วารสารคหกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/hecrmutp
<p> วารสารคหกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างยั่งยืนเป็นวารสารวิชาการมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้ แนวคิดทางคหกรรมศาสตร์และวัฒนธรรม ผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องอันนำไปสู่การส่งเสริมให้สมาชิกมีส่วนร่วมในการเผยแพร่และบริการวิชาการแก่สังคมที่ยั่งยืน รับตีพิมพ์บทความวิจัยและบทความวิชาการในสาขาคหกรรมศาสตร์และวัฒนธรรม ประกอบด้วย สาขาอาหารและโภชนาการ อุตสาหกรรมการบริการอาหาร เสื้อผ้าและสิ่งทอ ศิลปะประดิษฐ์ การจัดการบ้านเรือนและชุมชน พัฒนาการเด็กและครอบครัว ศิลปวัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ในชีวิตประจำวัน และสาขาที่เกี่ยวข้อง </p> <p><strong>เลขมาตรฐานสากลประจำวารสาร: </strong>ISSN: 3027-6071 (Online)</p> <p><strong>กระบวนการพิจารณาบทความ</strong><strong>: </strong>บทความทุกบทความที่ผ่านการพิจารณาคุณภาพเบื้องต้นจากกองบรรณาธิการ จะได้รับการพิจารณาจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาหรือที่เกี่ยวข้องกับสาขาวิชาที่มาจากหลากหลายสถาบัน (peer review) จำนวน 3 ท่าน ที่ไม่สังกัดเดียวกับผู้เขียน และแตกต่างหน่วยงานกัน โดยใช้รูปแบบที่ผู้ประเมินบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์ และผู้นิพนธ์ไม่ทราบชื่อผู้ประเมินบทความ (Double-Blind Peer Review) และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนการตีพิมพ์</p> <p><strong>ประเภทของบทความ</strong><strong>: </strong>บทความวิจัย (Research Article) และบทความวิชาการ (Academic Article)</p> <p><strong>ภาษาที่รับตีพิมพ์</strong><strong>: </strong>ภาษาไทย </p> <p><strong>กำหนดการเผยแพร่</strong><strong>: </strong> ปีละ 3 ฉบับ (ราย 4 เดือน)</p> <p> ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม-เมษายน<br /> ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม<br /> ฉบับที่ 3 เดือนกันยายน-ธันวาคม</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์: </strong>วารสารคหกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างยั่งยืนยังไม่มีนโยบายเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์</p> <p> </p> <p><strong>เจ้าของวารสาร</strong><strong>: </strong>คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร</p> <p><img src="https://so09.tci-thaijo.org/public/site/images/uokittipong@gmail.com/mceclip2.png" width="566" height="475" /></p>
คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร (Faculty of Home Economics Technology Rajamangala University of Technology Phra Nakhon)
th-TH
วารสารคหกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน
3027-6071
-
ผลของการใช้โพแทสเซียมเมตาไบซัลไฟต์ต่อคุณภาพของมะม่วงแผ่น
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/hecrmutp/article/view/6289
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณภาพของมะม่วงแผ่นที่ผลิตจากเนื้อมะม่วงสุกซึ่งผ่านการยืดอายุด้วยโพแทสเซียมเมตาไบซัลไฟต์ โดยสุ่มมะม่วงแผ่นทุก 1 เดือนเป็นระยะเวลา 5 เดือน ตรวจสอบสมบัติทางเคมี กายภาพ และจุลชีววิทยา ผลการศึกษาพบว่า ปริมาณซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในมะม่วงแผ่นอยู่ในช่วง 29.17-54.00 ppm และมีแนวโน้มลดลงเนื่องจากผลของความร้อนในกระบวนการผลิต ความเข้มข้นของโพแทสเซียมเมตาไบซัลไฟต์ ที่สูงขึ้นช่วยยับยั้งการเกิดสีน้ำตาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ค่าความเป็นกรด-ด่างเพิ่มขึ้นจาก 2.31-2.50 ในเดือนที่ 1 เป็น 2.46-2.67 ในเดือนที่ 5 ขณะที่ปริมาณของแข็งที่ละลายได้ทั้งหมดมีแนวโน้มลดลง ความชื้นและปริมาณน้ำอิสระคงที่และอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน โดยมีค่าความชื้นไม่เกิน ร้อยละ 0.85 และค่าน้ำอิสระอยู่ในช่วง 0.55-0.56 สีของผลิตภัณฑ์เปลี่ยนแปลงเล็กน้อยตามระยะเวลาการเก็บรักษา ด้านจุลชีววิทยาพบว่า ปริมาณจุลินทรีย์ทั้งหมด ยีสต์และราน้อยกว่า 10 CFU/g ตลอดระยะเวลาการเก็บรักษา 5 เดือน และการใช้สารในระดับความเข้มข้นที่สูงขึ้นช่วยชะลอการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ได้ดียิ่งขึ้น มะม่วงแผ่นทุกตัวอย่างมีปริมาณซัลเฟอร์ไดออกไซด์ไม่เกินค่าที่กฎหมายกำหนด สรุปได้ว่า การใช้โพแทสเซียมเมตาไบซัลไฟต์สามารถยืดอายุเนื้อมะม่วงสำหรับการแปรรูปได้อย่างปลอดภัยและช่วยคงคุณภาพของผลิตภัณฑ์มะม่วงแผ่น</p>
โยธิน สระทองคื้น
กมลวรรณ พันธ์มณี
วิทวัฒน์ ยินดี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารคหกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน
2026-04-29
2026-04-29
8 1
1
17
-
การพัฒนาผลิตภัณฑ์แอปเปิลแช่อิ่มแบบเร็วอบแห้ง
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/hecrmutp/article/view/7713
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสูตรพื้นฐานในการผลิตแอปเปิลแช่อิ่มแบบเร็วอบแห้ง ศึกษาปริมาณน้ำตาลทรายและผงมะนาวที่เหมาะสม ศึกษาการยอมรับของผู้บริโภค และศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของผลิตภัณฑ์ ผลการศึกษาสูตรพื้นฐานที่ใช้สารให้ความคงตัว 3 ชนิด ได้แก่ แคลเซียมแลคเตท แคลเซียมคลอไรด์ และแคลเซียมไฮดรอกไซด์ ในอัตราส่วนร้อยละ 1 ผลทดสอบทางประสาทสัมผัสพบว่า การใช้แคลเซียมคลอไรด์มีคะแนนความชอบด้านลักษณะปรากฏ สี รสชาติ เนื้อสัมผัส และความชอบโดยรวม มากที่สุด เท่ากับ 7.17 7.40 7.13 7.27 และ 7.40 ตามลำดับ โดยชนิดของสารที่ต่างกันไม่มีผลต่อด้านกลิ่นของผลิตภัณฑ์ (p>0.05) การศึกษาปริมาณที่เหมาะสมของน้ำตาลทรายและผงมะนาว โดยปริมาณน้ำตาลทราย 2 ระดับ (ร้อยละ 50 และร้อยละ 100) และปริมาณผงมะนาว 2 ระดับ (ร้อยละ 50 และร้อยละ 100) พบว่า ปริมาณน้ำตาลทรายร้อยละ 100 และปริมาณผงมะนาวที่ร้อยละ 100 มีคะแนนความชอบทางประสาทสัมผัสมากที่สุด โดยคะแนนเฉลี่ยด้านลักษณะปรากฏ สี กลิ่น รสชาติ และความชอบโดยรวม เท่ากับ 7.30 7.37 7.03 7.20 และ 7.30 ตามลำดับ มีค่าปริมาณของแข็งที่ละลายได้ทั้งหมดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อยู่ระหว่าง 37.67-58.00 ºBrix (p≤0.05) ผลการยอมรับของผู้บริโภคพบว่า มีค่าคะแนนเฉลี่ยความชอบอยู่ในระดับชอบปานกลาง ในช่วง 7.32-7.90 ให้การยอมรับผลิตภัณฑ์ที่ร้อยละ 96 เมื่อเก็บรักษาผลิตภัณฑ์เป็นเวลา 30 วัน ทำให้ค่าความสว่าง (L*) ลดลง และค่าสีแดง (a*) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น (p≤0.05) ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มีสีน้ำตาลเพิ่มขึ้น</p>
ณัฐภูมิ เจริญผล
อานุภาพ ลิ้มกุลวราภิวัฒน์
วรารัตน์ สานนท์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารคหกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน
2026-04-29
2026-04-29
8 1
18
32
-
ผลของการใช้น้ำส้มซ่าและเสริมเปลือกส้มซ่าในผลิตภัณฑ์วุ้นกรอบต่อคุณภาพทางกายภาพและการยอมรับของผู้บริโภค
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/hecrmutp/article/view/8113
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์วุ้นกรอบส้มซ่า ศึกษาปริมาณน้ำส้มซ่าและผิวส้มซ่าที่เหมาะสมต่อคุณภาพทางประสาทสัมผัสและคุณภาพทางกายภาพของผลิตภัณฑ์ ศึกษาปริมาณน้ำส้มซ่าที่เหมาะสมโดยทดแทนน้ำด้วยน้ำส้มซ่า ร้อยละ 10 20 และ 30ตามลำดับ ผลการประเมินทางประสาทสัมผัสพบว่า วุ้นกรอบที่มีอัตราส่วนน้ำส้มซ่าต่อน้ำ ร้อยละ 30:70 ได้รับคะแนนความชอบด้านกลิ่นรสสูงที่สุดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p≤0.05) จากนั้นศึกษาการเสริมผิวส้มซ่า ร้อยละ 0.5 1 และ 1.5 โดยคิดจากน้ำหนักของส่วนผสมทั้งหมด พบว่าวุ้นกรอบที่มีการเสริมผิวส้มซ่าที่ระดับร้อยละ 0.5 ได้รับคะแนนความชอบด้านลักษณะปรากฏ กลิ่นรส รสชาติ เนื้อสัมผัส และความชอบโดยรวมสูงที่สุด ผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาได้มีค่าความสว่าง (L*) ค่าความเป็นสีแดง (a*) และค่าความเป็นสีเหลือง (b*) เท่ากับ 28.11 -1.16 และ 5.48 ตามลำดับ แสดงลักษณะสีเหลืองอมเขียวตามธรรมชาติ มีปริมาณความชื้นร้อยละ 6.85 และปริมาณน้ำอิสระ (a<sub>w</sub>) เท่ากับ 0.77 ผลการประเมินการยอมรับของผู้บริโภคพบว่าคะแนนความชอบด้านลักษณะปรากฏ สี กลิ่นรส รสชาติ เนื้อสัมผัส และความชอบโดยรวมเฉลี่ยเท่ากับ 8.72 7.80 7.74 7.72 8.06 และ 8.20 ตามลำดับ งานวิจัยนี้ จึงแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของส้มซ่าพืชพื้นบ้านของไทยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและสามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ขนมไทยเพื่อเพิ่มมูลค่าได้</p>
บุณยาพร บุญแก้ว
สุพรรษา สวัสดิ์กระวี
ดวงกมล แสงธีรกิจ
กิตติยา วงค์สกุลสุขกูล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารคหกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน
2026-04-29
2026-04-29
8 1
33
46
-
ผลของสารช่วยติดต่อลักษณะและค่าสีของผ้าฝ้ายพิมพ์สีจากใบแคนา ด้วยเทคนิคการพิมพ์ลายจากธรรมชาติ
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/hecrmutp/article/view/7578
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของสารช่วยติดต่อลักษณะและค่าสีของผ้าฝ้ายพิมพ์สีจากใบแคนาด้วยเทคนิคการพิมพ์ลายจากธรรมชาติ ปัจจัยการทดลอง คือ ชนิดของสารช่วยติด 3 ชนิด ได้แก่ น้ำสนิม น้ำปูนใส และกรดอะซิติก และความเข้มข้นของสารละลายสารช่วยติด 3 ระดับ คือ ร้อยละ 4 6 และ 8 วิเคราะห์ความแปรปรวนแบบจำแนกสองทาง (Two-way ANOVA) และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยค่าสีด้วยวิธี Least significant difference (LSD) test ผลการวิจัย พบว่า ผ้าฝ้ายพิมพ์สีโดยใช้น้ำสนิม น้ำปูนใส และกรดอะซิติก เป็นสารช่วยติด มีสีเขียวอมเทา-สีเหลืองอมเขียว สีน้ำตาลอมเหลือง และ สีเหลืองอมเขียว ตามลำดับ ผ้าฝ้ายพิมพ์สีโดยใช้น้ำสนิมเป็นสารช่วยติดมีลวดลายใบชัดเจนมากที่สุด ผ้าฝ้ายพิมพ์สีด้วยสารช่วยติดที่ระดับความเข้มข้นร้อยละ 4 6 และ 8 มีค่าเฉลี่ย L* a* b* C* และ h อยู่ในช่วง 74.20 ถึง 80.77 -2.87 ถึง -7.69 17.04 ถึง 50.13 17.60 ถึง 50.47 และ 94.80 ถึง 105.75 ตามลำดับ ชนิด ความเข้มข้น และปฏิสัมพันธ์ระหว่างชนิดและความเข้มข้นของสารช่วยติด มีผลต่อค่า L* a* b* C* และ h (p£0.05)</p>
สุพัตรา พลบุตร
ศศิประภา รัตนดิลก ณ ภูเก็ต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารคหกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน
2026-04-29
2026-04-29
8 1
47
61
-
การออกแบบเครื่องประดับจากเศษผ้าลายปัญจจันทบูรเพื่อเพิ่มมูลค่า ผ้าท้องถิ่นจังหวัดจันทบุรี
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/hecrmutp/article/view/7113
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาบริบทและความต้องการของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์ทอผ้าบ้านซับตารี จังหวัดจันทบุรี 2) เพื่อออกแบบเครื่องประดับจากเศษผ้าลาย ปัญจจันทบูร เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน ผู้ให้ข้อมูลหลักและกลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มสมาชิกวิสาหกิจฯ จำนวน 4 คน 2) กลุ่มผู้บริโภค จำนวน 97 คน และ 3) กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ จำนวน 3 คน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1) ชุมชนมีความต้องการพัฒนาเครื่องประดับจากเศษผ้าด้วยเทคนิค การเย็บ และการปัก ผลสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภค พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงช่วงอายุ 26–35 ปี และ 36-45 ปี เท่ากัน ร้อยละ 27.84 มีความสนใจเลือกซื้อเครื่องประดับประเภทต่างหูมากที่สุด ร้อยละ 32.99 รองลงมา ได้แก่ สร้อยคอร้อยละ 23.71 และเข็มกลัด ร้อยละ 15.46 2) การออกแบบใช้แนวโน้มแฟชั่นปี ค.ศ.2025 โดยการขึ้นรูปผ้าทรงกลมร่วมกับการปักลูกปัด ผลการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญพบว่า รูปแบบที่ 1 มีความเหมาะสมสูงสุดในการนำไปผลิต มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.67 (SD 0.49) ด้านที่ได้รับการประเมินสูงสุด คือ ความสอดคล้องของรูปแบบเครื่องประดับกับผ้าฯ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 5.00 (SD 0.00) รองลงมาคือ มีความสวยงาม และความสะดวกสบายในการสวมใส่และความเป็นไปได้ในการผลิตเชิงพาณิชย์ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.67 (SD 0.45) ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการนำ เศษผ้ามาผลิตเป็นเครื่องประดับสามารถเพิ่มมูลค่าให้วัสดุเหลือใช้จากกระบวนการผลิตได้</p>
พนม จงกล
ศาสตรพันธุ์ บุญน้อย
วิมลิน สันตจิต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารคหกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน
2026-04-29
2026-04-29
8 1
62
80
-
ผลของการใช้เยื่อกระดาษต่อกระบวนการผลิตกระดาษจากใบสนประดิพัทธ์
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/hecrmutp/article/view/7721
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการที่เหมาะสมในการผลิตกระดาษจากใบสนประดิพัทธ์ และศึกษาสมบัติทางเคมีและกายภาพของกระดาษจากใบสนประดิพัทธ์ โดยศึกษากระบวนการเตรียมวัตถุดิบ การผลิตเยื่อกระดาษ และการวิเคราะห์สมบัติทางเคมีและกายภาพของกระดาษ โดยปัจจัยที่ทำการศึกษา คือ ปริมาณเยื่อกระดาษทดแทนใบสนประดิพัทธ์ แปรเป็น 3 ระดับ ประกอบด้วย ร้อยละ 10 20 30 ของน้ำหนัก และชนิดของเยื่อกระดาษทดแทนใบสนประดิพัทธ์ แปรเป็น 2 ชนิด ประกอบด้วย เยื่อปอสา และเยื่อกระดาษขาว ทำการวางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ จะได้ทั้งหมด 6 สิ่งทดลอง และทำการเปรียบเทียบกับสิ่งทดลองควบคุมที่ไม่ได้ผสมเยื่อกระดาษ แล้วทดสอบคุณสมบัติทางกายภาพ ได้แก่ ค่าความชื้น ความหนา ความทนต่อการฉีกขาด และลักษณะที่ปรากฎ ผลการวิจัยพบว่า กระดาษจากใบสนประดิพัทธ์เสริมเยื่อปอสา ร้อยละ 30 มีลักษณะดีที่สุด โดยมีสีน้ำตาลอ่อนเป็นธรรมชาติ และมีความเรียบเนียนเหมาะสมต่อการใช้ในงานประดิษฐ์ มีค่าร้อยละความชื้นเท่ากับ 12.84 ค่าความหนาเท่ากับ 0.63 มิลลิเมตร และค่าความคงทนต่อการฉีกขาดเท่ากับ 3.33 นิวตัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าใบสนประดิพัทธ์เป็นวัสดุจากธรรมชาติที่มีศักยภาพในการนำมาผลิตเป็นกระดาษเชิงสร้างสรรค์ได้ โดยไม่ก่อให้เกิดของเสียตกค้างและสามารถผลิตได้ด้วยกระบวนการง่าย ประหยัด และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</p>
สิริญาดา เดชบุญ
วินัย ตาระเวช
สุทัศนีย์ บุญโญภาส
โสภิดา วิศาลศักดิ์กุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารคหกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน
2026-04-29
2026-04-29
8 1
81
93
-
การจัดการทีมและการเตรียมความพร้อมสู่เวทีการแข่งขันแกะสลักผักและผลไม้ระดับชาติ : การสร้างทฤษฎีจากประสบการณ์ภาคสนาม
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/hecrmutp/article/view/7628
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสบการณ์ของผู้ควบคุมทีมและผู้เข้าแข่งขันในการเตรียมตัวและเข้าร่วมการแข่งขันแกะสลักผักและผลไม้ 2) ค้นหากระบวนการ กลยุทธ์ และบริบทความสำเร็จของทีมในการแข่งขันระดับชาติ และ 3) สร้างทฤษฎีที่อธิบายกลไกการพัฒนา การจัดการ และการสร้างศักยภาพของทีมในการแข่งขันแกะสลักผักและผลไม้ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยอาศัยวิธีวิทยาการสร้างทฤษฎีฐานรากแบบประกอบสร้างทางสังคม กลุ่มผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วยผู้ควบคุมทีมและผู้เข้าแข่งขัน จำนวน 15 คน เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกต และการตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยกระบวนการเข้ารหัสเชิงทฤษฎี ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสบการณ์การเตรียมตัวและเข้าร่วมการแข่งขันแกะสลักผักและผลไม้เป็นกระบวนการเชิงพลวัตที่เริ่มจากแรงจูงใจส่วนบุคคลและพัฒนาไปสู่ศักยภาพทีมผ่านการฝึกฝน การจัดการอุปสรรค และการเผชิญสถานการณ์จริง 2) ความสำเร็จของทีมเกิดจากการบูรณาการกลยุทธ์ การจัดการทีม และการพัฒนาทักษะควบคู่จิตใจ โดยมุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนมากกว่าผลการแข่งขัน และ 3) การวิจัยนี้เสนอ “ทฤษฎีการพัฒนาแบบต่อเนื่องของการประกอบสร้างศักยภาพทีม” เกิดจากวงจรการเรียนรู้ 4 ระยะที่หมุนเวียนต่อเนื่อง ทำให้การพัฒนาทีมเป็นกระบวนการเชิงพลวัตและยั่งยืน</p>
ศักรินทร์ หงส์รัตนาวรกิจ
นิอร ดาวเจริญพร
อัครพล ไวเชียงค้า
อิทธิพล อเนกธนทรัพย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารคหกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน
2026-04-29
2026-04-29
8 1
94
108
-
การตรวจสอบคุณสมบัติทางกายภาพ และการประยุกต์ใช้เทคนิคการร้อยเชือกจ้องแดงโบราณในการออกแบบโคมไฟตั้งโต๊ะ
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/hecrmutp/article/view/7972
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติทางกายภาพของเส้นด้ายหัตถกรรมพื้นเมือง เพื่อการออกแบบ สร้างต้นแบบ และประเมินความพึงพอใจผลิตภัณฑ์โคมไฟตั้งโต๊ะต้นแบบที่ใช้ในเทคนิคการร้อยเชือกจ้องแดงโบราณ ผลการศึกษาพบว่า เส้นด้ายหัตถกรรมพื้นเมือง จำนวน 5 ซ้ำ มีค่าแรงดึงขาดเส้นด้ายต่อความหนาแน่นในเชิงเส้นตรง (Tenacity) ค่าการยืดตัวที่เพิ่มขึ้นของเส้นด้ายที่เกิดขึ้นหลังจากการดึง (Elongation) และค่าแรงดึงสุดท้ายที่มากระทำกับชิ้นทดสอบจนกระทั่งขาด (Breaking load) เฉลี่ยเท่ากับ 18.263±0.514 (gram/tex) 145.086±3.913 (%) และ 7.190±0.202 (N) ตามลำดับ ทำการประเมินเพื่อหาภาพร่างที่เหมาะสมสำหรับทำผลิตภัณฑ์โคมไฟต้นแบบ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตและการออกแบบผลิตภัณฑ์ จำนวน 3 คน ผู้เชี่ยวชาญเลือกรูปแบบที่ 1 ในการนำมาสร้างเป็นผลิตภัณฑ์โคมไฟต้นแบบ การประเมินความพึงพอใช้ของผู้บริโภค จำนวน 394 คน ที่มีต่อผลิตภัณฑ์ต้นแบบโคมไฟตั้งโต๊ะในภาพรวม ด้านรูปแบบ ด้านความสวยงาม ด้านประโยชน์ใช้สอย และด้านการดูแลรักษา เท่ากับ มาก (4.39±0.588) มาก (4.42±0.612) มาก (4.46±0.548) มาก (4.15±0.750) ตามลำดับ เมื่อทำการเปรียบเทียบความพึงพอใจต่ออาชีพ วุฒิการศึกษา และรายได้ของผู้บริโภค พบว่า ผู้บริโภคมีความพึงพอใจต่อผลิตภัณฑ์โคมไฟตั้งโต๊ะต้นแบบ ทั้งในด้านรูปแบบ (6 ข้อ) ด้านความสวยงาม (6 ข้อ) ด้านประโยชน์ใช้สอย (8 ข้อ) และด้านการดูแลรักษา (5 ข้อ) มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05)</p>
ศุภาสี วงษ์ทองดี
อมรรัตน์ อนันต์วราพงษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารคหกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน
2026-04-29
2026-04-29
8 1
109
124
-
ข้าวขวัญ : อัตลักษณ์ พิธีกรรม และความหมายทางสังคมในวัฒนธรรม อาหารจานเดียวของไทย
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/hecrmutp/article/view/7080
<p>ข้าวขวัญ คือ อาหารที่อัตลักษณ์หลายมิติรวมถึงในด้านพิธีกรรม และการสื่อสารทางวัฒนธรรมอาหาร เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้าวขวัญในฐานะอาหารจานเดียว ความหมายเชิงสัญลักษณ์ของส่วนประกอบ การจัดเสิร์ฟ เครื่องสักการะ สะท้อนบทบาทในฐานะเครื่องมือในการสื่อสารคุณค่าทางวัฒนธรรม และเสนอแนวทางการอนุรักษ์และถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับข้าวขวัญ สู่สังคมร่วมสมัย โดยใช้วิธีอัตชีวประวัติชาติพันธุ์วรรณนา (Autoethnography) ร่วมกับปรากฏการณ์วิทยา (Phenomenology) เก็บข้อมูลจากประสบการณ์ตรง การสังเกต การสัมภาษณ์ ของผู้ว่าจ้างจัดกิจกรรม ผู้บริหาร แขกผู้ร่วมงาน คณาจารย์ และนักศึกษา การสาธิตเมนูข้าวขวัญในงานพิธีในโอกาสที่สำคัญ ผลการวิจัยพบว่า ข้าวขวัญทำหน้าที่เป็นสื่อกลางเชิงพิธีกรรมที่ถ่ายทอดพรและความเป็น สิริมงคลระหว่างผู้ให้และผู้รับ ผ่านองค์ประกอบสัญลักษณ์ในพิธี ขณะเดียวกัน ข้าวขวัญ ยังสะท้อนอัตลักษณ์ของอาหารไทย ผ่านวัตถุดิบพื้นถิ่น การจัดวาง และภูมิปัญญาในการปรุงอาหาร และยังมีบทบาทในการสื่อความหมายทางสังคมร่วมสมัย เมื่อนำมาใช้ในการต้อนรับ ผู้มาเยือนระดับผู้นำประเทศ หรือแสดงความเคารพในบริบทใหม่ ๆ งานวิจัยเสนอโมเดล 3 ประการ ได้แก่ ข้าวขวัญในฐานะสื่อทางวัฒนธรรม อัตลักษณ์อาหาร และเครื่องมือการปรับใช้วัฒนธรรมสู่งานร่วมสมัย ทั้งนี้ข้าวขวัญ จึงมิใช่เพียงอาหาร หากแต่เป็นตัวแทนของวัฒนธรรมที่มีชีวิต สามารถอนุรักษ์ และปรับใช้ได้อย่างมีความหมายในสังคมไทยปัจจุบัน</p>
เจตนิพัทธ์ บุณยสวัสดิ์
จักราวุธ ภู่เสม
จักรกฤษณ์ ทองคำ
ศิวกร ตลับนาค
พิทักษ์ ศิริวงศ์
ธันวา สุทธิชาติ
ชวินโรจน์ ธรรมกิตติ์โภคิน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารคหกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน
2026-04-29
2026-04-29
8 1
125
140
-
ภูมิปัญญาการทอเสื่อกก : การสืบทอดพหุวัฒนธรรมของชุมชนชายแดน กรณีศึกษา ชุมชนบ้านตุ่น ตำบลบ้านด่าน อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/hecrmutp/article/view/6811
<p>งานวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภูมิปัญญาการทอเสื่อกกของชุมชนบ้านตุ่น จังหวัดสระแก้ว ในมิติประวัติความเป็นมา กลไกการสืบทอด และแนวทางการพัฒนาสู่ความยั่งยืน ดำเนินการวิจัยเชิงปฏิบัติการในพื้นที่โดยการสังเกตอย่างมีส่วนร่วมและการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ทรงภูมิปัญญาและกลุ่มทางสังคมรวม 10 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา ผลการศึกษาพบว่า ชุมชนบ้านตุ่นเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมชายแดนไทย-กัมพูชาที่มีการผสมผสานทางอัตลักษณ์ภูมิปัญญาการทอเสื่อกกโดยทำหน้าที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม เสื่อคือทักษะเชิงช่างดั้งเดิมจากสมัยบรรพบุรุษที่อาศัยในกัมพูชาหลอมรวมกับรสนิยมและ การพาณิชย์สมัยใหม่ของไทย มีกลไกการเรียนรู้แบบซึมซับและยืดหยุ่นผ่านระบบเครือญาติ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ภูมิปัญญาสามารถดำรงอยู่และปรับตัวท่ามกลางพลวัตของเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนได้ นอกจากนี้ การผลิตเสื่อจากหัตถกรรมในครัวเรือนสู่การเป็นวิสาหกิจชุมชนด้วยการสร้างสรรค์ลวดลายประยุกต์ร่วมสมัย เช่น ลายต้นสน ลายดอกกุหลาบ และลายลูกแก้ว ที่พัฒนาขึ้นใหม่เป็นการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและมีความหมายต่อมรดกทางวัฒนธรรมที่สร้างความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ชุมชน</p>
มนศักดิ์ มหิงษ์
ชนิกานต์ แสนสีดา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารคหกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน
2026-04-29
2026-04-29
8 1
141
156
-
การประเมินศักยภาพของมัคคุเทศก์ทั่วไปในการนำชมแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/hecrmutp/article/view/8082
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินศักยภาพในการนำชมแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของมัคคุเทศก์ทั่วไป เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาท่องเที่ยวกรุงเทพมหานคร จำนวน 400 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test ผลการวิจัยพบว่า ศักยภาพการนำชมแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของมัคคุเทศก์ทั่วไป โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก โดยเฉพาะด้านบุคลิกภาพได้รับคะแนนเฉลี่ยสูงสุด ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นภายในกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีต่อศักยภาพการนำชมแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของมัคคุเทศก์ทั่วไปพบว่า ทุกด้านมีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และแนวทางการพัฒนาศักยภาพการนำชมแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของมัคคุเทศก์ทั่วไป มีดังนี้ 1) ด้านบุคลิกภาพ ควรมีความสุภาพอ่อนน้อมทั้งทางวาจาและพฤติกรรม 2) ด้านความรู้ ควรมีความรู้เกี่ยวกับการท่องเที่ยวประเภทต่าง ๆ 3) ด้านทักษะ ควรมีทักษะในการทำงานเป็นทีม 4) ด้านทัศนคติ ควรมีความสามารถในการควบคุมอารมณ์ได้ดี และ 5) ด้านจรรยาบรรณ ควรมีความตรงต่อเวลา</p>
หรรษา ชวนชัยสิทธิ์
ศุภชัย ชาญวรรณกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารคหกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน
2026-04-29
2026-04-29
8 1
157
174
-
ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการผลิตน้ำพริกปลานิลสมุนไพรของชุมชนคนรักวังตะเคียน
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/hecrmutp/article/view/8161
<p>ภูมิปัญญาการทำน้ำพริกสัมพันธ์กับวิถีชีวิตและอาชีพชุมชน แต่การใช้ความชำนาญส่วนบุคคลในการผลิตโดยขาดตำรับมาตรฐานส่งผลกระทบต่อความสม่ำเสมอของผลิตภัณฑ์ งานวิจัยนี้ เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพด้วยวิธีปรากฏการณ์วิทยา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบริบททางสังคมและวัฒนธรรมเกี่ยวข้องกับภูมิปัญญาการผลิตน้ำพริกปลานิลสมุนไพร ศึกษา ภูมิปัญญาท้องถิ่นและกระบวนการผลิตน้ำพริกปลานิลสมุนไพร และนำเสนอแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำพริกปลานิลสมุนไพรโดยบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นกับแนวคิดการจัดการและนวัตกรรมในกระบวนการผลิต ผู้ให้ข้อมูลหลักคือสมาชิกวิสาหกิจชุมชนคนรักวังตะเคียนและผู้บริโภครวม 10 คน ใช้แนวคำถามแบบกึ่งโครงสร้างในการสัมภาษณ์เชิงลึก และการวิเคราะห์แก่นสาระ ผลการวิจัยพบว่า 1) บริบทชุมชนประกอบด้วย 5 แก่นสาระ ได้แก่ ประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ ทรัพยากรธรรมชาติ อาชีพ การรวมกลุ่ม และการสืบทอด ภูมิปัญญาการทำน้ำพริกเป็นการแก้ปัญหาผลผลิตที่เหลือจากการจำหน่ายนำมาแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม 2) การผลิตน้ำพริกประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ได้แก่ การเตรียมอุปกรณ์ การเตรียมเนื้อปลา การทอด การปรุงรส การทำให้เย็น และการบรรจุ 3) แนวทางการพัฒนาน้ำพริกปลานิลสมุนไพร ประกอบด้วย 4 แนวทาง ได้แก่ พัฒนาตำรับมาตรฐานเพื่อยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ คัดเลือกวัตถุดิบเพื่อให้ได้รสชาติและคุณค่าทางอาหาร ปรุงประกอบอย่างมีคุณภาพเพื่อคงเอกลักษณ์ของรสชาติสมุนไพร รักษากระบวนการผลิตให้ได้มาตรฐานและพัฒนาสู่เชิงพาณิชย์</p>
กรประพันธ์ ฟูฝั้น
ธนารักษ์ น้อย
ปรเมศวร์ แซ่ซึง
จารุทัศน์ ศิลาสุวรรณ
จุฑามาศ พีรพัชระ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารคหกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน
2026-04-29
2026-04-29
8 1
175
188