วารสารนวัตกรรมการศึกษาและอุตสาหกรรม https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted <p><strong>About the Journal</strong><br /><strong><u>วารสารนวัตกรรมการศึกษาและอุตสาหกรรม (Journal of Educational and Industrial Innovation</u><u>)</u></strong><br /><strong>ISSN 3088-3261 (PRINT)<br />ISSN 3088-327X (ONLINE)</strong><br /> วารสารนวัตกรรมการศึกษาและอุตสาหกรรม เป็นวารสารเพื่อเผยแพร่ บทความวิชาการ บทความวิจัยที่เกี่ยวกับสหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สหวิทยาการด้านการศึกษา การพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรม การจัดการทรัพยากรมนุษย์ การจัดการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมบริการ และเทคโนโลยีการศึกษา</p> <p> วารสารนวัตกรรมการศึกษาและอุตสาหกรรม ตีพิมพ์ทั้งรูปเล่มและออนไลน์ โดยกำหนดจัดทำปีละ 4 ฉบับ คือ<br /> • ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม – มีนาคม<br /> • ฉบับที่ 2 เดือนเมษายน – มิถุนายน<br /> • ฉบับที่ 3 เดือนกรกฎาคม – กันยายน<br /> • ฉบับที่ 4 เดือนตุลาคม – ธันวาคม</p> <p> <strong>เกณฑ์การพิจารณาบทความเพื่อตีพิมพ์</strong><br /> วารสารนวัตกรรมการศึกษาและอุตสาหกรรม มีการประเมินบทความโดยผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชานั้นหรือสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 3 คน ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจากหลากหลายสาขาอาชีพ โดยผู้ประเมิน (Reviewer) ทราบชื่อผู้นิพนธ์(Author แต่ผู้นิพนธ์ (Author) จะไม่ทราบข้อมูลรายชื่อผู้ประเมิน(Reviewer) เป็นการประเมินแบบ Single blind review โดยที่ผู้ประเมินจะพิจารณาประเด็นที่สำคัญของแต่ละบทความดังต่อไปนี้<br /> 1. ผลการวิจัยที่แสดงในบทความจะต้องเป็นผลงานที่แท้จริงของผู้นิพนธ์เอง และต้องหลีกเลี่ยงการคัดลอกผลงาน (Plagiarism)<br /> 2. บทความต้นฉบับมีความยาวไม่เกิน 10 หน้ากระดาษ ต้องเขียนด้วยภาษาไทยและมีการแปลคำศัพท์เทคนิคเป็นภาษาไทยอย่างเหมาะสม และถูกต้องตามหลักไวยากรณ์<br /> 3. บทความวิจัยต้องดำเนินการตามได้มาตรฐานโดยทั่วไปของหลักจริยธรรมการวิจัยที่เกี่ยวข้อง หากมีการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ ผู้นิพนธ์ควรบ่งชี้ว่า ได้ดำเนินการวิจัยตามกระบวนการที่เป็นไปตามมาตรฐานคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์<br /> 4. บรรณาธิการสามารถยุติการประเมินบทความของผู้ประเมิน หากพบว่าไม่สามารถปฏิบัติตามวัตถุประสงค์หรือเงื่อนไข หรือเมื่อผู้ประเมินได้ตกลงที่จะประเมินบทความแล้ว ต่อมาพบว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน สามารถแจ้งบรรณาธิการโดยทันที เพื่อที่จะปฏิเสธการประเมินบทความนั้นต่อไป</p> th-TH phatcharin.h@ited.kmutnb.ac.th (ดร.พัชรินทร์ เหสกุล (หัวหน้ากองบรรณาธิการ) ) chaipiput@ited.kmutnb.ac.th (นายชัยพิพัฒน์ ศรีมณีชัย (รองบรรณาธิการ)) Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 แนวทางการพัฒนาธุรกิจอาหารปิ้งย่างหม่าล่าของผู้ประกอบการรายย่อย ในตลาดนัดกลางคืน กรุงเทพมหานคร https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/3838 <p>การศึกษาวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ประกอบการรายย่อยธุรกิจอาหารปิ้งย่างหม่าล่า 2) การดำเนินธุรกิจอาหารปิ้งย่างหม่าล่าของผู้ประกอบการรายย่อย 3) หาความสัมพันธ์การดำเนินธุรกิจอาหารปิ้งย่างหม่าล่าของผู้ประกอบการรายย่อยในตลาดนัดกลางคืน กรุงเทพมหานคร จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 4) นำเสนอแนวทางการพัฒนาธุรกิจอาหารปิ้งย่างหม่าล่าของผู้ประกอบการรายย่อยในตลาดนัดกลางคืน กรุงเทพมหานคร โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือวิจัย ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้ประกอบการธุรกิจรายย่อยธุรกิจอาหารปิ้งย่างหม่าล่า จำนวน 16 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ค่าไคสแควร์ ผลการศึกษาพบว่า&nbsp; ผู้ประกอบการ ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 31 - 40 ปี มีสถานภาพสมรสโสด ระดับการศึกษาวุฒิต่ำกว่าปริญญาตรีและวุฒิปริญญาตรี มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,000 - 45,000 บาท มีวัตถุดิบหลักที่ได้รับความนิยมคือ เนื้อสัตว์/เครื่องในสด ด้านสุขอนามัยและความปลอดภัยอาหารคือ มีการดูแลรักษาความสะอาดภายในร้านอย่างสม่ำเสมอ ถังขยะภายในร้านมีฝาปิดมิดชิด และมีการรักษามาตรฐานวัตถุดิบให้คงคุณภาพสดใหม่ ช่วงระยะเวลาที่จำหน่ายได้มากที่สุดคือ เวลา 18.00 น. – 20.00 น. รูปแบบค่าเช่าร้านคือ สัญญาเช่ารายเดือน ทำเลที่ตั้งของร้านให้ความสำคัญคือ มีชื่อร้านเป็นเอกลักษณ์และสัญลักษณ์ร้านจำง่าย กลยุทธ์การขายให้ความสำคัญคือ&nbsp; มีการจัดวางวัตถุดิบเดียวกันให้อยู่ในบริเวณเดียวกัน แยกเป็นหมวดหมู่ชัดเจน เพื่อให้สะดวกต่อการเลือกซื้อ และต้นทุนเฉลี่ยต่อวันคือ 3,001 – 4,500&nbsp; บาท ผลการหาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ประกอบการ มีความสัมพันธ์กับการดำเนินธุรกิจอาหารปิ้งย่างหม่าล่าของผู้ประกอบการรายย่อยในตลาดนัดกลางคืน กรุงเทพมหานคร กล่าวคือ เพศมีความสัมพันธ์กับทำเลที่ตั้งของร้าน สถานภาพสมรสมีความสัมพันธ์กับรูปแบบค่าเช่าร้าน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และแนวทางการพัฒนาการดำเนินธุรกิจอาหารปิ้งย่างหม่าล่าของผู้ประกอบการรายย่อย มีดังนี้ 1) ควรเลือกวัตถุดิบที่มีความสะอาด สดและใหม่ 2) ควรดูแลความสะอาดสถานที่และอุปกรณ์อาหารอย่างสม่ำเสมอ 3) จัดทำป้ายชื่อร้านให้เห็นชัดเจน 4) ควรเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายทางสื่อออนไลน์มากขึ้น และมีการจัดทำบัญชีเงินหมุนเวียนอย่างสม่ำเสมอ</p> เอื้อมพร จันทร์วิภาค, ผศ.ดร.ชญาภัทร์ กี่อาริโย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและอุตสาหกรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/3838 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชน ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/4338 <p>การค้นคว้าอิสระในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชน ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงพรรณา ขอบเขตของการศึกษาค้นคว้าอิสระใช้กลุ่มประชากรจากผู้อำนวยการสถานศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชน ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 86 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และจัดเรียงลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นโดยใช้วิธี Modified Priority Need Index (PNI modified) </p> <p> ผลการค้นคว้าอิสระ พบว่า สภาพทักษะปัจจุบัน โดยรวมอยู่ในระดับมาก และความต้องการพัฒนาทักษะ โดยรวมอยู่ในระดับมาก และสรุปผลการศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาทักษะการบริหารพิจารณาความต้องการจำเป็น พบว่า ทักษะการบริหารมีความสำคัญและจำเป็นในการพัฒนาความสามารถของผู้บริหารสถานศึกษา สรุปได้จากค่าเฉลี่ยสภาพทักษะปัจจุบันมีระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยความต้องการพัฒนาทักษะในทุกรายการ และเมื่อพิจารณาตามลำดับความต้องการจำเป็น เรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ 1) ทักษะด้านเทคโนโลยี 2) ทักษะการสื่อสาร 3) ทักษะการบริหารจัดการองค์กร 4) ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น 5) ทักษะการบริหารจัดการตัวเอง และ 6) ทักษะการคิดและตัดสินใจ โดยความต้องการจำเป็นสูงสุดเป็นลำดับที่หนึ่ง คือ ทักษะด้านเทคโนโลยี และต่ำสุดเป็นลำดับสุดท้ายคือ ทักษะการคิดและตัดสินใจ</p> นุสรา เง่อเขียว, รศ.ดร.ไพโรจน์ สถิรยากร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและอุตสาหกรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/4338 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาความต้องการของสถานประกอบการที่มีต่อคุณลักษณะของผู้สำเร็จการศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สาขาวิชาไฟฟ้า วิทยาลัยเทคนิคราชบุรี https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/4334 <p>การค้นคว้าอิสระในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการของสถานประกอบการที่มีต่อคุณลักษณะของผู้สำเร็จการศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สาขาวิชาไฟฟ้า วิทยาลัยเทคนิคราชบุรี กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้จัดการฝ่ายบุคคลหรือเทียบเท่า ผู้จัดการฝ่ายที่ผู้สำเร็จการศึกษาปฏิบัติงานหรือเทียบเท่า และหัวหน้างานของผู้สำเร็จการศึกษาหรือเทียบเท่า ที่รับผู้สำเร็จการศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สาขาวิชาไฟฟ้า วิทยาลัยเทคนิคราชบุรี ปีการศึกษา 2562-2565 เข้าทำงาน โดยเลือกใช้วิธีการเก็บข้อมูลแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการค้นคว้าอิสระ พบว่า คุณลักษณะของผู้สำเร็จการศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สาขาวิชาไฟฟ้า วิทยาลัยเทคนิคราชบุรี ตามความต้องการของสถานประกอบการ ทั้ง 4 ด้าน ในภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด โดยเรียงลำดับตามความต้องการ ได้แก่ 1) ด้านคุณธรรม จริยธรรม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 2) ด้านความสามารถในการประยุกต์ใช้และความรับผิดชอบ 3) ด้านความรู้ และ 4) ด้านทักษะ สถานศึกษาควรให้ความสำคัญและเน้นหนักที่การพัฒนาให้ผู้เรียนสามารถเป็นผู้สำเร็จการศึกษาที่มีคุณธรรม จริยธรรม มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ มีความรับผิดชอบ มีความสามารถในการประยุกต์ใช้องค์ความรู้และทักษะในการดำเนินชีวิตและปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> เกรียงไกร กรรณแก้ว, ผศ.ดร.สราวุฒิ สืบแย้ม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและอุตสาหกรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/4334 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 รูปแบบการตัดสินใจซื้อชิ้นส่วนรถยนต์ของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/4021 <p>รูปแบบการตัดสินใจซื้อชิ้นส่วนรถยนต์ เมื่อทราบรูปแบบแล้วสามารถสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน แต่ในปัจจุบันข้อมูลรูปแบบการตัดสินใจซื้อชิ้นส่วนรถยนต์ของผู้บริโภคยังมีน้อย การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการตัดสินใจซื้อชิ้นส่วนรถยนต์ ดำเนินการวิจัยเชิงปริมาณ สำรวจจากผู้ตัดสินใจซื้อชิ้นส่วนรถยนต์ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ด้วยการใช้แบบสอบถาม จำนวน 400 ราย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์องค์ประกอบ</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า รูปแบบการตัดสินใจซื้อชิ้นส่วนรถยนต์ที่เรียงลำดับความสำคัญทั้ง 7 ด้านได้ดังนี้ 1) ด้านสิ่งที่ให้บริการหรือสิ่งที่ธุรกิจเสนอให้กับลูกค้ารายข้อที่สำคัญที่สุด ได้แก่ สินค้าสามารถตอบสนองตามความต้องการ 2) ด้านการจัดการเกี่ยวกับคนหรือพนักงาน รายข้อที่สำคัญที่สุด ได้แก่ พนักงานมีความรู้สามารถหยิบสินค้าได้ถูกต้อง 3) ด้านช่องทางในการให้บริการและเข้าถึงลูกค้า รายข้อที่สำคัญที่สุด ได้แก่ ร้านค้าอยู่ในที่ตั้งสะดวก เข้าถึงง่าย 4) ด้านกระบวนการในการให้บริการ รายข้อที่สำคัญที่สุด ได้แก่ รวดเร็วในการหาสินค้า ถูกต้อง ครบถ้วนตามความต้องการ 5) ด้านสิ่งแวดล้อมทางกายภาพที่ลูกค้าที่มาใช้บริการต้องพบเจอ รายข้อที่สำคัญที่สุด ได้แก่ บรรยากาศเหมาะกับการเข้ามาใช้บริการ 6) ด้านวิธีการส่งเสริมการขาย รายข้อที่สำคัญที่สุด ได้แก่ ส่วนลดพิเศษสำหรับในส่วนผู้มาซื้อประจำ ขายส่ง 7) ด้านการตั้งราคาบริการ รายข้อที่สำคัญที่สุด ได้แก่ ราคาเหมาะสมเมื่อเทียบกับร้านค้าทั่วไป รูปแบบการตัดสินใจซื้อชิ้นส่วนรถยนต์ของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จากการวิเคราะห์องค์ประกอบ มี 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ด้านการจัดการร้านค้า 2) ด้านความสะดวกสบายในการให้บริการ 3) ด้านบรรยากาศของร้านค้า 4) ด้านภาพลักษณ์ของร้านค้า และ 5) ด้านบริการหลังการขาย ประโยชน์จากข้อมูลสามารถนำไปพัฒนาร้านค้าได้</p> ศุภกร เกตุเปลี่ยน, ณธษา เถื่อนฤาชัย, รศ.เรือโท ดร.ทวีศักดิ์ รูปสิงห์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและอุตสาหกรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/4021 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การถ่ายทอดภูมิปัญญาศิลปะประดิษฐ์แบบไทยจากใบไม้ ดอกไม้ ผ่านสื่อดิจิทัลเพื่อบูรณาการ ในการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/5420 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและรวบรวมข้อมูลวัตถุดิบในศิลปะประดิษฐ์แบบไทยจากใบไม้ ดอกไม้ ที่นำมาใช้เพื่ออนุรักษ์ภูมิปัญญาไทยของจังหวัดสุพรรณบุรี และ 2) พัฒนาสื่อดิจิทัลสำหรับการถ่ายทอดภูมิปัญญาศิลปะประดิษฐ์แบบไทยจากใบไม้ ดอกไม้ สำหรับการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากการศึกษาเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตแบบมีส่วนร่วม และการจัดประชุมกลุ่มย่อย จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 15 คน และใช้การวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) วัตถุดิบที่นิยมใช้ในงานศิลปะประดิษฐ์แบบไทย จำนวน 31 ชนิด แบ่งเป็นใบไม้และดอกไม้หลากหลายชนิด มีเทคนิคการทำงาน 7 วิธีหลัก ได้แก่ การพับและการม้วน การมัดและการสาน การร้อย การเย็บแบบ การติดแบบ การเรียงแบบ และการกรอง รวมถึงเทคนิคพิเศษ เช่น การต่อก้านและการย้อมสี 2) การพัฒนาสื่อดิจิทัล ประเภทวิดีโอ จำนวน 20 เรื่อง ครอบคลุมงานศิลปะประดิษฐ์หลากหลายรูปแบบ เช่น เครื่องแขวน แจกันดอกไม้ กระเช้า ดอกไม้ประดิษฐ์ และบายศรี ผลการวิจัยนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นและการจัดการเรียนการสอนในยุคดิจิทัล</p> สายสุดา ปั้นตระกูล, ปริศนา มัชฌิมา, พรยุพรรณ พรสุขสวัสดิ์, บรรพต พิจิตรกำเนิด, บุญญลักษม์ ตำนานจิตร, ชูติวรรณ บุญอาชาทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและอุตสาหกรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/5420 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาสื่อไมโครเลิร์นนิงร่วมกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน เพื่อเสริมสร้างทักษะการรู้เท่าทันการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ของนักเรียน ระดับชั้นประถมศึกษาตอนต้น https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/4699 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาสื่อไมโครเลิร์นนิงร่วมกับการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน เพื่อเสริมสร้างทักษะการรู้เท่าทันการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ให้มีคุณภาพเหมาะสม และมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) ศึกษาทักษะการรู้เท่าทันการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ผ่านสื่อไมโครเลิร์นนิงร่วมกับการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน และ 3) ศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อสื่อไมโครเลิร์นนิงร่วมกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนต้น จำนวน 66 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน สื่อไมโครเลิร์นนิง แบบประเมินทักษะการรู้เท่าทันการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่, ค่าร้อยละ, ค่าเฉลี่ย, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สื่อไมโครเลิร์นนิงร่วมกับการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน มีคุณภาพโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านรูปแบบและการใช้ภาษา เป็นอันดับแรก รองลงมา คือ ด้านจุดประสงค์ การประเมินผล กิจกรรมการเรียนการสอน และเนื้อหา ตามลำดับ และประสิทธิภาพของสื่อไมโครเลิร์นนิงร่วมกับการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐานของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนต้น เท่ากับ 95.68/96.60 เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน 2) ทักษะการรู้เท่าทันการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ผ่านสื่อไมโครเลิร์นนิงร่วมกับการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐานหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 3) นักเรียนมีความพึงพอใจภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> ภัทรวรินทร์ เครือโสม, รศ.ดร.ณัฐพล รำไพ, รศ.ดร.สูติเทพ ศิริพิพัฒนกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและอุตสาหกรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/4699 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการจัดการการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพด้วยจักรยานของประชาชนในจังหวัดพังงา https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/4060 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาการจัดการการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพด้วยจักรยานของจังหวัดพังงา 2) เพื่อศึกษาระดับความคิดเห็นที่มีต่อการจัดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพด้วยจักรยานของจังหวัดพังงา และ 3) เพื่อศึกษาแนวทางการจัดการการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพด้วยจักรยานของจังหวัดพังงา เก็บข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก ใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง มีผู้ให้สัมภาษณ์จำนวน 6 คน และนำมาวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณด้วยแบบสอบถาม ดำเนินการเก็บข้อมูลแบบสอบถามกับสมาชิกชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพจังหวัดพังงา จำนวน 130 คน และนำมาวิเคราะห์ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ระดับความคิดเห็นที่มีต่อการจัดการการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพด้วยจักรยานของจังหวัดพังงา ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยกลุ่มตัวอย่างเห็นด้วยสูงที่สุดในเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวกและโครงสร้างพื้นฐาน รองลงมา คือ ลักษณะทางธรรมชาติ การบริการทางการกีฬา สิ่งอำนวยความสะดวกที่สร้างขึ้น การบริการคมนาคม แหล่งบันเทิงและกิจกรรม และองค์กรกีฬา ตามลำดับ</p> เครืออรุณ ปรีดาผล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและอุตสาหกรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/4060 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาการให้เหตุผลในประเด็นชีวจริยธรรมในนักศึกษาครูวิทยาศาสตร์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/4328 <p>การศึกษานี้มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาการให้เหตุผลในประเด็นชีวจริยธรรมในนักศึกษาวิชาชีพครูวิทยาศาสตร์โดยใช้การจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การจัดการเรียนรู้ชีวจริยธรรม วิจัยในกลุ่มนักศึกษาวิชาชีพครูวิทยาศาสตร์ชั้นปีที่ 5 จำนวน 24 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบวัดการให้เหตุผล ประกอบด้วยประเด็นชีวจริยธรรม 4 ประเด็น ได้แก่ ฝ้าย BT การตรวจโรคทางพันธุกรรม ข้าวสีทอง การวิจัยสเต็มเซลล์ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้กรอบแนวคิด ทฤษฎีการให้เหตุผลทางจริยธรรมของ Sadler and Zeidler</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า หลังการอบรมนักศึกษาวิชาชีพครูวิทยาศาสตร์ ร้อยละ 93.5 มีการให้เหตุผลด้วยหลักจริยธรรมเพิ่มขึ้น และการใช้อารมณ์ในการเหตุผลลดลง แต่พบว่า การให้เหตุผลด้วยสัญชาตญาณกลับเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1 โดยเฉพาะประเด็นชีวจริยธรรมเรื่อง การวิจัยสเต็มเซลล์ที่มีความอ่อนไหวยากต่อการตัดสินใจ ปัจจัยที่มีผลต่อการให้เหตุผลทางจริยธรรมมีดังนี้ คือ 1) ประเด็นชีวจริยธรรมที่มีความอ่อนไหวยากต่อการตัดสินใจ ทำให้มีแนวโน้มที่จะใช้อารมณ์หรือสัญชาตญาณในการให้เหตุผลมากกว่าใช้หลักชีวจริยธรรม<br />2) การจัดสภาพแวดล้อมของการเรียนรู้ชีวจริยธรรม ควรส่งเสริมความมีอิสระในการแสดงความคิดและเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น</p> นิติพงษ์ ศิริวงศ์, รศ.ดร.พงศ์ประพันธ์ พงษ์โสภณ, รศ.ดร.วีระศักดิ์ ฟุ้งเฟื่อง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและอุตสาหกรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/4328 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาสมรรถนะที่จำเป็นสำหรับพนักงานควบคุมเครื่องจักร CNC ในอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/3873 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาความคิดเห็นเกี่ยวกับสมรรถนะที่จำเป็นสำหรับพนักงานควบคุมเครื่องจักร CNC ในอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ 2) เพื่อเปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคล กับสมรรถนะที่จำเป็นสำหรับพนักงานควบคุมเครื่องจักร CNC ในอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ และ 3) เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล กับสมรรถนะที่จำเป็นสำหรับพนักงานควบคุมเครื่องจักร CNC ในอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ พนักงานระดับปฏิบัติการ ควบคุมเครื่องจักร CNC ในอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 391 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม ใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา และทดสอบสมมติฐานโดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มด้วยการทดสอบไคสแควร์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับสมรรถนะที่จำเป็นสำหรับพนักงานควบคุมเครื่องจักร CNC ในอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) การเปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลกับสมรรถนะที่จำเป็นสำหรับพนักงานควบคุมเครื่องจักร CNC ในอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ มีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อปัจจัยส่วนบุคคล คือ เพศ อายุ และประสบการณ์ในการทำงาน และที่ไม่ความแตกต่างกันทางสถิติ คือ ระดับการศึกษา 3) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคลกับสมรรถนะที่จำเป็นสำหรับพนักงานควบคุมเครื่องจักร CNC ในอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ พบว่า ปัจจัยส่วนบุคล ไม่มีความสัมพันธ์กับสมรรถนะที่จำเป็นสำหรับพนักงานควบคุมเครื่องจักร CNC ในอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือ ระดับการศึกษา และปัจจัยส่วนบุคล มีความสัมพันธ์กับสมรรถนะที่จำเป็นสำหรับพนักงานควบคุมเครื่องจักร CNC ในอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือ เพศ อายุ และประสบการณ์ในการทำงาน</p> ศิริพร บุญมาก; ผศ.ดร.ปราโมช ธรรมกรณ์, รศ.ดร.สักรินทร์ อยู่ผ่อง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและอุตสาหกรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/3873 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์มะขามหวาน ของนักท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบูรณ์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/4150 <p>การศึกษาวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลของนักท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบูรณ์ 2) ศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ใช้ในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์มะขามหวานของนักท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบูรณ์ 3) ศึกษาการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์มะขามหวานของนักท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบูรณ์ 4) หาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลของนักท่องเที่ยวกับการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์มะขามหวานจังหวัดเพชรบูรณ์ และ 5) หาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดกับการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์มะขามหวานของนักท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบูรณ์ ประชากรที่ใช้ในการวิจัยคือ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์มะขามหวานในจังหวัดเพชรบูรณ์ จำนวน 400 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การทดสอบค่าไคสแควร์ ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยส่วนบุคคลของนักท่องเที่ยวที่เลือกซื้อผลิตภัณฑ์มะขามหวาน จังหวัดเพชรบูรณ์</p> <p class="s5"> ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยส่วนบุคคลของนักท่องเที่ยวที่เลือกซื้อผลิตภัณฑ์มะขามหวานจังหวัดเพชรบูรณ์ พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 58.00 มีอายุอยู่ในช่วง 31-40 ปี ร้อยละ 29.25 โดยเป็นข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 33.25 ที่มีรายได้ 30,001 บาทขึ้นไป ร้อยละ 27.25 และมีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ร้อยละ 41.50 2) นักท่องเที่ยวที่เลือกซื้อผลิตภัณฑ์มะขามหวานในจังหวัดเพชรบูรณ์ ให้ความสำคัญต่อปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดโดยรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านสรุปได้ว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย รองลงมา คือ ด้านผลิตภัณฑ์ และน้อยที่สุดคือ ด้านทำเลที่ตั้ง 3) นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ซื้อผลิตภัณฑ์มะขามหวานในจังหวัดเพชรบูรณ์ เพราะเพื่อเป็นของฝาก ร้อยละ 31.50 ซึ่งเป็นประเภทมะขามฝัก ได้แก่ มะขามผ่าไร้เมล็ด มะขามแกะเปลือก มะขามฝักสด ร้อยละ 33.00 ทั้งนี้ นาน ๆ ครั้ง จะซื้อผลิตภัณฑ์มะขามหวาน ร้อยละ 38.25 ในปริมาณครั้งละ 2-3 ถุง/กล่อง ร้อยละ 47.00 โดยมีค่าใช้จ่ายครั้งละ 1,001-2,000 บาท ร้อยละ 38.00 4) อายุ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน ภูมิลำเนาของนักท่องเที่ยว มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์มะขามหวาน จังหวัดเพชรบูรณ์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 5) ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดของนักท่องเที่ยว ไม่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์มะขามหวานจังหวัดเพชรบูรณ์</p> ธนาวัช วงศ์ทอง, ผศ.ดร.ธนภพ โสตรโยม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและอุตสาหกรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/4150 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700