https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jait_ssru/issue/feed
วารสารวิทยสารสนเทศและเทคโนโลยี
2026-05-25T10:35:30+07:00
Pimploi Tirastittam, Ph.D.
jait@ssru.ac.th
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารวิทยสารสนเทศและเทคโนโลยี</strong></p> <p><strong>ISSN : 2730-2199 (ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 [2020]- ปีที่ 5 ฉบับที่ 2 [2024])<br />E-ISSN : 2821-9414</strong></p> <p><strong>กำหนดการออกวารสาร<br /></strong> กำหนดออกเผยแพร่ราย 6 เดือน ปีละ 2 ฉบับ ดังนี้<br /> ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม - มิถุนายน<br /> ฉบับที่ 2 เดือนกรกฎาคม – ธันวาคม</p> <p><strong>ขอบเขตบทความ</strong><br /> ด้านสารสนเทศศาสตร์ สารสนเทศศึกษา บรรณารักษศาสตร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ การจัดการเทคโนโลยี และสาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง</p>
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jait_ssru/article/view/4957
การเปรียบเทียบประสิทธิภาพการทำงาน ความปลอดภัย และการจัดเก็บไฟล์ข้อมูล กรณีศึกษาการปรับใช้ Nextcloud ในองค์กร
2025-02-14T12:53:31+07:00
วรพงศ์ แสงปิยะเพชร
vorapong.san@mahidol.ac.th
ปรียาภรณ์ สุขงาม
preeyaporn.suk@mahidol.edu
ศราวุฒิ สิทธารถ
sarawut.shi@mahidol.edu
<p>การจัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์และแพลตฟอร์มการทำงานร่วมกันแบบโอเพ่นซอร์สกำลังเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับองค์กรและผู้ใช้ทั่วไป เนื่องจากมีความยืดหยุ่นสูงและลดต้นทุนในการดำเนินงาน บทความนี้มุ่งวิเคราะห์ข้อดีและข้อเสียของการใช้เทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์และแพลตฟอร์มการทำงานร่วมกันแบบโอเพ่นซอร์ส พร้อมสำรวจตัวอย่างแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยม การจัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์ในรูปแบบโอเพ่นซอร์สภายในองค์กร ช่วยให้องค์กรเก็บรักษาข้อมูลจำนวนมากได้โดยไม่ต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ แพลตฟอร์มการทำงานร่วมกันแบบโอเพ่นซอร์ส เช่น Nextcloud, ownCloud และ Seafile ช่วยให้ผู้ใช้แบ่งปันและทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย แพลตฟอร์มโอเพ่นซอร์สมีความโปร่งใสในการพัฒนาและปรับปรุง ซึ่งช่วยให้องค์กรปรับแต่งตามความต้องการเฉพาะได้ง่ายขึ้นอย่างไรก็ตาม การเลือกใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ต้องคำนึงถึงความปลอดภัย การบริหารจัดการ และการสนับสนุนที่เหมาะสม บทความนี้ยังได้วิเคราะห์กรณีศึกษาและวิธีการนำไปใช้งานจริงของแพลตฟอร์มเหล่านี้ในองค์กรแห่งหนึ่ง เพื่อให้เห็นภาพรวมถึงความเป็นไปได้และประโยชน์ที่ได้รับจากการใช้แพลตฟอร์มการจัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์และการทำงานร่วมกันแบบโอเพ่นซอร์สอย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-05-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยสารสนเทศและเทคโนโลยี
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jait_ssru/article/view/4727
การพัฒนาแอปพลิเคชันบนมือถือสำหรับการสอนวิชาสถิติสำหรับวิศวกรรมศาสตร์
2024-10-03T14:20:23+07:00
ธนานพ ลิ่มสุวรรณโรจน์
tananop.lims@gmail.com
สุภาวดี ลีลายุทธ
pimm.supavadee@gmail.com
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินความพึงพอใจในการใช้แอปพลิเคชันบนมือถือที่พัฒนาขึ้นสำหรับการสอนวิชาสถิติสำหรับวิศวกรรมศาสตร์ ในโรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช โดยใช้กระบวนการ ADDIE Model ในการออกแบบและพัฒนาแอปพลิเคชัน กลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักเรียนนายเรืออากาศจำนวน 18 คน สถิติเชิงพรรณนาที่นำมาใช้วิเคราะห์ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจในระดับดีถึงดีมากในทุกด้าน โดยเฉพาะในด้านประโยชน์ที่ได้รับจากการใช้งานแอปพลิเคชัน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.50) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแอปพลิเคชันสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ได้อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดบางประการ เช่น ปริมาณและความหลากหลายของโจทย์ที่ยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ อีกทั้งข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี เช่น ประสิทธิภาพในการประมวลผล ซึ่งอาจแตกต่างกันตามความสามารถของแต่ละอุปกรณ์ นอกจากนี้การใช้งานยังรองรับเฉพาะระบบปฏิบัติการ Android เท่านั้น</p>
2026-05-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยสารสนเทศและเทคโนโลยี
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jait_ssru/article/view/4753
การพัฒนาแอปพลิเคชันการท่องเที่ยวอุทยานธรณีเพชรบูรณ์บนฐานอัตลักษณ์ท้องถิ่นเพื่อการท่องเที่ยวสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์
2024-10-03T14:08:23+07:00
กนิฐา แสงกระจ่าง
kanita.sae@pcru.ac.th
พณณา ตั้งวรรณวิทย์
panana.tag@pcru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อพัฒนาแอปพลิเคชันการท่องเที่ยวอุทยานธรณีเพชรบูรณ์ บนฐานอัตลักษณ์ท้องถิ่นเพื่อการท่องเที่ยวสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (2) เพื่อประเมินคุณภาพการใช้งานของแอปพลิเคชัน และ (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้งานแอปพลิเคชัน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ คนในชุมชนตำบลสามแยก ตำบลยางสาว ตำบลโคกปรง ตำบลภูน้ำหยด อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ จำนวน 40 คน โดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 ท่าน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ (1) แอปพลิเคชันการท่องเที่ยวอุทยานธรณีเพชรบูรณ์ที่พัฒนาขึ้นโดยใช้ MIT App Inventor (2) แบบประเมินคุณภาพการใช้งาน และ (3) แบบประเมินความพึงพอใจ การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า (1) การพัฒนาแอปพลิเคชันการท่องเที่ยวอุทยานธรณีเพชรบูรณ์ บนฐานอัตลักษณ์ท้องถิ่นเพื่อการท่องเที่ยวสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ประกอบด้วย เมนูการเลือกสถานที่ท่องเที่ยว เมนูคำถามคำตอบเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยว เมนูแสดงข้อมูลทางธรณี เมนูแสดงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เมนูการเปลี่ยนภาษา และเมนูเกม (2) ผลประเมินคุณภาพการใช้งานของแอปพลิเคชันอยู่ในระดับดีมาก (ค่าเฉลี่ย 4.60 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานที่ 0.51) สามารถนำไปใช้ได้ และ (3) ผลความพึงพอใจของผู้ใช้งานแอปพลิเคชันอยู่ในระดับดี (ค่าเฉลี่ย 4.27 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานที่ 0.61)</p>
2026-05-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยสารสนเทศและเทคโนโลยี
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jait_ssru/article/view/4878
การเปิดรับสื่อเกี่ยวกับการทำเกษตรอินทรีย์ของสมาชิกวิสาหกิจชุมชนการเกษตรในจังหวัดเพชรบุรี
2024-08-27T12:57:39+07:00
สุรวัฒน์ ชลอสันติสกุล
surawatch@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาการเปิดรับสื่อเกี่ยวกับการส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์ของสมาชิกวิสาหกิจชุมชนการเกษตรในจังหวัดเพชรบุรี และ (2) ศึกษาความต้องการด้านเนื้อหาเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์และความสนใจต่อการปรับเปลี่ยนมาทำเกษตรอินทรีย์ ประชากร ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนการเกษตร จำนวน 4 แห่ง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ สมาชิกวิสาหกิจชุมชนการเกษตร จำนวน 180 คน โดยเลือกผู้ให้ข้อมูลหลักด้วยวิธีแบบเจาะจง ในขั้นที่ 1 เลือกวิสาหกิจชุมชนการเกษตรในจังหวัดเพชรบุรีที่ได้รับรางวัลวิสาหกิจชุมชนดีเด่นระดับจังหวัดของภาคตะวันตก ระหว่างปี พ.ศ. 2561-2564 และขั้นที่ 2 ทำการสัมภาษณ์สมาชิกวิสาหกิจชุมชน โดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มแบบบังเอิญ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ แบบสัมภาษณ์ที่ประกอบด้วย 4 ตอน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ (1) สมาชิกวิสาหกิจชุมชนการเกษตรในจังหวัดเพชรบุรี มีความถี่ในการเปิดรับสื่อเกี่ยวกับการทำเกษตรอินทรีย์มากกว่า 7 ครั้งต่อสัปดาห์ โดยช่องทางการเปิดรับสื่อที่สำคัญ คือ โทรศัพท์มือถือ/คอมพิวเตอร์/แท็บเล็ตพีซี (2) ความต้องการด้านเนื้อหาเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ พบว่าสมาชิกวิสาหกิจชุมชนการเกษตรในจังหวัดเพชรบุรี มีความต้องการเนื้อหาด้านช่องทางการจัดจำหน่ายผลผลิตจากการทำเกษตรอินทรีย์มากที่สุด และ (3) วีดิทัศน์สั้นสามารถกระตุ้นการเปิดรับสื่อที่มีเนื้อหาข้อมูลข่าวสารการทำเกษตรอินทรีย์ได้ดีที่สุด</p>
2026-05-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยสารสนเทศและเทคโนโลยี
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jait_ssru/article/view/4572
การพัฒนาเมตาเวิร์สแนะนำวิทยาลัยธาตุพนม มหาวิทยาลัยนครพนม
2024-09-30T12:53:32+07:00
ศศิธร แสงจำรัสชัยกุล
sasithron.sangjam@gmail.com
<p>งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อพัฒนาเมตาเวิร์ส แนะนำวิทยาลัยธาตุพนม มหาวิทยาลัยนครพนม และ (2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และ 6 ที่ต้องการศึกษาต่อผ่านการแนะนำวิทยาลัยธาตุพนมบนเมตาเวิร์ส งานวิจัยนี้มีต้นแบบเมตาเวิร์สที่นำเสนอจะใช้เนื้อหาเกี่ยวกับการแนะนำวิทยาลัยธาตุพนม มหาวิทยาลัยนครพนม 1 เรื่อง ประกอบด้วย (1) มีตัวละครพาเยี่ยมชมวิทยาลัยธาตุพนม มหาวิทยาลัยนครพนม (2) โปสเตอร์ แนะนำทุกสาขาวิชา (3) อาคารและสถานที่ภายในวิทยาลัยธาตุพนม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ (1) เมตาเวิร์สแนะนำวิทยาลัยธาตุพนม มหาวิทยาลัยนครพนม และ (2) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และ 6 ที่ต้องการศึกษาต่อผ่านการแนะนำวิทยาลัยธาตุพนมบนเมตาเวิร์ส กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และ 6 ที่มีต่อการแนะนำวิทยาลัยธาตุพนม จำนวน 40 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า (1) ผลการพัฒนาเมตาเวิร์สแนะนำวิทยาลัยธาตุพนม มหาวิทยาลัยนครพนมทำให้การประชาสัมพันธ์วิทยาลัยธาตุพนมมีการเปลี่ยนแปลงเป็นการประชาสัมพันธ์ในโลกจำลองเสมือนจริง เสริมการเรียนรู้ทันสมัยสร้างสถานการณ์ สามารถเป็นประโยชน์ในการพัฒนาด้านการประชาสัมพันธ์ และในการเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตของการทำงานในโลกเสมือนจริง และ (2) ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และ 6 ที่ต้องการศึกษาต่อผ่านการแนะนำวิทยาลัยธาตุพนมบนเมตาเวิร์สอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.38, S.D. = 0.53)</p>
2026-05-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยสารสนเทศและเทคโนโลยี
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jait_ssru/article/view/5644
การเปรียบเทียบคุณภาพมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้โดยใช้อัลกอริทึม YOLOv11
2025-02-14T14:28:30+07:00
ปาณิสรา หาดขุนทด
panisara.h@psru.ac.th
เกศสุดา โภคานิตย์
Kate_2523@windowslive.com
ธนากร แสงกุดเลา
thanakorns@nu.ac.th
<p>มะม่วงน้ำดอกไม้เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ การคัดแยกคุณภาพก่อนออกสู่ตลาดที่ใช้แรงงานมนุษย์มักเกิดข้อผิดพลาดและล่าช้า ผู้วิจัยจึงนำอัลกอริทึม YOLOv11 มาใช้ตรวจสอบคุณภาพมะม่วงผ่านภาพถ่ายจากสมาร์ตโฟน โดยใช้ภาพถ่าย 950 ภาพ แบ่งเป็น Normal (มะม่วงดี) และ Abnormal (มะม่วงมีตำหนิ) มีการทำ Label A (ระบุทั้งลูก) และ Label B (ระบุเฉพาะจุดตำหนิ) พร้อมแบ่งข้อมูลเป็น Train 80%, Validation 10% และ Test 10% ผลการทดลองพบว่า YOLOv11n และ YOLOv11s ใช้พื้นที่จัดเก็บน้อยกว่าและประมวลผลเร็วกว่า ขณะที่ YOLOv11m มีความแม่นยำสูงขึ้นเล็กน้อย แต่ใช้ทรัพยากรสูงกว่า นอกจากนี้ Label A ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า Label B ในแง่ของ mAP50-95, Precision, Recall และ F1-Score การเลือกใช้อัลกอริทึมขึ้นอยู่กับข้อจำกัดของทรัพยากร หากต้องการความแม่นยำสูงสุดควรใช้ YOLOv11m หากต้องการความสมดุลเลือก YOLOv11s และหากต้องการความเร็วสูงสุดเลือก YOLOv11n งานวิจัยนี้ช่วยเพิ่มความแม่นยำ ลดเวลา และลดข้อผิดพลาดในการคัดแยกมะม่วง อาจนำไปต่อยอดสู่ระบบคัดแยกผลไม้อัตโนมัติในอนาคต</p>
2026-05-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยสารสนเทศและเทคโนโลยี
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jait_ssru/article/view/5661
การพัฒนาระบบฐานข้อมูลอาจารย์ภาควิชาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
2025-03-17T12:09:20+07:00
จักรกฤษณ์ สนอ่อง
jakkits@nu.ac.th
ธนากร แสงกุดเลาะ
thanakorns@nu.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและแนวการพัฒนาระบบ (2) เพื่อพัฒนาระบบฐานข้อมูลอาจารย์ภาควิชาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร และ (3) ศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้งานระบบ เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research & Development) กลุ่มเป้าหมาย คือ อาจารย์ภาควิชาการศึกษา ผู้ใช้งานระบบ จำนวน 24 ท่าน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์ความต้องการของผู้ใช้งาน ระบบฐานข้อมูลอาจารย์ภาควิชาการศึกษา และแบบสอบถามความพึงพอใจ ผลการวิจัยพบว่า การศึกษาปัญหาและแนวทางพัฒนาระบบพบ 5 ด้านหลักที่ ได้แก่ การจัดเก็บเอกสาร การจำแนกเอกสาร ระบบการจัดการข้อมูล การเข้าถึงข้อมูล และข้อเสนอแนะในการพัฒนาระบบที่ควรมีความชัดเจนและใช้งานง่าย ระบบฐานข้อมูลอาจารย์ภาควิชาการศึกษา มหาวิทยาลัยนเรศวร พัฒนาด้วยภาษา PHP และใช้ MariaDB รูปแบบเว็บแอปพลิเคชัน ประกอบด้วย 4 มอดูล คือ ล็อกอิน การบันทึกการจัดเก็บข้อมูล การจัดการข้อมูล และการรายงานข้อมูล ระบบประกอบด้วยการจัดการเอกสารอัตโนมัติที่ช่วยลดเวลาในการดำเนินงาน ฟังก์ชันค้นหาข้อมูลที่รวดเร็ว การสร้างรายงานแบบเรียลไทม์ และอินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่าย ส่งผลให้การบริหารจัดการข้อมูลมีประสิทธิภาพ ลดความซ้ำซ้อน เพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูล และช่วยให้การตัดสินใจมีความแม่นยำมากขึ้น ระบบได้รับการประเมินว่ามีประสิทธิภาพสูง (ค่าเฉลี่ย 4.48, ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.60) และผู้ใช้งานมีความพึงพอใจในระดับสูงสุด (ค่าเฉลี่ย 4.78, ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.24)</p>
2026-05-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยสารสนเทศและเทคโนโลยี
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jait_ssru/article/view/5403
การวิเคราะห์และการตอบสนองต่อภัยคุกคามจากการโจมตีทางไซเบอร์ในระบบเครือข่ายขององค์กร
2025-02-24T14:51:11+07:00
อมร เจือตี๋
amorn@kru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์ลักษณะของการโจมตีทางไซเบอร์ที่เกิดขึ้นในระบบเครือข่ายของมหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี (2) ศึกษาชนิด ลักษณะ และผลกระทบของภัยคุกคามที่มีต่ออุปกรณ์เครือข่าย และ (3) ปรับปรุงมาตรการด้านความปลอดภัยและพัฒนากลยุทธ์การตอบสนองต่อภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อระบบเครือข่าย โดยมุ่งเน้นการวิเคราะห์การโจมตีประเภทมัลแวร์ ประตูหลังเว็บเชลล์ และการโจมตีแบบเดารหัสผ่าน พร้อมทั้งศึกษารูปแบบภัยคุกคาม ผลกระทบ และแนวทางป้องกันที่เหมาะสม การเก็บข้อมูลดำเนินการผ่านระบบตรวจจับและตอบสนองในอุปกรณ์ปลายทาง และระบบจัดการเหตุการณ์ด้านความปลอดภัย จากเครื่องแม่ข่ายจำนวน 95 เครื่อง โดยเลือกวิเคราะห์เชิงลึกจากเครื่องที่มีความเสี่ยงสูงจำนวน 5 เครื่อง ผลการวิจัยพบว่ามัลแวร์เป็นภัยคุกคามที่พบมากที่สุด รองลงมาคือประตูหลังเว็บเชลล์ และการโจมตีแบบเดารหัสผ่าน แม้จะพบไม่บ่อยแต่ยังคงเป็นความเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง การนำมาตรการด้านความปลอดภัยมาปรับใช้ อาทิ ระบบป้องกันแอปพลิเคชันเว็บ การยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย และการอัปเดตซอฟต์แวร์อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้จำนวนเหตุการณ์ภัยคุกคามลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยมัลแวร์ลดลงร้อยละ 59.53 เว็บเชลล์ลดลงร้อยละ 60.61 และการโจมตีแบบเดารหัสผ่านลดลงร้อยละ 33.33 จากผลการวิจัย ยังเสนอแนะแนวทางการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของเครื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจจับภัยคุกคามเชิงรุก เสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยของระบบเครือข่าย และรองรับการรับมือกับภัยคุกคามที่มีความซับซ้อนในบริบทขององค์กรได้อย่างยั่งยืน</p>
2026-05-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยสารสนเทศและเทคโนโลยี
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jait_ssru/article/view/4974
ระบบประชาสัมพันธ์ดิจิทัลไซเนจแบบชุดเคลื่อนที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายโดยควบคุมการทำงานผ่านเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตในทุกสรรพสิ่ง
2025-03-31T15:02:30+07:00
พงษ์ทิพย์ นาคประสบสุข
pongtipn@g.swu.ac.th
สันติ สุขยานันท์
santi@g.swu.ac.th
ธนรรณพ อินตาสาย
thanannop@g.swu.ac.th
<p>วิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์หลัก คือ การพัฒนาระบบประชาสัมพันธ์ในรูปแบบดิจิทัล แบบชุดเคลื่อนที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ทดแทนการประชาสัมพันธ์แบบเดิม ๆ ที่จะเข้ามาช่วยให้การบริหารจัดการงานประชาสัมพันธ์ได้สะดวกรวดเร็วถูกต้องมากขึ้น และยังช่วยลดระยะเวลา ลดขั้นตอน ลดค่าใช้จ่ายได้ เมื่อทำการพัฒนาระบบจนแล้วเสร็จพบว่า สิ่งที่พัฒนานี้ยังไม่มีกระบวนการตรวจสอบสถานะการทำงาน การที่เจ้าหน้าที่ต้องไปตรวจสอบอยู่บ่อยครั้งทำให้เสียเวลาและเพิ่มขั้นตอนขึ้นอีก จึงเกิดเป็นวัตถุประสงค์รองขึ้น คือ การพัฒนาชุดควบคุมอุณหภูมิสำหรับตรวจสอบการทำงาน เพื่อวัดค่าอุณหภูมิโดยรอบของเครื่องมือตลอดเวลาที่เปิดใช้งาน และต้องการให้มีการบำรุงรักษาเครื่องมือได้ในแบบอัตโนมัติ ด้วยการเขียนโปรแกรมควบคุมบอร์ดให้ตรวจสอบอุณหภูมิ หากอุณหภูมิเกินกำหนด บอร์ดจะสั่งให้เปิดพัดลมและปรับความเร็วรอบอัตโนมัติ หรือสั่งปิดการทำงานเพื่อป้องกันการเสียหาย ในส่วนนี้มีงานวิจัยหลายฉบับเลือกใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตในทุกสรรพสิ่ง เพราะทำงานได้ถูกต้องแม่นยำ มีความยืดหยุ่นในการเขียนโปรแกรมควบคุม อีกทั้งมีขนาดเล็กกินพลังงานน้อย หลังจากติดตั้งใช้งาน ผู้วิจัยทำการเก็บข้อมูลนำมาวิเคราะห์ เปรียบเทียบการใช้งานระบบประชาสัมพันธ์ฯ ตั้งแต่การออกแบบสื่อจนถึงการแสดงผลที่จอภาพ ระบบประชาสัมพันธ์ฯ ที่พัฒนานี้สามารถลดขั้นตอนจากเดิม 5 ขั้นตอน เหลือเพียง 3 ขั้นตอน และใช้เวลาทำงานเพียง 3-5 นาที และมีการเปรียบเทียบชุดควบคุมอุณหภูมิกับเครื่องวัดอุณหภูมิยี่ห้อ EXTECH รุ่น 445703 ที่มีความแม่นยำ พบว่า ชุดควบคุมอุณหภูมิวัดค่าอุณหภูมิได้แตกต่างกันเพียงเล็กน้อย มีค่าเฉลี่ยความคลาดเคลื่อนอยู่ที่ 0.45 °C มีค่าความแม่นยำเฉลี่ยอยู่ที่ 98.45%</p>
2026-05-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยสารสนเทศและเทคโนโลยี
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/jait_ssru/article/view/5702
การพัฒนาแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์เคลื่อนที่เพื่อบันทึกกิจกรรมในแปลงปลูกลำไยของเกษตรกรบ้านดอยแดน ตำบลเหล่ายาว อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน
2025-05-30T16:03:45+07:00
สืบพงษ์ พงษ์สวัสดิ์
subpong@feu.edu
จารุณี ภัทรวงษ์ธนา
jarunee@feu.edu
นภัสสร แสงเงินชัย
6203011002@feu.edu
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อพัฒนาแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์เคลื่อนที่เพื่อบันทึกกิจกรรมในแปลงปลูกลำไยของเกษตรกร และ (2) เพื่อประเมินความพึงพอใจของการใช้งานแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์เคลื่อนที่เพื่อบันทึกกิจกรรมในแปลงปลูกลำไย การดำเนินการวิจัยได้ประยุกต์ใช้วงจรการพัฒนาระบบ การพัฒนาแอปพลิเคชันใช้ภาษา Dart และใช้บริการ Firebase ของ Google ในการจัดเก็บข้อมูล กลุ่มตัวอย่างในงานวิจัย ได้แก่ เกษตรกรผู้ใช้งานแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์เคลื่อนที่เพื่อบันทึกกิจกรรมในแปลงปลูกลำไย จำนวน 10 คน โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง โดยใช้แบบประเมินความพึงพอใจเป็นเครื่องมือ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า ฟังก์ชันหลักของระบบ ประกอบด้วย (1) การจัดการข้อมูลแปลงลำไย (2) การแสดงข้อมูลพยากรณ์อากาศ (3) การจัดการตารางงาน และ (4) การบันทึกประวัติกิจกรรม เกษตรกรสามารถใช้แอปพลิเคชันที่พัฒนาเป็นเครื่องมือช่วยลดความผิดพลาด และเป็นเครื่องมือสำหรับการจัดการข้อมูลได้อย่างถูกต้องและเป็นระเบียบ ตลอดจนสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจได้ ผลจากการประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้โดยรวมมีค่าเฉลี่ย 4.41 โดยผู้ใช้มีความพึงพอใจสูงสุดด้านการออกแบบ มีค่าเฉลี่ย 4.45 ด้านการใช้งาน มีค่าเฉลี่ย 4.43 และด้านประสิทธิภาพ มีค่าเฉลี่ย 4.27 ตามลำดับ แสดงว่าเกษตรกรมีความพึงพอใจต่อการออกแบบแอปพลิเคชันเป็นอย่างสูง โดยเฉพาะในด้านความทันสมัย ความสวยงาม และความสะดวกในการใช้งาน</p>
2026-05-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยสารสนเทศและเทคโนโลยี