วารสารพุทธศิลปกรรม https://so09.tci-thaijo.org/index.php/barts <p align="justify">วารสารพุทธศิลปกรรม (Journal of Buddhist Arts) เป็นวารสารวิชาการแบบเปิดเผยข้อมูล (Open Access Journal) มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานทางวิชาการด้าน พุทธศิลปกรรม พุทธศิลปกรรมกับภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปกรรมร่วมสมัย การสร้างสรรค์พุทธศิลปกรรมและศิลปกรรมร่วมสมัย และพุทธศิลปกรรมกับศาสตร์อื่น ๆ รับพิจารณาตีพิมพ์ บทความวิจัย (Research Articles) และ บทความวิชาการ (Academic Articles) ที่มีคุณภาพทางวิชาการและมีส่วนสร้างองค์ความรู้ใหม่ในสาขาการศึกษาศิลปะทางพระพุทธศาสนา รวมถึงศิลปกรรมแขนงต่าง ๆ และศิลปกรรมร่วมสมัย ที่เกี่ยวข้อง โดยมุ่งเน้นการเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านศิลปะ ศาสนา วัฒนธรรม ศิลปกรรสร้างสรรค์ และสังคมเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ บทความทุกเรื่องที่ส่งเข้ารับการพิจารณาจะผ่านกระบวนการประเมินคุณภาพโดย ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน ในสาขาที่เกี่ยวข้อง ด้วยระบบการประเมินแบบ ปกปิดสองทาง (Double-blind Peer Review) เพื่อให้เกิดความโปร่งใส เป็นธรรม และได้มาตรฐานทางวิชาการ คณะกรรมการตรวจสอบและคณะบรรณาธิการจะทำหน้าที่คัดกรองต้นฉบับอย่างรอบคอบและสงวนสิทธิ์ในการเสนอแนะให้ผู้เขียนปรับปรุงแก้ไขบทความตามความเหมาะสมก่อนการพิจารณาตีพิมพ์</p> <p align="justify">บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ควรมีความยาวระหว่าง 5,000–8,000 คำ และเป็นผลงานที่มีความถูกต้องตามหลักวิชาการ มีการอ้างอิงแหล่งข้อมูลอย่างเป็นระบบสอดคล้องกับมาตรฐานความเป็นเลิศทางวิชาการระดับสากลพร้อมทั้งนำเสนอประเด็นการศึกษา ข้อมูลเชิงลึก หรือข้อค้นพบใหม่ที่มีคุณค่าและประโยชน์ต่อวงวิชาการด้านพุทธศิลปกรรมและศิลปกรรมร่วมสมัยโดยรวม</p> <table style="width: 90%;" border="0" cellspacing="1" cellpadding="5" align="center"> <tbody> <tr> <td class="style44" align="right" valign="middle" bgcolor="#FFFAF4"><span style="font-size: small;">ชื่อวารสาร:</span></td> <td class="journalInfo" bgcolor="#FDFDFD"> </td> <td class="journalInfo" bgcolor="#FDFDFD"><span style="font-size: small;">วารสารพุทธศิลปกรรม</span></td> </tr> <tr> <td class="style44" align="right" valign="middle" bgcolor="#FFFAF4"><span style="font-size: small;">การเผยแพร่:</span></td> <td class="journalInfo" bgcolor="#FDFDFD"> </td> <td class="journalInfo" bgcolor="#FDFDFD">สองฉบับต่อปี (มิถุนายน และ ธันวาคม)</td> </tr> <tr> <td class="style44" align="right" valign="middle" bgcolor="#FFFAF4"><span style="font-size: small;">ISSN:</span></td> <td class="journalInfo" bgcolor="#FDFDFD"> </td> <td class="journalInfo" bgcolor="#FDFDFD"><span class="style43" style="font-size: small;">2697-6080(Print), 2697-6099(Online)</span></td> </tr> <tr> <td class="style44" align="right" valign="middle" bgcolor="#FFFAF4"><span style="font-size: small;">บทความที่เปิดรับ:</span></td> <td class="journalInfo" bgcolor="#FDFDFD"> </td> <td class="journalInfo" bgcolor="#FDFDFD">บทความวิจัย และ บทความวิชาการ</td> </tr> <tr> <td class="style44" align="right" valign="middle" bgcolor="#FFFAF4"><span style="font-size: small;">สำนักพิมพ์:</span></td> <td class="journalInfo" bgcolor="#FDFDFD"> </td> <td class="journalInfo" bgcolor="#FDFDFD"><span style="font-size: small;">มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่</span></td> </tr> <tr> <td class="style44" align="right" valign="middle" bgcolor="#FFFAF4"><span style="font-size: small;">ภาษา:</span></td> <td class="journalInfo" bgcolor="#FDFDFD"> </td> <td class="journalInfo" bgcolor="#FDFDFD"><span style="font-size: small;">ไทย </span></td> </tr> <tr> <td class="style44" align="right" valign="middle" bgcolor="#FFFAF4"><span style="font-size: small;">บรรณาธิการ:</span></td> <td class="journalInfo" bgcolor="#FDFDFD"> </td> <td class="journalInfo" bgcolor="#FDFDFD"><span style="font-size: small;">พระอธิวัฒน์ ธรรมวัฒนศิริ, ดร.</span></td> </tr> <tr> <td class="style44" align="right" valign="middle" bgcolor="#FFFAF4"><span style="font-size: small;">Indexed in:</span></td> <td class="journalInfo" bgcolor="#FDFDFD"> </td> <td class="journalInfo" bgcolor="#FDFDFD"><span style="font-size: small;"><a href="https://www.tci-thaijo.org/"><strong>TCI ฐาน2</strong></a></span></td> </tr> <tr> <td class="style44" align="right" valign="middle" bgcolor="#FFFAF4"><span style="font-size: small;">APCs:</span></td> <td class="journalInfo" bgcolor="#FDFDFD"> </td> <td class="journalInfo" bgcolor="#FDFDFD">ไม่เก็บค่าตีพิมพ์</td> </tr> </tbody> </table> <h3> </h3> มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่ th-TH วารสารพุทธศิลปกรรม 2697-6080 <p><strong>Copyright and Licensing:</strong></p> <p>Current Applied Science and Technology treasures copyright protection and licensing to secure author’s rights. The appropriate dissemination of articles is exercised to ensure openness, accessibility, and attribution. Authors retain copyright ownership, and articles are published under a Creative Commons Attribution License (CC BY-NC-ND license, <a href="http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/">http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/</a>), which allows sharing, and proper attribution. These policies foster an environment of collaboration and openness as well as responsible sharing, benefiting authors and the research community while intellectual property rights are honored.</p> พุทธปฏิมาปางลีลาในศิลปะล้านนา : คติ คุณค่า และภูมิปัญญา https://so09.tci-thaijo.org/index.php/barts/article/view/7626 <p class="p1">การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์คติ คุณค่าพุทธปฏิมาปางลีลาในศิลปะล้านนาและวิเคราะห์ภูมิปัญญาการสร้างสรรค์พุทธปฏิมาปางลีลาในอัตลักษณ์ล้านนา การศึึกษาอาศัยระเบียบวิธีทางประวัติศาสตร์ศิลปะ และโบราณคดีโดยใช้การสำรวจภาคสนาม การวิเคราะห์รูปแบบพุทธปฏิมาปางลีลาในศิลปะล้านนา และการศึึกษาข้อมูลจากเอกสารทางประวัติศาสตร์ควบคู่กัน พื้นที่ศึึกษาหลัก ได้แก่ วัดเชียงมั่น วัดพระเจ้าเม็งราย วัดเจดีย์หลวง เชียงใหม่ และ<span class="s1">วัดพระธาตุหริภุชชัย ลำพูน</span></p> <p class="p1"><strong>ผลการศึกษาพบว่า</strong> การสร้างสรรค์พุทธปฏิมาปางลีลาในอัตลักษณ์ล้านนาได้รับอิทธิพลจากพุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกาวงศ์เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา แสดงถึงหลักการสร้างงานที่เกิดจากคติจักรวาลวิทยาแบบล้านนา ที่มีแนวคิดว่าพระพุทธเจ้าผู้เป็นศูนย์กลางจักรวาลทางธรรม และมีคุณค่าทางศิลปกรรม ด้านรูปแบบ อัตลักษณ์ล้านนา จิตวิญญาณ และคุณค่าต่อสังคมร่วมสมัย และภูมิปัญญาการสร้างสรรค์พุทธปฏิมาปางลีลาในอัตลักษณ์ล้านนานั้นเป็นการบูรณาการคติธรรมทางพุทธศาสนา ความรู้เชิงช่าง และรสนิยมงามแบบล้านนา เพื่อสร้างรูปเคารพที่มิใช่เพียงงานศิลป์ แต่เป็นสัญลักษณ์แห่งการก้าวเดินของปัญญาและศรัทธาในวิถีวัฒนธรรมล้านนา</p> <p class="p1">การศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าคติ คุณค่า ภูมิปัญญา ของพุทธปฏิมาปางลีลาในศิลปะล้านนามีความสัมพันธ์กันที่เป็นรากฐานทางความคิด ความหมาย และกระบวนการทางวัฒนธรรมที่แปรรากฐานนั้นให้ปรากฏเป็นรูปธรรมทางศิลปกรรม ทั้งสองจึงมีความสัมพันธ์แบบเหตุปัจจัย ที่เกื้อหนุนและหล่อหลอมอัตลักษณ์ล้านนาให้ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องในบริบทสังคมร่วมสมัย</p> วรวัฒน์ เขียวติ๊บ สุชัย สิริรวีกูล ลิปิกร มาแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธศิลปกรรม 2026-06-30 2026-06-30 9 1 89 104 การลดความขัดแย้งทางสังคมผ่านกิจกรรมศิลปะแบบกลุ่ม บนฐานโยนิโสมนสิการและหลักพรหมวิหารธรรม https://so09.tci-thaijo.org/index.php/barts/article/view/8502 <p class="p1">ความขัดแย้งเป็นสิ่งที่เราสามารถพบได้ทุกที่ตั้งแต่การถกเถียงเล็กๆในครอบครัวไปจนถึงความขัดแย้งทางสังคมที่ซับซ้อนและรุนแรงมากขึ้นจากการพัฒนาของเทคโนโลยีและยังเกิดขึ้นภายในตัวบุคคลเองเมื่อความคิดอารมณ์และค่านิยมของตนขัดแย้งกัน การพัฒนาความสามารถในการเข้าใจตนเองควบคู่กับความเข้าใจผู้อื่นจึงถือเป็นปัจจัยสำคัญในการลดความขัดแย้งส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและสนับสนุนการอยู่ร่วมกัน ดังนั้นศิลปศึกษามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาผู้เรียนเนื่องจากศิลปะเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถแสดงออกถึงความคิดและอารมณ์อีกทั้งยังช่วยฝึกการสังเกตการตีความและการสะท้อนตนเองซึ่งเป็นพื้นฐานของการเข้าใจตนเองและผู้อื่น การทำกิจกรรมศิลปะแบบกลุ่มเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้การทำงานร่วมกันฝึกการฟังการสื่อสารเชิงบวกและการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น<span class="Apple-converted-space"> </span>บทความนี้นำเสนอแนวคิดในการลดความขัดแย้งทางสังคมผ่านกิจกรรมศิลปะแบบกลุ่มโดยอาศัยหลักโยนิโสมนสิการที่เน้นการไตร่ตรองอย่างรอบคอบเป็นระบบและปราศจากอคติ ภายในกลุ่มค้นหาข้อเท็จจริงของปัญหาโดยใช้ปัญญาในการมองประเด็นขัดแย้ง ควบคู่กับด้านจิตใจตามหลักพรหมวิหารธรรมที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจตนเองและผู้อื่นอย่างลึกซึ้งที่รับรู้จากการเห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้น นำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ดีและความคิดในการแก้ปัญหาเพื่อลดความขัดแย้งและแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ภายในกลุ่ม</p> นันทพันธ์ ชินประพินพร ปุณณรัตน์ พิชญไพบูลย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธศิลปกรรม 2026-06-30 2026-06-30 9 1 105 122 พุทธจิตรกรรมฝาผนังประวัติวัดพระธาตุจอมหงส์อย่างมีส่วนร่วมกับชุมชน ตำบลเวียง อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย https://so09.tci-thaijo.org/index.php/barts/article/view/8491 <p class="p1">ระธาตุจอมหงส์ ตำบลเวียง อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย 2) เพื่อวิเคราะห์รูปแบบการสร้างพุทธจิตรกรรมฝาผนังวัดในจังหวัดเชียงราย 3) เพื่อสร้างสรรค์พุทธจิตรกรรมจากประวัติการสร้างวัดพระธาตุจอมหงส์อย่างมีส่วนร่วมกับชุมชน ตำบลเวียง อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย</p> <p class="p1"><strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong> เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน คือ การวิจัยเชิงเอกสาร การวิจัยเชิงคุณภาพ การวิจัยภาคสนาม และการวิจัยเชิงปฏิบัติการ พื้นที่การวิจัย จำนวน 5 วัด ได้แก่ วัดพระแก้ว วัดพระสิงห์ วัดมิ่งเมือง วัดร่องขุ่น และวัดร่องเสือเต้น และประชากรกลุ่มตัวอย่างจำนวน 52 รูป/คน</p> <p class="p1"><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong><span class="Apple-converted-space"> </span>1) ประวัติการสร้างวัดพระธาตุจอมหงส์เกิดจากเรื่องเล่าของชาวบ้านที่พบนกหงส์ 2 ตัว อาศัยอยู่บนต้นไทร ใต้ต้นไทรพบเจดีย์โบราณ เศษอิฐและแผ่นโลหะรูปใบโพธิสลักพระพุทธรูปปางสมาธิ นำข้อมูลจัดทำหนังสือประวัติศาสตร์ชุมชน และใช้เป็นแนวทางออกแบบพุทธจิตรกรรมฝาผนัง 9 ภาพ 2) วิเคราะห์รูปแบบการสร้างพุทธจิตรกรรมฝาผนังวัดในจังหวัดเชียงราย 5 วัด ได้แก่ วัดพระแก้ว วัดพระสิงห์ วัดมิ่งเมือง วัดร่องขุ่น และวัดร่องเสือเต้น ด้วยกระบวนการวิเคราะห์ 4 ด้าน (1) ด้านรูปแบบ เป็นศิลปะพื้นบ้านล้านนาประยุกต์ (2) ด้านเทคนิค เป็นภาพบนผนังปูน บนแผ่นเฟรมใส่กรอบรูป (3) ด้านองค์ประกอบศิลป์ เป็นลายเส้นโบราณและสมัยใหม่ เทคนิคสีน้ำ สีน้ำมัน (4) ด้านคุณค่าจิตรกรรม เป็นการเล่าเรื่องประวัติความสำคัญของวัด 3) การสร้างสรรค์พุทธจิตรกรรมโดยจัดอบรมโครงการบรรยายให้ความรู้ เรื่องการอพยพเข้ามาอยู่ในพื้นที่ การดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพในชุมชน โดยปฏิบัติตามแนวหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา มีประเพณีสรงน้ำพระธาตุจอมหงส์ สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น นำหลักธรรม แนวคิด ทฤษี มาพัฒนาสร้างพุทธศิลปกรรม เพื่อให้เกิดความรัก ความสามัคคี ความร่วมมือระหว่าง บ้าน วัด โรงเรียน ìบวรî และเกิดความเลื่อมใสศรัทธาในพุทธศาสนา</p> นิตยา สิ่งของ สุชัย สิริรวีกูล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธศิลปกรรม 2026-06-29 2026-06-29 9 1 1 16 ศิลปกรรมชุมชน เวียงท่ากานสตรีทอาร์ต อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/barts/article/view/9331 <p class="p1">บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสืบสานศิลปวัฒนธรรมวิถีชีวิตของชุมชนในรูปแบบผลงานศิลปะ 2) นำเสนอและถ่ายทอดการมีส่วนร่วมระหว่างสถาบันการศึกษา องค์กรภาครัฐ และชุมชนท้องถิ่นผ่านกระบวนการสร้างสรรค์ศิลปะ และ 3) เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจทางศิลปวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวในชุมชน</p> <p class="p1"><strong>รูปแบบการวิจัย</strong> โดยใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนาแบบผสานวิธี ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ร่วมกับการลงพื้นที่สำรวจและจัดสนทนากลุ่มเพื่อรวบรวมความต้องการของคนในชุมชน ประชากรกลุ่มตัวอย่างพื้นที่วิจัย ประกอบด้วย เจ้าอาวาสวัดท่ากาน ผู้ใหญ่บ้าน ตัวแทนชุมชน และบุคคลสำคัญในพื้นที่ เพื่อให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับบริบทวัฒนธรรมและความต้องการของชุมชน</p> <p class="p1"><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong>1) ผลการศึกษาสืบสานศิลปวัฒนธรรมวิถีชีวิตของชุมชนในรูปแบบผลงานศิลปะ จากการสำรวจความต้องการของชุมชนเวียงท่ากาน พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ (ร้อยละ 87.2) ต้องการผลงานในรูปแบบจิตรกรรมฝาผนังเขียนสี 2 มิติ โดยเน้นเนื้อหาร่วมสมัยที่เชื่อมโยงทั้งอดีตและปัจจุบันของชุมชน ผู้วิจัยจึงได้สร้างสรรค์ผลงานที่รวบรวมอัตลักษณ์สำคัญประกอบด้วย สัญลักษณ์ไหลายคราม ซึ่งเป็นโบราณวัตถุสมัยราชวงศ์หยวนที่ขุดพบในพื้นที่ วิถีชีวิตย่านตลาดเก่า และการแต่งกายชุดประเพณีนิยม</p> <p class="p1">2) ผลการนำเสนอและถ่ายทอดการมีส่วนร่วมผ่านกระบวนการสร้างสรรค์ศิลปะ งานวิจัยนี้ประสบความสำเร็จในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ โดยมีการบูรณาการระหว่างสถาบันการศึกษา (คณาจารย์และนักศึกษาหลักสูตรทัศนศิลป์ มทร.ล้านนา จำนวน 16 คน) และชุมชนท้องถิ่น กระบวนการมีส่วนร่วมที่สำคัญปรากฏชัดในขั้นตอนการวิพากษ์และปรับปรุงแบบร่าง ซึ่งมีการนำเสนอภาพร่างถึง 3 รูปแบบ เพื่อให้คนในชุมชนได้เสนอแนะและปรับแก้รายละเอียดให้ตรงตามอัตลักษณ์จริง กระบวนการนี้ส่งผลให้เกิดจิตสำนึกแห่งการเป็นเจ้าของร่วมกัน (Collective Ownership) และความภาคภูมิใจในผลงานศิลปะที่เกิดขึ้นในพื้นที่ของตน</p> <p class="p1">3) ผลการพัฒนาเศรษฐกิจทางศิลปวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวในชุมชน ผลงาน เวียงท่ากานสตรีทอาร์ต ได้กลายเป็น แลนด์มาร์คสำคัญ ของชุมชนเวียงท่ากานที่ช่วยเพิ่มศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยว นักปั่นจักรยาน และประชาชนทั่วไปให้เข้ามาเยี่ยมชมและถ่ายภาพในย่านตลาดเก่า ซึ่งส่งผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและสังคม</p> เนติ พิเคราะห์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธศิลปกรรม 2026-06-29 2026-06-29 9 1 17 32 การสร้างสรรค์ประติมากรรมร่วมสมัยจากพุทธศิลป์พุทธประวัติเพื่อสื่อธรรม https://so09.tci-thaijo.org/index.php/barts/article/view/9473 <p class="p1">บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประวัติความเป็นมา โครงสร้างเนื้อหาวรรณกรรมพุทธประวัติ 2) วิเคราะห์รูปแบบจิตรกรรมฝาผนังและประติมากรรมที่เกี่ยวเนื่องกับพุทธประวัติในล้านนา 3) สร้างสรรค์ประติมากรรมร่วมสมัยจากพุทธศิลป์พุทธประวัติเพื่อสื่อพุทธธรรม ผ่านรูปทรงเชิงสัญลักษณ์</p> <p class="p1"><strong>รูปแบบการวิจัย</strong> การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสาน ทั้งการวิจัยเชิงเอกสาร ภาคสนาม และการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ พื้นที่วิจัยประกอบด้วยวัดและแหล่งพุทธศิลป์ในจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง และพะเยา จำนวน 24 แห่ง โดยมีผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 8 รูป/คน</p> <p class="p1"><strong> ผลการวิจัยพบว่า </strong>1) วรรณกรรมพุทธประวัติเป็นสื่อสำคัญในการถ่ายทอดหลักธรรมผ่านเรื่องราวพระพุทธเจ้า และมีบทบาทในการหล่อหลอมศรัทธาและแนวทางการดำเนินชีวิตของพุทธศาสนิกชน</p> <p class="p1">2) จิตรกรรมและประติมากรรมพุทธประวัติในล้านนามีทั้งรูปแบบการเล่าเรื่องต่อเนื่องและภาพเชิงสัญลักษณ์ โดยใช้สัญลักษณ์ทางพุทธศิลป์เพื่อสื่อหลักธรรม พร้อมผสมผสานอัตลักษณ์ท้องถิ่นเข้ากับเนื้อหาพุทธประวัติ</p> <p class="p1">3) การสร้างสรรค์ประติมากรรมพุทธประวัติทั้ง 4 ตอน ได้แก่ ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน เป็นการบูรณาการวรรณกรรมพุทธประวัติ หลักธรรม และศิลปกรรมล้านนา ผ่านกระบวนการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ โดยใช้การออกแบบสามมิติและเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติ เพื่อถ่ายทอดธรรมะผ่านรูปทรงและสัญลักษณ์ร่วมสมัยให้สามารถเข้าถึงผู้ชมในบริบทปัจจุบันได้อย่างเหมาะสม ได้แก่ การใช้ดอกบัวเป็นสัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์และความเป็นมหาบุรุษในตอนประสูติ ใช้ต้นโพธิ์สื่อสถานที่ในการตรัสรู้ ในตอนตรัสรู้ ใช้ธรรมจักรเป็นสัญลักษณ์ของการประกาศพระธรรมในตอนปฐมเทศนา และใช้อิริยาบถปรินิพพานสื่อหลักไตรลักษณ์และความหลุดพ้นในตอนปรินิพพาน อันเป็นการถ่ายทอดพุทธธรรมผ่านรูปทรงและสัญลักษณ์ร่วมสมัยให้เข้าถึงผู้ชมในบริบทปัจจุบันได้อย่างเหมาะสม</p> ชัยวุฒิ ปัญญาเลิศ พูนชัย ปันธิยะ ฉลองเดช คูภานุมาต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธศิลปกรรม 2026-06-29 2026-06-29 9 1 33 52 การสร้างสรรค์จิตรกรรมลายคำร่วมสมัยพระราชประวัติพระเจ้าติโลกราช https://so09.tci-thaijo.org/index.php/barts/article/view/9474 <p class="p1">บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ 1) เพื่อศึกษาคติความเชื่อ ประวัติความเป็นมา บทบาทหน้าที่ของกษัตริย์ในพุทธศาสนาและในล้านนา 2) เพื่อศึกษาวิเคราะห์เนื้อหา รูปแบบ เทคนิค งานลายคำเล่าเรื่องและจิตรกรรมพระราชประวัติของกษัตริย์ล้านนาและในประเทศไทย 3) เพื่อสร้างสรรค์งานจิตรกรรมลายคำร่วมสมัยพระราชประวัติพระเจ้าติโลกราช</p> <p class="p1"><strong>ระเบียบวิธีวิจัย </strong>งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ประกอบด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงสร้างสรรค์จากการสำรวจภาคสนามในแหล่งศิลปกรรมจำนวน 8 แห่ง ในจังหวัดเชียงใหม่ ลำปาง พระนครศรีอยุธยา และกรุงเทพมหานคร</p> <p class="p1"><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong>1) พระพุทธศาสนาและคติธรรมราชา พระเจ้าจักรพรรดิราช มีบทบาทอย่างมากโดยเฉพาะแนวคิดในการแผ่ขยายพระราชอำนาจ และการสร้างความชอบธรรมทางการเมืองและพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะในสมัยพระเจ้าติโลกราช ซึ่งส่งผลต่อความเจริญรุ่งเรืองด้านศิลปวัฒนธรรมของล้านนา</p> <p class="p1">2) จิตรกรรมลายคำล้านนามีลักษณะเด่นด้านการใช้สัญลักษณ์ รูปแบบจิตรกรรมไทยประเพณี และการใช้สีทองบนพื้นสีดำหรือสีแดง ขณะที่จิตรกรรมพระราชประวัติในสมัยรัตนโกสินทร์ได้รับอิทธิพลศิลปะตะวันตก มีการใช้หลักทัศนียวิทยา แสงเงา และสีพหุรงค์ ส่งผลให้ภาพมีความสมจริงและมีมิติมากขึ้น</p> <p class="p1">3) ผลงานสร้างสรรค์ประกอบด้วยจิตรกรรมลายคำร่วมสมัยจำนวน 2 ภาพ โดยนำเสนอพระราชประวัติด้านศาสนาและการเมือง ผ่านการผสมผสานรูปแบบดั้งเดิมกับแนวคิดร่วมสมัย องค์ความรู้ใหม่ของการวิจัย ได้แก่<span class="Apple-converted-space"> </span>กระบวนการบูรณาการองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ ศาสนา และศิลปะ ตลอดจนแนวทางการสร้างสรรค์จิตรกรรมลายคําร่วมสมัยอย่างเป็นระบบ </p> ธีระพงษ์ จาตุมา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธศิลปกรรม 2026-06-29 2026-06-29 9 1 53 72 นาฏศิลป์ไทยสร้างสรรค์ ชุด จตุรปัทมา : ศาสตร์และศิลป์แห่งระบำสะท้อนพุทธปรัชญา https://so09.tci-thaijo.org/index.php/barts/article/view/9581 <p class="p1">บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดบัว 4 เหล่า 2) สร้างสรรค์การแสดงนาฏศิลป์ไทย ชุด ìจตุรปัทมาî</p> <p class="p1"><strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong> ใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพและการวิจัยสร้างสรรค์ เก็บข้อมูลจาก ผู้เชี่ยวชาญด้านพระพุทธศาสนา<span class="Apple-converted-space"> </span>7<span class="Apple-converted-space"> </span>ท่าน นักแสดงหญิง 12 คน และผู้ประเมินผลการแสดง 100 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึกภาคสนาม การสังเกตแบบมีส่วนร่วม และแบบประเมินมาตรวัด 5 ระดับ ใน 4 ด้าน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการตรวจสอบแบบสามเส้าและนำเสนอผลในลักษณะพรรณนาวิเคราะห์ควบคู่กับข้อมูลเชิงตัวเลข</p> <p class="p1"><span class="s1"><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong>1) แนวคิดบัว 4 เหล่าเป็นพุทธอุปมามาจากชั้นอรรถกา ที่พระพุทธเจ้าทรงจำแนกระดับพัฒนาการทางปัญญาของมนุษย์ออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ อุคฆฏิตัญญู (บัวพ้นน้ำ) วิปัจจิตัญญู (บัวปริ่มน้ำ) เนยยะ (บัวใต้น้ำ) และปทปรมะ (บัวจมตม) สะท้อนมุมมองเชิงพลวัตที่เน้นศักยภาพของมนุษย์ในการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง </span></p> <p class="p1">2) การสร้างสรรค์การแสดงชุด ìจตุรปัทมาî บูรณาการท่ารำจากเพลงแม่บทใหญ่ร่วมกับเทคนิคการเคลื่อนไหวร่วมสมัยและบัลเลต์ ออกแบบโครงสร้างการแสดง 3 ช่วง ได้แก่ ช่วงยลยินพุทธพจน์ ช่วงบงกชสี่เหล่ากอ และช่วงสานแสงอรุณทอปทุมาสง่าไสว เครื่องแต่งกายออกแบบตามพัฒนาการสีดอกบัวจากเขียวเข้มสู่ชมพูสว่าง และใช้วงดนตรีไทยร่วมสมัยผสมเครื่องดนตรีสากล (3) ผลการประเมินจากผู้ชม 100 คน พบว่าผู้ชมมากกว่าร้อยละ 80 ระบุความหมายของบัวแต่ละเหล่าได้ถูกต้อง และร้อยละ 75 มีความเข้าใจในหลักธรรมบัว 4 เหล่าเพิ่มขึ้นภายหลังชมการแสดง และ ìโมเดลนาฏยพุทธศิลป์จตุรปัทมาîสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางการสร้างสรรค์นาฏศิลป์ไทยเชิงวิชาการในอนาคตได้</p> ทัศนีย์ ศิวบวรวัฒนา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธศิลปกรรม 2026-06-30 2026-06-30 9 1 73 88