วารสารพุทธศิลปกรรม
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/barts
th-TH
วารสารพุทธศิลปกรรม
2697-6080
-
ต้นไม้อันเป็นที่ตรัสรู้และพื้นที่ใช้งาน
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/barts/article/view/7193
<p class="p1">ต้นโพธิ์เป็นต้นไม้อันเป็นที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า รวมทั้งต้นไม้ชนิดอื่นที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้า เช่น ต้นสาละ ต้นจิก ฯลฯ ต้นไม้เหล่านี้ได้ถูกนำมาปลูกไว้ภายในวัดเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธศาสนาและระลึกถึงพระพุทธเจ้า นอกจากนี้ ยังช่วยสร้างความร่มรื่นและพื้นที่ใช้สอยบริเวณใต้ต้นไม้ บทความนี้มีวัตุประสงค์เพื่อศึกษาต้นไม้ในพระพุทธศาสนาซึ่งถือเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์และเสนอแนะการนำต้นไม้เหล่านั้นมาสร้างพื้นที่ใช้งาน ด้วยการค้นคว้ารวบรวมข้อมูลจากเอกสารเกี่ยวกับต้นไม้ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้า เพื่อทราบชื่อต้นไม้ เลือกต้นที่มีความสำคัญโดดเด่นมาเป็นตัวอย่าง นำมาผนวกกับข้อมูลคุณสมบัติและคุณลักษณะของต้นไม้ แล้วเสนอแนวทางการนำต้นไม้มาใช้ในการออกแบบสร้างพื้นที่ใช้งานภายนอกอาคาร ซึ่งต้นไม้ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ใช้ประโยชน์ในการสร้างพื้นที่ เชื่อมต่อที่ว่าง และแสดงขอบเขตของพื้นที่ การสืบค้นจากพระไตรปิฎก พบว่า ต้นไม้เป็นหนึ่งในที่ซึ่งพระพุทธเจ้าประทับ และพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ตรัสรู้ ณ บริเวณใต้ต้นไม้ โดยมีต้นไม้สำคัญโดดเด่น 6 ชนิด ได้แก่ โพธิ์ สาละ นิโครธ จิก เกด มะม่วง ซึ่งเป็นชนิดไม้ยืนต้นที่มีขนาดใหญ่และอายุยืนนาน เมื่อจะนำมาปลูก ควรพิจารณาในเชิงประโยชน์ใช้สอยและการสร้างพื้นที่เพื่อการใช้งาน โดยคำนึงถึงคุณสมบัติและคุณลักษณะของต้นไม้ วิธีการเข้าไปใช้งานบริเวณใต้ต้นไม้ รวมถึงผลกระทบและการดูแลรักษา เพื่อให้ต้นไม้ที่ปลูกสามารถเจริญเติบโตได้ดีและใช้ประโยชน์พื้นที่บริเวณใต้ต้นไม้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
อรอำไพ สามขุนทด
พุดตาน จันทรางกูร
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธศิลปกรรม
2025-12-23
2025-12-23
8 2
83
105
-
การศึกษาวิเคราะห์ทฤษฎีแรงจูงใจในงานจิตรกรรมสร้างสรรค์ศิลปะเซอเรียลลิสม์
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/barts/article/view/6714
<p class="p1">บทความนี้มุ่งนำเสนอผลศึกษาวิเคราะห์ทฤษฎีแรงจูงใจที่สะท้อนผ่านงานจิตรกรรมในแนวเซอเรียลลิสม์ ซึ่งเป็นขบวนการทางศิลปะที่โดดเด่นในศตวรรษที่ 20 โดยมีลักษณะเฉพาะในการถ่ายทอดความฝัน จิตไร้สำนึก และภาพเหนือจริง ที่ไม่จำกัดอยู่ในกรอบความเป็นเหตุเป็นผล ใช้วิธีวิเคราะห์เชิงคุณภาพ ผ่านการพิจารณาผลงานของศิลปินเซอเรียลลิสต์ จำนวน 4 คน ประกอบไปด้วย ซัลวาดอร์ ดาลี, เรอเน่ มากริตต์, เลโอนอรา คาร์ริงตัน และ แม็กซ์ เอิร์นส์ โดยมุ่งเน้นที่การแสดงออกซึ่งอัตลักษณ์ทางเพศ ความปรารถนา<span class="Apple-converted-space"> </span>ความกลัว และความรู้สึกภายในของมนุษย์</p> <p class="p1"><strong>ผลการศึกษาพบว่า</strong> เซอเรียลลิสม์มิได้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับการแสดงออกทางจิตไร้สำนึกเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีที่สะท้อนถึงมุมมองทางเพศและแรงจูงใจภายในอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความเป็นหญิงความเป็นชาย และความสัมพันธ์เชิงอำนาจในสังคมศิลปะ นอกจากนี้ยังพบทฤษฎีของ ซิกมันด์ ฟรอยด์ มีอิทธิพลต่อแนวคิดและสัญลักษณ์ในงานศิลปะเหล่านี้อย่างมากเพื่อวิเคราะห์ระดับความคิดก่อนนำไปสู่ผลงานสร้างสรรค์</p> <p class="p1">บทความนี้มีเป้าหมายในการขยายขอบเขตความเข้าใจเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างเพศและศิลปะ <span class="Apple-converted-space"> </span>โดยเสนอแนวทางใหม่ในการมองงานจิตรกรรมเซอเรียลลิสม์ผ่านมิติของแรงจูงใจส่วนบุคคลและโครงสร้างสังคมทางเพศที่แฝงอยู่ในผลงานสร้างสรรค์</p>
ชนิสรา วรโยธา
ประภัสสร ภู่ประเสริฐ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธศิลปกรรม
2025-12-24
2025-12-24
8 2
106
127
-
การวิเคราะห์ลวดลายปูนปั้นประดับเจดีย์วัดป่าสัก เมืองเชียงแสน วัดสุวรรณสิริโพธิ์คำและวัดทองทิพย์พัฒนาราม เมืองต้นผึ้ง สปป. ลาว
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/barts/article/view/7722
<p class="p1">การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบลวดลายปูนปั้นที่ปรากฏในเมืองเชียงแสน จังหวัดเชียงราย และเมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เพื่อชี้ให้เห็นถึงอัตลักษณ์ทางศิลปกรรม รูปแบบ เทคนิคการสร้าง และความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม การศึกษาอาศัยระเบียบวิธีทางประวัติศาสตร์ศิลปะและโบราณคดีโดยใช้การสำรวจภาคสนาม การวิเคราะห์รูปแบบลวดลาย และการศึกษาข้อมูลจากเอกสารทางประวัติศาสตร์ควบคู่กัน พื้นที่ศึกษาหลัก ได้แก่ เจดีย์วัดป่าสัก เมืองเชียงแสน และหลักฐานลวดลายปูนปั้นที่พบจากการขุดค้นในแม่น้ำโขงซึ่งเก็บรักษาไว้ ณ วัดทองทิพย์พัฒนารามและวัดสุวรรณสิริโพธิ์คำ เมืองต้นผึ้ง สปป. ลาว</p> <p class="p1">ผลการศึกษาพบว่า ลวดลายปูนปั้นของเมืองเชียงแสนมีลักษณะเด่นด้านความทึบหนา มีปริมาตรมาก และมีความซับซ้อนของรูปแบบ ซึ่งสะท้อนลักษณะของศิลปกรรมล้านนายุคต้น โดยได้รับอิทธิพลจากศิลปกรรมหริภุญชัย พุกาม สุโขทัย ขอม และลังกา ขณะที่ลวดลายปูนปั้นของเมืองต้นผึ้งมีลักษณะโปร่ง บาง เน้นความสมมาตรและความเป็นระเบียบแบบแผน สอดคล้องกับรูปแบบศิลปกรรมล้านนาในพุทธศตวรรษที่ 21 การเปรียบเทียบลวดลายประเภทต่าง ๆ ได้แก่ ลายกระหนก ลายดอกลอย ลายใบไม้ และลายเครือเถากระหนกหน้ากระดาน แสดงให้เห็นถึงทั้งความแตกต่างด้านเทคนิคการปั้นและความใกล้เคียงกันในเชิงรูปแบบ อันสะท้อนถึงการแลกเปลี่ยนและถ่ายทอดทางวัฒนธรรมระหว่างชุมชนสองฝั่งแม่น้ำโขง</p> <p class="p1">การศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าเมืองเชียงแสนและเมืองต้นผึ้งมีความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างแนบแน่นในอดีต ก่อนการแบ่งเขตแดนรัฐชาติในยุคอาณานิคม โดยลวดลายปูนปั้นทำหน้าที่เป็นหลักฐานทางศิลปกรรมที่สำคัญในการอธิบายพลวัตทางสังคม ศาสนา และวัฒนธรรมของภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ผลการศึกษาสามารถนำไปใช้เป็นฐานข้อมูลในการศึกษาเชิงเปรียบเทียบศิลปกรรมในภูมิภาค รวมถึงการวางแผนอนุรักษ์และฟื้นฟูมรดกศิลปกรรมปูนปั้นอย่างยั่งยืนต่อไป</p>
ธีระพงษ์ จาตุมา
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธศิลปกรรม
2025-12-30
2025-12-30
8 2
143
157
-
การสร้างสรรค์พระพิมพ์เมืองเชียงแสนแบบโบราณ
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/barts/article/view/7720
<p class="p1">บทความวิชาการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์กระบวนการสร้างพระพิมพ์ปรกโพธิ์เชียงแสน ผลการศึกษาพบว่า พระพิมพ์ถูกสร้างจากแม่พิมพ์จึงทำให้มีการสร้างพระพิมพ์ในลักษณะดังกล่าวจำนวนมาก การสร้างพระพิมพ์เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ตลอดจนการนำเข้าประกอบพิธีกรรมงานบุญกุศล เป็นของที่ระลึก และเกิดจากความเชื่อเรื่องอานิสงส์ สร้างตามมีวาระ ฤกษ์ ที่ดี ผู้สร้างเป็นกษัตริย์ พระสงฆ์ ราชวงศ์ ขุนนาง คหบดี เป็นประธาน สำหรับการทดลองสร้างพระพิมพ์ด้วยกรรมวิธีแบบโบราณ ได้ใช้ดินจอมปลวกเป็นแม่พิมพ์ ใช้การเผาแบบโบราณเป็นการเผาเปิดในที่โล่ง ส่วนการหล่อพระพิมพ์ใช้ตะกั่วแท่ง ผลที่ได้พระพิมพ์มีรูปแบบ ความคมชัด และความสมบูรณ์ของชิ้นงาน อันสะท้อนองค์ความรู้เชิงช่างและภูมิปัญญาท้องถิ่นในการสร้างพระพิมพ์</p>
ชัยวุฒิ ปัญญาเลิศ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธศิลปกรรม
2025-12-30
2025-12-30
8 2
158
187
-
การสร้างสรรค์ผลงานประติมากรรมนางสีเวย จากภาพจิตรกรรมฝาผนัง วัดต้าม่อน อำเภอลอง จังหวัดแพร่
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/barts/article/view/7116
<p class="p1"><span class="s1">บทความวิจัยเชิงสร้างสรรค์นี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อรวบรวมประวัติความเป็นมาของภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดต้าม่อน โดยเผยแพร่ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ 2) เพื่อสร้างสรรค์ผลงาประติมากรรมนางสีเวย จากภาพจิตรกรรมนางสีเวยที่แสดงถึงอัตลักษณ์ความงามของวัฒนธรรมอันโดดเด่นของชุมชนต้าม่อน</span> </p> <p class="p1"><strong>ระเบียบวิธีวิจัย </strong>การวิจัยเชิงสร้างสรรค์ศิลปะ และการวิจัยเชิงปริมาณ โดยมีประชากรและกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 171 คน โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ (1) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้สำหรับการสำรวจความต้องการในการสร้างต้นแบบประติมากรรมนางสีเวย และข้อเสนอแนะของชุมชน มีจำนวน 118 คน (2) กลุ่มตัวอย่างสำหรับประเมินความพึงพอใจ ในการสร้างสรรค์ต้นแบบประติมากรรมนางสีเวย จำนวน 53 คน</p> <p class="p1"><strong>ผลจากการศึกษาพบว่า 1) </strong>การรวบรวมข้อมูล และการเผยแพร่ประวัติความเป็นมาของจิตรกรรมวัดต้าม่อนผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ ได้ช่วยขยายขอบเขตการรับรู้ และถ่ายทอดองค์ความรู้ คุณค่า ความสำคัญทางประวัติศาสตร์ภาพเขียนบนฝาผนัง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงวิถีชีวิต ความเชื่อ สู่สาธารณชนได้อย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น 2) ผู้วิจัยได้สร้างสรรค์ประติมากรรมนางสีเวย ที่รับแรงบันดาลใจจากจิตรกรรมสองมิติ จากองค์ความรู้ของภาพจิตรกรรมนางสีเวยสองมิติสู่สามมิติในบริบทร่วมสมัย เพื่อถ่ายทอดอัตลักษณ์ชุมชน และคุณค่าความงามในมิติใหม่ โดยการประเมินความพึงพอใจต่อการสร้างสรรค์ผลงานประติมากรรมนางสีเวยจากกลุ่มตัวอย่าง ผลการประเมินที่อยู่ในระดับมากที่สุด ค่าประมาณอยู่ที่<span class="Apple-converted-space"> </span>(x̄ = 4.81, S.D. = 0.42) คือผลงานศิลปะประติมากรรมนางสีเวยมีสีเสมือนจิตรกรรมฝาผนังนางสีเวย และมีองค์ประกอบสวยงาม จากการสร้างสรรค์งานศิลปะนี้ ชี้ให้เห็นความสำคัญของศิลปะร่วมสมัยที่ช่วยเป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยงผู้คนเข้ากับประวัติศาสตร์ ภูมิปัญญา และอัตลักษณ์ท้องถิ่นได้อย่างสอดคล้องกลมกลืน นอกจากนี้ผลจากการทดลอง และปรับปรุง ยังก่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่เชิงเทคนิค เป็นการสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในงานศิลปะอื่นได้อย่างเหมาะสม เสริมความภาคภูมิใจ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการอนุรักษ์ สืบสานมรดกทางวัฒนธรรม</p>
ธัญญารัตน์ ทองใจ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธศิลปกรรม
2025-12-23
2025-12-23
8 2
1
26
-
การวิเคราะห์รูปแบบเจดีย์ทรงปรางค์ในจังหวัดกาญจนบุรี
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/barts/article/view/7366
<p class="p1">การวิเคราะห์รูปแบบเจดีย์ทรงปรางค์ในจังหวัดกาญจนบุรีเป็นการวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ศิลปะใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์รูปแบบเจดีย์ทรงปรางค์ในจังหวัดกาญจนบุรี</p> <p class="p1"><strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong> เป็นการวิจัยเกี่ยวกับเจดีย์ทรงปรางค์ในจังหวัดกาญจนบุรี โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ<span class="Apple-converted-space"> </span>โดยศึกษาข้อมูลจากแหล่งข้อมูลปฐมภูมิและทุติยภูมิ เช่น เจดีย์ทรงปรางค์<span class="Apple-converted-space"> </span>7<span class="Apple-converted-space"> </span>องค์ ในจังหวัดกาญจบุรี โดยศึกษาข้อมูลจากการลงพื้นที่สำรวจ เอกสาร สัมภาษณ์พระภิกษุ และผู้รู้ในชุมชนจำนวน 7 รูป/คน และคัดเลือกเจดีย์ทรงปรางค์ จำนวน 7 องค์ จากผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ท่าน</p> <p class="p1"><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> เจดีย์ทรงปรางค์ในจังหวัดกาญจนบุรี <br />ที่เป็นตัวอย่างในการศึกษา จำนวน 7 องค์ ดังนี้ 1) พระปรางค์วัดนางโน 2) พระปรางค์วัดเขารักษ์ 3) พระปรางค์วัดขุนแผน 4) พระปรางค์วัดอินทราราม 5) พระปรางค์วัดสระกระเบื้อง 6) พระปรางค์วัดทานกัณฑ์ และ 7) พระปรางค์สามองค์ แบ่งเป็น 4 กลุ่ม ตามรูปแบบส่วนยอดของพระปรางค์ คือ กลุ่มที่ 1 เจดีย์ทรงปรางค์ยอดฝักข้าวโพด ได้แก่ พระปรางค์วัดนางโนและพระปรางค์วัดเขารักษ์ มีอายุในสมัยอยุธยาตอนต้น กลุ่มที่ 2 เจดีย์ทรงปรางค์ยอดทรงแท่งเพรียว ด้านบนสุดเป็นกลีบมะเฟือง ได้แก่ พระปรางค์วัดขุนแผน มีอายุในสมัยอยุธยาตอนกลาง ส่วนพระปรางค์วัดอินทรารามและพระปรางค์วัดสระกระเบื้อง มีอายุในสมัยอยุธยาตอนปลาย กลุ่มที่ 3 เจดีย์ทรงปรางค์หัวโต ได้แก่ พระปรางค์วัดทานกัณฑ์ มีอายุในสมัยอยุธยาตอนปลาย และกลุ่มที่ 4 เจดีย์ทรงปรางค์ที่มีเรือนธาตุซ้อนกัน 2 ชั้น ได้แก่ พระปรางค์สามองค์ มีอายุในสมัยอยุธยาตอนปลาย</p> <p class="p1">สรุป ลักษณะทางศิลปกรรมของเจดีย์ทรงปรางค์ในจังหวัดกาญจนบุรี สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลจากศิลปะและสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยา ขณะเดียวกันยังปรากฏลักษณะเฉพาะถิ่นบางประการ เช่น เจดีย์ทรงปรางค์หัวโตที่วัดทานกัณฑ์ ซึ่งแสดงถึงพัฒนาการทางศิลปกรรมระดับท้องถิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ในบริบททางศาสนาและวัฒนธรรมของจังหวัดกาญจนบุรี</p>
ปัณณวิชญ์ ซาไข
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธศิลปกรรม
2025-12-23
2025-12-23
8 2
27
48
-
รูปแบบการอนุรักษ์และส่งเสริมหีบธรรมล้านนาในฐานะเป็นมรดกทางวัฒนธรรม
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/barts/article/view/7343
<p class="p1">บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาคติความเชื่อของหีบธรรมล้านนาในฐานะเป็นมรดกทางวัฒนธรรม 2) เพื่อศึกษาบริบทและสภาพปัญหา และการอนุรักษ์หีบธรรมล้านนาของวัด 6 วัดในพื้นที่การศึกษา และ 3) เพื่อเสนอรูปแบบการอนุรักษ์และส่งเสริมหีบธรรมล้านนาในฐานะเป็นมรดกทางวัฒนธรรม</p> <p class="p1"><strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong> เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการศึกษา 3 รูปแบบ ได้แก่ การศึกษาเชิงเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่ม กลุ่มตัวอย่างและการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ<span class="Apple-converted-space"> </span>จำนวน 18 คน จากวัดในเขตจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน และลำปาง</p> <p class="p1"><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong>1) หีบธรรมล้านนาเป็นภาชนะเก็บคัมภีร์พระไตรปิฎกและคัมภีร์ใบลาน สะท้อนคติความเชื่อด้านบุญกุศลและการสืบพระศาสนา มีที่มาจากการเผยแผ่พระพุทธศาสนาสู่ล้านนา และได้รับการพัฒนาเป็นศิลปกรรมท้องถิ่น อาศัยทักษะช่างไม้ แกะสลัก ลงรักปิดทอง และลายรดน้ำที่วิจิตร ใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาเป็นสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ การสืบทอดหีบธรรมดำเนินผ่านวัด ชุมชน และสล่าพื้นบ้าน แม้ปัจจุบันเผชิญปัญหาการเสื่อมสภาพและผู้สืบทอดลดลง แต่ยังคงคุณค่าในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมที่ต้องอนุรักษ์<span class="Apple-converted-space"> </span>2) จากการลงพื้นที่สำรวจพบว่า หีบธรรมลักษณะหลากหลายรูปแบบ เช่น แบบพื้นบ้านล้านนา หีบธรรมมีลักษณะผสมผสานระหว่างศิลปะพื้นบ้านกับอยุธยาใช้ไม้เป็นหลักตกแต่งลายพื้นถิ่นเรียบง่าย หีบธรรมประดับลายแกะสลักลงรักปิดทอง ลวดลายรดน้ำ และกระจกสี แต่หลายใบเริ่มผุพังและสีซีดจาง ขาดการบูรณะต่อเนื่อง ไม่ได้เก็บรักษาอย่างเหมาะสม<span class="Apple-converted-space"> </span>3) รูปแบบการอนุรักษ์และส่งเสริมหีบธรรมล้านนาในฐานะเป็นมรดกทางวัฒนธรรม ที่เสนอ 2 วิธีการ คือ 1) รูปแบบการอนุรักษ์ จัดทำทะเบียนและฐานข้อมูลดิจิทัล จัดตั้งศูนย์การเรียนรู้และพิพิธภัณฑ์ พร้อมระดมทุนจากทุกภาคส่วน และ 2) รูปแบบการส่งเสริม เผยแพร่ผ่านสื่อดิจิทัลและนิทรรศการสร้างสรรค์ พัฒนาหีบธรรมร่วมสมัย และผลักดันการขึ้นทะเบียนมรดกวัฒนธรรมในระดับชาติและสากล</p>
พระจำรัส โชติธมฺโม
พระครูปริยัติเจติยานุรักษ์
เทพประวิณ จันทร์แรง
สยาม ราชวัตร
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธศิลปกรรม
2025-12-23
2025-12-23
8 2
49
64
-
รูปแบบการสร้างสรรค์และสืบทอดศิลปะงานปูนปั้นของวัดในจังหวัดลำปาง
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/barts/article/view/7311
<p class="p1">บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาประวัติความเป็นมา และเอกลักษณ์ศิลปะปูนปั้น 2) เพื่อศึกษาการสร้างสรรค์และการสืบทอดศิลปะปูนปั้น 3) เพื่อวิเคราะห์และเสนอรูปแบบการสร้างสรรค์และสืบทอดงานศิลปะปูนปั้น ของวัดในจังหวัดลำปาง</p> <p class="p1"><strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong> เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ และเชิงเอกสาร มีการสัมภาษณ์เชิงลึกโดยวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถามปลายเปิด ใช้การวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 6 รูป</p> <p class="p1"><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> 1) ประวัติความเป็นมาและเอกลักษณ์ศิลปะปูนปั้นของวัดในจังหวัดลำปาง มักตกแต่งด้วยปูนปั้นอย่างวิจิตรบรรจง มีลวดลายดอกไม้และสัตว์ในตำนานจากป่าหิมพานต์ เป็นศิลปะแบบล้านนา ตกแต่งกรอบประตู หน้าต่าง และวิหาร ด้วยลวดลายที่ประณีตบรรจงและรูปปั้นแจกันจากวรรณกรรม ผสมผสานเทคนิคดั้งเดิมและลวดลายร่วมสมัยกับปัจจุบัน<span class="Apple-converted-space"> </span>2) การสร้างสรรค์และการสืบทอดศิลปะปูนปั้นของวัดพบว่า วัดในลำปางมีการวางแผนดำเนินการอย่างมีระเบียบ โดยช่างมีทักษะและความชำนาญ ผลิตผลงานที่มีคุณค่าทางศิลปะ ช่างส่วนใหญ่ใช้วัสดุพื้นบ้านในการทำ ในการถ่ายทอดเทคนิคและความรู้ให้กับรุ่นถัดไปโดยดูงาน และฝึกทักษะจากเครือญาติ สืบเนื่องมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน<span class="Apple-converted-space"> </span>3) รูปแบบการสร้างสรรค์และสืบทอดงานศิลปะปูนปั้นของวัดในจังหวัดลำปางพบว่ามีลักษณะเฉพาะจากการปั้นรูปเทวดา และรูปสัตว์ เช่น ครุฑ พญานาค และรูปนักกษัตริย์ไทย เป็นต้น ตามความเชื่อทางศาสนาอนุรักษ์และส่งเสริมสืบทอดให้กับคนรุ่นหลัง เป็นมรดกล้ำค่า ขยายสู่นักท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ผสมผสานกับการออกแบบร่วมสมัยได้</p>
พระคณิศร เรือนแก้ว
พระครูสุตชยาภรณ์
พระครูสิริธรรมบัณฑิต
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธศิลปกรรม
2025-12-23
2025-12-23
8 2
65
82
-
วิเคราะห์พุทธจิตรกรรมในจังหวัดเชียงใหม่
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/barts/article/view/7825
<p class="p1">พุทธจิตรกรรมในพุทธศาสนาเป็นการถ่ายทอดภาพประวัติความเป็นมาของพุทธศาสนาและวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่น ซึ่งเกี่ยวข้องกับ คติความเชื่อ ศิลปวัฒนธรรม<span class="Apple-converted-space"> </span>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาประวัติความเป็นมา คติความเชื่อในทางพระพุทธศาสนา และลักษณะจิตรกรรมในจังหวัดเชียงใหม่<span class="Apple-converted-space"> </span>2)<span class="Apple-converted-space"> </span>เพื่อวิเคราะห์รูปแบบ เทคนิค องค์ประกอบศิลปะ และคุณค่าจิตรกรรมในจังหวัดเชียงใหม่</p> <p class="p1"><strong>ระเบียบวิธีวิจั</strong>ย เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ<span class="Apple-converted-space"> </span>โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงเอกสาร ควบคู่กับการวิจัยเชิงสำรวจ เพื่อศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับประเด็นการวิจัยอย่างเป็นระบบ ผู้วิจัยได้ดำเนินการรวบรวมข้อมูลจากเอกสารทางวิชาการ งานวิจัย หนังสือ และแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการสำรวจภาคสนามในพื้นที่วิจัยที่กำหนด มีจำนวน 5 วัด ได้แก่ 1) วัดอุโมงค์ 2) วัดพระสิงห์ 3) วัดปราสาท 4) วัดบวกครกหลวง และ 5) วัดท่าข้าม โดยใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญในการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพ เพื่อนำมาวิเคราะห์และสังเคราะห์ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้</p> <p class="p1"><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> 1) พระพุทธศาสนาเป็นสถาบันเดียวที่ส่งเสริมให้พลเมืองเกิดความรู้ วัดและพระสงฆ์เป็นศูนย์กลางของสังคม คติ ความเชื่อ จิตรกรรมฝาผนังในวัดทำหน้าที่สำคัญ 2 ประการ ได้แก่ (1) ประดับตกแต่ง<span class="Apple-converted-space"> </span>(2) สอนสั่งผู้มาสักการะบูชา ด้วยการวาดภาพระบายสีและพิมพ์ภาพลายคำ เรื่องที่นำมาสร้างผลงานจิตรกรรม ได้แก่ พระพุทธประวัติ ประวัติความเป็นมาของวัด วิถีชีวิต นิทาน ชาดก พระสุตตันตปิฎก หลักธรรม ความเชื่อ ประเพณี วัฒนธรรม การละเล่นของเด็ก<span class="Apple-converted-space"> </span>2) รูปแบบแบ่งออกเป็น 2 สาย ได้แก่ <strong>สายที่ 1 </strong>สายศิลปะ มี 8 กลุ่ม ได้แก่<span class="Apple-converted-space"> </span>สุโขทัย อยุธยา รัตนโกสินทร์ ล้านนา ล้านช้าง ไทใหญ่ พม่า จีน<span class="Apple-converted-space"> </span><strong>สายที่ 2</strong> สายสกุลช่าง มี 4 สกุล ได้แก่ สกุลช่างล้านนา สกุลช่างพม่า<span class="Apple-converted-space"> </span>สกุลช่างไทใหญ่ สกุลช่างจีน ด้านเทคนิค มี 3 แบบ ได้แก่ การแบ่งห้องภาพ การพิมพ์ภาพลายคำและการใช้กรอบรูป คุณค่าจิตรกรรมฝาผนัง ได้แก่ การอนุรักษ์ศิลปะทั้ง 8 กลุ่ม การนำเทคนิค และองค์ประกอบศิลปะเป็นข้อมูลศึกษา การนำเนื้อเรื่องเพื่อสอนสั่ง การอนุรักษ์และสืบทอด</p>
นิตยา สิ่งของ
สุชัย สิริรวีกูล
สราวุธ รูปิน
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธศิลปกรรม
2025-12-29
2025-12-29
8 2
128
142