วารสารนวัตกรรมการศึกษาและอุตสาหกรรม https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted <p><strong>About the Journal</strong><br /><strong><u>วารสารนวัตกรรมการศึกษาและอุตสาหกรรม (Journal of Educational and Industrial Innovation</u><u>)</u></strong><br /><strong>ISSN 3088-3261 (PRINT)<br />ISSN 3088-327X (ONLINE)</strong><br /> วารสารนวัตกรรมการศึกษาและอุตสาหกรรม เป็นวารสารเพื่อเผยแพร่ บทความวิชาการ บทความวิจัยที่เกี่ยวกับสหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สหวิทยาการด้านการศึกษา การพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรม การจัดการทรัพยากรมนุษย์ การจัดการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมบริการ และเทคโนโลยีการศึกษา</p> <p> วารสารนวัตกรรมการศึกษาและอุตสาหกรรม ตีพิมพ์ทั้งรูปเล่มและออนไลน์ โดยกำหนดจัดทำปีละ 4 ฉบับ คือ<br /> • ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม – มีนาคม<br /> • ฉบับที่ 2 เดือนเมษายน – มิถุนายน<br /> • ฉบับที่ 3 เดือนกรกฎาคม – กันยายน<br /> • ฉบับที่ 4 เดือนตุลาคม – ธันวาคม</p> <p> <strong>เกณฑ์การพิจารณาบทความเพื่อตีพิมพ์</strong><br /> วารสารนวัตกรรมการศึกษาและอุตสาหกรรม มีการประเมินบทความโดยผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชานั้นหรือสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 3 คน ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจากหลากหลายสาขาอาชีพ โดยผู้ประเมิน (Reviewer) ทราบชื่อผู้นิพนธ์(Author แต่ผู้นิพนธ์ (Author) จะไม่ทราบข้อมูลรายชื่อผู้ประเมิน(Reviewer) เป็นการประเมินแบบ Single blind review โดยที่ผู้ประเมินจะพิจารณาประเด็นที่สำคัญของแต่ละบทความดังต่อไปนี้<br /> 1. ผลการวิจัยที่แสดงในบทความจะต้องเป็นผลงานที่แท้จริงของผู้นิพนธ์เอง และต้องหลีกเลี่ยงการคัดลอกผลงาน (Plagiarism)<br /> 2. บทความต้นฉบับมีความยาวไม่เกิน 10 หน้ากระดาษ ต้องเขียนด้วยภาษาไทยและมีการแปลคำศัพท์เทคนิคเป็นภาษาไทยอย่างเหมาะสม และถูกต้องตามหลักไวยากรณ์<br /> 3. บทความวิจัยต้องดำเนินการตามได้มาตรฐานโดยทั่วไปของหลักจริยธรรมการวิจัยที่เกี่ยวข้อง หากมีการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ ผู้นิพนธ์ควรบ่งชี้ว่า ได้ดำเนินการวิจัยตามกระบวนการที่เป็นไปตามมาตรฐานคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์<br /> 4. บรรณาธิการสามารถยุติการประเมินบทความของผู้ประเมิน หากพบว่าไม่สามารถปฏิบัติตามวัตถุประสงค์หรือเงื่อนไข หรือเมื่อผู้ประเมินได้ตกลงที่จะประเมินบทความแล้ว ต่อมาพบว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน สามารถแจ้งบรรณาธิการโดยทันที เพื่อที่จะปฏิเสธการประเมินบทความนั้นต่อไป</p> th-TH chaipiput@ited.kmutnb.ac.th (ดร.พัชรินทร์ เหสกุล (หัวหน้ากองบรรณาธิการ) นายชัยพิพัฒน์ ศรีมณีชัย (รองหัวหน้ากองบรรณาธิการ)) chaipiput@ited.kmutnb.ac.th (นายชัยพิพัฒน์ ศรีมณีชัย (รองบรรณาธิการ)) Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 มาตรฐานคุณภาพแหล่งท่องเที่ยวประเภทน้ำตกอย่างยั่งยืน น้ำตกธารทิพย์ (น้ำตก 357) อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/3278 <p>การวิจัยเรื่องมาตรฐานคุณภาพแหล่งท่องเที่ยวประเภทน้ำตกอย่างยั่งยืน น้ำตกธารทิพย์ (น้ำตก 357) อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวของน้ำตกธารทิพย์ และ 2) วางแผนแนวทางการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้ได้มาตรฐาน โดยเป็นวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ซึ่งรูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากการจัดสนทนากลุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินคุณภาพแหล่งท่องเที่ยวประเภทน้ำตกเป็นแบบประเมินที่ใช้ตัวชี้วัดคุณภาพแหล่งท่องเที่ยวประเภทน้ำตก 3 ด้าน รวม 42 ตัวชี้วัด ส่วนการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามแบบมีโครงสร้าง เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงจากนักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการ ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ ผลการประเมินมาตรฐานคุณภาพแหล่งท่องเที่ยวประเภทน้ำตกพบว่า ผลการประเมินโดยเฉลี่ย 178 คะแนน มีค่าเฉลี่ย 4.21 หากพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านคุณค่าการท่องเที่ยวและความเสี่ยงต่อการถูกทำลาย มีค่าเฉลี่ยการประเมินสูงที่สุด รองลงมาคือด้านศักยภาพในการพัฒนาด้านการท่องเที่ยว และด้านการบริหารจัดการตามลำดับ ส่วนผลการวิเคราะห์แนวทางการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวประเภทน้ำตกจากผู้ใช้บริการ พบว่า ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านบุคลากรสนับสนุนการท่องเที่ยว และด้านการอนุรักษ์และรักษาสิ่งแวดล้อมอยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนด้านการปรับปรุงแหล่งท่องเที่ยวตามมาตรฐานคุณภาพแหล่งท่องเที่ยวประเภทน้ำตก ด้านพื้นที่และทรัพยากรด้านการท่องเที่ยว ด้านการมีส่วนร่วมในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว และด้านกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวอยู่ในระดับมาก</p> Suttipan Chitintorn ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและอุตสาหกรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/3278 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจสมัครเป็นสมาชิกสหกรณ์ สำหรับกลุ่มบุคลากรในเจเนอเรชันวาย (Generation Y) กรณีศึกษา สหกรณ์ออมทรัพย์วชิรพยาบาล จำกัด https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/3291 <div>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยภายในของสหกรณ์ทั้ง 5 ด้าน ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจสมัครเป็นสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์วชิรพยาบาล จำกัด สำหรับกลุ่มบุคลากรเจเนอเรชันวาย (Generation Y) 2) ศึกษาพฤติกรรมทางการเงินของบุคลากรสำหรับกลุ่มบุคลากรเจเนอเรชันวาย (Generation Y) 3) ศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยภายในของสหกรณ์ทั้ง 5 ด้าน ต่อการตัดสินใจสมัครเป็นสมาชิกออมทรัพย์วชิรพยาบาล จำกัด ของบุคลากรในเจเนอเรชันวาย (Generation Y) กลุ่มตัวอย่าง 400 คน ใช้วิธีการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงบุคลากรใน</div> <div>เจเนอเรชันวาย (Generation Y) เท่านั้น โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การแจกแจงความถี่ และค่าสถิติพื้นฐานแบบร้อยละ และวิธีการทดสอบสถิติ Chi-square ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05 โดยการนำเข้าตัวแปรทั้งหมด</div> <div>ผลการศึกษา พบว่า ปัจจัยภายในของสหกรณ์ทั้ง 5 ด้าน โดยรวมมีระดับความสำคัญอยู่ในระดับมากที่สุด ซึ่งปัจจัยที่มีความสำคัญอยู่ในระดับมากที่สุด 4 ด้าน ได้แก่ ด้านผลตอบแทน ด้านความน่าเชื่อถือและความมั่นคง ด้านการให้บริการ และด้านสวัสดิการ ส่วนปัจจัยที่มีความสำคัญอยู่ในระดับมาก ได้แก่ ด้านการสื่อสาร ในส่วนของพฤติกรรมทางการเงินผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีภาระหนี้สิน โดยคนที่มีภาระหนี้สินส่วนใหญ่เกิดจากการกู้ยืมเงินจากธนาคารพาณิชย์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการบริโภคในครัวเรือนที่จำเป็น มีรูปแบบการชำระหนี้แบบชำระหนี้ขั้นต่ำตรงตามเวลา มีการลงทุน และการออมโดยการฝากเงินกับธนาคาร ในส่วนของความสัมพันธ์ ของปัจจัยภายในของสหกรณ์ พบว่า มีปัจจัย 3 ด้าน ที่มีความสัมพันธ์ต่อการตัดสินใจสมัครเป็นสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์วชิรพยาบาล จำกัด สำหรับกลุ่มบุคลากรในเจเนอเรชั่นวาย (Generation Y) ที่ระดับนัยสำคัญ .05 ได้แก่ ปัจจัยด้านสวัสดิการ ปัจจัยด้านการให้บริการ และปัจจัยด้านผลตอบแทน</div> ทัตกนก เขียวลือ, ลลิตา จันทรวงศ์ไพศาล หงุ่ยตระกูล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและอุตสาหกรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/3291 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาสื่อการสอนมัลติมีเดีย เรื่องการประกอบอาหารตะวันตก (พาสต้า) รายวิชาการงานอาชีพ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนอัสสัมชัญสมุทรปราการ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/3416 <p>การศึกษาวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) หาคุณภาพของสื่อการสอนมัลติมีเดีย 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อสื่อมัลติมีเดีย และ 4) ศึกษาความคงทนในการเรียนรู้หลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อมัลติมีเดียประกอบการสอน เรื่องการประกอบอาหารตะวันตก (พาสต้า) รายวิชาการงานอาชีพ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนอัสสัมชัญสมุทรปราการ ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 คน และกลุ่มนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 5 เลือกเรียนรายวิชาการจัดการธุรกิจอาหาร จำนวน 30 คน โดยเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ สื่อมัลติมีเดียประกอบการสอนแบบประเมินคุณภาพของสื่อมัลติมีเดีย แบบประเมินภาคปฏิบัติ และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัย พบว่า 1) คุณภาพเนื้อหาของสื่อมัลติมีเดียโดยรวมอยู่ในระดับดีมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านเรียงจากมากไปหาน้อย พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านการดำเนินเรื่อง รองลงมาคือ ด้านเนื้อหา และน้อยที่สุดคือ ด้านคุณค่าและประโยชน์ ส่วนคุณภาพการผลิตสื่อมัลติมีเดียโดยรวมอยู่ในระดับดีมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านเรียงจากมากไปหาน้อย พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านประโยชน์ที่ได้รับ รองลงมาคือ ด้านตัวอักษร และน้อยที่สุดคือ ด้านเสียง 2) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อสื่อมัลติมีเดียโดยรวม อยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านเรียงจากมากไปหาน้อย พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านการใช้งาน รองลงมาคือ ด้านเนื้อหาของบทเรียน และน้อยที่สุดคือ ด้านเทคนิคการนำเสนอ และ 4) นักเรียนมีความคงทนในการเรียนรู้หลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อมัลติมีเดียประกอบการสอน ผ่านไปแล้ว 2 สัปดาห์ ปรากฏว่า คะแนนเฉลี่ยสูงกว่าคะแนนหลังเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> อมรพรรณ สีสุข, ชญาภัทร์ กี่อาริโย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและอุตสาหกรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/3416 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 การเลือกศึกษาต่อหลักสูตรสาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จังหวัดสุพรรณบุรี https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/3421 <p>การศึกษาวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ปัจจัยส่วนบุคคลของนักเรียน 2) การเลือกศึกษาต่อหลักสูตรสาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ของนักเรียน และ 3) เปรียบเทียบระดับความสำคัญของการเลือกศึกษาต่อหลักสูตรสาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ในจังหวัดสุพรรณบุรี จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ นักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในปีการศึกษา 2566 จังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 316 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว ผลการวิจัย พบว่า 1) นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่เลือกศึกษาต่อหลักสูตรสาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ จังหวัดสุพรรณบุรี ผลการวิจัยพบว่า พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 64.24 ที่เลือกเรียนแผนวิทย์-คณิต ร้อยละ 25.32 มีเกรดเฉลี่ยสะสม 3.51 ขึ้นไป ร้อยละ 47.46 ที่มีความถนัดและความชอบด้านเบเกอรี่ ร้อยละ 30.38 โดยมีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดสุพรรณบุรี ร้อยละ 95.89 ซึ่งได้รับรู้ข่าวสารการศึกษาต่อผ่านช่องทาง Facebook และการแนะแนวศึกษาต่อของสถาบันการศึกษา ร้อยละ 23.73 และผู้ปกครองมีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 15,001 - 25,000 บาท ร้อยละ 29.43 2) นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ให้ความสำคัญต่อการเลือกศึกษาต่อหลักสูตรสาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ จังหวัดสุพรรณบุรีโดยรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านสรุปได้ว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านกิจกรรมเสริม รองลงมาคือ ด้านชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย และน้อยที่สุดคือ ด้านค่าใช้จ่ายตลอดหลักสูตร และ 3) แผนการเรียน เกรดเฉลี่ยสะสม (GPA) ความถนัดและความชอบเป็นพิเศษ และช่องทางการรับรู้ข่าวสารการศึกษาต่อของนักเรียนแตกต่างกัน มีผลต่อการเลือกศึกษาต่อหลักสูตรสาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ในจังหวัดสุพรรณบุรีแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ยกเว้นเพศ ภูมิลำเนา และรายได้ของผู้ปกครองเฉลี่ยต่อเดือนของนักเรียนแตกต่างกัน มีผลต่อการเลือกศึกษาต่อหลักสูตรสาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ในจังหวัดสุพรรณบุรีไม่มีความแตกต่างกัน</p> ชลธิชา ศิริประยงค์, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชญาภัทร์ กี่อาริโย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและอุตสาหกรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/3421 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาแนวทางการตลาดในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปจากเนื้อสัตว์ของผู้บริโภคในจังหวัดชัยภูมิ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/3417 <div>การศึกษาวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลของผู้บริโภคในจังหวัดชัยภูมิ 2) ศึกษาการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปจากเนื้อสัตว์ของผู้บริโภคในจังหวัดชัยภูมิ 3) ศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปจากเนื้อสัตว์ 4) เปรียบเทียบระดับความสำคัญของปัจจัย</div> <div>ส่วนประสมทางการตลาดในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปจากเนื้อสัตว์ของผู้บริโภคในจังหวัดชัยภูมิ จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล 5) เปรียบเทียบระดับความสำคัญของปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปจากเนื้อสัตว์ของผู้บริโภคในจังหวัดชัยภูมิ จำแนกตามการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปจากเนื้อสัตว์ และ 6) นำเสนอการพัฒนาแนวทางการตลาดในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปจากเนื้อสัตว์ของผู้บริโภคในจังหวัดชัยภูมิ ซึ่งเป็นการวิจัยแบบผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริโภค จำนวน 400 คน โดยเลือกตัวอย่างแบบบังเอิญ และกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ ผู้ประกอบการ จำนวน 12 คน โดยเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติ</div> <div>ที่ใช้ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา </div> <div>ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้บริโภคส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 41 – 50 ปี ประกอบอาชีพข้าราชการ/ รัฐวิสาหกิจ มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนระหว่าง 30,001 – 40,000 บาท และอาศัยอยู่ในจังหวัดชัยภูมิ 2) ผู้บริโภคส่วนใหญ่เลือกซื้อไส้กรอกหมู หม่ำเนื้อ และปลาส้ม โดยมีเหตุผลในการเลือกซื้อเพราะรับประทานเองหรือรับประทานในครอบครัว ซึ่งเลือกซื้อเดือนละ 1 - 2 ครั้ง ๆ ละ 101 - 300 บาท และตนเองเป็นผู้มีอิทธิพลต่อการเลือกซื้อ 3) ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด พบว่า ภาพรวมอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปจากเนื้อสัตว์และด้านบุคลากร 4) ผู้บริโภคที่มีเพศ อายุ อาชีพ ภูมิลำเนาแตกต่างกัน ให้ความสำคัญต่อปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 5) ผู้บริโภคที่มีเหตุผลในการเลือกซื้อ ความถี่ในการเลือกซื้อ ผู้มีอิทธิพลต่อการเลือกซื้อแตกต่างกัน ให้ความสำคัญต่อปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 6) การนำเสนอการพัฒนาแนวทางการตลาด พบว่า การพัฒนามาตรฐานการผลิตด้วยเทคโนโลยี วัตถุดิบควรมีความสะอาดและปลอดภัย การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การพัฒนาช่องทางการจัดจำหน่ายรูปแบบการตลาดออฟไลน์และออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล อีกทั้งการวางแผนการโฆษณาและจัดโปรโมชั่นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงคุณภาพการให้บริการและการสร้างความประทับใจ</div> สรัช ทองงาม, ชญาภัทร์ กี่อาริโย, ธนภพ โสตรโยม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและอุตสาหกรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/3417 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาชุดฝึกอบรมการเชื่อมตะกร้ารางไฟโดยการเชื่อมทิก https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/3525 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาชุดฝึกอบรมการเชื่อมตะกร้ารางไฟโดยการเชื่อมทิกและเพื่อศึกษาผลการนำชุดฝึกอบรมการเชื่อมตะกร้ารางไฟโดยการเชื่อมทิกไปใช้ ขั้นตอนการดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 5 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ 1) การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2) การพัฒนาชุดฝึกอบรม 3) การตรวจสอบคุณภาพชุดฝึกอบรม 4) การนำชุดฝึกอบรมไปทดลองใช้จริง และ 5) การวิเคราะห์ข้อมูลและสรุปผลการวิจัย โดยกลุ่มเป้าหมายในการวิจัยได้แก่พนักงานฝ่ายซ่อมบำรุงของบริษัทในอุตสาหกรรมอาหารแห่งหนึ่ง จำนวน 10 คน ที่ได้จากการสุ่มแบบง่าย โดยเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ ชุดฝึกอบรมเรื่องการเชื่อมตะกร้ารางไฟโดยการเชื่อมทิก แบบทดสอบด้านความรู้ แบบประเมินผลการปฏิบัติงาน และแบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และประสิทธิภาพชุดฝึกอบรมตามเกณฑ์ E1/E2 <br />ผลการวิจัย พบว่า ชุดฝึกอบรมการเชื่อมตะกร้ารางไฟด้วยการเชื่อมทิก ประกอบด้วยหัวข้อ 4 หัวข้อ ได้แก่ 1) ความรู้พื้นฐานในการเชื่อมทิก 2) ความปลอดภัยในการปฏิบัติงานเชื่อมทิก 3) การเชื่อมตะกร้ารางไฟโดยการเชื่อมทิก และ 4) การตรวจสอบความสมบูรณ์ของตะกร้ารางไฟ ผลการนำชุดฝึกอบรมการเชื่อมตะกร้ารางไฟด้วยการเชื่อมทิกไปใช้ พบว่า ชุดฝึกอบรมมีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.50/82.60 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 75/75 และมีความพึงพอใจในภาพรวมระดับมาก</p> ศิริพงศ์ ลัมพาภิวัฒน์, ชัยยศ ดำรงกิจโกศล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและอุตสาหกรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/3525 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 การใช้บริการร้านอาหารญี่ปุ่นของผู้บริโภคในจังหวัดลพบุรี https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/3608 <div>การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลของผู้บริโภคที่ใช้บริการร้านอาหารญี่ปุ่น 2) ศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดของร้านอาหารญี่ปุ่นของผู้บริโภคในจังหวัดลพบุรี 3) ศึกษาการใช้บริการร้านอาหารญี่ปุ่นของผู้บริโภคในจังหวัดลพบุรี 4) เปรียบเทียบการใช้บริการร้านอาหารญี่ปุ่นของผู้บริโภคในจังหวัดลพบุรี จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 5) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดกับการใช้บริการร้านอาหารญี่ปุ่นของผู้บริโภคในจังหวัดลพบุรี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ผู้บริโภคที่เคยใช้บริการร้านอาหารญี่ปุ่นในจังหวัดลพบุรี จำนวน 400 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่า (t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (One – way ANOVA) และการวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์</div> <div>ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้บริโภคที่ใช้บริการร้านอาหารญี่ปุ่นในจังหวัดลพบุรี ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง</div> <div>ร้อยละ 67.25 มีอายุประมาณ 31 - 40 ปี ร้อยละ 40.00 โดยมีการศึกษาระดับปริญญาตรี ร้อยละ 74.75 ที่มีอาชีพเป็นลูกจ้าง / พนักงานบริษัท ร้อยละ 35.00 ซึ่งมีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 20,001 - 30,000 บาท ร้อยละ 37.50 และมีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดลพบุรี ร้อยละ 100.00 2) ผู้บริโภคให้ความสำคัญต่อปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดของร้านอาหารญี่ปุ่นในจังหวัดลพบุรี โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านสรุปได้ว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านผลิตภัณฑ์อาหารญี่ปุ่น รองลงมาคือ ด้านบุคลากร และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย 3) โดยรวมผู้บริโภคเห็นด้วยกับการเลือกใช้บริการร้านอาหารญี่ปุ่นในจังหวัดลพบุรี ซึ่งด้านที่มีผลต่อการเลือกใช้บริการของผู้บริโภคที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดอันดับแรก คือ ด้านโอกาสที่ใช้บริการ รองลงมา คือ ด้านประเภทของอาหาร และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ช่วงเวลาในการใช้บริการ 4) ผู้บริโภคที่มีอายุ ระดับการศึกษาแตกต่างกัน มีผลต่อการเลือกใช้บริการร้านอาหารญี่ปุ่นในจังหวัดลพบุรี ด้านประเภทของอาหารญี่ปุ่นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนด้านอื่นไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และ 5) ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดโดยรวมมีความสัมพันธ์กับการเลือกใช้บริการร้านอาหารญี่ปุ่นของผู้บริโภคในจังหวัดลพบุรีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันในระดับค่อนข้างสูง</div> ชัชวรรณ วิชัยดิษฐ์, ชญาภัทร์ กี่อาริโย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและอุตสาหกรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/3608 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาสื่อการสอนประเภทเครื่องแขวนไทย เรื่อง ตาข่ายหน้าช้างขนาดเล็กจากลูกปัด สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนราชบพิธ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/3607 <p>การศึกษาวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) หาประสิทธิภาพของสื่อการสอนประเภทเครื่องแขวนไทย เรื่อง ตาข่ายหน้าช้างขนาดเล็กจากลูกปัด สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนราชบพิธ 2) ประเมินความเหมาะสมและความเป็นประโยชน์ของสื่อการสอนประเภทเครื่องแขวนไทย เรื่อง ตาข่ายหน้าช้างขนาดเล็กจากลูกปัด สำหรับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนราชบพิธ และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อสื่อการสอนประเภทเครื่องแขวนไทย เรื่อง ตาข่ายหน้าช้างขนาดเล็กจากลูกปัด สำหรับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนราชบพิธ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 6/1 ที่กำลังเรียนอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 วิชางานประดิษฐ์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ โรงเรียนราชบพิธ จำนวน 24 คน โดยใช้สื่อการสอน แบบทดสอบภาคปฏิบัติ แบบประเมินความเหมาะสม และความเป็นประโยชน์ของสื่อการสอน และแบบสอบถามความพึงพอใจเป็นเครื่องมือที่ใช้ในสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่า E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub> ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1) ประสิทธิภาพของสื่อ<br />การสอนมีค่าสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ โดยผลการประเมินระหว่างเรียนที่ประเมินโดยผู้สอน (E<sub>1</sub>) มีประสิทธิภาพเท่ากับ 87.21 และผลการประเมินหลังเรียนโดยผู้สอน (E<sub>2</sub>) มีประสิทธิภาพเท่ากับ 90.17 สรุปได้ว่า ประสิทธิภาพของสื่อการสอนเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ 80/80 จึงสามารถนำไปใช้เป็นสื่อการสอนสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนราชบพิธได้ 2) การประเมินความเหมาะสมของสื่อการสอนโดยรวม ผู้เชี่ยวชาญมีความคิดเห็นว่ามีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ( \bar{X} = 4.27, S.D. = 0.655) และมีความเป็นประโยชน์โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( \bar{X} = 4.40, S.D. = 0.575) และ 3) นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( \bar{X} = 4.41, S.D. = 0.768) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านเรียงจากมากไปหาน้อย พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านเนื้อหา (\bar{X} = 4.51, S.D. = 0.624) รองลงมาคือ ด้านประโยชน์ที่ได้รับจากสื่อการสอน<br />(\bar{X} = 4.43, S.D. = 0.822) และน้อยที่สุดคือ ด้านสื่อการสอน (\bar{X} = 4.31, S.D. = 0.876) สรุปได้ว่า นักเรียนมีความพึงพอใจต่อสื่อการสอนโดยรวมอยู่ในระดับมาก</p> ณัฎฐพร จันทศรี, ชญาภัทร์ กี่อาริโย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและอุตสาหกรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/3607 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 ผลิตภัณฑ์ลูกชิ้นหมูผสมแห้วสุกหั่นหยาบเพื่อต่อยอดเชิงพาณิชย์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/3035 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ลูกชิ้นหมูผสมแห้วสุกหั่นหยาบเพื่อต่อยอดเชิงพาณิชย์ โดยศึกษาการเสริมแป้งโมดิฟายด์สตาร์ช (Modified Starch) ร่วมกับแห้วสุกหั่นหยาบในลูกชิ้นหมูสูตรพื้นฐานที่ระดับร้อยละ 2:10, 3:20 และ 4:30 ของน้ำหนักเนื้อหมู และนำไปวิเคราะห์ลักษณะเนื้อสัมผัส (Texture Profile Analysis : TPA) ด้วยหัวกดชนิด P/36R (36 mm) ความเร็วหัวกด 2.0 มิลลิเมตรต่อนาที เพื่อวัดค่าความแข็ง (Hardness) การยึดเกาะ (Adhesiveness) การเกาะรวม (Cohesiveness) ความยืดหยุ่น (Springiness) ความเหนียว (Gumminess) และความเคี้ยว (Chewiness) ผลการศึกษาพบว่า ผู้ทดสอบชิมให้การยอมรับสูตรที่มีการเติมแป้งโมดิฟายด์สตาร์ช และแห้วสุกหั่นหยาบที่ระดับร้อยละ 2:10 มากที่สุด เนื่องจากมีลักษณะเนื้อสัมผัสที่นุ่มและไม่แข็งกระด้างจนเกินไป เมื่อเปรียบเทียบกับสูตรอื่น พบว่า หากปริมาณแป้งโมดิฟายด์สตาร์ชและแห้วสุกหั่นหยาบเพิ่มขึ้น จะส่งผลให้เนื้อสัมผัสของลูกชิ้นมีความแข็งและเหนียวเพิ่มขึ้นตามลำดับ สำหรับผลการวิเคราะห์คุณภาพของลูกชิ้นหมูสูตรที่ได้รับการยอมรับ (สูตร A2) พบว่า มีค่าความสว่าง (L*) ค่าสีแดง (a*) และค่าสีเหลือง (b*) เท่ากับ 65.70 ± 1.08, -0.55 ± 0.18 และ 11.47 ± 0.53 ตามลำดับ และจากการวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการในลูกชิ้นหมูผสมแห้วสุกหั่นหยาบปริมาณ 100 กรัม พบว่า มีคาร์โบไฮเดรต 9.42% โปรตีน 8.17% ไขมัน 67.41% ใยอาหาร 2.04% และให้พลังงานทั้งหมด 137.77 กิโลแคลอรี</p> กนกวรรณ ศิริโฉม, กาญจนา เฟื่องศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและอุตสาหกรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/3035 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ที่ส่งผลต่อการบริหารการศึกษาอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี ในสังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดฉะเชิงเทรา https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/4339 <p>การค้นคว้าอิสระนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะพฤติกรรม และปัจจัยภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ที่ส่งผลต่อการบริหารการศึกษาอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี ในสังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการค้นคว้าอิสระเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ได้จากการเลือกตามเกณฑ์ที่กำหนด ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนสถานศึกษาภาครัฐ ในสังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดฉะเชิงเทรา ทั้งหมด 7 แห่ง จำนวน 205 คน โดยเลือกใช้วิธีการเก็บข้อมูลแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าฐานนิยม ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ <br />ผลการค้นคว้าอิสระพบว่า ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ที่ส่งผลต่อการบริหารการศึกษาอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี ในสังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด พิจารณารายด้านพบว่า ด้านการปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ ด้านการตัดสินใจอย่างยุติธรรม ด้านความซื่อสัตย์ ด้านการเอาใจใส่ผู้อื่น และด้านการจูงใจโดยยึดหลักการให้รางวัลและการลงโทษ ตามลำดับ และปัจจัยทั้งหมด 5 ปัจจัย ได้แก่ 1) การปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี 2) ความซื่อสัตย์ 3) การจูงใจโดยยึดหลักการให้รางวัลและการลงโทษ 4) การตัดสินใจอย่างยุติธรรมและ 5) การเอาใจใส่ผู้อื่น เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารการศึกษาอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีในสังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดฉะเชิงเทรา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 การค้นคว้าอิสระนี้ พบว่า ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมด้านการปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีมีอิทธิพลมากที่สุด</p> วีระยุทธ มารยาท, สราวุฒิ สืบแย้ม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและอุตสาหกรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/4339 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 A การพัฒนาระบบโต้ตอบอัตโนมัติสำหรับงานบริการวิชาการ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/5148 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาระบบโต้ตอบอัตโนมัติสำหรับงานบริการวิชาการ 2) เพื่อประเมินประสิทธิภาพของระบบโต้ตอบอัตโนมัติสำหรับงานบริการวิชาการ ผู้วิจัยสร้างระบบแชทบอทจากการศึกษาข้อมูลงานบริการวิชาการ และนำข้อมูลมาออกแบบระบบแชทบอทที่สามารถให้คำปรึกษาเกี่ยวกับงานบริการวิชาการ ด้วยการประยุกต์ใช้บริการข้อความไลน์ตอบกลับอัตโนมัติ ทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มไดอะล็อกโฟว์ ที่มีความสามารถด้านการประมวลผลภาษาธรรมชาติ<br />กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ จำนวน 150 คน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง โดยผลการประเมินประสิทธิภาพของระบบโต้ตอบอัตโนมัติ พบว่าการประเมินประสิทธิภาพของระบบโต้ตอบอัตโนมัติสำหรับงานบริการวิชาการ โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยในระดับมากเท่ากับ 4.48 การตอบกลับข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ 4.73 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.52 รองลงมาคือ การเข้าถึงในการใช้งานของระบบข้อมูลค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.56 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.50 และน้อยที่สุดคือการขนาดตัวอักษร สี มีความเหมาะสม ค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.23 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.77</p> เปรมวดี อาวุธกรรมปรีชา, ดวงกมล โพธิ์นาค ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและอุตสาหกรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/5148 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 การปั้นคอนเทนต์ข่าวประชาสัมพันธ์ให้ปัง บนสื่อสังคมออนไลน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/8321 <p>การสร้างคอนเทนต์ (Content) ข่าวประชาสัมพันธ์ให้ปัง บนสื่อสังคมออนไลน์ ยุคนี้ต้องเสริมศักยภาพของการพัฒนาสื่อประชาสัมพันธ์ด้วยแพลตฟอร์มดิจิทัล (Digital Platform) ที่สมัยใหม่ ถือเป็นจุดเปลี่ยนของโลกแห่งการสื่อสารไปสู่รูปแบบใหม่ ๆ ด้วยวิธีการนำเสนอกลยุทธ์ประชาสัมพันธ์แนวใหม่ที่แตกต่างและสร้างแรงจูงใจเป็นจุดเริ่มต้น ก็ย่อมมีโอกาสที่คนอ่านจะจดจำ เช่นการใช้คีย์เวิร์ด (Keyword) ในการสร้างคอนเทนต์ (Content) เป็นหนึ่งในเทคนิคที่ทำให้การสร้างคอนเทนต์ (Content) มีคุณภาพ ทั้งในรูปแบบตัวอักษร ภาพ และวิดีโอ และทำให้โดดเด่นแตกต่างจากเดิม หรือการตั้งหัวข้อ หรือชื่อเรื่องคอนเทนต์ (Content) ที่สร้างความคุ้นเคยและดึงดูดได้ทันที<br />ปัจจัยที่ทำให้ผู้รับสารจำคอนเทนต์ (Content) ข่าวประชาสัมพันธ์นั้น สามารถบริหารจัดการด้วยการวิเคราะห์สถานการณ์โดยใช้โมเดลต่าง ๆ เช่น SWOT Analysis เพื่อนำไปสู่การปรับกลยุทธ์คอนเทนต์ (Content) ข่าวประชาสัมพันธ์ทั้งเรื่องการออกแบบเนื้อหา (Content) หรือการวางแผนการสื่อสารให้เหมาะสมกับกลุ่มผู้รับสาร เปลี่ยนวิธีการนำเสนอที่สร้างประสบการณ์ร่วมกัน และการต่อยอดความสำเร็จของเนื้อหา (Content) บนแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างต่อเนื่อง</p> ขวัญฤทัย ศรีวัฒนพล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและอุตสาหกรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/8321 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700