https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/issue/feed วารสารพัฒนาเทคนิคศึกษา 2026-01-20T16:39:24+07:00 นายชัยพิพัฒน์ ศรีมณีชัย (รักษาการบรรณาธิการ) chaipiput@ited.kmutnb.ac.th Open Journal Systems <p><strong>About the Journal</strong><br /><strong>วารสารพัฒนาเทคนิคศึกษา (Journal of Technical Education Development)</strong><br /><strong>ISSN 3057-1510 (PRINT)</strong><br /><strong>ISSN 3057-1618 (ONLINE)</strong><br /> วารสารพัฒนาเทคนิคศึกษา เป็นวารสารเพื่อเผยแพร่ บทความวิชาการ บทความวิจัยที่เกี่ยวกับสหวิทยาการด้านมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ สหวิทยาการด้านการศึกษา การพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรม การจัดการทรัพยากรมนุษย์ การจัดการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมบริการ และเทคโนโลยีการศึกษา</p> <p> วารสารพัฒนาเทคนิคศึกษา ตีพิมพ์ทั้งรูปเล่มและออนไลน์ โดยกำหนดจัดทำปีละ 4 ฉบับ คือ<br /> • ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม–มีนาคม<br /> • ฉบับที่ 2 เดือนเมษายน–มิถุนายน<br /> • ฉบับที่ 3 เดือนกรกฎาคม–กันยายน<br /> • ฉบับที่ 4 เดือนตุลาคม–ธันวาคม</p> <p> <strong>เกณฑ์การพิจารณาบทความเพื่อตีพิมพ์ในวารสารพัฒนาเทคนิคศึกษา</strong> <br /> วารสารพัฒนาเทคนิคศึกษา มีการประเมินบทความโดยผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชานั้นหรือสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 3 คน ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจากหลากหลายสาขาอาชีพ โดยผู้ประเมิน (Reviewer) ทราบชื่อผู้นิพนธ์(Author แต่ผู้นิพนธ์ (Author) จะไม่ทราบข้อมูลรายชื่อผู้ประเมิน(Reviewer) เป็นการประเมินแบบ Single blind review โดยที่ผู้ประเมินจะพิจารณาประเด็นที่สำคัญของแต่ละบทความดังต่อไปนี้<br /> 1. ผลการวิจัยที่แสดงในบทความจะต้องเป็นผลงานที่แท้จริงของผู้นิพนธ์เอง และต้องหลีกเลี่ยงการคัดลอกผลงาน (Plagiarism)<br /> 2. บทความต้นฉบับมีความยาวไม่เกิน 10 หน้ากระดาษ ต้องเขียนด้วยภาษาไทยและมีการแปลคำศัพท์เทคนิคเป็นภาษาไทยอย่างเหมาะสม และถูกต้องตามหลักไวยากรณ์<br /> 3. บทความวิจัยต้องดำเนินการตามได้มาตรฐานโดยทั่วไปของหลักจริยธรรมการวิจัยที่เกี่ยวข้อง หากมีการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ ผู้นิพนธ์ควรบ่งชี้ว่า ได้ดำเนินการวิจัยตามกระบวนการที่เป็นไปตามมาตรฐานคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์<br /> 4. บรรณาธิการสามารถยุติการประเมินบทความของผู้ประเมิน หากพบว่าไม่สามารถปฏิบัติตามวัตถุประสงค์หรือเงื่อนไข หรือเมื่อผู้ประเมินได้ตกลงที่จะประเมินบทความแล้ว ต่อมาพบว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน สามารถแจ้งบรรณาธิการโดยทันที เพื่อที่จะปฏิเสธการประเมินบทความนั้นต่อไป</p> https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/8288 การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กรณีผิดนัดชำระคืนหุ้นกู้ 2026-01-20T14:54:49+07:00 ปราโมช ธรรมกรณ์ pramot2008@gmail.com วรรณรัตน์ การุณยวนิช falling_snow_kl@hotmail.com <p>การดำเนินคดีแบบกลุ่ม มีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเมื่อปี 2558 การดำเนินคดีที่มีผู้เสียหายจำนวนมาก มีความยุ่งยากซับซ้อนและเกิดภาระในเรื่องค่าใช้จ่ายเป็นอันมาก คำพิพากษาของศาลจะผูกพันเฉพาะคู่กรณีเท่านั้น ในทางปฏิบัติ ผู้เสียหายแต่ละรายจึงต้องเป็นโจทก์ไปยื่นฟ้องคดีเองแยกกันเป็นหลาย ๆ คดี หรืออาจรวมตัวกันไปฟ้องเป็นคดีแพ่งสามัญเท่าที่สามารถจับกลุ่มกันได้ ก็จะเกิดข้อยุ่งยากและเป็นปัญหาในทางปฏิบัติทั้งฝ่ายคู่ความและศาล สำหรับการดำเนินคดีแบบกลุ่มตามกฎหมายไทยเป็นการดำเนินคดีโดยกลุ่มบุคคลที่มีสิทธิอย่างเดียวกันอันเนื่องมาจากข้อเท็จจริงและหลักกฎหมายเดียวกัน จะเห็นได้ว่าการดำเนินคดีแบบกลุ่มนั้นเป็นกระบวนการยุติธรรมที่สามารถช่วยเยียวยาความเสียหายที่เกิดจากความรับผิดตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ที่มักจะมีผู้เสียหายร่วมกันจำนวนมากในเหตุอย่างเดียวกัน ดังที่มักจะปรากฏเป็นข่าวอยู่เสมอ ๆ เช่น คดีที่เกิดจากการที่บริษัทผู้ออกหุ้นกู้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามหุ้นกู้</p> 2026-01-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/8291 การพัฒนาคู่มือยานยนต์ไฟฟ้าเบื้องต้น 2026-01-20T16:39:24+07:00 ชัยยศ ดำรงกิจโกศล chaiyot.d@cit.kmutnb.ac.th ศิริพงศ์ ลัมพาภิวัฒน์ chaiyot.d@cit.kmutnb.ac.th <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาคู่มือยานยนต์ไฟฟ้าเบื้องต้นสำหรับพนักงานขายรถยนต์ไฟฟ้าของตัวแทนจำหน่ายรถยนต์หรือดีลเลอร์ที่จำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่ขับเคลื่อน (BEV) ในการพัฒนาคู่มือยานยนต์ไฟฟ้าเบื้องต้น มีขั้นตอน 4 ขั้นตอนหลักได้แก่ 1) การศึกษาและรวบรวมข้อมูลเบื้องต้นที่เกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้าประเภทที่ใช้แบตเตอรี่ขับเคลื่อน 2) การพัฒนาคู่มือยานยนต์ไฟฟ้าเบื้องต้นโดยคณะทำงาน 3) การประเมินคู่มือยานยนต์ไฟฟ้าเบื้องต้นโดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 ท่าน และ 4) การทดลองใช้คู่มือยานยนต์ไฟฟ้ากับกลุ่มเป้าหมาย โดยกลุ่มเป้าหมายในการวิจัยได้แก่ ที่ปรึกษาการขายรถยนต์ไฟฟ้าประเภทที่ใช้แบตเตอรี่ขับเคลื่อนในตัวแทนจำหน่ายรถยนต์แห่งหนึ่งในจังหวัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 15 คนที่ได้จากการสุ่มแบบเจาะจง โดยเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย คู่มือยานยนต์ไฟฟ้าเบื้องต้นที่ถูกพัฒนาขึ้น แบบทดสอบแบบสี่ตัวเลือก และแบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า คู่มือยานยนต์ไฟฟ้าเบื้องต้นประกอบด้วยหัวข้อ 7 หัวข้อได้แก่ 1) ความเป็นมาของยานยนต์ไฟฟ้าและประเภทของยานยนต์ไฟฟ้า 2) หลักการทำงานและส่วนประกอบหลักของระบบส่งกำลัง 3) แบตเตอรี่ของยานยนต์ไฟฟ้า 4) ระบบประจุไฟฟ้าของยานยนต์ไฟฟ้า 5) ระบบความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกของยานยนต์ไฟฟ้า 6) การบำรุงรักษายานยนต์ไฟฟ้า และ 7) วิธีการขับขี่และการใช้งานอุปกรณ์ต่างๆของยานยนต์ไฟฟ้า สำหรับผลการนำคู่มือยานยนต์ไฟฟ้าเบื้องต้นไปทดลองใช้พบว่าคู่มือมีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.59/85.63 และมีความพึงพอใจต่อคู่มือยานยนต์ไฟฟ้าเบื้องต้นในระดับมาก</p> 2026-01-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/2956 การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการธุรกิจการศึกษาเอกชนในยุคเศรษฐกิจพลิกผัน 2023-08-31T09:39:40+07:00 ปุญชรัสมิ์ ตันประภัสร์ a.puncharasm@techno-chon.ac.th สุชาติ เชี่ยงฉิน suchart.s.pe@tggs-bangkok.org สุภัททา ปิณฑะแพทย์ supattapin@yahoo.com ธีรวัช บุณยโสภณ teerawat.b@cit.kmutnb.ac.th <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบการบริหารจัดการธุรกิจการศึกษาเอกชนในยุคเศรษฐกิจพลิกผัน 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการธุรกิจการศึกษาเอกชนในยุคเศรษฐกิจพลิกผัน 3) จัดทำคู่มือแนวทางการบริหารจัดการธุรกิจการศึกษาเอกชนในยุคเศรษฐกิจพลิกผันโดยใช้เทคนิคเดลฟายและการจัดการประชุมสนทนากลุ่มย่อยตามระเบียบวิธีวิจัยประกอบด้วยกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกกึ่งโครงสร้างจำนวน 25 ท่าน กลุ่มผู้เชี่ยวชาญการตรวจสอบเครื่องมือวิจัย จำนวน 3 ท่าน กลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิในการประชุมสนทนากลุ่ม จำนวน 14 ท่าน และกลุ่มผู้เชี่ยวชาญในการประเมินคู่มือ จำนวน 5 ท่าน</p> <p>ซึ่งการวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เชิงคุณภาพ ในการรวบรวมข้อมูลการวิจัย</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยมีดังนี้ การศึกษาองค์ประกอบการบริหารจัดการธุรกิจการศึกษาเอกชนในยุคเศรษฐกิจพลิกผันองค์ประกอบหลัก 5 องค์ประกอบสำคัญ ประกอบไปด้วย องค์ประกอบที่ 1) ด้านการจัดการแหล่งเรียนรู้ องค์ประกอบที่ 2) ด้านการบริหารองค์การ องค์ประกอบที่ 3) ด้านฐานข้อมูล 4) ด้านผลสัมฤทธิ์เชิงธุรกิจ และองค์ประกอบที่ 5) ด้านกฎหมายและข้อบังคับ ทั้งนี้ผลการวิจัยเป็นฉันทามติจากผู้เชี่ยวชาญภายใต้กรอบกระบวน การวิจัย สำหรับคู่มือแนวทางการบริหารจัดการธุรกิจการศึกษาเอกชนในยุคเศรษฐกิจพลิกผัน ดำเนินการเพื่อพัฒนาการบริหารจัดการธุรกิจการศึกษาเอกชนในยุคเศรษฐกิจพลิกผัน ประกอบด้วยส่วนที่ 1) การแนะนำการใช้คู่มือ และส่วนที่ 2) แนวทางการพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการธุรกิจการศึกษาเอกชนในยุคเศรษฐกิจพลิกผัน ซึ่งได้รับการประเมินความเหมาะสมในการนำไปใช้จากผู้เชี่ยวชาญ</p> 2026-01-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพัฒนาเทคนิคศึกษา https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/3786 รูปแบบกลไกความร่วมมือและการบริหารจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ 2024-02-20T09:34:03+07:00 ทรงนคร การนา songnakorn.k@rmutsv.ac.th อภิชญา ขวัญแก้ว songnakorn.k@rmutsv.ac.th ฤทัย ประทุมทอง songnakorn.k@rmutsv.ac.th ฉารีฝ๊ะ หัดยี songnakorn.k@rmutsv.ac.th <div> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบของกลไกความร่วมมือและการบริหารจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ 2) สร้างรูปแบบกลไกความร่วมมือและการบริหารจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ และ 3) ประเมินรูปแบบกลไกความร่วมมือและการบริหารจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลและผู้ทรงคุณวุฒิ ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง จากเครือข่ายความร่วมมือระหว่างจตุรภาคี ประกอบด้วย 1) ตัวแทนจากภาคมหาวิทยาลัย 2) ตัวแทนจากภาคการศึกษา 3) ตัวแทนจากภาคเอกชน และ 4) ตัวแทนจากภาคประชาชน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบบันทึกการศึกษาเอกสาร แบบสัมภาษณ์ แบบประเมินความเหมาะสมของรูปแบบ แบบประเมินความเป็นไปได้และความมีประโยชน์ของรูปแบบ และแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เกี่ยวข้องต่อการดำเนินงานตามรูปแบบ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ การวิเคราะห์เนื้อหา การหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</div> <div> ผลการวิจัยพบว่า องค์ประกอบของรูปแบบกลไกความร่วมมือและการบริหารจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ องค์ประกอบที่ 1 องค์คณะบุคคลเครือข่ายความร่วมมือ ประกอบด้วย 3 องค์คณะ ได้แก่ องค์คณะที่ 1 คณะกรรมการฝ่ายบริหาร องค์คณะที่ 2 คณะกรรมการฝ่ายดำเนินงาน และองค์คณะที่ 3 คณะกรรมการฝ่ายพัฒนาและบริหารจัดการแพลตฟอร์มทางการศึกษา องค์ประกอบที่ 2 ขอบข่ายหน้าที่เครือข่ายความร่วมมือ ประกอบด้วย 2 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านวิชาการ และ 2) ด้านทรัพยากร องค์ประกอบที่ 3 แนวทางการบริหารจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ ประกอบด้วย 4 ส่วน ได้แก่ 1) ปัจจัยนำเข้า (Input) 2) กระบวนการ (Process) 3) ผลผลิต (Output) และ 4) เงื่อนไขความสำเร็จ (Achievement) และองค์ประกอบที่ 4 กระบวนการบริหารกลไกความร่วมมือ ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1) การวางแผน (Planning) 2) การจัดองค์การ (Organizing) 3) การดำเนินงาน (Doing) และ 4) การประเมินผล (Action) โดยรูปแบบกลไกความร่วมมือและการบริหารจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ มีความเหมาะสมโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก รูปแบบกลไกความร่วมมือและการบริหารจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ มีความเป็นไปได้ในการนำไปใช้อยู่ในระดับมากที่สุด มีความเป็นประโยชน์ในการนำไปใช้อยู่ในระดับมากที่สุด และผู้เกี่ยวข้องมีความพึงพอใจต่อผลการดำเนินงานตามรูปแบบกลไกความร่วมมือและการบริหารจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</div> 2026-01-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพัฒนาเทคนิคศึกษา https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/4309 ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จของการบริหารหลักสูตรระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ประเภทสาขาวิชาอุตสาหกรรม สาขางานยานยนต์ไฟฟ้าของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 2024-05-15T13:57:52+07:00 วรท ศรีขาว warot_kai@hotmail.com สราวุฒิ สืบแย้ม warot_kai@hotmail.com <p> การค้นคว้าอิสระครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จการบริหารหลักสูตรระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ประเภทสาขาอุตสาหกรรม สาขางานยานยนต์ไฟฟ้าของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 2) เพื่อศึกษาระดับปัจจัยความสำเร็จของการบริหารหลักสูตรระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ประเภทสาขาอุตสาหกรรม สาขางานยานยนต์ไฟฟ้าของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้กำหนดการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 100 คน ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา รองผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอนและบุคลากรที่มีส่วนเกี่ยวข้องจากสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จำนวน 24 แห่ง และนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ด้วยวิธีทางสถิติ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคุณ ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป SPSS</p> <p> ผลการวิเคราะห์ปัจจัยและระดับปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จของการบริหารหลักสูตร พบว่า ปัจจัยด้านการจัดการเรียนการสอนมีผลต่อความสำเร็จของการบริหารหลักสูตรมากที่สุด และผลการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณพบว่าปัจจัยด้านผู้บริหาร ปัจจัยด้านผู้สอน ปัจจัยด้านการจัดการเรียนการสอน ปัจจัยด้านสื่อและวัสดุอุปกรณ์ปัจจัยด้านอาคารสถานที่ และปัจจัยด้านงบประมาณ ซึ่งปัจจัยทั้ง 6 ด้าน มีผลต่อความสำเร็จของการบริหารหลักสูตร อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> 2026-01-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพัฒนาเทคนิคศึกษา https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/2965 การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการธุรกิจอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารภายใต้วิกฤติเศรษฐกิจ 2023-08-31T09:41:17+07:00 ดนิตา กุญชรเพชร danita.k@outlook.co.th สักรินทร์ อยู่ผ่อง danita.k@outlook.co.th ไพโรจน์ สถิรยากร danita.k@outlook.co.th อัคครัตน์ พูลกระจ่าง danita.k@outlook.co.th <p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบการบริหารจัดการธุรกิจอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารภายใต้วิกฤติเศรษฐกิจ 2) พัฒนารูปแบบการบริหารจัดการธุรกิจอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารภายใต้วิกฤติเศรษฐกิจและ 3) จัดทำคู่มือแนวทางการบริหารจัดการธุรกิจอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารภายใต้วิกฤติเศรษฐกิจ ผู้วิจัยออกแบบการวิจัยแบบผสมผสานการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลมีทั้งหมด 4 กลุ่ม 1) ผู้เชี่ยวชาญ ให้สัมภาษณ์เชิงลึก ได้แก่ ผู้ประกอบการ หรือ ผู้บริหาร ในธุรกิจอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร จำนวน 13 คน 2) ผู้ตอบแบบสอบถาม ได้แก่ ผู้ประกอบการ หรือ ผู้บริหาร ในธุรกิจอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร จำนวน 446 คน 3) ผู้ทรงคุณวุฒิ ร่วมประชุมสนทนากลุ่ม เพื่อพิจารณาถึงความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการนําไปใช้งานของรูปแบบที่ได้มีการพัฒนาขึ้นจำนวน 14 คน ได้แก่ นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ และ ผู้บริหารที่มีความรู้ความชำนาญใน ธุรกิจอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร 4) ผู้เชี่ยวชาญ ประเมินคู่มือแนวทางการบริหารจัดการธุรกิจ อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหารภายใต้วิกฤติเศรษฐกิจจำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แบบสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง 2) แบบสอบถามมาตราส่วนประเมินค่า 3) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ วิเคราะห์องค์ประกอบ Exploratory Factor Analysis (EFA)<br /> ผลการวิจัยพบว่า องค์ประกอบของการพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการธุรกิจอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารภายใต้วิกฤติเศรษฐกิจ ประกอบด้วย การวางแผน มีจำนวน 5 องค์ประกอบย่อย ได้แก่ 1) การวางแผนการตลาด 2) การวางแผนการผลิต 3) การวางแผนองค์กร 4) การวางแผนต้นทุนและการเงิน 5) การวางแผนยอดขายและช่องทางการตลาด การจัดการองค์กร มีจำนวน 2 องค์ประกอบย่อย ได้แก่ 1) สร้างวัฒนธรรมองค์กร 2) การบริหารองค์กรสู่ความยั่งยืน ภาวะผู้นำ มีจำนวน 3 องค์ประกอบย่อย ได้แก่ 1) การสร้างระบบนิเวศน์ที่ดีในการทำงาน 2) การสร้างสัมพันธภาพเชิงสร้างสรรค์ 3) ความฉลาดในการตัดสินใจและความรับผิดชอบต่อสังคม การควบคุม มีจำนวน 4 องค์ประกอบย่อย ได้แก่ 1) สร้างระบบมาตรฐานคุณภาพองค์กร 2) ระบบตรวจสอบและติดตามผลการส่งมอบผลิตภัณฑ์ 3) ระบบคุณภาพและความปลอดภัยของอาหาร 4) การตรวจสอบและประเมินระบบการควบคุม และ การบริหารความเสี่ยงในสภาวะวิกฤติ มีจำนวน 3 องค์ประกอบย่อย ได้แก่ 1) การวิเคราะห์และจัดทำแผนการจัดการความเสี่ยง 2) การบริหารความเสี่ยง 3) การกำกับและติดตามความเสี่ยง ผลการประเมินรูปแบบการบริหารจัดการธุรกิจอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารภายใต้วิกฤติเศรษฐกิจ โดยผู้ทรงคุณวุฒิในการประชุมสนทนากลุ่มมีมติเป็นเอกฉันท์ เห็นว่ามีความเหมาะสม และผลการประเมินคู่มือแนวทางการบริหารจัดการธุรกิจอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารภายใต้วิกฤติเศรษฐกิจ ในภาพรวมผู้เชี่ยวชาญเห็นว่ามีความเหมาะสมและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้</p> 2026-01-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพัฒนาเทคนิคศึกษา https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/2984 ผลกระทบของมูลค่าสินทรัพย์และหนี้สินภาษีเงินได้รอตัดบัญชีตามมาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 12 เรื่อง ภาษีเงินได้ กับ มูลค่าตลาด กลุ่มสถาบันการเงินในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 2025-01-10T11:16:04+07:00 อังศณา เกษมสุข 65109660017@rpu.ac.th จักรพันธ์ พงษ์เภตรา panpen1@hotmail.com <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของมูลค่าสินทรัพย์และหนี้สินภาษีเงินได้รอตัดบัญชีตามมาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 12 เรื่อง ภาษีเงินได้ กับ มูลค่าตลาด กลุ่มสถาบันการเงินในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในด้านความสัมพันธ์ การส่งผล และตัวแปร โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลที่นำมาศึกษาจากงบการเงิน หมายเหตุประกอบงบการเงิน และรายงานประจำปี ปี 2561 – 2565 กลุ่มตัวอย่างทั้งหมดที่ศึกษาจำนวน 40 บริษัท โดยเก็บข้อมูลทุติยภูมิ และใช้การวิเคราะห์ข้อมูลสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน <br />ผลการวิจัยพบว่าสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชี ส่งผลต่อมูลค่าตลาดในทิศทางบวกกับมูลค่าตลาด และหนี้สินภาษีเงินได้รอตัดบัญชี ส่งผลต่อมูลค่าตลาดในทิศทางลบกับมูลค่าตลาด ซึ่งค่าสัมประสิทธิ์ในการตัดสินใจเท่ากับร้อยละ 26 และเมื่อนำปัจจัยที่มีผลต่อมูลค่าตลาดนำไปวิเคราะห์รวมกันพบว่าสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชี ขนาดมูลค่าทุน อัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น เงินปันผล ตราสารทุน อัตราดอกเบี้ย และการบริการหารงานโดยภาคเอกชนหรือรัฐวิสาหกิจ ส่งผลในทิศทางบวกกับมูลค่าตลาด ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 และหนี้สินภาษีเงินได้รอตัดบัญชี กับขนาดกิจการส่งผลในทิศทางลบกับมูลค่าตลาด ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ซึ่งค่าสัมประสิทธิ์ในการตัดสินใจเท่ากับร้อยละ 71.20 ในขณะเดียวกันดัชนีราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ และช่วงวิกฤตของประเทศไม่ส่งผลต่อมูลค่าตลาด</p> 2026-01-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพัฒนาเทคนิคศึกษา https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/2996 การพัฒนารูปแบบศักยภาพของนักเทคโนโลยีสารสนเทศทหาร สังกัดกระทรวงกลาโหม เพื่อความมั่นคง 2024-12-06T12:54:49+07:00 สถาพร ประกอบผล sprakobpolmao25@gmail.com สมนึก วิสุทธิแพทย์ somnoek.w@op.kmutnb.ac.th ธีรวุฒิ บุณยโสภณ vhd@kmutnb.ac.th สุภัททา ปิณฑะแพทย์ supatta.pin@bid.kmutnb.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบศักยภาพของนักเทคโนโลยีสารสนเทศทหารสังกัดกระทรวงกลาโหมเพื่อความมั่นคงของประเทศ 2) พัฒนารูปแบบศักยภาพของนักเทคโนโลยีสารสนเทศทหารสังกัดกระทรวงกลาโหมเพื่อความมั่นคงของประเทศ และ 3) สร้างคู่มือแนวทางการพัฒนาศักยภาพของนักเทคโนโลยีสารสนเทศสังกัดกระทรวงกลาโหมเพื่อความมั่นคงของประเทศ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยด้วยเทคนิคเดลฟาย โดยใช้กลุ่มผู้เชี่ยวชาญจำนวน 21 คน และการประชุมสนทนากลุ่มย่อย 15 คน และกลุ่มผู้เชี่ยวชาญในการประเมินความเหมาะสมของคู่มือจำนวน 5 คน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและใช้สถิติ ร้อยละ มัธยฐาน และพิสัยระหว่างควอไทล์ ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบศักยภาพของนักเทคโนโลยีสารสนเทศทหารสังกัดกระทรวงกลาโหมเพื่อความมั่นคงของประเทศ มี 3 องค์ประกอบ 13 องค์ประกอบรอง ได้แก่ องค์ประกอบด้านความรู้ มี 4 องค์ประกอบรอง ได้แก่ 1) การทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์และการซ่อมบำรุง 2) การใช้งานโปรแกรมระบบสารสนเทศทางการทหาร 3) การบริหารความปลอดภัยระบบข้อมูลทางการทหาร และ 4) ระบบราชการทหารและกฎหมายคอมพิวเตอร์ องค์ประกอบด้านทักษะ มี 6 องค์ประกอบรอง ได้แก่ 1) การจัดการโครงสร้างพื้นฐานระบบเทคโนโลยีสารสนเทศทางการทหาร 2) การออกแบบวิเคราะห์การปฏิบัติงานเทคโนโลยีสารสนเทศทางการทหาร 3) การบำรุงรักษาเชิงป้องกันระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ 4) การตรวจสอบข้อมูลการใช้งานทางการทหาร 5) การบริหารความปลอดภัยของข้อมูลทางการทหาร และ 6) การตรวจสอบกระบวนการทางกฎหมายด้านเทคโนโลยี องค์ประกอบด้านคุณลักษณะส่วนบุคคล มี 3 องค์ประกอบรอง ได้แก่ 1) การทำงานเป็นทีม 2) การพัฒนาตนเอง และ 3) จรรยาบรรณและจริยธรรม รูปแบบศักยภาพและคู่มือแนวทางการพัฒนานักเทคโนโลยีสารสนเทศทหารสังกัดกระทรวงกลาโหมเพื่อความมั่นคงของประเทศ ได้รับความเห็นชอบจากผู้ทรงคุณวุฒิในการประชุมสนทนากลุ่มย่อย ด้วยมติเป็นเอกฉันท์ คู่มือแนวทางการพัฒนาศักยภาพของนักเทคโนโลยีสารสนเทศทหารสังกัดกระทรวงกลาโหมเพื่อความมั่นคงของประเทศประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 บทนำ ส่วนที่ 2 แนวทางการพัฒนาศักยภาพของนักเทคโนโลยีสารสนเทศทหารสังกัดกระทรวงกลาโหมเพื่อความมั่นคงของประเทศ คู่มือแนวทางการพัฒนาศักยภาพของนักเทคโนโลยีสารสนเทศทหารสังกัดกระทรวงกลาโหมเพื่อความมั่นคงของประเทศได้รับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน ในด้านความเหมาะสมในการนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาศักยภาพของนักเทคโนโลยีสารสนเทศทหารสังกัดกระทรวงกลาโหมได้ในระดับดี</p> 2026-01-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพัฒนาเทคนิคศึกษา https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/2985 การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการจัดการรายได้และความรับผิดชอบต่อสังคม กับผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่มดัชนีสะท้อนความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น 50 ตัวแรก (ในช่วงสถานการณ์ COVID-19) 2024-01-20T10:40:33+07:00 พงษ์สิทธิ์ พันธ์โสรี 65109660001@rpu.ac.th จักรพันธ์ พงษ์เภตรา 65109660001@rpu.ac.th <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการจัดการรายได้และความรับผิดชอบต่อสังคม กับผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่มดัชนีสะท้อนความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น 50 ตัวแรก (ในช่วงสถานการณ์ COVID-19) โดยใช้กลุ่มตัวอย่างจากบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่มดัชนีสะท้อนความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น 50 ตัวแรก (ยกเว้น กลุ่มสถาบันการเงินและบริษัทที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หลังปี พ.ศ. 2561) ระหว่างปี พ.ศ. 2561 – 2565 รวมทั้งสิ้นจำนวน 36 บริษัท และทำการวิเคราะห์ผลทางสถิติ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ<br />ผลการวิจัยพบว่า ความรับผิดชอบต่อสังคม มีผลกระทบต่อผลการดำเนินงาน (Tobin’s Q , ROA , ROE) ที่ระดับนัยสำคัญที่ 0.05 แม้ว่าจะอยู่ในสถานการณ์การโควิด และการจัดการรายได้ก็ส่งผลต่อผลการดำเนินงาน (ROA) ที่ระดับนัยสำคัญที่ 0.05 ค่าสัมประสิทธิ์ในการตัดสินใจเท่ากับ 4.90%</p> 2026-01-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพัฒนาเทคนิคศึกษา https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/3238 การพัฒนาชุดสมองกลอัจฉริยะที่เรียนรู้ด้วยตัวเองสำหรับระบบภูมิสารสนเทศ (GIS) ในการจำแนกและวินิจฉัยการผลผลิตอ้อยจากภาพถ่ายดาวเทียม 2023-11-13T10:44:29+07:00 ชัยพิพัฒน์ ศรีมณีชัย chaipiput@ited.kmutnb.ac.th สุวิน ชัยวัง bsdwin@gmail.com ชาญวิทย์ ตั้งสิริวรกุล cwtk5@hotmail.com ปิติณัตต์ ตรีวงศ์ peeteenut@me.com ปรีสาร รักวาทิน preesan.ra@depa.or.th <p>อ้อยเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย สร้างรายได้ให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมให้แก่ประเทศประมาณปีละ 200,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลยังประสบปัญหาอยู่หลายประการ ที่สำคัญคือปัญหาด้านการผลิตที่มีความไม่แน่นอนของปริมาณผลผลิตในแต่ละปี การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาชุดสมองกลอัจฉริยะสำหรับระบบภูมิสารสนเทศสำหรับ 1) จำแนกพื้นที่เพาะปลูกอ้อยและ 2) คาดการณ์ผลผลิตอ้อย การจำแนกจะใช้ภาพถ่ายจากดาวเทียม Landsat 9 และ Sentinel-1A ร่วมกับอัลกอริทึมปัญญาประดิษฐ์จำนวน 3 อัลกอริทึม ได้แก่ โครงข่ายประสาทเทียม ป่าสุ่ม และเกรเดียนต์บูสต์ ในส่วนการคาดการณ์จะใช้ข้อมูลดัชนีพืชพรรณจำนวน 4 ดัชนี ซึ่งสกัดจากข้อมูลภาพถ่ายจากดาวเทียม Landsat 8 และข้อมูลสำรวจผลผลิตภาคสนามร่วมกับอัลกอริทึมปัญญาประดิษฐ์แบบถดถอยจำนวน 5 อัลกอริทึม ได้แก่ การถดถอยเชิงเส้นแบพหุ ข่ายประสาทเทียม ต้นไม้ตัดสินใจ ป่าสุ่ม และเกาส์เซียน โปรเซส <br />ผลการจำแนกพบว่าอัลกอริทึมป่าสุ่มให้ประสิทธิภาพในการจำแนกสูงที่สุด โดยมีค่าความถูกต้องโดยรวม 0.76 และความถูกต้องรายคลาสที่ 0.89 ผลจากการคาดการณ์ผลผลิตพบว่าอัลกอริทึมป่าสุ่มให้ประสิทธิภาพในการคาดการณ์สูงที่สุด โดยมีค่าสัมประสิทธิ์การตัดสินใจอยู่ที่ 0.79 และค่าคลาดเคลื่อนเฉลี่ยอยู่ที่ 0.79 ในการประยุกต์ปัญญาประดิษฐ์จำเป็นต้องพิจารณาข้อมูลนำเข้าและการทดสอบไฮเปอร์พารามิเตอร์ให้มีความเหมาะสมเพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพสูงที่สุด</p> 2026-01-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพัฒนาเทคนิคศึกษา https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/2959 การพัฒนารูปแบบศักยภาพผู้บริหารจัดการในระบบสายการผลิตเพื่อรองรับการผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์ยุคดิจิทัล 2023-09-28T09:42:14+07:00 ศักดิ์สิริ มีสวัสดิ์ saksiri@pes-th.com สมนึก วิสุทธิแพทย์ somnoek.w@op.kmutnb.ac.th ธีรวัช บุณยโสภณ teerawat.b@cit.kmutnb.ac.th กุลทรัพย์ ทองประสิทธิ์ kunlasap.t@bid.kmutnb.ac.th <p>ปัญหาจากการพัฒนากระบวนการผลิตยานยนต์สู่ยุคเทคโนโลยีดิจิทัลส่งผลให้ผู้บริหารจัดการในสายการผลิตดังกล่าวต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานเพื่อให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบการพัฒนารูปแบบศักยภาพของผู้บริหารจัดการระบบสายการผลิต 2) พัฒนารูปแบบศักยภาพผู้บริหารจัดการระบบสายการผลิต และ 3) สร้างคู่มือสำหรับเป็นแนวทางพัฒนาสำหรับผู้บริหารจัดการระบบสายการผลิตเพื่อรองรับการผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์ยุคดิจิทัล รูปแบบการวิจัยเป็นแบบผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญและแบบสอบถามกลุ่มตัวอย่าง 400 คน จากผู้บริหารการประกอบยานยนต์และผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในพื้นที่ 3 จังหวัดประกอบด้วย จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดชลบุรี และจังหวัดระยอง สำหรับสถิติที่ใช้คือการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิตพรรณนา เช่น ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์องค์ประกอบ เป็นต้น<br />ผลการวิจัยพบว่าการพัฒนารูปแบบศักยภาพผู้บริหารจัดการระบบสายการผลิตเพื่อรองรับการผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์ยุคดิจิทัลได้องค์ประกอบหลัก 3 ด้านคือ ด้านความรู้ ด้านทักษะและด้านคุณลักษณะะที่พึงประสงค์สำหรับนำองค์ประกอบทั้งหมดไปขยายเป็นองค์ประกอบย่อยที่มีความสำคัญเพื่อนำไปพัฒนาศักยภาพและสร้างคูมือสำหรับเป็นแนวทางในการพัฒนาศักยภาพผู้บริหารจัดการในระบบสายการผลิตเพื่อรองรับการผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์ยุคดิจิทัลต่อไป</p> 2026-01-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพัฒนาเทคนิคศึกษา https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/2946 การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการธุรกิจบริการจัดจ้างงานจากภายนอกองค์กรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน 2023-08-31T09:29:34+07:00 ณรงค์ พิศิลป์ rong-p@hotmail.com สักรินทร์ อยู่ผ่อง sakarin.y@bid.kmutnb.ac.th อัคครัตน์ พูลกระจ่าง akkarat_p@rmutt.ac.th ปรีดา อัตวินิจตระการ rong-p@hotmail.com <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบของการบริหารจัดการธุรกิจบริการจัดจ้างงานจากภายนอกองค์กรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน 2) พัฒนารูปแบบการบริหารจัดการธุรกิจบริการจัดจ้างงานจากภายนอกองค์กรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และ 3) พัฒนาคู่มือแนวทางการบริหารจัดการธุรกิจบริการจัดจ้างงานจากภายนอกองค์กรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือผู้บริหารระดับสูงและผู้ประกอบการในธุรกิจบริการจัดจ้างงานจากภายนอกองค์กร จำนวน 404 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์และแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ <br />ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการบริหารจัดการธุรกิจบริหารจัดจ้างงานจากภายนอกองค์กรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ประกอบด้วย 9 องค์ประกอบหลักดังนี้ 1) การบริหารจัดการธุรกิจบริการจัดจ้างงานจากภายนอกองค์กร 2) ความเข้าใจในธุรกิจ 3) การกำหนดเป้าหมายทางการตลาด 4) การแบ่งปันความสำเร็จ 5) ความเป็นเลิศด้านการดำเนินการ 6) ความสามัคคีเป็นอันหนึ่งเดียว 7) ความรับผิดชอบ 8) การควบคุมระบบสารสนเทศ และการรายงานผล 9) การมีส่วนร่วมของพนักงาน การประเมินความเหมาะสมและการนำไปปรับใช้จากผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่า รูปแบบการบริหารจัดการธุรกิจบริการจัดจ้างงานจากภายนอกองค์กรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก และมีความเป็นไปได้ในการนำไปปรับใช้ในระดับมากที่สุด ส่วนผลการประเมินคู่มือแนวทางการพัฒนาธุรกิจบริการจัดจ้างงานจากภายนอกองค์กรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สรุปว่าคู่มือที่พัฒนาขึ้นมามีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด และมีความเป็นไปได้ในการนำไปปรับใช้อยู่ในระดับมากที่สุด</p> 2026-01-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพัฒนาเทคนิคศึกษา https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/3228 การพัฒนาสมรรถนะผู้ประจำหน้าที่นักบินพาณิชย์สู่ความเป็นมาตรฐานสากล 2024-01-16T09:01:48+07:00 อำพล ขำวิลัย ksc_ptic@hotmail.com คงศักดิ์ ชมชุม kongsak.cho@gmail.com ณัฐพงษ์ แต้มแก้ว Nattapong.tam@staff.krirk.ac.th <div>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบการพัฒนาสมรรถนะผู้ประจำหน้าที่นักบินพาณิชย์สู่ความเป็นมาตรฐานสากล 2) เพื่อยืนยันองค์ประกอบการพัฒนาสมรรถนะผู้ประจำหน้าที่นักบินพาณิชย์สู่ความเป็นมาตรฐานสากล ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาค้นคว้าตัวแปรที่เกี่ยวกับองค์ประกอบการพัฒนาสมรรถนะผู้ประจำหน้าที่นักบินพาณิชย์สู่ความเป็นมาตรฐานสากล ขั้นตอนที่ 2 การพัฒนาเครื่องมือและการจัดเก็บข้อมูล และขั้นตอนที่ 3 การวิเคราะห์ข้อมูลและการยืนยันความเหมาะสมขององค์ประกอบ กลุ่มตัวอย่างและเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 7 คน ใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง 2) ผู้ประจำหน้าที่นักบินพาณิชย์จากสายการบินจำนวน 359 คน และ 3) กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน ใช้แบบสอบถามความคิดเห็น สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่ามัชฌิมเลขคณิต ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ และการวิเคราะห์เนื้อหา </div> <div>ผลการวิจัย พบว่า องค์ประกอบการพัฒนาสมรรถนะผู้ประจำหน้าที่นักบินพาณิชย์สู่ความเป็นมาตรฐานสากลประกอบด้วย 7 องค์ประกอบ ดังนี้ 1) สมรรถนะด้านทัศนคติ 2) สมรรถนะด้านบุคลิก 3) สมรรถนะด้านทักษะ 4) สมรรถนะด้านความรู้ 5) สมรรถนะด้านพฤติกรรมความปลอดภัย 6) สมรรถนะด้านแรงจูงใจภายใน และ 7) สมรรถนะด้านการบริหารความเสี่ยง</div> 2026-01-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพัฒนาเทคนิคศึกษา