https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jpar/issue/feed วารสารปรัชญาอาศรม 2026-08-08T00:00:00+07:00 พระวิสิทธิ์ ฐิตวิสิทฺโธ (วงค์ใส), ผศ.ดร. wisit.wong@mcu.ac.th Open Journal Systems <p><strong>Online ISSN</strong> : <a href="https://portal.issn.org/resource/ISSN/2774-0994">2774-0994</a> <strong>Print ISSN</strong> : <a href="https://portal.issn.org/resource/ISSN/2774-0986">2774-0986</a></p> https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jpar/article/view/9946 ความย้อนแย้งแห่งอัตลักษณ์: มนุษย์ในฐานะภาวะทางจริยธรรม จากมุมมองพุทธปรัชญาและอัตถิภาวนิยม 2026-07-09T22:47:56+07:00 วิรสันต์ วิรุฬห์สกุลภิบาล wirasant_wir@cmru.ac.th <p class="p1">บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ทัศนะของภพภูมิอื่นตามคติจักรวาลวิทยาตามทัศนะทางพุทธปรัชญา ที่แสดงความปรารถนาอยากเกิดเป็นมนุษย์ และ 2) วิพากษ์ความย้อนแย้งของมนุษย์ในฐานะผู้อมีศักยภาพสูงสุดในการหลุดพ้นจากวัฏสงสาร แต่กลับเลือกเส้นทางแห่งกิเลส ความทะยานอยาก และวัตถุนิยม ซึ่งใช้กรอบแนวคิดทางปรัชญาตะวันตก และระเบียบวิธีวิจัยเชิงพรรณนาวิเคราะห์ทางปรัชญาโดยการบูรณาการจริยศาสตร์อัตถิภาวนิยมและเครื่องมือนิยม</p> <p class="p1">ผลการวิจัยพบว่า ความเป็นมนุษย์มิใช่สถานะทางชีวภาพที่หยุดนิ่งหรือนิยามด้วยสังคมวิทยาเพียงระนาบเดียว แต่คือพื้นที่ทางจริยธรรมที่ดำรงอยู่ในสภาวะรอยต่อระหว่างความจำยอมเชิงโครงสร้างและเจตจำนงเสรี ในขณะที่ภพภูมิอื่นถูกจำกัดด้วยภาวะสยบยอมต่อสัญชาตญาณหรือแรงขับทางกามสุขและทุกขเวทนาที่ล้นเกิน มนุษย์กลับดำรงอยู่ในจุดสมดุลเชิงวิพากษ์ที่เอื้อต่อการใช้โยนิโสมนสิการเพื่อรื้อสร้างอัตลักษณ์และก้าวพ้นมายาการของตัวตน ด้วยความสามารถในการใช้เหตุผล การไตร่ตรอง และการกระทำที่มีจริยธรรมอย่างมีสติ เหตุนี้ ความเป็นมนุษย์จึงมิใช่เพียงโอกาส แต่เป็น ìภาวะที่ต้องรับผิดชอบî ในระดับสูงสุด</p> 2026-08-08T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปรัชญาอาศรม https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jpar/article/view/9907 จริยศาสตร์หน้าที่นิยมปะทะประโยชน์นิยม: ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกทางศีลธรรมของข้าราชการฝ่ายความมั่นคงในสถานการณ์วิกฤต 2026-07-07T23:47:55+07:00 ชนากานต์ ศิริวัฒน์ 6804105010@mcu.ac.th <p class="p1">บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกทางศีลธรรมระหว่างจริยศาสตร์หน้าที่นิยมและลัทธิประโยชน์นิยมของข้าราชการฝ่ายความมั่นคงภายใต้สภาวะวิกฤต 2) เพื่อวิพากษ์ขีดจำกัดเชิงภววิทยาของกระบวนทัศน์จริยธรรมแบบขั้วเดี่ยวที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเชิงยุทธวิธี และ 3) เพื่อเสนอมโนทัศน์ระเบียบจริยธรรมเชิงสถานการณ์วิกฤตที่บูรณาการพุทธจริยศาสตร์ในการกำกับดูแลดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ ผลการศึกษาพบว่าการยึดมั่นในหน้าที่นิยมแบบเคร่งครัดช่วยปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในฐานะเป้าหมายในตัวเองแต่กลับสร้างสภาวะอัมพาตเชิงปฏิบัติการท่ามกลางภัยคุกคามสมัยใหม่ ขณะที่การเลือกใช้เกณฑ์ประโยชน์นิยมช่วยจำกัดความเสียหายในวงกว้างได้อย่างทันท่วงทีแต่อาจนำไปสู่การสถาปนาสภาวะยกเว้นที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนและบ่อนทำลายหลักนิติธรรมอย่างถาวร บทความนี้จึงนำเสนอทางออกเชิงจริยศาสตร์ผ่านมโนทัศน์กรุณาธรรมเชิงกลยุทธ์ อันเป็นปฏิบัติการจริยธรรมที่ตั้งอยู่บนฐานแห่งปัญญาและการรักษาประโยชน์สุขส่วนรวมตามหลักมหากรุณาธรรมในพุทธปรัชญา เพื่อสร้างดุลยภาพระหว่างกฎเกณฑ์ทางศีลธรรมที่เด็ดขาดกับความอยู่รอดของสังคมในองค์รวม ข้อค้นพบชี้ให้เห็นว่าการปรับโครงสร้างจริยธรรมให้มีลักษณะจำแนกชั้นโดยรักษาเพดานของหน้าที่นิยมควบคู่กับความยืดหยุ่นเชิงสถานการณ์จะช่วยยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติงานของข้าราชการฝ่ายความมั่นคงให้สอดคล้องกับหลักการสากลและรักษาเสถียรภาพของสังคมได้อย่างยั่งยืน</p> <p><strong> </strong></p> <p> </p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปรัชญาอาศรม https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jpar/article/view/9935 จริยศาสตร์วิพากษ์ว่าด้วยแรงงานและการฟื้นฟูจิตสำนึกร่วม: การตีความพรหมวิหาร 4 เพื่อก้าวพ้นความแปลกแยกในการทำงานร่วมสมัย 2026-07-09T21:53:59+07:00 วัชรกร กำแพงแก้ว watcharakorn.0224@gmail.com <p class="p1">บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาวิเคราะห์สภาวะความแปลกแยกทางแรงงานและวิกฤตการณ์ทางจิตวิญญาณของบุคลากรภายใต้โครงสร้างทุนนิยมร่วมสมัย และ 2) เพื่อตีความหลักพรหมวิหาร 4 ในฐานะจริยศาสตร์เชิงวิพากษ์เพื่อสถาปนาโครงสร้างสะพานเชื่อมทางจริยธรรมในการฟื้นฟูจิตสำนึกร่วมและก้าวพ้นความแปลกแยกในการทำงานร่วมสมัย การศึกษาใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพด้วยวิธีการทบทวนวรรณกรรมเชิงลึกร่วมกับการวิเคราะห์เชิงตรรกะ สัญญวิทยา และการตีความตัวบททางพุทธปรัชญา ผลการวิเคราะห์พบว่า ระบบทุนนิยมดิจิทัลในปัจจุบันมักบิดเบือนมโนทัศน์จิตอาสาและจรรยาบรรณองค์กรให้กลายเป็นเทคโนโลยีเชิงอุดมการณ์เพื่อสร้างความจำยอมและขูดรีดแรงงานอย่างไร้ขอบเขต ซึ่งก้าวไปสู่ภาวะล่มสลายเชิงอัตลักษณ์และความเสื่อมสลายของจิตสำนึกสาธารณะ บทความนี้เสนอข้อโต้แย้งว่า หลักพรหมวิหาร 4 ที่แท้จริงมิใช่เครื่องมือบีบบังคับทางอุดมการณ์ให้สยบยอมต่อระบบเอาเปรียบ แต่ทำหน้าที่เป็นจริยศาสตร์เชิงวิพากษ์ที่มุ่งกู้คืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และปฏิเสธสภาวะแรงงานแปลกแยก การบูรณาการหลักเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา ในฐานะจริยศาสตร์เชิงโครงสร้างและเทคโนโลยีแห่งตน จะช่วยเปลี่ยนผ่านกระบวนการขัดเกลาทางสังคมในสถาบันครอบครัว สื่อมวลชน และสถานศึกษา ให้กลายเป็นพื้นที่บ่มเพาะจิตอาสาที่งอกงามจากวิจารณญาณที่อิสระภายในอย่างแท้จริง ข้อค้นพบเชิงทฤษฎีเหล่านี้นำไปสู่ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในการปฏิรูปหลักสูตรการฝึกอบรมทรัพยากรมนุษย์เพื่อสร้างพลเมืองจริยธรรมที่มีสำนึกรับผิดชอบควบคู่ไปกับการก้าวพ้นวิกฤตการณ์ของทุนนิยมทางจิตวิญญาณในสังคมปัจจุบัน</p> 2026-09-08T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปรัชญาอาศรม https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jpar/article/view/9906 อุดมการณ์ทางการเมืองและสำนึกทางจริยศาสตร์ของคนต่างรุ่นในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 2026-07-07T23:39:33+07:00 ณวรา สุทธิกุล aomsittikul@gmail.com สาธิต คำหน่อแก้ว Kumnorkaew@gmail.com <p class="p1">บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาวิเคราะห์ความแตกต่างทางอุดมการณ์ทางการเมืองและสำนึกเชิงจริยศาสตร์ระหว่างกลุ่มประชากรรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ภายในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ 2) เพื่อแสวงหาโครงสร้างสะพานเชื่อมทางจริยธรรมโดยอาศัยมโนทัศน์ญาณวิทยาเชิงจริยศาสตร์แห่งการเปลี่ยนผ่านการศึกษาใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านกระบวนการสืบสอบเชิงตีความและการสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 12 คนในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ที่มีสภาวะการเปลี่ยนผ่านเชิงอำนาจสูง ผลการวิจัยเผยให้เห็นรอยแยกทางญาณวิทยาเชิงสังคมที่แหลมคมระหว่างช่วงวัย โดยกลุ่มบุคลากรรุ่นเก่าจัดประเภทความถูกต้องและสำนึกทางจริยศาสตร์ผ่านภาวะจำยอมเชิงภววิทยาต่ออำนาจนำเชิงสถาบัน ซึ่งให้คุณค่าสูงสุดแก่ความภักดีส่วนบุคคล การเคารพลำดับชั้น และการรักษาเสถียรภาพของระบบจารีตข้าราชการ ในขณะที่กลุ่มบุคลากรรุ่นใหม่เผชิญกับสภาวะความแปลกแยกเชิงอัตลักษณ์จากอุดมการณ์แนวดิ่ง และพยายามสถาปนาสัจจะเชิงระบบที่ตั้งอยู่บนคุณค่าความโปร่งใสเชิงโครงสร้าง เจตจำนงเสรี และความเสมอภาคทางการเมือง ชี้ให้เห็นว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมิใช่เพียง<span class="s1">เรื่องของอายุทางชีวภาพ แต่คือสมรภูมิการปะทะกันของโครงสร้างการรับรู้ความจริงที่ต่างชุดกัน</span></p> <p class="p1">ข้อค้นพบเชิงทฤษฎีจากการศึกษานี้นำเสนอต้นแบบปัญญาญาณร่วมพึ่งพาเพื่อทำหน้าที่เป็นพื้นที่เจรจาเชิงปัญญาที่ก้าวพ้นสภาวะทางตันของระบบราชการดั้งเดิม โดยการบูรณาการหลักโยนิโสมนสิการและปฏิบัติการเชิงสื่อสารเพื่อลดทอนแรงเสียดทานเชิงคุณค่า อันจะเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาประสิทธิภาพและศักดิ์ศรีของการจัดบริการสาธารณะในบริบทสังคมท้องถิ่นร่วมสมัยอย่างยั่งยืน</p> 2026-08-08T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปรัชญาอาศรม https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jpar/article/view/9908 โครงสร้างเชิงพื้นที่และการควบคุมทางจิตวิทยา: การวิเคราะห์เชิงพฤติกรรมศาสตร์และปรัชญาการเมืองในสถานฝึกอบรมข้าราชการ 2026-07-07T23:59:35+07:00 ภูเบศร์ ติ๊บปะ phubate.tippha@gmail.com ศรีจันทร์ ฟูใจ srijan@bcnc.ac.th <p class="p1">บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างระหว่างการออกแบบเชิงพื้นที่กับพฤติกรรมตอบสนองทางจิตวิทยาในสถานฝึกอบรมข้าราชการ และ 2) เพื่อตรวจสอบข้อจำกัดของเจตจำนงเสรีภายใต้ระบบการควบคุมแบบปิด และพัฒนามโนทัศน์วิถีจริยธรรมจำลองภายใต้โครงสร้างจองจำ</p> <p class="p1">การศึกษาใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพที่พิทักษ์จริยธรรมการวิจัยอย่างเคร่งครัดผ่านกระบวนการสืบสอบเชิงปรากฏการณ์วิทยาและการสัมภาษณ์เชิงลึกอดีตผู้เข้ารับการอบรมจำนวนสิบคนโดยมีการปกปิดข้อมูลส่วนบุคคลและใช้วิธีเข้ารหัสแทนชื่อจริงเพื่อความปลอดภัยสูงสุด ผลการวิจัยพบว่าการจัดสรรพื้นที่ทางกายภาพในสถานฝึกอบรมทำหน้าที่เป็นเครื่องมือควบคุมเบ็ดเสร็จที่สถาปนาอำนาจสอดส่องเพื่อสร้างร่างกายที่ว่าง่ายตามทัศนะพาโนปติคอน โดยสถาปัตยกรรมร่วมกับตารางเวลาบีบคั้นได้ร่วมกันลดทอนศักยภาพประธานเชิงจริยธรรมและนำไปสู่ภาวะเจตจำนงเสรีจำลอง ซึ่งผู้รับการอบรมจะแสดงพฤติกรรมตามกรอบศีลธรรมเพียงหน้าฉากเพื่อความปลอดภัยเชิงวิชาชีพเท่านั้น</p> <p class="p2">ภาวะดังกล่าวสะท้อนวิกฤตการณ์ทางจริยธรรมในมิติสีลพพตปรามาสหรือการสมาทานศีลภายนอกด้วยความกลัวต่อระบบตรวจสอบสอดส่องของสังคมซึ่งขัดแย้งกับศีลที่แท้จริงอันควรเกิดจากปัญญาและเจตจำนงที่ตื่นรู้จากภายใน ข้อค้นพบเหล่านี้นำไปสู่ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในการพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้แบบเปิดเพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และเสรีภาพทางปัญญาที่ถูกกดทับภายใต้เทคโนโลยีแห่งอำนาจของรัฐสมัยใหม่ อันจะเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาพลเมืองจริยธรรมที่มีสำนึกรับผิดชอบอย่างแท้จริงและยั่งยืนในสังคมไทย</p> 2026-08-18T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปรัชญาอาศรม https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jpar/article/view/9829 การประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมในการบริหารจัดการกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลน้ำชำ อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ 2026-07-07T22:50:21+07:00 ประดิษฐ์ สีเหลือง phrom.1969@gmail.com รวีโรจน์ ศรีคำภา Raweerose@yahoo.com พระครูสุนทรธรรมนิทัศน์ เฉลิม บังเมฆ Sootron@gmail.com <p class="p1">บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาหลักพุทธธรรมที่ใช้ในการบริหารจัดการกองทุนสวัสดิการตามแนวทางพระพุทธศาสนา 2) เพื่อศึกษาสภาพบริบท ปัญหาและอุปสรรคในการบริหารจัดการกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลน้ำชำ อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ และ 3) เพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมในการบริหารจัดการกองทุนสวัสดิการ ชุมชนตำบลน้ำชำ อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ผ่านการสืบสอบเชิงตีความ จากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 15 ท่าน</p> <p class="p1">ผลการวิจัยพบว่า (1) หลักพุทธธรรมที่เป็นแกนกลางคือ ไตรสิกขา ซึ่งมิได้ทำหน้าที่เป็นเพียงชุดศีลธรรมส่วนบุคคล แต่คือสถาปัตยกรรมทางจริยศาสตร์ ในการจัดระเบียบสังคม (2) บริบทของกองทุนน้ำชำเผชิญกับสภาวะลักลั่นระหว่างภาวะจำยอมเชิงโครงสร้าง และความพยายามสถาปนาอธิปไตยของชุมชน โดยมีอุปสรรคสำคัญคือภาวะฝืดเคืองเชิงญาณวิทยา ในการสื่อสารสาระของสวัสดิการ และ (3) การประยุกต์ใช้พุทธธรรมสามารถแปรสภาพ ìทุนเงินตราî ให้กลายเป็น ìทุนทางจริยธรรมî ผ่านกลไกธรรมนาภิบาล ที่เปลี่ยนนิยามสวัสดิการจากการสงเคราะห์เชิงเทคนิคสู่การสร้างความมั่นคงเชิงภววิทยา อันส่งผลให้ชุมชนสามารถดำรงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ท่ามกลางความผันผวนของโลกสมัยใหม่ได้อย่างยั่งยืน</p> 2026-08-08T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปรัชญาอาศรม https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jpar/article/view/9926 ความย้อนแย้งเชิงจริยศาสตร์ในการบังคับใช้กฎหมาย กับความอยู่รอดทางเศรษฐกิจของประชาชน: กรณีศึกษาเจ้าหน้าที่รัฐส่วนท้องถิ่น 2026-07-08T00:21:23+07:00 ละออ กู่แก้วเกษม lkukaewkasem@gmail.com สันติพงษ์ มูลฟอง Santiphong3@gmail.com บุญช่วย อุ่นใจ Doojai108@hotmail.com <p class="p1">บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาวิเคราะห์ความย้อนแย้งเชิงจริยศาสตร์และการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐส่วนท้องถิ่นเมื่อเผชิญกับสภาวะบีบคั้นระหว่างกฎหมายเชิงสถาบันกับความอยู่รอดทางเศรษฐกิจของประชาชน และ 2) เพื่อพัฒนามโนทัศน์การยืดหยุ่นเชิงจริยศาสตร์เชิงหน้าที่ในการลดทอนความตึงเครียดเชิงปฏิบัติการและรักษาสมดุลระหว่างระเบียบทางกฎหมายและความเป็นธรรมเชิงมนุษยธรรม การศึกษาใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพที่ยึดถือมาตรฐานจริยธรรมอย่างเคร่งครัดผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวนสิบคนประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและพนักงานเทศกิจร่วมกับการวิเคราะห์เอกสารเชิงวิพากษ์ ผลการวิจัยพบว่า เจ้าหน้าที่รัฐเผชิญภาวะตกที่นั่งลำบากทางศีลธรรมเนื่องจากจรรยาบรรณหน้าที่นิยมกำหนดให้รักษากฎเกณฑ์อย่างเด็ดขาดเพื่อเสถียรภาพของรัฐอธิปไตยตามหลักสัญญาสังคม ทว่าการบังคับใช้กฎหมายอย่างแข็งท่อกลับทำลายอรรถประโยชน์และบดขยี้ทางรอดเชิงภววิทยาของประชากรฐานรากที่เผชิญภาวะจำยอมเชิงชีวภาพจากความยากจน งานวิจัยนี้จึงเสนอมโนทัศน์การยืดหยุ่นเชิงจริยศาสตร์เชิงหน้าที่เพื่อเป็นกลไกเชิงปฏิบัติในการรักษาจุดสมดุลระหว่างระเบียบทางกฎหมายสากลกับคุณค่าทางมนุษยธรรมในระดับนโยบาย ข้อค้นพบชี้ให้เห็นว่าการสร้างพื้นที่ผ่อนปรนที่โปร่งใสและปราศจากการทุจริตเชิงโครงสร้างในระดับท้องถิ่น จะช่วยป้องกันวิกฤตความชอบธรรมของรัฐและนำไปสู่การพัฒนาพลเมืองจริยธรรมที่มีประสิทธิภาพได้อย่างยั่งยืนในสังคมไทย</p> 2026-09-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปรัชญาอาศรม https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jpar/article/view/9911 ชีวการเมืองดิจิทัลและกลไกสอดส่องของรัฐสมัยใหม่: การวิเคราะห์เชิงปรัชญาการเมืองต่อระบบการประเมินพลเมืองด้วยข้อมูลขนาดใหญ่ 2026-07-08T00:08:29+07:00 กชกร แก้วประดิษฐ์ kotchykaew@gmail.com <p class="p1">บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ต่อสัญญวิทยาเชิงโครงสร้างของระบบการประเมินและจัดอันดับพฤติกรรมพลเมืองด้วยเทคโนโลยีข้อมูลขนาดใหญ่ของรัฐร่วมสมัย และ 2) เพื่อพัฒนามโนทัศน์ชีวอำนาจระดับอนุภาคเชิงข้อมูลในฐานะกรอบทฤษฎีอธิบายพลวัตอำนาจสอดส่องร่วมสมัย การศึกษาใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพด้วยวิธีการทบทวนวรรณกรรมเชิงลึกร่วมกับการวิเคราะห์เชิงตรรกะและสัญญวิทยาเชิงวิพากษ์ ผลการวิจัยพบว่า อำนาจรัฐในปัจจุบันก้าวข้ามการควบคุมทางกายภาพของสถาบันปิดแบบเดิม แต่แผ่ขยายอภิบาลผ่านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เข้าควบคุมร่างกายและจิตสำนึกของมนุษย์ในระดับอนุภาค ระบบประเมินพฤติกรรมทำหน้าที่ควบคุมพลเมืองในระดับรหัสผ่านทางสังคมและคัดแยกสิทธิ์ตามเกณฑ์การยอมรับกฎเกณฑ์ ส่งผลให้พลเมืองสูญเสียเจตจำนงเสรีและเผชิญภาวะจำยอมเชิงชีวภาพโดยไม่รู้ตัวอันเนื่องมาจากการลิดรอนสิทธิเชิงภววิทยาอย่างเงียบงัน ข้อค้นพบเชิงทฤษฎีจากการศึกษานี้นำเสนอมโนทัศน์ชีวอำนาจระดับอนุภาคเชิงข้อมูลเพื่อขยายพรมแดนความเข้าใจเชิงวิพากษ์ต่อนวัตกรรมสอดส่องของรัฐ และเสนอข้อคิดเห็นเชิงนโยบายเพื่อสถาปนาอธิปไตยเหนือข้อมูลส่วนบุคคลของพลเมืองไทยท่ามกลางความท้าทายของเทคโนโลยีในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดอย่างยั่งยืน</p> 2026-09-05T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปรัชญาอาศรม