https://so09.tci-thaijo.org/index.php/rabij/issue/feed วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์ 2026-01-01T10:54:23+07:00 ผศ.ดร.อัครเดช พรหมกัลป์ journal.rabij@gmail.com Open Journal Systems <p><strong>วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์ Journal of Interdisciplinary Buddhism</strong><strong> </strong> มีวัตถุประสงค์เพื่อตีพิมพ์และเผยแพร่บทความวิจัย บทความวิชาการและบทวิจารณ์หนังสือที่เป็นภาษาไทยและมีข้อค้นพบ ข้อเสนอแนะที่เป็นนวัตกรรม รวมถึงความคิดริเริ่มที่มีผลกระทบต่อชุมชน สังคม และประเทศชาติในวงกว้าง อีกทั้งยังมุ่งหมายที่จะเป็นเวทีในการนำเสนอผลงานทางวิชาการเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางสังคมศาสตร์ และสาขาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องและสนับสนุนการศึกษา การสอน โดยเน้นสาขาวิชาพระพุทธศาสนา การบริหารการศึกษา รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ การจัดการชุมชน รวมถึงสหวิทยาการอื่น ๆ </p> <p>วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์ ได้เริ่มจัดทำในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่ พ.ศ.2566 หมายเลข ISSN 2822-1222 <span style="font-size: 0.875rem;">(Online) </span></p> https://so09.tci-thaijo.org/index.php/rabij/article/view/3811 บทวิจารณ์หนังสือ (Book Review) หน้าที่ของคน 2024-06-02T17:15:03+07:00 พระครูพิสุทธิ์ธรรมาภิรัต (ปฏิภาโณ) nattha915628@gmail.com ศิริโรจน์ นามเสนา namsena@hotmail.com <p>บทวิจารณ์หนังสือ “หน้าที่ของคน” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหน้าที่ของคน ท่านเขมกะ-ผู้ก่อตั้งธรรมสภา ได้พูดถึงหน้าที่ของคน 16 ประการ คือ หน้าที่ของคน คําว่าคนนี้ออกเป็น 3 ชั้น คือ คนนอก, คนในและในคน หน้าที่ คือ สิ่งที่ต้องทำ มนุษย์ คือ ผู้มีจิตใจสูง พ่อแม่สั่งสอนให้ลูกไม่ทำความชั่ว ลูกทุกคนจะต้องเชื่อฟังคำสั่งสอนของพ่อแม่ ครูอาจารย์ คือ ผู้ให้วิชาความรู้ ศิษย์เชื่อฟังคำสั่งสอนของอาจารย์ เพื่อน ต้องมีใจเมตตาร่วมสุขร่วมทุกข์ สามีมีหน้าที่ต้องปฏิบัติต่อภรรยาอย่างใด ภรรยาก็ต้องมีหน้าที่ ที่ปฏิบัติต่อสามีเหมือนกัน ข้าราชการพลเรือนต้องปฏิบัติตามระเบียบวินัยของข้าราชการโดยเคร่งครัด ตำรวจมีหน้าที่ระงับทุกข์บํารุงสุขของประชาชน ทหารมีหน้าที่รักษาเอกราชและอธิปไตย พ่อค้าแม่ค้าต้องซื่อสัตย์ต่ออาชีพ ผู้ใหญ่ผู้บังคับบัญชาต้องมีจิตใจเอื้อเฟื้อต่อผู้น้อย ผู้น้อยต้องให้ความเคารพนับถือผู้ใหญ่ คฤหัสถ์ต้องงดเว้นจากอบายมุข เมื่อทุกคนปฏิบัติตามหน้าที่ของตนแล้วสังคมจะมีความสงบสุข</p> 2026-01-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/rabij/article/view/4704 แนวทางเสริมสร้างการป้องกันการทุจริตของผู้บริหารสถานศึกษา เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 ตามหลักสุจริต 3 2025-08-30T15:28:25+07:00 ธราพงษ์ นุ่มมึศรี tharapong.noom@gmail.com อานนท์ เมธีวรฉัตร anond7949@gmail.com วินัย ทองมั่น wtongmun@gmail.com <p>บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาสภาพการป้องกันการทุจริตของผู้บริหารสถานศึกษา ในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 และ 2. เพื่อศึกษาแนวทางเสริมสร้างการป้องกันการทุจริต ของผู้บริหารสถานศึกษา เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 ตามหลักสุจริต 3 ผู้วิจัยได้ใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสานวิธี ผู้วิจัยนำแบบสอบถามไปเก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 306 ฉบับ เป็นผู้บริหารสถานศึกษา 26 คน ครู 280 คน นำมาหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสังคมศาสตร์ ผู้วิจัยได้นำ 2 ข้อ จากแบบสอบถาม ที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดของแต่ละด้าน มาร่างแนวทางแนวทาง และดำเนินการสนทนากลุ่ม เพื่อหาแนวทางเสริมสร้างการป้องกันการทุจริต ของผู้บริหารสถานศึกษา เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 ตามหลักสุจริต 3 จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 7 รูป/คน แล้ววิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพการป้องกันการทุจริตของผู้บริหารสถานศึกษา ในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 4.63, S.D. = .48) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กร อยู่ในระดับมากที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 4.66, S.D. = .48) รองลงมา คือ ด้านการประเมินความเสี่ยงเพื่อป้องกันการทุจริต อยู่ในระดับมากที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 4.63, S.D. = .49) ด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการจัดทำแผนการป้องกันการทุจริต อยู่ในระดับมากที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 4.62, S.D. = .48) ตามลำดับ 2) แนวทางเสริมสร้างการป้องกันการทุจริต ของผู้บริหารสถานศึกษา เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 ตามหลักสุจริต 3 มี 49 แนวทาง</p> 2026-01-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/rabij/article/view/5003 การพัฒนาบทเรียนออนไลน์เรื่องกฎหมายใกล้ตัวของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาลวัดจอมคีรีนาคพรต อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ 2025-09-06T11:26:08+07:00 คีรดรา หิรัญตระกูล keeradara.h@gmail.com พิสมัย รบชนะชัย พูลสุข pitsamai.poolsuk@gmail.com พระครูสุธีธรรมบัณฑิต (ไฮ้ ธมมฺเมธี) แซ่ฉั่ว hai.tham@mcu.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและหาประสิทธิภาพบทเรียนออนไลน์ เรื่องกฎหมายใกล้ตัว ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนด้วยบทเรียนออนไลน์ เรื่องกฎหมายใกล้ตัว ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนออนไลน์ เรื่องกฎหมายใกล้ตัว ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 30 คน ได้จากการสุ่มอย่างง่าย โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) บทเรียนออนไลน์ เรื่องกฎหมายใกล้ตัว ค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ในระหว่าง 0.80-1.00 และระดับคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องกฎหมายใกล้ตัว ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง 0.60-1.00 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนต่อบทเรียนออนไลน์ เรื่องกฎหมายใกล้ตัว ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง 0.80-1.00 และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าสถิติทดสอบ ผลการวิจัยพบว่า 1) บทเรียนออนไลน์ เรื่องกฎหมายใกล้ตัวของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้พัฒนาขึ้นประกอบด้วยบทเรียน 5 เรื่อง ประกอบด้วย (1) ความสำคัญของกฎหมายคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคล (2) กฎหมายเด็ก (3) กฎหมายการศึกษา (4) กฎหมายคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค (5) กฎหมายลิขสิทธิ์ มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ (E<sub>1</sub>) 88.60/ (E<sub>2</sub>) 82.25 ซึ่งสอดคล้องกับเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่ตั้งไว้ 2) ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนด้วยบทเรียนออนไลน์ เรื่องกฎหมายใกล้ตัว ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่ามีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อบทเรียนออนไลน์ เรื่องกฎหมายใกล้ตัว ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยภาพรวมนักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 4.57 , S.D. = 0.50)</p> 2026-01-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/rabij/article/view/6213 การบริหารจัดการศาสนสมบัติของสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครสวรรค์ ตามหลักอิทธิบาทธรรม 2025-10-18T13:25:08+07:00 จิรัฎฐ์ วิโรจน์ธรรมธร jirat.wi23@gmail.com พระครูนิวิฐศีลขันธ์ ืniwitsinkhon2500@gmail.com พระราชรัตนเวที sponge_karo@hotmail.com <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาการบริหารจัดการศาสนสมบัติของสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครสวรรค์ 2) เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของหลักอิทธิบาทธรรมกับการบริหารจัดการศาสนสมบัติของสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครสวรรค์ และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการบริหารจัดการศาสนสมบัติของสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครสวรรค์ ตามหลักอิทธิบาทธรรม มีรูปแบบการวิจัยแบบผสานวิธี ดำเนินการโดยการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรเป้าหมาย ได้แก่ ผู้เช่าที่ดิน อาคาร วัดร้างทั้งหมดในจังหวัดนครสวรรค์ จำนวน 190 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน การวิจัยเชิงคุณภาพโดยสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 15 รูปหรือคน นำมาวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการพรรณนา ผลการวิจัย พบว่า 1) การบริหารจัดการศาสนสมบัติกับหลักอิทธิบาทธรรม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน ค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านฉันทะ (ความพึงพอใจ) มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ( = 4.10, σ. = 0.30) รองลงมา ได้แก่ ด้านวิมังสา (การใคร่ครวญหาเหตุผลในการบริหารจัดการ) ( = 3.97, σ= 0.44) รองลงมา ได้แก่ ด้านวิริยะ (ความเพียรพยายาม) ( = 3.96, σ= 0.38) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด ได้แก่ ด้านจิตตะ (ความมุ่งมั่นเอาใจใส่) ( = 3.94, σ= 0.43) 2) การบริหารจัดการศาสนสมบัติและหลักอิทธิบาทธรรม <br />มีความสัมพันธ์กันในระดับสูงมาก (r= 0.80) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) แนวทางการประยุกต์หลักอิทธิบาทธรรม เพื่อการบริหารจัดการศาสนสมบัติของสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครสวรรค์ ควรมีการปรับโครงสร้างด้านบุคลากร กำหนดนโยบายให้เป็นรูปธรรม จัดสรรบุคคลที่เต็มใจในการปฏิบัติงาน งบประมาณต้องมีความพร้อมตามสถานการณ์ และต้องมีการรายงานผลให้สามารถตรวจสอบได้</p> <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาการบริหารจัดการศาสนสมบัติของสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครสวรรค์ 2) เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของหลักอิทธิบาทธรรมกับการบริหารจัดการศาสนสมบัติของสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครสวรรค์ และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการบริหารจัดการศาสนสมบัติของสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครสวรรค์ ตามหลักอิทธิบาทธรรม มีรูปแบบการวิจัยแบบผสานวิธี ดำเนินการโดยการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรเป้าหมาย ได้แก่ ผู้เช่าที่ดิน อาคาร วัดร้างทั้งหมดในจังหวัดนครสวรรค์ จำนวน 190 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน การวิจัยเชิงคุณภาพโดยสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 15 รูปหรือคน นำมาวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการพรรณนา ผลการวิจัย พบว่า 1) การบริหารจัดการศาสนสมบัติกับหลักอิทธิบาทธรรม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน ค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านฉันทะ (ความพึงพอใจ) มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด (µ = 4.10, σ. = 0.30) รองลงมา ได้แก่ ด้านวิมังสา (การใคร่ครวญหาเหตุผลในการบริหารจัดการ) (µ = 3.97, σ= 0.44) รองลงมา ได้แก่ ด้านวิริยะ (ความเพียรพยายาม) (µ = 3.96, σ= 0.38) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด ได้แก่ ด้านจิตตะ (ความมุ่งมั่นเอาใจใส่) (µ = 3.94, σ= 0.43) 2) การบริหารจัดการศาสนสมบัติและหลักอิทธิบาทธรรม มีความสัมพันธ์กันในระดับสูงมาก (r= 0.80) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) แนวทางการประยุกต์หลักอิทธิบาทธรรม เพื่อการบริหารจัดการศาสนสมบัติของสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครสวรรค์ ควรมีการปรับโครงสร้างด้านบุคลากร กำหนดนโยบายให้เป็นรูปธรรม จัดสรรบุคคลที่เต็มใจในการปฏิบัติงาน งบประมาณต้องมีความพร้อมตามสถานการณ์ และต้องมีการรายงานผลให้สามารถตรวจสอบได้</p> 2026-01-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/rabij/article/view/6217 ปัจจัยที่ส่งผลต่อความนิยมทางการเมืองของประชาชนที่มีต่อนักการเมืองท้องถิ่นตำบลยางตาล อำเภอโกรกพระ จังหวัดนครสวรรค์ 2025-08-30T16:57:29+07:00 เสวก ยุติธรรม sawek.c38@gmail.com สุกัญญาณัฐ อบสิณ namtan.ka081@gmail.com สยาม ดำปรีดา sayam.dd@gmail.com <p>บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับปัจจัยที่มีผลต่อความนิยมทางการเมืองของประชาชนที่มีต่อนักการเมืองท้องถิ่นในตำบลยางตาล อำเภอโกรกพระ จังหวัดนครสวรรค์ 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักสังคหวัตถุธรรมกับปัจจัยที่ส่งผลต่อความนิยมทางการเมืองของประชาชนในพื้นที่ 3) เสนอแนวทางที่ส่งผลต่อความนิยมทางการเมืองของนักการเมืองท้องถิ่น ตำบลยางตาล อำเภอโกรกพระ จังหวัดนครสวรรค์ ตามหลักหลักสังคหวัตถุธรรม การวิจัยนี้ใช้แบบผสานวิธี ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 366 คน จากประชาชนในตำบลยางตาล ซึ่งมีประชากรทั้งหมด 4,260 คน โดยใช้แบบสอบถามและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และมีการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 18 คน วิเคราะห์ข้อมูลเนื้อหาเชิงพรรณนา ผลการศึกษาพบว่า 1) ปัจจัยที่ส่งผลต่อความนิยมทางการเมืองของประชาชนที่มีต่อนักการเมืองท้องถิ่นตามหลักสังคหวัตถุธรรม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.72, S.D. 0.32) และปัจจัยที่ส่งผลต่อความนิยมทางการเมืองของประชาชนที่มีต่อนักการเมืองท้องถิ่น ตำบลยางตาล อำเภอโกรกพระ จังหวัดนครสวรรค์ โดยภาพรวมอยู่ใน ระดับมากที่สุดเช่นกัน (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.65, S.D. 0.34) 2) ความสัมพันธ์ระหว่างหลักสังคหวัตถุธรรมกับปัจจัยที่ส่งผลต่อความนิยมทางการเมืองของประชาชนในพื้นที่ โดย ภาพรวม มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ (0.01) โดยมีความสัมพันธ์ในทางบวก โดยภาพรวมอยู่ในระดับสูง Pearson Correlation (r) (0.668**) และ 3) แนวทางที่ส่งผลต่อความนิยมทางการเมืองของนักการเมืองท้องถิ่น ปัจจัยสำคัญได้แก่ 1) การเป็นผู้ให้ ช่วยเหลือประชาชนอย่างจริงใจและเป็นระบบ 2) การทำงานด้วยจิตอาสา ร่วมมือกับประชาชนในการทำงาน 3) การแก้ปัญหาตรงจุด ตอบสนองปัญหาอย่างทันท่วงที 4) การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ พูดจาสุภาพและเข้าใจง่าย 5) การสงเคราะห์ประชาชน ช่วยเหลือและรักษาศีลธรรมในการทำงาน 6) การวางตนเป็นตัวอย่าง เข้าถึงประชาชนและทำงานสม่ำเสมอ</p> 2026-01-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/rabij/article/view/6220 การพัฒนาการบริหารการจัดทำบัญชีของวัดในจังหวัดนครสวรรค์ ภายใต้ การกำกับดูแลของสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครสวรรค์ ตามหลักอิทธิบาทธรรม 2025-12-01T15:43:28+07:00 สายรุ้ง ทองเที่ยง rungbb2529@gmail.com สุกัญญาณัฐ อบสิณ Namtan.ka081@gmail.com พระครูนิวิฐศีลขันธ์ phrakhruniwit2500@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการบริหารการจัดทำบัญชีของวัดในจังหวัดนครสวรรค์ ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครสวรรค์ ตามหลักอิทธิบาทธรรม 2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างหลักอิทธิบาทธรรม และการบริหารการจัดทำบัญชีของวัดในจังหวัดนครสวรรค์ ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครสวรรค์ และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาการบริหารการจัดทำบัญชีของวัดในจังหวัดนครสวรรค์ ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครสวรรค์ ตามหลักอิทธิบาทธรรมระเบียบวิจัยเป็นแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรที่ศึกษา ได้แก่ ไวยาวัจกร หรือ ผู้ทำบัญชีของวัดในจังหวัดนครสวรรค์ จำนวน 820 วัด นำมาคำนวณขนาดตัวอย่างด้วยสูตรของทาโร ยามาเน ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 269 วัด โดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน วิธีสุ่มกลุ่มตัวอย่าง ใช้หลักการสุ่มแบบเจาะจง จากจำนวนวัดในจังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งไวยาวัจกรหรือผู้ทำบัญชีของวัดเป็นผู้ตอบแบบสอบถาม การกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง เพื่อให้ข้อมูลมีลักษณะกระจาย สัมพันธ์กับสัดส่วนของประชากร โดยสุ่มแบบแบ่งชั้นตามเขตการปกครองคณะสงฆ์ และการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 17 รูปหรือคน ผลการวิจัย พบว่า 1) การบริหารการจัดทำบัญชีของวัดในจังหวัดนครสวรรค์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) หลักอิทธิบาทธรรมมีความสัมพันธ์ในทางบวกกับการบริหารการจัดทำบัญชีของวัดในจังหวัดนครสวรรค์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับสูงมาก (r) เท่ากับ (0.93**) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01** 3) แนวทางการพัฒนาการบริหารการจัดทำบัญชีของวัดในจังหวัดนครสวรรค์ ตามหลักอิทธิบาทธรรม เจ้าอาวาสและไวยาวัจกรวัด ควรวางแผนการจัดทำบัญชีให้เป็นไปตามระเบียบ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง กำหนดเป้าหมาย วิธีการปฏิบัติงานให้ชัดเจน เอาใจใส่ ตรวจสอบความถูกต้องอยู่เสมอ และประเมินผล หากพบปัญหา อุปสรรค ร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปรับปรุง โดยยึดหลักอิทธิบาทธรรมในการจัดทำบัญชี ประกอบด้วย ฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสา</p> 2026-01-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/rabij/article/view/6378 การสื่อสารทางการเมืองของนักการเมืองท้องถิ่นในเขตเทศบาลตำบลโพธิ์ประทับช้าง อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร ตามหลักพุทธวิธี 4 ส. 2025-08-29T16:58:17+07:00 ภัทรพล ลุนสิน phattarapon742@gmail.com สุกัญญาณัฐ อบสิณ Namtan.ka081@gmail.com พระรังษีวชิรคุณ (ศิริ ทองหล่อ) phattarapon742@gmail.com <p>บทความวิจัยเรื่อง “การสื่อสารทางการเมืองของนักการเมืองท้องถิ่นในเขตเทศบาลตำบลโพธิ์ประทับช้าง อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร ตามหลักพุทธวิธี 4 ส.” มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการสื่อสารทางการเมือง 2) วิเคราะห์ระดับความสัมพันธ์หลักพุทธวิธี 4 ส. กับการสื่อสารทางการเมืองของนักการเมืองท้องถิ่นในเขตเทศบาลตำบลโพธิ์ประทับช้าง 3) เสนอแนวทางในการสื่อสารทางการเมือง การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธีระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณ เป็นการสำรวจจากแบบสอบถาม เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 379 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ, ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมุติฐานด้วยสถิติเชิงอนุมาน ผ่านสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพ เป็นการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 17 รูป/คน วิเคราะห์ผลโดยใช้เทคนิควิเคราะห์เนื้อหา โดยเริ่มศึกษาวิจัยตั้งแต่ พฤศจิกายน 2567 ถึง เมษายน 2568 ระหว่างการศึกษาวิจัยยังเป็นคณะผู้บริหารเทศบาลตำบลโพธิ์ประทับช้างชุดเดิม พบว่า 1) ระดับการสื่อสารทางการเมืองของนักการเมืองท้องถิ่น ฯ อยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 3.70, S.D. = 0.72) ระดับการสื่อสารทางการเมืองของนักการเมืองท้องถิ่น ฯ ตามทฤษฎี SMCR ของ David K. Berlo อยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 3.64, S.D. = 0.67) 2) ความสัมพันธ์ของการสื่อสารทางการเมืองอยู่ในระดับสูงมาก (R = 0.808**) 3) แนวทางในการส่งเสริม และพัฒนาการสื่อสารทางการเมือง ด้าน S (Source) ผู้ส่งสาร ต้องรู้จักพื้นที่ ประวัติความเป็นมากลุ่มบุคคล และวัฒนธรรมของชุมชนอย่างลึกซึ้ง ด้าน M (Message) ข้อมูลที่ต้องการจะสื่อ ต้องเป็นข้อมูลที่ถูกต้องตรงกับข้อเท็จจริง อ้างอิงแหล่งที่มาได้ น่าเชื่อถือ เป็นกลาง ผ่านกระบวนการตรวจสอบก่อนเผยแพร่ ด้าน C (Channel) ช่องทางการส่งข้อมูล ต้องเข้าถึงได้ง่าย เหมาะสมมีความหลากหลายทั้งออนไลน์ ออฟไลน์ ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย รวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์ในขณะนั้น ด้าน R (Receiver) กลุ่มผู้รับสาร ต้องตรวจสอบแหล่งที่มา ความถูกต้อง เลือกรับเฉพาะข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ไม่ด่วนตัดสินใจก่อนรับข้อมูลให้ครบถ้วน เป็นต้น</p> 2026-01-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/rabij/article/view/6814 สิทธิพื้นฐานในการรับบริการจากรัฐด้านการศึกษากับการก่อตั้งโรงเรียนมัธยมศึกษา ประจำอำเภอแม่เปิน จังหวัดนครสวรรค์ 2025-09-06T11:37:01+07:00 ลิขิต กันทะเสน likitkantasan@gmail.com สยาม ดำปรีดา sayam.dd@gmail.com พระรังษีวชิรคุณ (ศิริ ทองหล่อ) likitkantasan@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) ศึกษาระดับสิทธิพื้นฐานในการรับบริการจากรัฐด้านการศึกษากับการก่อตั้งโรงเรียนมัธยมศึกษาประจำอำเภอแม่เปิน จังหวัดนครสวรรค์ ตามหลักสังคหวัตถุธรรม 2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของหลักสังคหวัตถุธรรมกับสิทธิพื้นฐานในการรับบริการจากรัฐด้านการศึกษากับการก่อตั้งโรงเรียนมัธยมศึกษาประจำอำเภอแม่เปิน และ 3) เสนอแนวทางในการส่งเสริมสิทธิพื้นฐานในการรับบริการจากรัฐด้านการศึกษากับการก่อตั้งโรงเรียนมัธยมศึกษา ประจำอำเภอแม่เปิน ตามหลักสังคหวัตถุธรรม การวิจัยเป็นแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่าง 392 คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 20 รูป/คน ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับสิทธิพื้นฐานในการรับบริการจากรัฐด้านการศึกษากับการก่อตั้งโรงเรียนมัธยมศึกษา ประจำอำเภอแม่เปิน จังหวัดนครสวรรค์ ในภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.61, S.D. 0.26 ) 2)ความสัมพันธ์ของหลักสังคหวัตถุธรรมกับสิทธิพื้นฐานในการรับบริการจากรัฐด้านการศึกษากับการก่อตั้งโรงเรียนมัธยมศึกษา ในสังคมตามหลักสากล โดยภาพรวม มีความสัมพันธ์เชิงบวก ในระดับปานกลาง มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันคอรีเลชั่น เท่ากับ (r = 0.528<sup>**</sup>) 3) แนวทางการส่งเสริมสิทธิพื้นฐานตามหลักสังคหวัตถุธรรมประกอบด้วย <br />4 ด้าน คือ (1) ด้านความเสมอภาค รัฐบาลควรขยายโอกาสการเข้าถึง พัฒนาหลักสูตร ดูแลเด็กนอกระบบ และผลักดันกฎหมายสนับสนุนอย่างเท่าเทียม (2) ด้านความเป็นธรรม ควรจัดสรรทรัพยากรตามความจำเป็น ดูแลกลุ่มด้อยโอกาส ป้องกันการเลือกปฏิบัติ และพัฒนาระบบสนับสนุนให้สอดคล้องกับความแตกต่างของผู้เรียน (3) ด้านเสรีภาพ ควรเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนแสดงความคิดเห็น เลือกเรียนตามความสนใจ เข้าถึงข้อมูลที่หลากหลาย และสนับสนุนบทบาทครูในเรื่องเสรีภาพทางการศึกษา และ (4) ด้านประโยชน์สูงสุด รัฐบาลควรขยายการเข้าถึงโรงเรียนใกล้บ้าน ลดภาระค่าใช้จ่าย พัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างความร่วมมือท้องถิ่น และยกระดับศักยภาพผู้เรียนสู่มาตรฐานสากล</p> 2026-01-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/rabij/article/view/7488 การพัฒนาความเข้าใจในตนเองของนิสิตวิชาเอกการศึกษาตลอดชีวิต โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดจิตตปัญญาศึกษา 2025-12-17T12:31:45+07:00 ชนันภรณ์ อารีกุล chananporn@g.swu.ac.th <p>บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความเข้าใจในตนเองของนิสิตวิชาเอกการศึกษาตลอดชีวิตก่อนและหลังจากการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดจิตตปัญญาศึกษากลุ่มเป้าหมายการวิจัย ได้แก่ นิสิตวิชาเอกการศึกษาตลอดชีวิต หลักสูตรการศึกษาบัณฑิต (4 ปี) ชั้นปีที่ 2 จำนวน 24 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ โครงสร้างการจัดการเรียนรู้รายวิชา กศต221 การศึกษาทางเลือก ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความเข้าใจในตนเองตามแนวคิดจิตตปัญญาศึกษา แบบทดสอบ 50 Facts about me และแนวทางการสนทนากลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า ความเข้าใจในตนเองของนิสิตวิชาเอกการศึกษาตลอดชีวิตก่อนและหลังจากการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดจิตตปัญญาศึกษาจากแบบทดสอบพบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนหรือจำนวนข้อที่นิสิตทำแบบทดสอบความเข้าใจในตนเองก่อนเรียนเท่ากับ 27.92 คะแนน และค่าเฉลี่ยของคะแนนหรือจำนวนข้อที่นิสิตทำแบบทดสอบความเข้าใจในตนเองหลังเรียนเท่ากับ 48.38 คะแนน โดยในภาพรวมนิสิตมีร้อยละของพัฒนาการอยู่ในระดับสูงมาก (ร้อยละ 93.40) สิ่งที่นิสิตได้เรียนรู้จากการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความเข้าใจในตนเองตามแนวคิดจิตตปัญญาศึกษาคือนิสิตมีความเข้าใจในตนเองมากขึ้น ได้เรียนรู้เข้าใจผู้อื่นโดยเฉพาะเพื่อนร่วมชั้นเรียนมากขึ้น และผลจากการรู้จักตนเองและเพื่อนร่วมชั้นเรียนมากขึ้น ทำให้นิสิตมีความสุขในการเรียนร่วมชั้นกับเพื่อนมากขึ้น ทำงานกลุ่มได้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น</p> 2026-01-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/rabij/article/view/8144 วิกฤตการเกิดต่ำในไทย: ภาวะ “รัฐล้มเหลว” ในการสร้างหลักประกันความมั่นคงสำหรับบุตรหลาน และความท้าทายในการฟื้นฟูความชอบธรรมเชิงนโยบาย 2025-12-28T19:05:21+07:00 สุนิสา แก้วนิ่ม sunisa5691@gmail.com พัชรินทร์ อยู่เย็น yooyen.phatcharin@gmail.com ศักดา พลเข้ม sakda.pon@mcu.ac.th <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์มุ่งวิเคราะห์วิกฤต และผลกระทบที่เกิดจากอัตราการเกิดของเด็กในประเทศไทยซึ่งลดลงอย่างต่อเนื่องจนถึงระดับวิกฤตต่ำสุดในรอบ 70 ปี การวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่ามูลเหตุสำคัญเกิดจากความล้มเหลวของการบริหารภาครัฐในการสร้างหลักประกันความมั่นคงที่ครอบคลุม ทั้งในด้านการจัดสรรสวัสดิการและสภาพแวดล้อมทางสังคมที่เอื้อต่อการเลี้ยงดูบุตร แม้รัฐบาลจะดำเนินมาตรการอุดหนุนทางการเงิน เช่น เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด 600 บาทต่อเดือน แต่พบว่ามาตรการดังกล่าวมีประสิทธิภาพไม่เพียงพอ เนื่องจากคิดเป็นสัดส่วนที่น้อยกว่าร้อยละ 5 ของค่าใช้จ่ายจริงที่ครอบครัวต้องแบกรับ นอกเหนือจากต้นทุนทางการศึกษาและการแข่งขันทางสังคม กลุ่มประชากรวัยเจริญพันธุ์โดยเฉพาะชนชั้นกลางยังต้องเผชิญกับ ความเปราะบางทางการเงินจากภาระค่ารักษาพยาบาล จากโรคอุบัติใหม่และโรคตามฤดูกาลในเด็กซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงถึงหลักแสนบาทต่อครั้ง. ประกอบกับโครงสร้างผังเมืองในปัจจุบันที่เป็นอุปสรรคต่อคุณภาพชีวิต เพิ่มต้นทุนด้านเวลาและค่าเดินทาง ส่งผลให้กลุ่มคนรุ่นใหม่พิจารณาว่าการมีบุตรมี ต้นทุนค่าเสียโอกาส ที่สูงเกินกว่าสวัสดิการรัฐจะชดเชยได้ สภาวการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงการตกอยู่ใน “สุญญากาศทางสวัสดิการ” ซึ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นและนำไปสู่การปฏิเสธนโยบายส่งเสริมการมีบุตรโดยปริยาย บทความนี้จึงใช้กรอบแนวคิดความชอบธรรมเชิงนโยบายและรัฐสวัสดิการเสนอให้ภาครัฐเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่น ผ่านการปรับกระบวนทัศน์จากการสงเคราะห์เฉพาะกลุ่มสู่ สวัสดิการเด็กถ้วนหน้า และการพัฒนา เมืองที่เป็นมิตรต่อครอบครัว เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและลดต้นทุนในชีวิตจริง อันจะนำไปสู่ความยั่งยืนของรัฐชาติในระยะยาว.</p> 2026-01-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยและวิชาการบวรพัฒน์