https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/issue/feed วารสารนวัตกรรมการศึกษาและอุตสาหกรรม 2026-09-15T00:00:00+07:00 ดร.พัชรินทร์ เหสกุล (หัวหน้ากองบรรณาธิการ) phatcharin.h@ited.kmutnb.ac.th Open Journal Systems <p><strong>About the Journal</strong><br /><strong><u>วารสารนวัตกรรมการศึกษาและอุตสาหกรรม (Journal of Educational and Industrial Innovation</u><u>)</u></strong><br /><strong>ISSN 3088-3261 (PRINT)<br />ISSN 3088-327X (ONLINE)</strong><br /> วารสารนวัตกรรมการศึกษาและอุตสาหกรรม เป็นวารสารเพื่อเผยแพร่ บทความวิชาการ บทความวิจัยที่เกี่ยวกับสหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สหวิทยาการด้านการศึกษา การพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรม การจัดการทรัพยากรมนุษย์ การจัดการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมบริการ และเทคโนโลยีการศึกษา</p> <p> วารสารนวัตกรรมการศึกษาและอุตสาหกรรม ตีพิมพ์ทั้งรูปเล่มและออนไลน์ โดยกำหนดจัดทำปีละ 4 ฉบับ คือ<br /> • ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม – มีนาคม<br /> • ฉบับที่ 2 เดือนเมษายน – มิถุนายน<br /> • ฉบับที่ 3 เดือนกรกฎาคม – กันยายน<br /> • ฉบับที่ 4 เดือนตุลาคม – ธันวาคม</p> <p> <strong>เกณฑ์การพิจารณาบทความเพื่อตีพิมพ์</strong><br /> วารสารนวัตกรรมการศึกษาและอุตสาหกรรม มีการประเมินบทความโดยผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชานั้นหรือสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 3 คน ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจากหลากหลายสาขาอาชีพ โดยผู้ประเมิน (Reviewer) ทราบชื่อผู้นิพนธ์(Author แต่ผู้นิพนธ์ (Author) จะไม่ทราบข้อมูลรายชื่อผู้ประเมิน(Reviewer) เป็นการประเมินแบบ Single blind review โดยที่ผู้ประเมินจะพิจารณาประเด็นที่สำคัญของแต่ละบทความดังต่อไปนี้<br /> 1. ผลการวิจัยที่แสดงในบทความจะต้องเป็นผลงานที่แท้จริงของผู้นิพนธ์เอง และต้องหลีกเลี่ยงการคัดลอกผลงาน (Plagiarism)<br /> 2. บทความต้นฉบับมีความยาวไม่เกิน 10 หน้ากระดาษ ต้องเขียนด้วยภาษาไทยและมีการแปลคำศัพท์เทคนิคเป็นภาษาไทยอย่างเหมาะสม และถูกต้องตามหลักไวยากรณ์<br /> 3. บทความวิจัยต้องดำเนินการตามได้มาตรฐานโดยทั่วไปของหลักจริยธรรมการวิจัยที่เกี่ยวข้อง หากมีการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ ผู้นิพนธ์ควรบ่งชี้ว่า ได้ดำเนินการวิจัยตามกระบวนการที่เป็นไปตามมาตรฐานคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์<br /> 4. บรรณาธิการสามารถยุติการประเมินบทความของผู้ประเมิน หากพบว่าไม่สามารถปฏิบัติตามวัตถุประสงค์หรือเงื่อนไข หรือเมื่อผู้ประเมินได้ตกลงที่จะประเมินบทความแล้ว ต่อมาพบว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน สามารถแจ้งบรรณาธิการโดยทันที เพื่อที่จะปฏิเสธการประเมินบทความนั้นต่อไป</p> https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/4336 การศึกษาแนวทางการพัฒนาการบริหารระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ของสถานศึกษาในสังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดขอนแก่น 2024-05-21T10:05:58+07:00 ธนชิต พลบุญ tanachitphonboon@gmail.com สราวุฒิ สืบแย้ม sarawut.s@fte.kmutnb.ac.th <p>การค้นคว้าอิสระครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็น และ 2) แนวทางการพัฒนาการบริหารระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษา ในสังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดขอนแก่น กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้อำนวยการสถานศึกษา จำนวน 23 คน และครู จำนวน 168 คน รวมทั้งสิ้น 191 คน ใช้วิธีการสุ่มอย่างง่ายโดยวิธีการจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามแบบมาตรส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีระดับค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.67-1.00 มีค่าความเชื่อมั่นค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค = 0.97 และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) ค่าดัชนีความต้องการจำเป็นและการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา พบว่า (1) ผลการศึกษาสภาพปัจจุบันของการพัฒนาการบริหารระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษา ในสังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดขอนแก่น โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก สภาพที่พึงประสงค์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และความต้องการจำเป็น โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ย PNI <sub>modified</sub> เท่ากับ 0.65 (2) ผลการศึกษาแนวทางการพัฒนาการบริหารระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษา ในสังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดขอนแก่น พบว่า ได้แนวทางการพัฒนาการบริหารระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษา ในสังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดขอนแก่น ทั้ง 5 ด้าน ภายใต้แนวทางการดำเนินงานของวงจรคุณภาพ PDCA เป็นตัวกำหนดเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ</p> 2026-09-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและอุตสาหกรรม https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/5143 ผลกระทบจากการปฏิบัติตามมาตรฐานรายงานทางการเงินฉบับที่ 15 เรื่อง รายได้จากสัญญาที่ทำกับลูกค้าต่อคุณภาพกำไร ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่มพลังงาน 2024-11-14T12:57:09+07:00 พวงเพ็ญ จันชนะพล 66109660004@rpu.ac.th จักรพันธ์ พงษ์เภตรา japhon@pru.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ผลกระทบก่อนและหลังการปฏิบัติตามมาตรฐานรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 15 เรื่อง รายได้จากสัญญาที่ทำกับลูกค้า สินทรัพย์รวม และความสามารถในการชำระหนี้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพกำไรจากเกณฑ์คงค้างตามดุลยพินิจของผู้บริหาร และกำไรต่อหุ้นมูลค่าตามบัญชีต่อหุ้นส่งผลกระทบต่อคุณภาพกำไรตามมูลค่าตลาดของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่มพลังงาน เก็บรวมข้อมูลช่วงก่อนปฏิบัติใช้ TFRS 15 ปี พ.ศ. 2558-2561 และช่วงหลังปฏิบัติใช้ TFRS 15 ปี พ.ศ. 2562-2565 รวมจำนวนกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 12 บริษัท สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์เชิงพรรณนา และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ก่อนปฏิบัติใช้ TFRS 15 สินทรัพย์รวมและความสามารถในการชำระหนี้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพกำไรจากเกณฑ์คงค้างตามดุลยพินิจของผู้บริหาร ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.1 และหลังปฏิบัติใช้ TFRS 15 ความสามารถในการชำระหนี้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพกำไรจากเกณฑ์คงค้างตามดุลยพินิจของผู้บริหาร ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.1 พบว่า หลังการนำ TFRS 15 มาถือปฏิบัติ สินทรัพย์รวมกับเกณฑ์คงค้างไม่มีความสัมพันธ์กัน เนื่องจากการรับรู้รายการตาม TFRS 15 ทำให้กิจการสามารถลดการใช้ดุลยพินิจลงได้ 2) ก่อนและหลังปฏิบัติใช้ TFRS 15 กำไรต่อหุ้นและมูลค่าตามบัญชีต่อหุ้นส่งผลกระทบต่อคุณภาพกำไรตามมูลค่าตลาด อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 พบว่า หากบริษัทมีอัตรากำไรต่อหุ้น และมีมูลค่าตามบัญชีต่อหุ้นที่สูงขึ้นจะทำให้คุณภาพกำไรตามมูลค่าตลาดสูงขึ้นเช่นกัน</p> 2026-09-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและอุตสาหกรรม https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/5132 ความสัมพันธ์ของคุณภาพรายงานทางการเงิน และ คุณภาพการตรวจสอบ ต่อ ประสิทธิภาพการลงทุน ของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ กลุ่มดัชนีสะท้อนความเคลื่อนไหวราคาหุ้น 50 ตัวแรก 2024-11-14T14:26:43+07:00 จิรัฐติกาล ดวงแก้ว 66109660010@rpu.ac.th จักรพันธ์ พงษ์เภตรา japhon@pru.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพรายงานทางการเงินและประสิทธิภาพการลงทุน และ 2) ความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพการตรวจสอบ และประสิทธิภาพการลงทุนในบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่มดัชนีสะท้อนความเคลื่อนไหวราคาหุ้น 50 ตัวแรก ในช่วงปี พ.ศ. 2562-2566 การวิเคราะห์ข้อมูลดำเนินการโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณจากงบการเงิน และรายงานการตรวจสอบ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) คุณภาพรายงานทางการเงินมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสิทธิภาพการลงทุนของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ได้แก่ ยอดรวมคงค้าง (Total Accruals : TA) และการเปลี่ยนแปลงในลูกหนี้การค้า (Changes in Accounts Receivable : AR) 2) คุณภาพการตรวจสอบมีความสัมพันธ์กับประสิทธิภาพการลงทุนของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่ระดับนัยสำคัญ 0.1 การศึกษาครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของคุณภาพรายงานทางการเงินและคุณภาพการตรวจสอบที่ดีต่อประสิทธิภาพการลงทุน ซึ่งสามารถนำไปใช้ในด้านการจัดทำรายงานทางการเงินและการตรวจสอบ ซึ่งจะส่งผลดีต่อผลลัพธ์ทางการเงินและความสามารถในการแข่งขันของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย</p> 2026-09-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและอุตสาหกรรม https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/5152 ผลกระทบของการกำกับดูแลกิจการต่อประสิทธิภาพด้านความยั่งยืนและประสิทธิภาพทางการเงินของบริษัทหมวดธุรกิจกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร และเครื่องดื่มบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 2024-12-13T13:46:33+07:00 ภัทรมณ แก้ววิเศษ 66109660012@rpu.ac.th จักรพันธ์ พงษ์เภตรา japhon@pru.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ผลกระทบของการกำกับดูแลกิจการต่อประสิทธิภาพด้านความยั่งยืน 2) เพื่อศึกษาผลกระทบของการกำกับดูแลกิจการส่งผลต่อประสิทธิภาพทางการเงิน ในบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งมุ่งเน้นไปที่กลุ่มอุตสาหกรรมเกษตร อุตสาหกรรมอาหาร และเครื่องดื่ม และบริษัทในกลุ่มดัชนี SET100 ในช่วงปี พ.ศ. 2562-2566 การวิเคราะห์ข้อมูลดำเนินการโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณจากงบการเงินและรายงานประจำปี 56-1</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลกระทบของการกำกับดูแลกิจการส่งผลต่อประสิทธิภาพด้านความยั่งยืน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ได้แก่ ขนาดของคณะกรรมการและอัตราการเติบโตของยอดขาย 2) ผลกระทบของการกำกับดูแลกิจการส่งผลต่อประสิทธิภาพทางการเงิน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ได้แก่ คณะกรรมการอิสระ คณะกรรมการผู้หญิง ขนาดบริษัท กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน อัตราการเติบโตของยอดขาย ความใหม่ของสินทรัพย์ถาวร และอัตราการหมุนเวียนของสินทรัพย์รวม ผลกระทบนี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการกำกับดูแลกิจการที่ดีต่อความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืนของบริษัท ซึ่งสามารถนำไปใช้ในการวางกลยุทธ์และการบริหารจัดการองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว</p> 2026-09-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและอุตสาหกรรม https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/5444 ความสัมพันธ์ของการสรรหาและการคัดเลือกบุคลากรที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพ ในการทำงานภาคอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิสก์ในเขตพื้นที่ EEC 2024-11-28T13:42:37+07:00 พิพรรธน์ พิเชฐศิรประภา pichetsiraprapa_nui@hotmail.com ธนัชชา คงสง tanatcha.k@itm.kmutnb.ac.th <div> <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาข้อมูลส่วนบุคคล การสรรหาและการคัดเลือกบุคลากรที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานภาคอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในเขตพื้นที่ EEC และ 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของการสรรหาและการคัดเลือกบุคลากรที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานภาคอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในเขตพื้นที่ EEC การวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสม คือ การวิจัยเชิงปริมาณ จำนวน 300 ชุด เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ด้วยตัวแปรด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป และการวิจัยเชิงคุณภาพ จำนวน 6 ราย จากการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบเฉพาะเจาะจง</p> <p class="Default">ผลการวิจัยเชิงปริมาณ พบว่า 1) ข้อมูลส่วนบุคคล เพศหญิง มีจำนวน 183 คน คิดเป็นร้อยละ 61.00 มากกว่าเพศชาย มีจำนวน 117 คน คิดเป็นร้อยละ 39.00 ให้ความสำคัญกับการสรรหาบุคลากร อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 4.26 การคัดเลือกบุคลากร อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 4.26 และประสิทธิภาพในการทำงาน อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 4.22 และ 2) ความสัมพันธ์ของการสรรหาและการคัดเลือกบุคลากรที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงาน พบว่า การคัดเลือกบุคลากร α = 0.288 และการสรรหาบุคลากร α = 0.008 ส่วนการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณของตัวแปรปัจจัยได้ร้อยละ 19.59 พบว่า การสรรหาบุคลากรและการคัดเลือกบุคลากร ย่อมส่งผลต่อประสิทธิภาพในทำงานที่เป็นตัวชี้วัดเป้าหมายให้องค์การประสบผลสำเร็จ และมีผลประกอบการที่ดีขึ้น</p> </div> <div> </div> 2026-09-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและอุตสาหกรรม https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/5595 รูปแบบการตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 2025-04-24T08:59:30+07:00 สิโรชา ชาวสวนแตง sirocha.sirocha@gmail.com ณธษา เถื่อนฤาชัย nathasa.t@fba.kmutnb.ac.th ทวีศักดิ์ รูปสิงห์ roopsingt@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความสำคัญของปัจจัยในการตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้า 2) เพื่อเปรียบเทียบระดับความสำคัญของปัจจัยในการตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้า จำแนกตามเพศและรายได้ 3) วิเคราะห์องค์ประกอบของรูปแบบการตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้า และ 4) เสนอรูปแบบการตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้า ของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ประชาชนที่เคยซื้อรถยนต์ไฟฟ้าในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ANOVA และวิเคราะห์องค์ประกอบ</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ระดับความสำคัญของปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด สามารถเรียงลำดับความสำคัญจากมากไปน้อยได้ดังนี้ 1) ด้านองค์ประกอบทางกายภาพ 2) ด้านผลิตภัณฑ์ 3) ด้านราคา 4) ด้านการส่งเสริมการตลาด 5) ด้านกระบวนการ 6) ด้านบุคลากร 7) ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างของระดับความสำคัญของปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด พบว่า เพศต่างกันให้ความสำคัญกับปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จำนวน 6 ด้าน ยกเว้นด้านราคา ไม่พบความแตกต่าง ส่วนรายได้ต่างกัน พบว่า ให้ความสำคัญกับปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทุกด้าน ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบของรูปแบบการตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้า ประกอบด้วย 7 องค์ประกอบหลัก และรูปแบบการตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้า ของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล พบว่า ประกอบด้วย 7 องค์ประกอบหลัก 19 องค์ประกอบย่อย ได้แก่ องค์ประกอบหลักที่ 1 ความสะดวกสบายในการรับบริการ ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบย่อย องค์ประกอบหลักที่ 2 ราคาและค่าใช้จ่าย ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบย่อย องค์ประกอบหลักที่ 3 ช่องทางการให้ความรู้แก่ผู้บริโภค ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบย่อย องค์ประกอบหลักที่ 4 การสร้างแรงจูงใจที่ส่งผลต่อผู้บริโภค ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบย่อย องค์ประกอบหลักที่ 5 ภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วย 2 องค์ประกอบย่อย องค์ประกอบหลักที่ 6 การจัดการเกี่ยวกับบุคลากร ประกอบด้วย 2 องค์ประกอบย่อย และองค์ประกอบหลักที่ 7 โปรโมชัน ประกอบด้วย 1 องค์ประกอบย่อย</p> 2026-09-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและอุตสาหกรรม https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/5543 การศึกษาพฤติกรรมการซื้อสินค้าของสมาชิกบิ๊กพอยต์ ที่บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ สาขาสุรินทร์ 2024-12-17T08:45:55+07:00 รุ่งทิวา สลากัน rung.aod@gmail.com ขนิษฐา นิ่งน้อย Khanitta@srvc.ac.th ชื่นนภา ชุติพงษ์ a.chuennapa@gmail.com อรัญญา แสงโชติ Arunya@gmail.com พิชญ์นาฎ พานิชเพิ่มพงษ์ Panitpermpong@gmail.com <p>การศึกษาพฤติกรรมการซื้อสินค้าของสมาชิกบิ๊กพอยต์ ที่บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ สาขาสุรินทร์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลกับพฤติกรรมในการซื้อสินค้า และความพึงพอใจของสมาชิกบิ๊กพอยต์ต่อสิทธิประโยชน์ที่ได้รับ โดยเลือกกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 385 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 31-40 ปี มีการศึกษาระดับปริญญาตรี อาชีพข้าราชการ เงินเดือน 15,001-25,000 บาท รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 15,001-25,000 บาท เป็นสมาชิกบิ๊กพอยต์มาแล้ว 1-3 ปี ใช้สิทธิ์สมาชิกบิ๊กพอยต์เป็นบางครั้งที่ซื้อสินค้าที่บิ๊กซี โดยส่วนใหญ่แสดงสิทธิการเป็นสมาชิกบิ๊กพอยต์โดยการแจ้งหมายเลขโทรศัพท์ สินค้าที่ซื้อเมื่อมีการจัดรายการสินค้าราคาพิเศษมากที่สุด เป็นประเภทอาหารบรรจุภัณฑ์ มีค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าต่อครั้งประมาณ 1,001-2,000 บาท โดยนิยมมาใช้จ่ายในวันเสาร์-อาทิตย์ ความถี่ในการมาซื้อสินค้าที่บิ๊กซี สาขาสุรินทร์ 1-2 ครั้งต่อเดือน ส่วนใหญ่ใช้สิทธิประโยชน์จากคะแนนบิ๊กพอยต์เป็นส่วนลดในการซื้อสินค้า และระดับความพึงพอใจของสมาชิกบิ๊กพอยต์ที่บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ สาขาสุรินทร์ โดยรวมสมาชิกบิ๊กพอยต์มีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า สมาชิกบิ๊กพอยต์ มีความพึงพอใจต่อสิทธิประโยชน์ที่ได้รับสูงสุด 3 ลำดับแรก ได้แก่ สามารถใช้เป็นส่วนลดแทนเงินสดชำระค่าสินค้าได้ มีความสะดวกในการใช้งานเพียงแจ้งหมายเลขโทรศัพท์ หรือเลขบัตรประชาชน และแลกบิ๊กพอยต์ รับส่วนลด/สิทธิพิเศษจากร้านค้าร่วมรายการ</p> 2026-09-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและอุตสาหกรรม https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/5593 การระบุเอกลักษณ์ของวงจรเรียงกระแสสามเฟสแบบควบคุมได้ด้วยวิธีการหาค่าเหมาะสมด้วยการเคลื่อนที่ของกลุ่มอนุภาค 2025-09-16T14:51:07+07:00 พีระ รัดทนี peera2831@gmail.com ศุภชัย อ่ำเอี่ยม peera2831@gmail.com สุทธิชัย สิงห์ลา suthichaic.1@gmail.com วิภูษณะ ฉายินทุ wiphusana.c@rmutsb.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ของวงจรเรียงกระแสสามเฟสแบบควบคุมได้ 2) หาค่าพารามิเตอร์ของวงจรเรียงกระแสสามเฟสแบบควบคุมได้ ด้วยเทคนิควิธีการหาค่าเหมาะสมด้วยการเคลื่อนที่ของกลุ่มอนุภาค (PSO) 3) สร้างชุดทดสอบในการหาค่าพารามิเตอร์ของวงจรเรียงกระแสแบบควบคุมได้ การประยุกต์ใช้เทคนิคทางปัญญาประดิษฐ์ในการระบุค่าพารามิเตอร์ของระบบไฟฟ้ากระแสสลับเป็นไฟฟ้ากระแสตรง ในระบบไฟฟ้าประเภทนี้มักมีวงจรกรองไฟฟ้ากระแสตรง สำหรับบางการใช้งานค่าพารามิเตอร์ที่เที่ยงตรงของวงจรกรอง มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการวิเคราะห์และการออกแบบระบบ เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยได้แก่ สร้างชุดทดสอบวงจรเรียงกระแสสามเฟสแบบควบคุมได้ ซึ่งระบบดังกล่าวจะปรับมุมชุดชนวนของไทริสเตอร์ที่มุม 0 องศา มุม 10 องศา และ 30 องศา ตามลำดับ โดยใช้วิธีการทางปัญญาประดิษฐ์ในการค้นหาค่าพารามิเตอร์ของระบบ ซึ่งได้ค่าพารามิเตอร์ R<sub>eq</sub> = 0.0864 Ω L<sub>eq </sub>= 0.1277 H, C<sub>dc </sub>= 235 µF และ r<sub>c</sub> = 2.88 Ω ส่วนค่าที่แสดงให้เห็นว่าวิธีการทางปัญญาประดิษฐ์ สามารถค้นหาค่าพารามิเตอร์ที่ใกล้เคียงค่าจริง คือ ค่าวัตถุประสงค์ W = 1.4535</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การระบุเอกลักษณ์ด้วยวิธีการทางปัญญาประดิษฐ์ แสดงให้เห็นว่าพารามิเตอร์ที่ได้สามารถตอบสนองในสภาวะชั่วครู่และสภาวะอยู่ตัว มีความใกล้เคียงกับผลการทดสอบกับระบบจริง นอกจากนี้ ค่าพารามิเตอร์ที่ได้ยังเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการวิเคราะห์เสถียรภาพของระบบอิเล็กทรอนิกส์ไฟฟ้าที่มีโหลดกำลังไฟฟ้าคงที่</p> 2026-09-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและอุตสาหกรรม https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/5594 ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรการศึกษา สายสนับสนุนที่ปฏิบัติงานในสำนักงานวิทยาลัยเทคนิคบุรีรัมย์ สายสนับสนุนที่ปฏิบัติงานในสำนักงานวิทยาลัยเทคนิคบุรีรัมย์ 2025-09-16T14:50:08+07:00 รัศมี โชติไธสง ratsamee.chod2510@gmail.com ศุตานันท์ คุขุนทด ratsamee.chod2510@gmail.com สัมพันธ์ กาญจนพันธ์ ratsamee.chod2510@gmail.com <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรการศึกษา สายสนับสนุนที่ปฏิบัติงานในสำนักงานวิทยาลัยเทคนิคบุรีรัมย์ รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ พื้นที่ดำเนินการวิจัย คือ ฝ่ายบริหารทรัพยากร ฝ่ายวิชาการ ฝ่ายแผนงานและความร่วมมือ และฝ่ายพัฒนากิจการนักเรียน นักศึกษา วิทยาลัยเทคนิคบุรีรัมย์ กลุ่มตัวอย่างคือ บุคลากรการศึกษา สายสนับสนุนที่ปฏิบัติงานในสำนักงานวิทยาลัยเทคนิคบุรีรัมย์ จำนวน 24 คน ใช้วิธีการคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถาม โดยเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ระดับความคิดเห็นในภาพรวมเกี่ยวกับปัจจัยภายในองค์กร ซึ่งประกอบไปด้วย ด้านกลยุทธ์ ด้านโครงสร้าง ด้านระบบ ด้านรูปแบบการบริหาร ด้านบุคลากร ด้านความสามารถ ด้านค่านิยมรวมขององค์กร อยู่ในระดับมาก ระดับความคิดเห็นในภาพรวมเกี่ยวกับปัจจัยด้านแรงจูงใจในการทำงาน ซึ่งประกอบไปด้วย ด้านความสำเร็จในการทำงาน ด้านการได้รับการยอมรับนับถือ ด้านทักษะของงานที่สร้างสรรค์และท้าทาย ด้านความรับผิดชอบในการทำงาน และด้านความก้าวหน้าในอาชีพ อยู่ในระดับมาก และระดับความคิดเห็นในภาพรวมเกี่ยวกับปัจจัยประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรในสำนักงานวิทยาลัยเทคนิคบุรีรัมย์ ซึ่งประกอบไปด้วย ด้านคุณภาพของงาน ด้านปริมาณงาน ด้านเวลา อยู่ในระดับมาก</p> 2026-09-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและอุตสาหกรรม https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/5554 การพัฒนาเครื่องผลิตน้ำพลาสมาล้างผักผลไม้สำหรับครัวเรือน 2025-09-16T14:51:55+07:00 อลงกรณ์ เลิศปัญญา alongkronlertpunya@gmail.com สมบูรณ์ สาลำ somboon107@gmail.com ศุภกร พิมพ์ภู lertpunya.a@gmail.com ณรงค์ โป่วณิชชากร lertpunya.a@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของเครื่องผลิตน้ำพลาสมาสำหรับล้างผักและผลไม้ในระดับครัวเรือน โดยกำจัดสารเคมีตกค้าง ได้แก่ สารคลอร์ไพริฟอสและคาร์เบนดาซิม จากผักและผลไม้ประเภทผักคะน้า ใช้วิธีดำเนินการวิจัยเชิงทดลองด้วยการพัฒนาเครื่องผลิตน้ำพลาสมา โดยใช้หลักการเบรกดาวน์ของสนามไฟฟ้าแรงดันสูง ระหว่างขั้วอิเล็กทริกทั้ง 2 ขั้ว โดยให้ขั้วอิเล็กทริกขั้วหนึ่งอยู่ในหลอดแก้วสุญญากาศและอีกขั้วอยู่ด้านนอกหลอดสุญญกาศร่วมกับการไหลวนของน้ำในหลอดแก้วชั้นนอก โดยกำหนดอัตราการไหล 4 ลิตรต่อนาที ที่ปริมาตรน้ำ 20 ลิตร และระยะเวลาการผลิตที่ 40 นาที โดยใช้น้ำประปาทั่วไป ซึ่งได้ค่าที่ดีที่สุดคือ เมื่อเวลาผ่านไป 20 นาที สามารถวัดค่าได้ดังนี้ ค่า pH = 6.20 ค่า TDS = 63 ppm ค่า EC = 127 µS/cm และค่า ORP = 276 mV และสามารถคงสภาพค่า ORP นี้ ให้สามารถนำไปฆ่าเชื้อแบคทีเรียและกำจัดสารเคมีตกค้างไม่เกิน 20 นาที หลังจากนั้นจะไม่มีสภาวะตกค้างของพลาสมาในน้ำอีกต่อไป</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า น้ำพลาสมาที่ผลิตด้วยระบบที่พัฒนาขึ้นสามารถลดปริมาณสารตกค้าง ทั้งคลอร์ไพริฟอสและคาร์เบนดาซิมในผักคะน้าให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค โดยนำมาเปรียบเทียบผลกับชุดทดสอบหาสารเคมียาฆ่าแมลงตกค้างในพืชผักผลไม้</p> 2026-09-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและอุตสาหกรรม https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jted/article/view/5602 การศึกษาระบบการบริหารงานตามมาตรฐาน ISO มีผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน กรณีศึกษาบริษัท มาลาพลาส จำกัด 2025-09-16T14:47:23+07:00 ศิรินิรยา พิละ pila.sir@gmail.com นิภาภัทร์ แต่เชื้อสาย pila.sir@gmail.com สุมาลี วานิชยากร pila.sir@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระบบการบริหารงานตามมาตรฐาน ISO มีผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน กรณีศึกษา บริษัท มาลาพลาส จำกัด 2) เพื่อศึกษามาตรฐานการทำงานของพนักงานบริษัท มาลาพลาส จำกัด กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นพนักงานบริษัท มาลาพลาส จำกัด จำนวน 72 คน โดยมีเพศ อายุ ระดับการศึกษา อายุการทำงาน และรายได้ที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ เพื่อนำไปปรับปรุงวิธีการนำไปใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์กรต่อไป ซึ่งเป็นวิธีการศึกษาสุ่มตัวอย่างได้มาโดยวิธีการเลือกอย่างง่าย แบบวิธีเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามความพึงพอใจ ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ ด้านมาตรฐานในการทำงาน ด้านคุณภาพของสินค้า ด้านความปลอดภัย และด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการรวบรวมข้อมูลสถานภาพส่วนบุคคลของพนักงาน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน กำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ประมวลผลด้วยการใช้โปรแกรมสำเร็จรูป</p> <p><strong> </strong>ผลการศึกษาพบว่า ระดับความคิดเห็นในภาพรวมเกี่ยวกับการศึกษาระบบการบริหารงานตามมาตรฐาน ISO มีผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน กรณีศึกษา บริษัท มาลาพลาส จำกัด ซึ่งประกอบไปด้วย ด้านมาตรฐานในการทำงาน พบว่า มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ด้านคุณภาพของสินค้า พบว่า มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ด้านความปลอดภัย พบว่า มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก และด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม พบว่า มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก</p> 2026-09-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและอุตสาหกรรม