วารสารคหกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน https://so09.tci-thaijo.org/index.php/hecrmutp <p> วารสารคหกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างยั่งยืนเป็นวารสารวิชาการมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้ แนวคิดทางคหกรรมศาสตร์และวัฒนธรรม ผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องอันนำไปสู่การส่งเสริมให้สมาชิกมีส่วนร่วมในการเผยแพร่และบริการวิชาการแก่สังคมที่ยั่งยืน รับตีพิมพ์บทความวิจัยและบทความวิชาการในสาขาคหกรรมศาสตร์และวัฒนธรรม ประกอบด้วย สาขาอาหารและโภชนาการ อุตสาหกรรมการบริการอาหาร เสื้อผ้าและสิ่งทอ ศิลปะประดิษฐ์ การจัดการบ้านเรือนและชุมชน พัฒนาการเด็กและครอบครัว ศิลปวัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ในชีวิตประจำวัน และสาขาที่เกี่ยวข้อง </p> <p><strong>เลขมาตรฐานสากลประจำวารสาร: </strong>ISSN: 3027-6071 (Online)</p> <p><strong>กระบวนการพิจารณาบทความ</strong><strong>: </strong>บทความทุกบทความที่ผ่านการพิจารณาคุณภาพเบื้องต้นจากกองบรรณาธิการ จะได้รับการพิจารณาจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาหรือที่เกี่ยวข้องกับสาขาวิชาที่มาจากหลากหลายสถาบัน (peer review) จำนวน 3 ท่าน ที่ไม่สังกัดเดียวกับผู้เขียน และแตกต่างหน่วยงานกัน โดยใช้รูปแบบที่ผู้ประเมินบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์ และผู้นิพนธ์ไม่ทราบชื่อผู้ประเมินบทความ (Double-Blind Peer Review) และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนการตีพิมพ์</p> <p><strong>ประเภทของบทความ</strong><strong>: </strong>บทความวิจัย (Research Article) และบทความวิชาการ (Academic Article)</p> <p><strong>ภาษาที่รับตีพิมพ์</strong><strong>: </strong>ภาษาไทย </p> <p><strong>กำหนดการเผยแพร่</strong><strong>: </strong> ปีละ 3 ฉบับ (ราย 4 เดือน)</p> <p> ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม-เมษายน<br /> ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม<br /> ฉบับที่ 3 เดือนกันยายน-ธันวาคม</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์: </strong>วารสารคหกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างยั่งยืนยังไม่มีนโยบายเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์</p> <p> </p> <p><strong>เจ้าของวารสาร</strong><strong>: </strong>คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร</p> <p><img src="https://so09.tci-thaijo.org/public/site/images/uokittipong@gmail.com/mceclip2.png" width="566" height="475" /></p> th-TH hecjournal@rmutp.ac.th (Associate Professor Dr. Thanapop Soteyome) Hecjournal@rmutp.ac.th (Asst.Prof. Dr. Sansanee Thimthong) Mon, 31 Aug 2026 11:53:05 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ปรากฏการณ์ “สวนลุมพินี” กับการสร้างความหมายใหม่ของการออกกำลังกายผ่านสื่อสังคมออนไลน์ : ซอฟต์พาวเวอร์ด้านวิถีชีวิตไทยในยุคดิจิทัล https://so09.tci-thaijo.org/index.php/hecrmutp/article/view/9445 <p>บทความวิชาการฉบับนี้มุ่งสังเคราะห์แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องเพื่ออธิบายว่า ปรากฏการณ์การเต้นแอโรบิกในสวนลุมพินีในการยกระดับสู่การเป็นซอฟต์พาวเวอร์ด้านวิถีชีวิตไทยผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ด้วยการบูรณาการแนวคิดซอฟต์พาวเวอร์ แนวคิดการประกอบสร้างความเป็นจริงผ่านสื่อ และวัฒนธรรมวิดีโอสั้น แสดงให้เห็นว่ากลไกสำคัญที่ทำให้สวนลุมพินีกลายเป็นภาพแทนของวิถีชีวิตไทยร่วมสมัย ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1) ความหลากหลายระหว่างช่วงวัยในพื้นที่สาธารณะ 2) ความสนุกแบบไทยที่สะท้อนสุขภาวะแบบองค์รวม และ 3) ความสมดุลระหว่างเมืองกับคุณภาพชีวิต ทั้งนี้ กระบวนการสื่อสารผ่านฟิลเตอร์ ดนตรี แฮชแท็ก และการเล่าเรื่องบนแพลตฟอร์มดิจิทัลได้ขยายการรับรู้เหล่านี้สู่ระดับสากล บทความนี้นำเสนอโมเดล “ซอฟต์พาวเวอร์จากฐานราก” (Grassroots Soft Power Model) ซึ่งมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ดิจิทัลและการจัดการพื้นที่จริง ในฐานะองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อการวางกลยุทธ์การสื่อสารภาพลักษณ์ประเทศและการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาวะในยุคดิจิทัล</p> พิทักษ์ ศิริวงศ์, จิรานุช โสภา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารคหกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน https://so09.tci-thaijo.org/index.php/hecrmutp/article/view/9445 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาเม็ดไข่มุกบุกรสโกโก้เสริมโปรตีนจากผงจิ้งหรีด https://so09.tci-thaijo.org/index.php/hecrmutp/article/view/8676 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์เม็ดไข่มุกบุกรสโกโก้เสริมโปรตีนจากผงจิ้งหรีด โดยวางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (Completely Randomized Design: CRD) เพื่อศึกษาปริมาณผงจิ้งหรีดที่ร้อยละ 0 2.5 5 และ 7.5 ของน้ำหนักทั้งหมด ต่อคุณภาพทางกายภาพ (ค่าสี และเนื้อสัมผัส) เคมี (ความชื้น โปรตีน ไขมัน เถ้า เส้นใยหยาบ และ พลังงาน) และประสาทสัมผัส ด้วยวิธี 9-point hedonic scale ผลการศึกษาพบว่า การเพิ่มปริมาณผงจิ้งหรีดส่งผลให้ค่าความสว่าง (L*) ของเม็ดไข่มุกบุกลดลง ในขณะที่ค่าความเป็นสีแดง (a*) ค่าความเป็นสีเหลือง (b*) และค่าความแข็งของเนื้อสัมผัสเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p≤0.05) โดยเม็ดไข่มุกบุกรสโกโก้ที่เสริมผงจิ้งหรีดมีค่าความแตกต่างของสี (∆E) อยู่ในช่วง 5.69-6.44 เมื่อเปรียบเทียบกับสูตรควบคุม นอกจากนี้ การเสริมผงจิ้งหรีดยังทำให้ปริมาณโปรตีน ไขมัน และเส้นใยหยาบเพิ่มขึ้น ขณะที่ปริมาณความชื้นและเถ้าลดลง ผลการประเมินทางประสาทสัมผัสพบว่า เม็ดไข่มุกบุกรสโกโก้ที่เสริมผงจิ้งหรีดร้อยละ 2.5 มีคะแนนความชอบโดยรวมไม่แตกต่างจากสูตรควบคุม ดังนั้นการเสริมผงจิ้งหรีดร้อยละ 2.5 เป็นระดับที่เหมาะสมในการพัฒนาเม็ดไข่มุกบุกรสโกโก้ เนื่องจากช่วยเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ โดยผลิตภัณฑ์หนึ่งหน่วยบริโภค (30 กรัม) ให้พลังงานสะสม 131 กิโลแคลอรี่ และยังคงการยอมรับของผู้บริโภคไว้ได้</p> ศตายุ อิ่มกมลไมตรี, พิชชาพร พรหมศิริ, ปาริสุทธิ์ เฉลิมชัยวัฒน์, นิภาพร กุลณา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารคหกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน https://so09.tci-thaijo.org/index.php/hecrmutp/article/view/8676 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 ผลของรากบัวต่อคุณภาพและการยอมรับของขนมเปียกปูน https://so09.tci-thaijo.org/index.php/hecrmutp/article/view/8702 <p>ขนมเปียกปูนเป็นขนมไทยที่มีเอกลักษณ์ด้านสีและกลิ่นรสจากวัตถุดิบธรรมชาติ เช่น สีดำจากกาบมะพร้าวเผา หรือสีเขียวจากใบเตย ปัจจุบันผู้บริโภคสนใจอาหารเพื่อสุขภาพมากขึ้น จึงมีการนำวัตถุดิบธรรมชาติที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมาประยุกต์ใช้ เช่น รากบัว ซึ่งมีใยอาหารและสารพฤกษเคมี โดยเฉพาะสารประกอบฟีนอลิกที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ขนมเปียกปูนรากบัว เพื่อเพิ่มความหลากหลายและประโยชน์ทางสุขภาพของผลิตภัณฑ์ โดยเสริมรากบัวร้อยละ 0 5 10 และ 15 ของน้ำหนักส่วนผสมทั้งหมด ผลการวิจัยพบว่า การเพิ่มปริมาณรากบัวส่งผลให้ค่า L* ลดลง ขณะที่ค่า a* b* และค่าความแข็งเพิ่มขึ้น (p<u>&lt;</u>0.05) ด้านประสาทสัมผัส พบว่าสูตรเสริมรากบัวร้อยละ 10 ได้รับคะแนนความชอบโดยรวมสูงที่สุดในกลุ่มที่เสริมรากบัว และไม่แตกต่างกับสูตรเสริมรากบัวร้อยละ 0 (p&gt;0.05) การวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการ พบว่าขนมเปียกปูนรากบัวร้อยละ 10 ปริมาณ 100 กรัม ให้พลังงาน 202.5 กิโลแคลอรี ความชื้น 48.94 กรัม ไขมัน 0.09 กรัม โปรตีน 1.30 กรัม คาร์โบไฮเดรต 49.13 กรัม ใยอาหาร 1.05 กรัม เถ้า 0.54 กรัม และ ฟลาโวนอยด์รวม 2.20 มิลลิกรัมเทียบเท่าแคทีชินต่อ 100 กรัม โดยผู้บริโภคทั้งหมด ให้การยอมรับผลิตภัณฑ์ โดยเลือกบรรจุภัณฑ์ถ้วยฟอยล์ทรงสี่เหลี่ยม และมีความตั้งใจซื้อที่ราคา 30 บาท รากบัวสามารถช่วยปรับปรุงสมบัติทางกายภาพ และทางเคมี เพิ่มคุณประโยชน์ทางสุขภาพของขนมรากบัว และเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้บริโภคขนมไทยได้</p> ชิษณุพงศ์ อชมหาตม์, วไลภรณ์ สุทธา, ปรัชญา แพมงคล, ดวงรัตน์ แซ่ตั้ง, วรลักษณ์ ปัญญาธิติพงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารคหกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน https://so09.tci-thaijo.org/index.php/hecrmutp/article/view/8702 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 ผลของการเสริมผงไข่ผำต่อคุณภาพแกงหัวตาล https://so09.tci-thaijo.org/index.php/hecrmutp/article/view/8804 <p>งานวิจัยนี้ศึกษาผลของการเสริมผงไข่ผำต่อคุณภาพต่อแกงหัวตาล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปริมาณผงไข่ผำที่เหมาะสมในแกงหัวตาล และ 2) ศึกษาสมบัติทางกายภาพและเคมีของแกงหัวตาลเสริมผงไข่ผำ จากผลการศึกษาพบว่า การเพิ่มปริมาณผงไข่ผำส่งผลให้ค่าสีความสว่าง (L*) ค่าความเป็นสีแดง (a*) และค่าสีเหลือง (b*) ลดลง ในขณะที่ความข้นหนืดและค่าความเค็มมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น แต่ค่าความเป็นกรดด่างและปริมาณของแข็งที่ละลายได้ทั้งหมดลดลง จากการประเมินทางประสาทสัมผัสแกงหัวตาลเสริมผงไข่ผำที่แตกต่างกันร้อยละ 0 1 2 และ 3 ของน้ำหนักส่วนผสมทั้งหมดพบว่า ผู้ทดสอบชิมให้การยอมรับแกงหัวตาลเสริม ผงไข่ผำร้อยละ 1 ได้รับคะแนนความชอบสูงสุดในด้านลักษณะปรากฏ สี รสชาติ เนื้อสัมผัส และความชอบโดยรวม โดยมีค่าเฉลี่ย 7.00 7.13 7.50 7.30 และ 7.40 ตามลำดับอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) และจากการวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของแกงหัวตาลพบว่า เมื่อปริมาณผงไข่ผำสูงขึ้นส่งผลให้ปริมาณโปรตีน เถ้า ใยอาหาร และพลังงานมีค่าสูงขึ้นตามลำดับ นอกจากนี้แกงหัวตาลเสริมผงไข่ผำร้อยละ 3 ปริมาณ 100 กรัม ให้พลังงาน 195.73 กิโลแคลอรี ปริมาณโปรตีน เถ้า และใยอาหาร 9.51 3.21 และ 2.10 กรัม ตามลำดับ แต่ปริมาณความชื้นและไขมันพบว่ามีแนวโน้มลดลง</p> ศจีมาศ นันตสุคนธ์, นราธร สัตย์ซื่อ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารคหกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน https://so09.tci-thaijo.org/index.php/hecrmutp/article/view/8804 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 คุณสมบัติทางกายภาพเคมีและคุณค่าทางโภชนาการ ของขนมจ่ามงกุฎ จังหวัดสมุทรสงคราม https://so09.tci-thaijo.org/index.php/hecrmutp/article/view/9354 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของระยะเวลาการอบแห้งที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส จำนวน 3 ระดับ คือ 0 1 2 และ 3 ชั่วโมง ที่มีต่อคุณสมบัติทางกายภาพเคมีขนมจ่ามงกุฎ และศึกษาคุณค่าทางโภชนาการขนมจ่ามงกุฎ อัตลักษณ์ท้องถิ่นจังหวัดสมุทรสงคราม จากการศึกษาพบว่า ค่าความแข็ง (Hardness) ของขนมจ่ามงกุฎลดลงจาก 0.23 N. เวลา 0 ชั่วโมง เหลือ 0.12 N. ในระยะเวลา 1 ชั่วโมง ก่อนค่าความแข็งจะเพิ่มขึ้นเป็น 0.15 N. ระยะเวลา 3 ชั่วโมง แต่ยังต่ำกว่าค่าเริ่มต้น การเกาะตัว (Cohesiveness) ขนมจ่ามงกุฎลดลงอย่างต่อเนื่องตามระยะเวลาการอบแห้ง จาก 0.77 N. เหลือ 0.24 N. ระยะเวลา 3 ชั่วโมง เนื่องจากการสูญเสียน้ำและการจัดเรียงโครงสร้างภายในใหม่ โดยหลักการอบแห้งอาหารด้วยลมร้อน ส่วนปริมาณน้ำอิสระอยู่ระหว่าง 0.76-0.77 สามารถช่วยยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดการเน่าเสียได้ จากการศึกษาคุณค่าทางโภชนาการ พบว่าให้พลังงานสูง 111.24 กิโลแคลอรี โดยเฉพาะสารอาหาร จำพวกคาร์โบไฮเดรต 17.76 กรัม น้ำตาล 13.53 กรัม ไขมัน 4.14 กรัม และมีโปรตีน 0.78 กรัม ควรรับประทานขนมจ่ามงกุฎในปริมาณไม่เกิน 3 ชิ้น (30 กรัม) ต่อ 1 หน่วยบริโภคหรือไม่เกิน 200 กิโลแคลอรี่ ต่อมื้ออาหารว่าง ผลการวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่า สามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในเชิงวิชาการ และการพัฒนานวัตกรรมด้านอาหาร อันจะส่งผลให้เกิดความก้าวหน้าและความยั่งยืนทางอาหารต่อไป</p> วีรยุทธ เปลี่ยนสำโรง, เปรมระพี อุยมาวีรหิรัญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารคหกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน https://so09.tci-thaijo.org/index.php/hecrmutp/article/view/9354 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาตำรับอาหารเจจากผลิตภัณฑ์บุกโดยประยุกต์อัตลักษณ์อาหารไทย https://so09.tci-thaijo.org/index.php/hecrmutp/article/view/9033 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการตำรับอาหารเจจากผลิตภัณฑ์บุกเพื่อพัฒนาตำรับอาหารเจจากผลิตภัณฑ์บุกโดยประยุกต์อัตลักษณ์อาหารไทย เพื่อศึกษาคุณค่าทางโภชนาการและการยอมรับของตำรับอาหารเจจากผลิตภัณฑ์บุกขึ้นรูป มีวิธีดำเนินการ 3 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 การคัดเลือกอาหารจากเกณฑ์การแบ่งประเภทของอาหารไทย แล้วสำรวจความต้องการอาหารเจของผู้บริโภค ขั้นตอนที่ 2 ดำเนินการทดลองและพัฒนา เริ่มจากการเลือกส่วนประกอบ วัตถุดิบ การชั่งตวงส่วนผสม และดำเนินการเตรียมวัสดุ อุปกรณ์ วิธีการประกอบอาหาร ตามระยะเวลาและอุณหภูมิที่กำหนด ขั้นตอนที่ 3 การศึกษาคุณค่าทางโภชนาการและการยอมรับของผู้บริโภค ผลการพัฒนาพบว่า ตำรับอาหารเจจากผลิตภัณฑ์บุกที่ผ่านการพิจารณารายการอาหารไทยที่สามารถจะนำผลิตภัณฑ์บุกไปทดแทนเนื้อสัตว์ในอาหารเหล่านั้นได้และสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคที่ได้จากการสำรวจ ประกอบด้วยอาหารประเภทแกง ประเภทยำ ลาบ ประเภทผัด และประเภทเครื่องจิ้ม ได้แก่ แกงขี้เหล็กบุก แกงคั่วบุก ยำบุกรวมมิตร ลาบบุก ผัดสี่สหาย ผัดฉ่าบุก น้ำพริกผัดบุก และ หลนบุกโดยตำรับอาหารที่ให้พลังงานมากที่สุด คือ แกงคั่วบุก โดยให้พลังงาน 125 กิโลแคลอรี่ และที่ให้พลังงานต่ำที่สุด คือ ยำบุกรวมมิตร ให้พลังงาน 60 กิโลแคลอรี่ ส่วนตำรับที่ให้ใยอาหารมากที่สุด คือ ลาบบุก มีใยอาหาร 5.0 กรัม และพบว่า ผู้บริโภคมีคะแนนความชอบโดยรวมของยำบุกรวมมิตรอยู่ในระดับมากที่สุด (8.45±0.69)</p> วันเพ็ญ ตรงต่อกิจ, กีรติญา สอนเนย, จิราพัทธ์ แก้วศรีทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารคหกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน https://so09.tci-thaijo.org/index.php/hecrmutp/article/view/9033 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของนักศึกษาสาขาวิชาเทคโนโลยีการประกอบอาหารและการบริการ ภายใต้บริบทรายวิชาการจัดการงานบริการ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/hecrmutp/article/view/7987 <p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเรียนรู้ร่วมกันของนักศึกษา วิเคราะห์การพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21 และประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษา ผ่านกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันในรายวิชาการจัดการงานบริการ กลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษาสาขาวิชาเทคโนโลยีการประกอบอาหารและการบริการ จำนวน 38 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม การสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตพฤติกรรมในชั้นเรียน การทดสอบปฏิบัติในรูปแบบสถานการณ์จำลอง และการวิเคราะห์เอกสารรายงานกลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษามีพฤติกรรมการเรียนรู้ร่วมกันอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด โดยเฉพาะด้านการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและความร่วมมือภายในทีม ข้อมูลเชิงคุณภาพสะท้อนว่ากระบวนการเรียนรู้ร่วมกันช่วยส่งเสริมความกล้าแสดงออก การฟังอย่างตั้งใจ การตัดสินใจร่วมกัน และการยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนพบว่านักศึกษาสามารถวางแผนและแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยมีผลการปฏิบัติอยู่ในระดับดีถึงดีมาก อีกทั้งยังสะท้อนถึงทักษะการจัดโครงสร้างเนื้อหา การใช้ภาษาวิชาการ และการนำเสนออย่างสร้างสรรค์ ดังนั้น กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันจึงส่งผลเชิงบวกต่อการพัฒนาพฤติกรรมการเรียนรู้ ทักษะในศตวรรษที่ 21 และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษา ซึ่งเป็นสมรรถนะสำคัญสำหรับการทำงานในอุตสาหกรรมการบริการในศตวรรษที่ 21</p> จรรยา โท๊ะนาบุตร, สังวาลย์ ชมภูจา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารคหกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน https://so09.tci-thaijo.org/index.php/hecrmutp/article/view/7987 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 ศักยภาพเชิงพาณิชย์ และปัจจัยสู่ความสำเร็จในการส่งออกอาหารไทย ในประเทศสหรัฐอเมริกา https://so09.tci-thaijo.org/index.php/hecrmutp/article/view/8928 <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสานมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรมและความต้องการผู้บริโภคอาหารไทยในสหรัฐอเมริกา 2) ศึกษาปัจจัยสู่ความสำเร็จในการส่งออกอาหารไทย และ 3) วิเคราะห์ผลิตภัณฑ์อาหารไทยต้นแบบที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์ <br />กลุ่มตัวอย่างคือ ชาวต่างชาติและชาวไทยในสหรัฐอเมริกา จำนวน 400 คน ในประเทศสหรัฐอเมริกา และเคยมีประสบการณ์รับประทานหรือเลือกซื้ออาหารไทย และผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 11 คน โดยการสนทนากลุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถาม และคำถามแบบกึ่งโครงสร้างตามลำดับ ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่เข้าถึงผลิตภัณฑ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์และการแนะนำจากบุคคลในครอบครัว โดยมีพฤติกรรมนิยมเลือกซื้อผ่านห้างสรรพสินค้า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อสูงสุดคือ รสชาติที่คงความเป็นต้นตำรับและการได้รับการรับรองมาตรฐานสากล (HACCP, HALAL) ปัจจัยสู่ความสำเร็จในการส่งออกคือ การปฏิบัติตามกฎหมาย FSMA ของสหรัฐอเมริกาอย่างเคร่งครัด และการยืดอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ จากข้อมูลนำมาวิเคราะห์พบว่า ผลิตภัณฑ์อาหารไทยที่มีศักยภาพในการส่งออกสูงสุดคือ กลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำซอสและน้ำแกงสำเร็จรูปพร้อมปรุงที่ปราศจากเนื้อสัตว์เป็นส่วนประกอบ เนื่องจากสามารถลดทอนความซับซ้อนด้านกฎหมาย การนำเข้าเนื้อสัตว์ และสอดคล้องกับพฤติกรรมการประกอบอาหารด้วยตนเองของผู้บริโภคที่ต้องการรสชาติอาหารไทยดั้งเดิม</p> กนกกานต์ วีระกุล, จันทร์จนา ศิริพันธ์วัฒนา, นราธิป ปุณเกษม, นฤมล นันทรักษ์, ณัชนก นุกิจ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารคหกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน https://so09.tci-thaijo.org/index.php/hecrmutp/article/view/8928 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาผ้าขาวม้าท้องถิ่นของวิสาหกิจชุมชนผ้าทอ ตำบลจรเข้สามพัน อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี สู่ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/hecrmutp/article/view/8159 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์สำหรับคนกลุ่ม Generation Z จากผ้าขาวม้าท้องถิ่น วิสาหกิจชุมชนผ้าทอ ตำบลจรเข้สามพัน อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี และเปรียบเทียบความพึงพอใจของผู้บริโภคที่มีต่อการออกแบบผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ ใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสาน เลือกใช้ผ้าขาวม้าลายตาโก้ที่ปรับลวดลายการทอให้เล็กลง ใช้โทนสีสดใสตามแนวโน้มแฟชั่นปี 2023 ออกแบบผลิตภัณฑ์หมวก รองเท้า กระเป๋า เสื้อผ้าบุรุษ และเสื้อผ้าสตรี จัดทำผลิตภัณฑ์ต้นแบบ ประเมินความพึงพอใจต่อผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ โดยใช้แบบสอบถามที่คำนวณความเชื่อมั่นด้วยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค ได้เท่ากับ 0.933 สุ่มตัวอย่างแบบสะดวกจากผู้ที่มีความสนใจผลิตภัณฑ์ 400 คน วิเคราะห์ผลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test และ F-test พบว่า กลุ่มตัวอย่างพึงพอใจผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์โดยรวมในระดับมาก (x̅=4.39, SD=0.70) โดยพึงพอใจด้านการเลือกใช้วัสดุมากที่สุด (x̅=4.51, SD=0.64) รองลงมาคือ ด้านผลิตภัณฑ์ (x̅=4.41, SD=0.68) และด้านการออกแบบ (x̅=4.25, SD=0.80) การทดสอบสมมติฐานระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับความพึงพอใจ พบว่าเพศต่างกันมีความพึงพอใจไม่แตกต่างกัน อายุและรายได้ต่อเดือนที่ต่างกันมีความพึงพอใจแตกต่างกัน (p&lt;0.05) ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไปควรเพิ่มศักยภาพการตลาดออนไลน์ให้กับกลุ่มทอผ้าพื้นถิ่นในชุมชนเพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของกลุ่มทอผ้าให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น</p> เกศทิพย์ กรี่เงิน, อัชชา หัทยานานนท์, ลักขณา จาตกานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารคหกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน https://so09.tci-thaijo.org/index.php/hecrmutp/article/view/8159 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 พวงมาลัยไม้ไผ่ : กรณีศึกษาลวดลายอัตลักษณ์ผ้าทอจังหวัดชัยภูมิ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/hecrmutp/article/view/7723 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์พวงมาลัยไม้ไผ่โดยประยุกต์ลวดลายผ้าทออัตลักษณ์ของจังหวัดชัยภูมิ และศึกษาความพึงพอใจของผู้บริโภคต่อรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบขึ้น งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงผสมผสาน ประกอบด้วยการศึกษาข้อมูลเชิงคุณภาพจากเอกสารภูมิปัญญาท้องถิ่น การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าทอและหัตถกรรมไม้ไผ่ และการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถามประเมินความพึงพอใจจากกลุ่มตัวอย่างผู้บริโภคจำนวน 100 คน ผลการวิจัยพบว่า ลวดลายผ้าทอที่เหมาะสมในการนำมาประยุกต์ใช้กับการออกแบบพวงมาลัยไม้ไผ่คือ ลายขอนารี ซึ่งมีความหมายถึงความผูกพัน ความเคารพ และความเป็นสิริมงคล อันสอดคล้องกับคุณค่าทางสัญลักษณ์ของพวงมาลัย ผลการประเมินความพึงพอใจของผู้ตอบแบบสอบถามต่อผลิตภัณฑ์พวงมาลัยไม้ไผ่พบว่า ผู้บริโภคมีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 4.53±0.66) ซึ่งในการประยุกต์ลวดลายผ้าทอพื้นเมืองเข้าสู่งานออกแบบผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย สามารถสร้างสรรค์คุณค่าทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน โดยผลิตภัณฑ์พวงมาลัยไม้ไผ่ลวดลายผ้าทอชัยภูมิสามารถใช้เป็นของที่ระลึกเชิงหัตถศิลป์และของตกแต่งในเชิงสร้างสรรค์ ทั้งยังเป็นแนวทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นให้มีมูลค่าเพิ่ม สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และการอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทยในรูปแบบร่วมสมัย</p> พีรพัฒน์ ต้านศัตรู, อริสรา สมุทรประภูมิ, วิจิตร สนหอม, โสภิดา วิศาลศักดิ์กุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารคหกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน https://so09.tci-thaijo.org/index.php/hecrmutp/article/view/7723 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 กระบวนการพัฒนากระดาษจากหญ้าเนเปียร์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/hecrmutp/article/view/7948 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวทางการใช้ประโยชน์จากหญ้าเนเปียร์ 2) ศึกษากระบวนการผลิตและคุณภาพทางกายภาพกระดาษเนเปียร์ และ 3) ประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้กระดาษเนเปียร์ เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึกผลการทดลองและแบบประเมินความพึงพอใจต่อกระดาษหญ้าเนเปียร์ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ปลูกหญ้าเนเปียร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านงานประดิษฐ์และผู้ใช้งานกระดาษ พบว่า การพัฒนาหญ้าเนเปียร์ที่เป็นวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรสามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์กระดาษเส้นใยพืชตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช. 41/2560) ซึ่งมีกระบวนการผลิต 6 ขั้นตอน ได้แก่ 1) เตรียมวัตถุดิบ 2) ต้มเยื่อด้วยสารละลายด่าง 3) ล้างเยื่อ 4) ปั่นเยื่อ 5) ขึ้นรูปแผ่นกระดาษ 6) ตากให้แห้ง ได้ผลกระดาษที่มีสีธรรมชาติ เนื้อกระดาษมีความเหนียว แข็งแรง ยืดหยุ่นได้ดี โดยนำทดสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐาน มผช. 41/2560 จากศูนย์สิ่งแวดล้อมและทดสอบผลิตภัณฑ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายพบว่า กระดาษจากหญ้าเนเปียร์ จำนวน 5 ตัวอย่างผ่านเกณฑ์ ได้แก่ ลักษณะทั่วไปมีความประณีต ไม่มีรอยฉีกขาดหรือสิ่งปนเปื้อน มีค่าความชื้นอยู่ที่ 8.65% ตามมาตรฐาน มีขนาด 50×70 เซนติเมตร ตามข้อกำหนด ผลความพึงพอใจต่อกระดาษหญ้าเนเปียร์ อยู่ในระดับมาก เท่ากับ (x̅=4.32, SD 0.56) สรุปได้ว่า หญ้าเนเปียร์ที่เป็นวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรสามารถนำมาพัฒนาเป็นกระดาษเส้นใยพืช สำหรับต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน</p> ชญานิน วังตาล, รักชนก อินจ้นทร์, กฤษณกัณฑ์ ภาโพธิรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารคหกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน https://so09.tci-thaijo.org/index.php/hecrmutp/article/view/7948 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การสืบทอดภูมิปัญญาการผลิตหัวน้ำปลาโอ่งดินเผาโบราณสู่การพัฒนาการตลาด กรณีศึกษาชุมชนบ้านบางบ่อล่าง จังหวัดสมุทรสงคราม https://so09.tci-thaijo.org/index.php/hecrmutp/article/view/8155 <p>น้ำปลาเป็นอาหารหมักที่เป็นองค์ประกอบของวัฒนธรรมการบริโภคและมีบทบาทในระดับครัวเรือน สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างวิถีชีวิตชุมชนชายฝั่ง ระบบนิเวศ และโครงสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่น งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยวิธีวิทยาการศึกษาเฉพาะกรณี มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบริบทชุมชนบ้านบางบ่อล่าง วิเคราะห์การเรียนรู้ภูมิปัญญาการทำหัวน้ำปลาโอ่งดินเผาโบราณ และนำเสนอแนวทางพัฒนาการตลาดผลิตภัณฑ์หัวน้ำปลาโอ่งดินเผาโบราณ ผู้ให้ข้อมูล 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้รู้และผู้ผลิตหัวน้ำปลา และกลุ่มผู้บริโภค รวมทั้งหมด 9 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แนวคำถามการสัมภาษณ์และแบบบันทึกภูมิปัญญาท้องถิ่น เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุมชนบ้านบางบ่อล่างเป็นชุมชนประมงชายฝั่ง ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมง ทำให้มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดระหว่างวิถีชีวิตกับระบบนิเวศชายฝั่ง การทำหัวน้ำปลาโบราณเป็นภูมิปัญญาที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นและยังคงเอกลักษณ์ไว้ 2) กระบวนการเรียนรู้และเทคนิคภูมิปัญญามีความพิถีพิถันตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบ การหมักตามธรรมชาติ จนถึงการเก็บรักษาในที่มืด ซึ่งช่วยสร้างเอกลักษณ์เฉพาะของน้ำปลา 3) แนวทางพัฒนาการตลาดควรเพิ่มคุณค่าด้านรสชาติและเรื่องราวภูมิปัญญา ผ่านสื่อนำเสนอที่สร้างความเชื่อมั่นด้านโภชนาการและภาพลักษณ์ผลิตภัณฑ์ ชุมชนควรอนุรักษ์ ถ่ายทอด และพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของชุมชน</p> เรวัต มณี, ปริชญา เครืออินทร์, จุฑารัชต์ คลาดนาน, เจษฎา ว่องไว, จุฑามาศ พีรพัชระ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารคหกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน https://so09.tci-thaijo.org/index.php/hecrmutp/article/view/8155 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700