรรมผลการวิจัย พบว่า 1) การปฏิบัติตามหลักอปริหานิยธรรม 7 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (μ = 3.66, σ = 0.26) และการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (μ = 3.66, σ = 0.45) 2) หลักอปริหานิยธรรม 7 มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของทหารกองประจำการในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r = .77) และ3) แนวทางการบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ควรประยุกต์หลักอปริหานิยธรรม 7 เพื่อส่งเสริมการปรึกษาหารือ ความสามัคคี การเคารพกติกาและผู้บังคับบัญชาภายใต้กรอบกฎหมาย ความรับผิดชอบต่อส่วนรวม และการดำรงชีวิตอย่างพอเพียง ควบคู่กับการส่งเสริมการใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างมีสติ การเคารพความคิดเห็นที่แตกต่าง และการมีพฤติกรรมทางการเมืองอย่างสุจริต มีวินัย และเคารพกฎหมาย</p> 2026-10-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/rabij/article/view/8353 การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในยุคดิจิทัลโรงเรียนในเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาเวียงศรีวิชัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำพูน เขต 1 2026-03-16T23:15:18+07:00 นิตยา นวลยานัส nityabwr@gmail.com สุดา เนตรสว่าง Niyata-089@hotmail.com <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในยุคดิจิทัล โรงเรียนในเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษา และ 2) ศึกษาแนวทางพัฒนาการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในยุคดิจิทัล โรงเรียนในเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาเวียงศรีวิชัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำพูน เขต 1 โดย ทำการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ และการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถาม ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.91 ประชากร ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 7 คน ครู 87 คน และคณะกรรมการสถานศึกษา จำนวน 7 รวมทั้งสิ้น 101 และผู้ทรงคุณวุฒิในการสัมภาษณ์ เลือกแบบเจาะจง จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา พบว่า 1) ค่าการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในยุคดิจิทัล โรงเรียนในเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาเวียงศรีวิชัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำพูน เขต 1 (μ = 4.46, σ = 0.61) 2) แนวทางพัฒนาการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในยุคดิจิทัลควรมุ่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบสารสนเทศมาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดขั้นตอน และสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหารให้รวดเร็วและแม่นยำ โดยเฉพาะด้านการวางแผน งบประมาณ และบุคลากร ควบคู่กับการเปิดโอกาสให้หน่วยงานภายนอกและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนา โรงเรียนควรพัฒนาระบบติดตามและประเมินผลด้านเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างเป็นระบบ กำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจน มีการจัดเก็บ วิเคราะห์ และนำข้อมูลไปใช้ปรับปรุงคุณภาพอย่างต่อเนื่อง พร้อมส่งเสริมทักษะดิจิทัลของผู้บริหารในการนิเทศและประเมินผล และเปิดเผยผลการดำเนินงานผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและชุมชนอย่างยั่งยืน</p> 2026-10-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/rabij/article/view/7714 การใช้แนวคิด STEAM Education เพื่อพัฒนาทักษะจัดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาศิลปะสำหรับเด็กของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 2026-01-26T10:06:36+07:00 สุปราณี ชมจุมจัง nickyjumjang@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลการใช้แนวคิด STEAM Education เพื่อพัฒนาทักษะการจัดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาศิลปะสำหรับเด็กของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 และ 2) ประเมินความพึงพอใจของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ที่มีต่อการเรียนรู้รายวิชาศิลปะสำหรับเด็กตามแนวคิด STEAM Education การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง โดยใช้แบบแผนการทดลองกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังเรียน (One Group Pre-test Post-test Design) กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาศิลปศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 16 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน จำนวน 20 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.92 และ 2) แบบสอบถามความพึงพอใจแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ระหว่าง 0.80–1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.70 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีสำหรับกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาหลังการเรียนรู้ตามแนวคิด STEAM Education สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยก่อนเรียนมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 8.75 (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> = 8.75, S.D. = 2.97) และหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 16.28 (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> = 16.28, S.D. = 1.87) และ2) นักศึกษามีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้รายวิชาศิลปะสำหรับเด็กตามแนวคิด STEAM Education โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> = 4.94, S.D. = 0.19)</p> 2026-10-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/rabij/article/view/5993 คุณภาพการให้บริการขององค์การบริหารส่วนตำบลสระทะเล อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ ตามหลักสังคหวัตถุธรรม 2026-05-19T09:59:28+07:00 ปัณฑ์ฉัตรีย์ ปานทรัพย์ panthub2568@gmail.com สุกัญญาณัฐ อบสิณ Namtan.ka081@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับคุณภาพการให้บริการขององค์การบริหารส่วนตำบลสระทะเล อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ ตามหลักสังคหวัตถุธรรม 2) ศึกษาความสัมพันธ์ของหลักสังคหวัตถุธรรมกับคุณภาพการให้บริการขององค์การบริหารส่วนตำบลสระทะเล และ3) เสนอแนวทางการพัฒนาคุณภาพการให้บริการขององค์การบริหารส่วนตำบลสระทะเลตามหลักสังคหวัตถุธรรม การวิจัยเป็นแบบผสานวิธี โดยประยุกต์หลักสังคหวัตถุธรรมร่วมกับแนวคิดคุณภาพการให้บริการของ Millet การวิจัยเชิงปริมาณ ประชากร ได้แก่ ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 2,696 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยสูตรของ Taro Yamane ได้ 349 คน และสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วน เครื่องมือเป็นแบบสอบถาม มีค่า IOC ระหว่าง 0.60–1.00 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.934 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน การวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 17 รูป/คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับคุณภาพการให้บริการตามหลักสังคหวัตถุธรรม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> = 3.73, S.D. = 0.72) ส่วนคุณภาพการให้บริการขององค์การบริหารส่วนตำบลสระทะเล โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> = 3.75, S.D. = 0.72) 2) หลักสังคหวัตถุธรรมมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับคุณภาพการให้บริการขององค์การบริหารส่วนตำบลสระทะเลในระดับสูงมาก (r = 0.984) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 3) แนวทางการพัฒนาคุณภาพการให้บริการตามหลักสังคหวัตถุธรรม ประกอบด้วย 1) ด้านการให้บริการอย่างเสมอภาค ควรพัฒนาบริการให้ทั่วถึงและลดขั้นตอนที่ซับซ้อน 2) ด้านการให้บริการที่ตรงเวลา ควรลดขั้นตอนและระยะเวลาการให้บริการ 3) ด้านการให้บริการอย่างเพียงพอ ควรพัฒนาสาธารณูปโภคและระบบบริการให้เพียงพอ 4) ด้านการให้บริการอย่างต่อเนื่อง ควรพัฒนาฐานข้อมูลและระบบติดตามบริการ และ 5) ด้านการให้บริการอย่างก้าวหน้า ควรพัฒนาบริการออนไลน์และนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้</p> 2026-10-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/rabij/article/view/8663 การพัฒนาโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุและแนวทางการจัดระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ส่งผลต่อการเรียนรู้แห่งอนาคตของผู้เรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุโขทัย 2026-05-24T16:49:19+07:00 กฤษณวรรณ ยนต์นิยม yonniyomk@gmail.com ณัฐกานต์ ประจันบาน yonniyomk@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ส่งผลต่อการเรียนรู้แห่งอนาคตของผู้เรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุโขทัย กับข้อมูลเชิงประจักษ์ และ2) ศึกษาแนวทางการจัดระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ส่งผลต่อการเรียนรู้แห่งอนาคตของผู้เรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุโขทัย การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ได้แก่ การวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4–6 จำนวน 192 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ แบบสอบถามเกี่ยวกับระบบนิเวศการเรียนรู้ และแบบสอบถามเกี่ยวกับการเรียนรู้แห่งอนาคตของผู้เรียน มีค่าดัชนีความสอดคล้องรายข้ออยู่ระหว่าง 0.80–1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.952 และ 0.961 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน และการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง และการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 5 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ส่งผลต่อการเรียนรู้แห่งอนาคตของผู้เรียนมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยมีค่า p-value = 0.089, CFI = 0.994, TLI = 0.990, RMSEA = 0.050 และ SRMR = 0.017 และการจัดระบบนิเวศการเรียนรู้มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้แห่งอนาคตของผู้เรียน โดยมีขนาดอิทธิพลทางตรงและอิทธิพลรวมเท่ากับ 0.801 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ2) แนวทางการจัดระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ส่งผลต่อการเรียนรู้แห่งอนาคตของผู้เรียน ประกอบด้วย 2 ด้าน ได้แก่ (1) การส่งเสริมการจัดระบบนิเวศการเรียนรู้ โดยจัดสภาพแวดล้อมและแหล่งเรียนรู้ที่เอื้อต่อผู้เรียน พัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้ ส่งเสริมการมีส่วนร่วม ใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม พัฒนาครู และสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และ(2) การส่งเสริมการเรียนรู้แห่งอนาคตของผู้เรียน โดยจัดการเรียนรู้ที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ บูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ส่งเสริมทักษะศตวรรษที่ 21 ความสามารถในการปรับตัว การเรียนรู้ร่วมกัน และการเรียนรู้ตลอดชีวิต</p> 2026-10-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/rabij/article/view/8412 การเป็นองค์กรแห่งความสุขของสถานศึกษาในอำเภอภูเพียง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 1 2026-03-25T12:03:58+07:00 กานติมา ศรประเสริฐ kantima67039@hotmail.com สุรัตน์ ศรีดาเดช kantima67039@hotmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการเป็นองค์กรแห่งความสุขของสถานศึกษาในอำเภอภูเพียง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 1 และ 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาการเป็นองค์กรแห่งความสุขของสถานศึกษาในอำเภอภูเพียง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 1 การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณมีประชากร ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษาในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 148 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางสำเร็จรูปของเครจซี่และมอร์แกน ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 108 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.98 ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่เลือกแบบเจาะจง จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) การเป็นองค์กรแห่งความสุขของสถานศึกษาในอำเภอภูเพียง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 1 โดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> = 4.40, S.D. = 0.65) และเมื่อพิจารณารายด้านพบว่าอยู่ในระดับมากทุกด้าน และ2) แนวทางการพัฒนาการเป็นองค์กรแห่งความสุขของสถานศึกษา พบว่า ควรดำเนินการ 5 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านความพอใจในงาน ควรสร้างบรรยากาศการทำงานที่ดีและจัดบุคลากรให้ตรงกับความถนัด 2) ด้านการเสริมสร้างการทำงาน ควรพัฒนาระบบงานและส่งเสริมการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง 3) ด้านการสร้างสัมพันธภาพในการทำงาน ควรส่งเสริมมนุษยสัมพันธ์ที่ดี รวมทั้งบทบาทของผู้บริหารในการสนับสนุนและแก้ไขปัญหา 4) ด้านการสร้างสมดุลในชีวิตการทำงาน ควรส่งเสริมสุขภาพกายและจิตใจและจัดกิจกรรมเพื่อลดความเครียด และ5) ด้านการให้รางวัล ควรกำหนดหลักเกณฑ์การให้รางวัลที่เป็นธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้</p> 2026-10-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/rabij/article/view/8700 แนวทางการพัฒนาการบริหารวิชาการในยุคปัญญาประดิษฐ์: กรณีศึกษาโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า ปทุมธานี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษาปทุมธานี 2026-05-27T14:48:39+07:00 พีระกรณ์ โชติจิรธนาศักดิ์ peerakorfam54200923@gmail.com พร้อมพิไล บัวสุวรรณ peerakorfam54200923@gmail.com สุชาดา นันทะไชย peerakorfam54200923@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพที่เป็นอยู่ สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการบริหารวิชาการในยุคปัญญาประดิษฐ์ของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า ปทุมธานี และ 2) พัฒนาแนวทางการบริหารวิชาการในยุคปัญญาประดิษฐ์ของสถานศึกษา การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี แบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การวิจัยเชิงปริมาณ ประชากร ได้แก่ ผู้บริหารและครูของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า ปทุมธานี จำนวน 76 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.987 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง (PNI_modified) และระยะที่ 2 การวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสนทนากลุ่มกับผู้บริหารและครูที่เป็นหัวหน้างานในกลุ่มบริหารวิชาการ จำนวน 15 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพที่เป็นอยู่ของการบริหารวิชาการในยุคปัญญาประดิษฐ์โดยรวมอยู่ในระดับมาก (μ = 3.70, σ = 0.73) ส่วนสภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (μ = 4.54, σ = 0.65) โดยความต้องการจำเป็นสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ด้านการพัฒนาหลักสูตร (PNI_modified = 0.300) ด้านการจัดการเรียนการสอน (PNI_modified = 0.254) และด้านการวัดและประเมินผล (PNI_modified = 0.243) ตามลำดับ และ 2) แนวทางการพัฒนาการบริหารวิชาการในยุคปัญญาประดิษฐ์ ประกอบด้วย 9 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการพัฒนาหลักสูตร ควรใช้ปัญญาประดิษฐ์วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อพัฒนาหลักสูตร 2) ด้านการจัดการเรียนการสอน ควรส่งเสริมการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการออกแบบการเรียนรู้ 3) ด้านการวัดและประเมินผล ควรใช้ปัญญาประดิษฐ์รวบรวมและวิเคราะห์ผลการเรียนรู้ 4) ด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา ควรใช้ปัญญาประดิษฐ์สนับสนุนการวิจัยอย่างถูกต้องและมีจริยธรรม 5) ด้านการพัฒนาสื่อ เทคโนโลยี และแหล่งเรียนรู้ ควรสนับสนุนทรัพยากรและพัฒนาทักษะครู 6) ด้านการนิเทศ ติดตาม และประเมินผล ควรใช้ปัญญาประดิษฐ์วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อพัฒนาครู 7) ด้านการส่งเสริมความรู้ทางวิชาการแก่ชุมชน ควรใช้ปัญญาประดิษฐ์พัฒนาสื่อและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน 8) ด้านการวางแผนงานวิชาการ ควรใช้ปัญญาประดิษฐ์วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อวางแผนอย่างเป็นระบบ และ9) ด้านการบริหารจัดการสารสนเทศ ควรใช้ปัญญาประดิษฐ์จัดการข้อมูลและสนับสนุนการพัฒนาการเรียนการสอน</p> 2026-10-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/rabij/article/view/6006 การพัฒนาการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองปลิง อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ 2025-12-06T10:09:11+07:00 ประไพ ฉวีทอง always_a@hotmail.com สุกัญญาณัฐ อบสิณ always_a@hotmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองปลิง อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ตามหลักอิทธิบาทธรรม 2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของหลักอิทธิบาทธรรมกับการบริหารงานตามหลัก PDCA ขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองปลิง และ3) เสนอแนวทางการพัฒนาการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองปลิงตามหลักอิทธิบาทธรรม การวิจัยเป็นแบบผสานวิธี โดยประยุกต์หลักอิทธิบาทธรรมร่วมกับแนวคิด PDCA ของวีระพล บดีรัฐ การวิจัยเชิงปริมาณ ประชากร ได้แก่ ประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 20,300 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยสูตรของ Taro Yamane ได้ 393 คน และสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วน เครื่องมือเป็นแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ มีค่า IOC ระหว่าง 0.60–1.00 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.930 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน การวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 24 รูป/คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการบริหารงานตามหลักอิทธิบาทธรรม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />= 4.63, S.D. = 0.10) ส่วนการบริหารงานตามหลัก PDCA โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> = 4.54, S.D. = 0.03) 2) หลักอิทธิบาทธรรมมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการบริหารงานตามหลัก PDCA ในระดับต่ำ (r = 0.246) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ3) แนวทางการพัฒนาการบริหารงาน ประกอบด้วย 1) ด้าน Plan กำหนดนโยบายแบบมีส่วนร่วมและสร้างเครือข่ายความร่วมมือ 2) ด้าน Do เพิ่มการเข้าถึงสาธารณสุขและสวัสดิการสำหรับกลุ่มเปราะบาง ส่งเสริมอาชีพและใช้เทคโนโลยีในการบริการ 3) ด้าน Check เพิ่มช่องทางรับข้อร้องเรียนและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบ และ4) ด้าน Act นำผลการตรวจสอบมาปรับปรุงการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง โดยยึดหลักอิทธิบาทธรรมและเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน</p> <p><strong> </strong></p> 2026-10-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/rabij/article/view/8413 การบริหารงานวิชาการเพื่อส่งเสริมทักษะการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21 สำหรับนักเรียนบกพร่องทางการได้ยินของโรงเรียนเฉพาะความพิการเขตภาคเหนือ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ 2026-03-25T16:19:59+07:00 จุฑาทิพย์ บุญมา jutatipnan18@hotmail.com เสกชัย ชมภูนุช jutatipnan18@hotmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารงานวิชาการเพื่อส่งเสริมทักษะการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21 สำหรับนักเรียนบกพร่องทางการได้ยินของโรงเรียนเฉพาะความพิการเขตภาคเหนือ และ2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาการบริหารงานวิชาการเพื่อส่งเสริมทักษะการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21 สำหรับนักเรียนบกพร่องทางการได้ยินของโรงเรียนเฉพาะความพิการเขตภาคเหนือ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณมีประชากร ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนโรงเรียนเฉพาะความพิการ เขตภาคเหนือ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ปีการศึกษา 2568 จำนวน 132 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางสำเร็จรูปของเครจซีและมอร์แกน ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 97 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.85 ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่เลือกแบบเจาะจง จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า1) การบริหารงานวิชาการเพื่อส่งเสริมทักษะการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21 สำหรับนักเรียนบกพร่องทางการได้ยินของโรงเรียนเฉพาะความพิการเขตภาคเหนือ โดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />= 4.46, S.D. = 0.65) และเมื่อพิจารณารายด้านพบว่าอยู่ในระดับมากทุกด้าน และ2) แนวทางการพัฒนาการบริหารงานวิชาการเพื่อส่งเสริมทักษะการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21 สำหรับนักเรียนบกพร่องทางการได้ยิน ควรดำเนินการ 5 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการวัดผลประเมินผลการจัดการศึกษา ควรพัฒนาระบบการวัดและประเมินผลตามสภาพจริง และนำผลไปใช้ในการปรับปรุงการเรียนการสอน 2) ด้านการวางแผนพัฒนางานวิชาการ ควรพัฒนาการวางแผนงานวิชาการอย่างเป็นระบบและส่งเสริมการมีส่วนร่วม 3) ด้านหลักสูตรสถานศึกษา ควรพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาให้มีความยืดหยุ่นและเหมาะสมกับผู้เรียน โดยบูรณาการทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 และภาษามือไทย 4) ด้านการประกันคุณภาพ ควรเสริมสร้างระบบการประกันคุณภาพการศึกษาให้มีความเข้มแข็ง และ5) ด้านบริหารจัดการเรียนการสอน ควรพัฒนาการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยใช้สื่อและเทคโนโลยีที่เหมาะสม</p> 2026-10-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/rabij/article/view/8741 บทบาทของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และการส่งเสริมจากภาครัฐต่อการยกระดับสถานะในเวทีโลกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประเทศไทย 2026-05-12T10:58:42+07:00 ชินวัตร เชื้อสระคู chinnawat.c@msu.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการรับรู้ของผู้ประกอบการต่ออุตสาหกรรมสร้างสรรค์ การส่งเสริมจากภาครัฐ และสถานะในเวทีโลก 2) ศึกษาอิทธิพลของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ 4 ด้าน และการส่งเสริมจากภาครัฐที่มีต่อการยกระดับสถานะในเวทีโลก และ 3) ศึกษาอิทธิพลเพิ่มเติมของการส่งเสริมจากภาครัฐเมื่อควบคุมอิทธิพลของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์แล้ว การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือผู้ประกอบการอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ 4 สาขา (อาหาร การท่องเที่ยว ศิลปะ และดนตรี) ใน 5 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 497 คน จากประชากร 8,460 ราย โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามมาตรวัดลิเคิร์ท 5 ระดับ (IOC ≥ 0.50, α = 0.96) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการถดถอยพหุคูณแบบลำดับขั้น ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้ประกอบการมีการรับรู้ต่ออุตสาหกรรมสร้างสรรค์และสถานะในเวทีโลกในระดับมากที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> = 4.34 และ 4.37 ตามลำดับ) ส่วนการรับรู้การส่งเสริมจากภาครัฐอยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> = 3.78) 2) ดนตรีมีอิทธิพลเชิงบวกสูงสุด (β = .506, p &lt; .001) รองลงมาคืออาหาร (β = .277, p &lt; .001) ด้านการส่งเสริมจากภาครัฐ ความร่วมมือและการมีส่วนร่วมมีอิทธิพลเชิงบวก (β = .234, p = .006) ขณะที่การสนับสนุนระดับท้องถิ่นมีอิทธิพลเชิงลบ (β = -.170, p = .032) และ 3) การส่งเสริมจากภาครัฐยังคงมีอิทธิพลเพิ่มเติมอย่างมีนัยสำคัญเมื่อควบคุมอิทธิพลของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์แล้ว (ΔR² = .008, p = .025) ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการยกระดับสถานะในเวทีโลกต้องอาศัยกลไกการปกครองแบบประสานความร่วมมือ การส่งเสริมที่จำกัดเฉพาะระดับท้องถิ่นโดยขาดการบูรณาการกับยุทธศาสตร์ระดับชาติเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการแข่งขันในระดับนานาชาติ</p> 2026-10-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/rabij/article/view/8342 การสื่อสารทางการเมืองผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ของประชาชน เขตเทศบาลนครนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ 2026-05-14T09:57:23+07:00 นราพงษ์ วสิฏฐิตานนท์ narapong.wa@gmail.com ภาราดร แก้วบุตรดี aofmcu@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการสื่อสารทางการเมืองผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ของประชาชนเขตเทศบาลนครนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ 2) เปรียบเทียบระดับการสื่อสารทางการเมืองผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ของประชาชนเขตเทศบาลนครนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) ประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมในการสื่อสารทางการเมืองผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ของประชาชนเขตเทศบาลนครนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ เป็นการวิจัยเชิงผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ประชาชนในพื้นที่เขตเทศบาลนครนครสวรรค์ จำนวน 398 คน เครื่องมือ ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า t-test และf-test ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ บุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้อง จำนวน 17 รูป/คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้การสรุปแบบอุปนัย และการตีความ ผลการวิจัยพบว่า 1) ประชาชนมีความคิดเห็นต่อระดับการสื่อสารทางการเมืองผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ ด้านโดยรวม อยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />= 3.73, S.D. = 0.15) 2) เปรียบเทียบระดับการสื่อสารทางการเมืองผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ พบว่า ประชาชนที่มีเพศ อายุ การศึกษา และอาชีพต่างกัน ความคิดเห็นต่อระดับการสื่อสารทางการเมืองผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ แตกต่างกัน 3) การประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมในการสื่อสารทางการเมืองผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ พบว่า 3.1) ปัญญาพละ เมื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการสื่อสารทางการเมืองจะช่วยให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 3.2) วิริยะพละ สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีได้ โดยหมั่นติดตามข่าวสารและข้อมูลทางการเมืองอยู่เสมอ 3.3) อนวัชชพละ ควรนำมาประยุกต์ใช้ในทุกด้านของชีวิต รวมถึงการสื่อสารทางการเมือง 3.4) สังคหพละ ช่วยสร้างสังคมที่เป็นประชาธิปไตยที่เข้มแข็งและยั่งยืน สร้างความสามัคคีในสังคม</p> 2026-10-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/rabij/article/view/7279 การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD เรื่อง ประวัติศาสตร์กาลเวลา และวิธีการทางประวัติศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดหนองพรมหน่อ อำเภอโกรกพระ จังหวัดนครสวรรค์ 2025-12-19T14:47:05+07:00 ณรัช เสืออุดม noinathatporn@gmail.com เชาวฤทธิ์ จงเกษกรณ์ noinathatporn@gmail.com ทนง ทศไกร noinathatporn@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและหาประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD เรื่อง ประวัติศาสตร์ กาลเวลา และวิธีการทางประวัติศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดหนองพรมหน่อ อำเภอโกรกพระ จังหวัดนครสวรรค์ ตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง โดยใช้แบบแผนการทดลองกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังเรียน (One Group Pre-test Post-test Design) ประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดหนองพรมหน่อ อำเภอโกรกพระ จังหวัดนครสวรรค์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD จำนวน 6 แผน 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีค่าความยากง่ายระหว่าง 0.45–0.64 ค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.65–0.80 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.89 และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ จำนวน 15 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าประสิทธิภาพ E1/E2 และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างสัมพันธ์กัน (Dependent Samples t-test) ผลการวิจัยพบว่า <br />1) การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD มีประสิทธิภาพ E1/E2 เท่ากับ 84.33/83.31 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนด 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />= 27.33, <br />S.D. = 0.71) สูงกว่าก่อนเรียน (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" width="19" height="17" /> = 15.00, S.D. = 0.87) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />= 4.72, S.D. = 0.09)</p> 2026-10-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/rabij/article/view/8404 การบริหารหลักสูตรสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษาในสหวิทยาเขตพัฒน์วิทย์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด 2026-08-28T10:26:18+07:00 รัดดาวรรณ มานัด g673302089@northcm.ac.th เสกชัย ชมภูนุช g673302089@northcm.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารหลักสูตรสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษาในสหวิทยาเขตพัฒน์วิทย์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด และ2) ศึกษาแนวทางพัฒนาการบริหารหลักสูตรสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษาในสหวิทยาเขตพัฒน์วิทย์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.98 เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 214 คน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่เลือกแบบเจาะจง จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารหลักสูตรสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษาในสหวิทยาเขตพัฒน์วิทย์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด โดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /><strong> </strong>= 4.27, S.D. = 0.24) และเมื่อพิจารณารายด้านพบว่าอยู่ในระดับมากทุกด้าน และ 2) แนวทางพัฒนาการบริหารหลักสูตรสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ควรดำเนินการ 5 ด้าน ได้แก่ ด้านการเตรียมความพร้อมของสถานศึกษา ควรสำรวจปัญหาและความต้องการของผู้เรียน ชุมชน และบุคลากร โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ด้านการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาควรสำรวจ วิเคราะห์ และจัดทำฐานข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ ด้านการนำหลักสูตรสถานศึกษาไปใช้ ควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนและใช้ชุมชนเป็นแหล่งเรียนรู้และพื้นที่ฝึกประสบการณ์จริง ด้านการนิเทศ กำกับ ติดตาม และประเมินผล ควรใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการเผยแพร่ผลการประเมินและเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้ข้อมูลย้อนกลับ และด้านการปรับปรุงพัฒนาหลักสูตร ควรนำผลการประเมิน ข้อมูลย้อนกลับ และข้อเสนอแนะมาใช้ในการปรับปรุงหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21</p> 2026-10-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์