วารสารวิชาการศาลปกครอง https://so09.tci-thaijo.org/index.php/admcJ <p>วารสารวิชาการศาลปกครองกำหนดเผยแพร่ 3 ฉบับต่อปี ดังนี้</p> <p>ฉบับที่ 1 (มกราคม-เมษายน) เผยแพร่ภายในเดือนพฤษภาคม</p> <p>ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม) เผยแพร่ภายในเดือนกันยายน</p> <p>ฉบับที่ 3 (กันยายน-ธันวาคม) เผยแพร่ภายในเดือนมกราคมปีถัดไป</p> <p><a href="https://drive.google.com/file/d/1DHtFzbRgd-yzwH3hyG0_romVqV4pHshN/view?usp=sharing">อ่านหลักเกณฑ์การส่งผลงานทางวิชาการเพิ่มเติม</a></p> สำนักงานศาลปกครอง th-TH วารสารวิชาการศาลปกครอง สรุปความเห็นคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง เรื่องเสร็จที่ 497/2564 การยกเลิกคำสั่งเลื่อนและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้นของข้าราชการที่เสียชีวิต พร้อมข้อสังเกต https://so09.tci-thaijo.org/index.php/admcJ/article/view/7883 นิติกร ชัยวิเศษ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการศาลปกครอง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-30 2026-01-30 25 3 หน้า 170 178 แนะนำหนังสือ เรื่อง คำอธิบายกฎหมายผังเมือง https://so09.tci-thaijo.org/index.php/admcJ/article/view/7884 นิติกร ชัยวิเศษ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการศาลปกครอง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-30 2026-01-30 25 3 หน้า 196 199 การปรับใช้หลักว่าด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็น (la doctrine des facilités essentielles) เพื่อส่งเสริมเสรีภาพในทางเศรษฐกิจในประเทศไทย : ศึกษากรณีการใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกันในโครงข่ายโทรคมนาคม https://so09.tci-thaijo.org/index.php/admcJ/article/view/3428 <p> รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 40 ได้รับรองเสรีภาพในการประกอบอาชีพ ทำให้การจำกัดเสรีภาพดังกล่าวจะกระทำไม่ได้ แต่รัฐธรรมนูญก็ได้กำหนดข้อยกเว้นไว้ว่าการจำกัดเสรีภาพเช่นนี้อาจกระทำได้โดยอาศัยอำนาจแห่งกฎหมายโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการรักษาความมั่นคงหรือเศรษฐกิจของประเทศ การแข่งขันอย่างเป็นธรรม การป้องกันหรือขจัดการกีดกันหรือการผูกขาด การคุ้มครองผู้บริโภค การจัดระเบียบการประกอบอาชีพเพียงเท่าที่จำเป็น หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างอื่น จะเห็นได้ว่า ประเทศไทยได้รับอิทธิพลทางความคิดแบบเสรีนิยมใหม่ที่เรียกร้องให้รัฐเข้ามาใช้อำนาจมหาชนกำกับดูแลกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อเป็นหลักประกันว่าผู้ประกอบกิจการจะสามารถเข้าสู่ตลาดที่มีการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม และเพื่อให้แน่ใจว่าเอกชนในตลาดจะสามารถแข่งขันกันได้อย่างเสรีและเป็นธรรม จึงเกิดข้อเรียกร้องให้มีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจของรัฐให้มาอยู่ในรูปของบริษัทเอกชน และยกเลิกอำนาจพิเศษทางมหาชนโดยนำอำนาจดังกล่าวไปไว้กับองค์กรกำกับดูแล นอกจากนี้ ทรัพย์สินของบริษัทที่แปรรูปมาจากรัฐวิสาหกิจที่มีลักษณะเป็นโครงข่ายก็ได้ถูกเรียกร้องให้ต้องเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบกิจการรายอื่นสามารถเข้ามาเชื่อมต่อโครงข่ายเพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรสาธารณะอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมกับผู้ประกอบกิจการรายใหม่ที่ต้องการเข้าสู่ตลาด แนวคิดดังกล่าวมีชื่อเรียกว่า “หลักว่าด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็น” (la doctrine des facilités essentielles) บทความนี้จะทำการศึกษาแนวคิดดังกล่าวรวมไปถึงแนวคิดกฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจที่อยู่เบื้องหลังกฎหมายไทยที่เกี่ยวข้องและคำพิพากษาของศาลปกครองไทยที่เกี่ยวกับหลักว่าด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นในกิจการโทรคมนาคม</p> อานันท์ กระบวนศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการศาลปกครอง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-30 2026-01-30 25 3 หน้า 1 63 ทฤษฎีสามระดับ (Drei-Stufen-Theorie) ของการคุ้มครองเสรีภาพในการประกอบอาชีพตามระบบกฎหมายเยอรมัน https://so09.tci-thaijo.org/index.php/admcJ/article/view/6737 <p> ทฤษฎีสามระดับ (Drei-Stufen-Theorie) เป็นหลักเกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณาความชอบด้วยกฎหมายของมาตรการที่จำกัดเสรีภาพทางอาชีพ (Berufsfreiheit) ตามมาตรา 12 ของกฎหมายพื้นฐาน (Grundgesetz – GG) ศาลรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีได้พัฒนาทฤษฎีนี้จากคำพิพากษาคดีร้านขายยา (Apotheken-Urteil) ในปี ค.ศ. 1958 (พ.ศ. 2501) โดยวางหลักให้การจำกัดเสรีภาพทางอาชีพต้องผ่านการพิจารณาเป็นลำดับขั้นตามระดับชั้นความรุนแรงในการแทรกแซงเสรีภาพของข้อจำกัด ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ (1) ข้อจำกัดในการประกอบอาชีพ (Berufsausübungsregelungen) ซึ่งเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขในการประกอบอาชีพหรือดำเนินกิจการ เช่น การกำหนดเวลาทำงาน มาตรฐานสุขอนามัย หรือหลักเกณฑ์ด้านความปลอดภัย (2) ข้อจำกัดของผู้ประกอบอาชีพจากปัจจัยส่วนบุคคล หรือข้อจำกัดเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้ประกอบอาชีพ (subjective Zulassungsvoraussetzungen) ซึ่งกำหนดให้ผู้ประกอบอาชีพต้องมีคุณสมบัติส่วนบุคคลบางประการ เช่น วุฒิการศึกษา หรือใบอนุญาตประกอบวิชาชีพหรือดำเนินกิจการ และ (3) ข้อจำกัดของผู้ประกอบอาชีพจากปัจจัยภายนอก (objective Zulassungsvoraussetzungen) เช่น การกำหนดจำนวนผู้ประกอบอาชีพในบางพื้นที่ หรือข้อจำกัดที่ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมของบุคคลผู้ถูกจำกัดเสรีภาพ การพิจารณาความชอบด้วยกฎหมายของข้อจำกัดเหล่านี้ต้องคำนึงถึงความจำเป็นและความสมเหตุสมผล เพื่อให้แน่ใจว่ามาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อประโยชน์สาธารณะและไม่เป็นการจำกัดสิทธิเกินสมควร</p> <p> บทความนี้จะได้อธิบายเกี่ยวกับเสรีภาพในการประกอบอาชีพและเสรีภาพในการประกอบกิจการในระบบกฎหมายไทย พร้อมทั้งรวบรวมคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดเกี่ยวกับการจำกัดเสรีภาพในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพ โดยจัดกลุ่มและวิเคราะห์ประเด็นสำคัญเพื่อศึกษาถึงแนวทางที่ศาลปกครองไทยนำมาใช้ในการพิจารณาพิพากษาคดี อีกทั้งยังได้นำเสนอและอธิบายทฤษฎีสามระดับตามระบบกฎหมายเยอรมันพร้อมทั้งวิเคราะห์ว่า ทฤษฎีดังกล่าวสามารถนำมาใช้ประกอบการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลปกครองไทยเพื่อเสริมสร้างความชัดเจนและเป็นแนวทางเพิ่มเติมในการวินิจฉัยข้อจำกัดเสรีภาพในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพได้อย่างไร</p> <p> </p> <p> </p> วิชญ์พาส พิมพ์อักษร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการศาลปกครอง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-30 2026-01-30 25 3 หน้า 64 99 การฟ้องคดีละเมิดจากเหตุข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล (data breach) : ศึกษากรณีความรับผิดตามข้อบังคับ GDPR ของสหภาพยุโรป https://so09.tci-thaijo.org/index.php/admcJ/article/view/6227 <p> ข้อบังคับว่าด้วยหลักการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของพลเมืองสหภาพยุโรป หรือที่เรียกโดยย่อว่า ข้อบังคับ GDPR (General Data Protection Regulation) มีการบัญญัติรับรองให้มีการดำเนินคดีโดยภาคเอกชน (private enforcement) เพื่อเรียกให้รับผิดทางแพ่ง โดยมีการกำหนดให้เจ้าของข้อมูลสามารถเรียกให้ผู้ควบคุมข้อมูล และผู้ประมวลผลข้อมูลรับผิดชดใช้ในความเสียหายอันเกิดจากการฝ่าฝืนบทบัญญัติตามข้อบังคับ GDPR ได้ บทความนี้จึงมุ่งศึกษาเปรียบเทียบกลไกการใช้สิทธิในการเรียกร้องค่าเสียหาย(right to compensation) ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ของประเทศไทยกับข้อบังคับ GDPR ซึ่งบังคับใช้มาก่อนและมีข้อความคิดที่ตกผลึกแล้วในหลายประเด็นอันศึกษาได้จากคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาข้อความคิดเกี่ยวกับกลไกการเยียวยาสิทธิในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเป็นระบบ โดยเนื้อหาของบทความนี้ครอบคลุมสาระสำคัญของบทบัญญัติว่าด้วยความรับผิดทางแพ่งในพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 เทียบเคียงกับข้อบังคับ GDPR ที่เกี่ยวข้องในมิติต่าง ๆ อาทิ องค์ประกอบของความรับผิดทางแพ่งและภาระการพิสูจน์ เหตุยกเว้นความรับผิดทางแพ่ง ลักษณะของความเสียหายที่เป็นความเสียหายที่สามารถเรียกให้ชดเชยเยียวยาได้ (recoverable loss) และเน้นย้ำถึงข้อแตกต่างสำคัญที่ปรากฏในเรื่องของความเสียหายที่สามารถเรียกค่าชดเชยได้ ซึ่งข้อบังคับ GDPR รับรองให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้รับการชดเชยทั้งความเสียหายที่เป็นตัวเงินและไม่ใช่ตัวเงิน ซึ่งรวมถึง “ความหวาดกลัวว่าข้อมูลส่วนบุคคลที่รั่วไหลอาจถูกนำไปใช้โดยมิชอบในอนาคต” (fear of potential misuse of personal data) ด้วย ในขณะที่พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ยังไม่ได้บัญญัติถึงความเสียหายที่ไม่ใช่ตัวเงินซึ่งอาจส่งผลให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลต้องพบกับความยากลำบากในการพิสูจน์ความเสียหายที่เป็นตัวเงินเพื่อเรียกร้องค่าเสียหาย และอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพในการคุ้มครองสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลในประเทศไทย อันเป็นที่มาของข้อเสนอแนะในการแก้ไขกฎหมายและทบทวนการตีความเกี่ยวกับความเสียหายที่ไม่ใช่ตัวเงินของระบบกฎหมายไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในบริบทของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อก่อให้เกิดการคุ้มครองสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคลอย่างแท้จริง</p> นัทชา อักษรพันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการศาลปกครอง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-30 2026-01-30 25 3 หน้า 100 130 บทสัมภาษณ์ชีวประวัติและผลงานของศาสตราจารย์ ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/admcJ/article/view/8088 นิชาภา เขียนสายออ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการศาลปกครอง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-30 2026-01-30 25 3 หน้า 179 195 สถานะทางกฎหมายของใบรับแจ้งการก่อสร้าง ดัดแปลง หรือรื้อถอนอาคาร ตามมาตรา 39 ตรี แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 และการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งทางปกครองตามระบบอนุญาต (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ คส. 8/2562) https://so09.tci-thaijo.org/index.php/admcJ/article/view/4584 <p> คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ คส. 8/2562 เป็นคำวินิจฉัยคำร้องอุทธรณ์คำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองในคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีระงับหรือเพิกถอนใบรับแจ้งการก่อสร้างอาคารที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ออกให้กับผู้ร้องสอด และขอให้ศาลมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามใบรับแจ้งการก่อสร้างอาคารดังกล่าวไว้เป็นการชั่วคราวก่อนการพิพากษา โดยผู้ฟ้องคดีมีความเห็นว่า ใบรับแจ้งตามมาตรา 39 ตรี แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ถือเป็นใบอนุญาตก่อสร้างชั่วคราวก่อนที่จะออกใบอนุญาตก่อสร้างถาวร ใบรับแจ้งดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่ทำให้ผู้ร้องสอดเกิดสิทธิในการก่อสร้างอาคารโครงการพิพาทได้ จึงมีประเด็นเกี่ยวกับสถานะทางกฎหมายของใบรับแจ้งการก่อสร้าง ดัดแปลง หรือรื้อถอนอาคาร ตามมาตรา 39 ตรี ซึ่งมีผลต่อประเด็นการเกิดผลและสิ้นผลของคำสั่งทางปกครอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสิ้นผลโดยการลบล้างคำสั่งทางปกครองโดยองค์กรตุลาการ เนื่องจากประเภทของคำสั่งทางปกครองเกี่ยวข้องโดยตรงกับอำนาจทางปกครองที่ฝ่ายปกครองใช้ในการออกคำสั่งทางปกครอง และอำนาจทางปกครองดังกล่าวก็สัมพันธ์กับขอบเขตการใช้อำนาจขององค์กรตุลาการในการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งทางปกครอง</p> <p> บทวิเคราะห์คดีนี้จะวิเคราะห์สถานะทางกฎหมายของใบรับแจ้งการก่อสร้าง ดัดแปลง <br />หรือรื้อถอนอาคาร ตามมาตรา 39 ตรี แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ตามประเด็นที่ปรากฏในคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ คส. 8/2562 ว่า ใบรับแจ้งการก่อสร้างอาคารเป็นคำสั่งทางปกครองและเป็นใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร หรือเป็นใบอนุญาตก่อสร้างชั่วคราวหรือไม่ การพิจารณาออกใบรับแจ้งและการออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคารเป็นการควบคุม กำกับดูแล หรือแทรกแซงโดยรัฐในระดับใด เป็นการใช้อำนาจทางปกครองในลักษณะใด และมีผลต่อการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งทางปกครองอย่างไร</p> วิชญ์พาส พิมพ์อักษร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการศาลปกครอง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-30 2026-01-30 25 3 หน้า 131 149 ความเสมอภาคระหว่างเพศ กรณีกฎที่กำหนดเกี่ยวกับการแต่งกาย (คำพิพากษาศาลปกครองกลางที่ 1868/2566) https://so09.tci-thaijo.org/index.php/admcJ/article/view/5270 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p><strong> </strong>กฎหมายมีความเป็นพลวัตสามารถเปลี่ยนแปลงสอดรับกับสภาพสังคม โดยเฉพาะในประเด็นความเสมอภาคระหว่างเพศซึ่งปัจจุบันไม่ได้คำนึงถึงเฉพาะมิติความเท่าเทียมกันระหว่างเพศหญิงและเพศชาย ตามเพศกำเนิดเท่านั้น แต่ยังคุ้มครองไปถึงความหลากหลายของอัตลักษณ์ทางเพศอีกด้วย ดังเช่นคดีที่นำมาวิเคราะห์นี้ ที่ถึงแม้ว่าตุลาการผู้แถลงคดีจะมีมุมมองที่แตกต่างออกไป แต่บทสรุปตามผลคำพิพากษาได้แสดงให้เห็นว่า ศาลปกครองมีบทบาทคุ้มครองและคำนึงถึงความเสมอภาคระหว่างเพศของบุคคล ขณะที่ยังคงไว้ซึ่งการพิจารณาพิพากษาคดีตามหลักความเสมอภาคและหลักความได้สัดส่วนภายใต้หลักนิติรัฐอีกด้วย นอกจากการชี้ให้เห็นถึงมุมมองและแนวคิดข้างต้นแล้ว ผู้เขียนได้นำเสนอประเด็นเขตอำนาจของศาลปกครองในการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎ ระดับความเข้มข้นของการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย รวมถึงมีข้อสังเกตเกี่ยวกับการกำหนดขอบเขตคำบังคับในการคุ้มครองความเสมอภาคระหว่างเพศ และข้อเสนอแนวคิดการกำหนดการแต่งกายโดยไม่มีการแบ่งแยกเพศ</p> ปฐมน แป้นเหลือ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการศาลปกครอง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-30 2026-01-30 25 3 หน้า 150 169 บทบรรณาธิการวารสารวิชาการศาลปกครอง ปีที่ 25 ฉบับที่ 3 (กันยายน-ธันวาคม) 2568 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/admcJ/article/view/8358 ณรงค์เดช สรุโฆษิต ลิขสิทธิ์ (c) 2526 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-30 2026-01-30 25 3