ราชสีมาปริทัศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/RSMP คำสำคัญ สำนักวิจัยและพัฒนาสหวิทยาการ th-TH ราชสีมาปริทัศน์ ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงและการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการของคณะกรรมการบริหารศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ในจังหวัดเชียงราย https://so09.tci-thaijo.org/index.php/RSMP/article/view/8315 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงในการบริหารจัดการของคณะกรรมการบริหารศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ในจังหวัดเชียงราย 2) ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการของคณะกรรมการบริหารศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ในจังหวัดเชียงราย 3) เปรียบเทียบภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงและการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการของคณะกรรมการบริหารศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ในจังหวัดเชียงราย จำแนกตามขนาดของศูนย์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ คณะกรรมการบริหารจัดการศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ จำนวน 306 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซี่และมอร์แกนและเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.96 และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.983 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าเอฟ (F-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงในการบริหารจัดการของคณะกรรมการบริหารศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนา วันอาทิตย์ ในจังหวัดเชียงราย โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>การมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการของคณะกรรมการบริหารศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ในจังหวัดเชียงราย โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>ขนาดของศูนย์แตกต่างกัน ส่งผลต่อภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงและการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการของคณะกรรมการบริหารศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ในจังหวัดเชียงรายแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</li> </ol> ปวิชญา รัฐปัญญาภู จีรนันต์ ไชยงาม นอกซ์ ประยูร อิมิวัตร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชสีมาปริทัศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-31 2026-03-31 2 1 1 14 บทบาทผู้บริหารสถานศึกษาในการบริหารการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญในศูนย์พัฒนาคุณภาพการศึกษานางแดดวังชมภู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 1 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/RSMP/article/view/8445 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบบทบาทผู้บริหารสถานศึกษาในการบริหารการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ในศูนย์พัฒนาคุณภาพการศึกษานางแดดวังชมภู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 1 จำแนกตาม ระดับการศึกษา ประสบการณ์การทำงาน กลุ่มตัวอย่างที่ คือ ครูผู้สอน จำนวน 97 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.67 -1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.97 สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>บทบาทผู้บริหารสถานศึกษาในการบริหารการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ในศูนย์พัฒนาคุณภาพการศึกษานางแดดวังชมภู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิเขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ทุกด้านมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการจัดการเรียนรู้ได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ รองลงมาคือ ด้านการจัดเนื้อหาสาระและกิจกรรม ด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการ</li> <li>ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นต่อบทบาทผู้บริหารสถานศึกษาในการบริหารการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนที่มีตำแหน่งต่างกัน และประสบการณ์การทำงานต่างกันมีความคิดเห็นต่อบทบาทผู้บริหารสถานศึกษาในการบริหารการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ในศูนย์พัฒนาคุณภาพการศึกษานางแดดวังชมภู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิเขต 1 โดยภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน</li> </ol> วรรณิษา เขียวกระโทก จำรัส มุ่งเฝ้ากลาง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชสีมาปริทัศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-31 2026-03-31 2 1 15 26 คุณภาพชีวิตการปฏิบัติงานของข้าราชการครูในสถานศึกษา กลุ่มเครือข่ายกระสัง 3 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/RSMP/article/view/8446 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับคุณภาพชีวิตการปฏิบัติงานของข้าราชการครูในสถานศึกษา กลุ่มเครือข่ายกระสัง 3 ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 2) เปรียบเทียบคุณภาพชีวิตการปฏิบัติงานของข้าราชการครูในสถานศึกษา จำแนกตามระดับการศึกษาและประสบการณ์ในการทำงาน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอน จำนวน 113 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.67 – 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.96 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>คุณภาพชีวิตการปฏิบัติงานของข้าราชการครูในสถานศึกษา กลุ่มเครือข่ายกระสัง 3 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>ผลการเปรียบเทียบคุณภาพชีวิตการปฏิบัติงานของข้าราชการครูในสถานศึกษา กลุ่มเครือข่ายกระสัง 3 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 จำแนกตามระดับการศึกษาพบว่า โดยภาพรวมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ยกเว้นด้านด้านบูรณาการทางสังคม และด้านการปฏิบัติงานในสังคมไม่แตกต่างกัน</li> </ol> <p> 3.ผลการเปรียบเทียบคุณภาพชีวิตการปฏิบัติงานของข้าราชการครูในสถานศึกษา กลุ่มเครือข่ายกระสัง 3 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 จำแนกตามประสบการณ์การปฏิบัติงานของครู พบว่า โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน ยกเว้นด้านการพัฒนาความรู้ความสามารถของบุคลากรมีความแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> จีรพงศ์ เสาทอง จำรัส มุ่งเฝ้ากลาง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชสีมาปริทัศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-31 2026-03-31 2 1 27 38 การศึกษาการมีส่วนร่วมในการบริหารของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 2 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/RSMP/article/view/8546 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการศึกษาการมีส่วนร่วมในการบริหารของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 2 2) เปรียบเทียบการศึกษาการมีส่วนร่วมในการบริหารของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 2 จำแนกตามประสบการณ์การทำงาน และขนาดของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 2 จำนวน 308 คน โดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบสอบถามเท่ากับ 0.80-1.00 และค่าความเชื่อมั่นโดยภาพรวมทั้งฉบับเท่ากับ 0.97 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่<br />ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติการทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว <br />และทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของเชฟเฟ่</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>การศึกษาการมีส่วนร่วมในการบริหารของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 2 โดยภาพรวมและรายด้าน พบว่าอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการประเมินผล รองลงมา คือ ด้านการดำเนินงาน ด้านการรับผลประโยชน์ และค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้าน<br />การตัดสินใจ</li> <li>การเปรียบเทียบการศึกษาการมีส่วนร่วมในการบริหารของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 2 จำแนกตามประสบการณ์การทำงานโดยภาพรวมและ รายด้าน มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และจำแนกตามขนาดสถานศึกษา โดยภาพรวมและรายด้านมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</li> </ol> กาญจนา นาใจคง มานะ สินธุวงษานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชสีมาปริทัศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-31 2026-03-31 2 1 39 50 การบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนกลุ่มโรงเรียนกุดจิกนากลาง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/RSMP/article/view/8481 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาเพื่อศึกษาการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนกลุ่มโรงเรียนกุดจิกนากลาง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 2) เพื่อเปรียบเทียบการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนกลุ่มโรงเรียนกุดจิกนากลาง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 จำแนกตามระดับการศึกษา และประสบการณ์ในการทำงาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 100 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.60 – 1.00 และได้ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามมีค่าเท่ากับ 0.88 สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (T-test)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>การบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนกลุ่มโรงเรียนกุดจิกนากลาง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 โดยภาพรวมและรายด้านมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก</li> <li>การเปรียบเทียบการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอนที่มีระดับการศึกษาต่างกัน โดยภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>การเปรียบเทียบการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอนที่มีประสบการณ์ในการทำงานต่างกัน โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน</li> </ol> สุรวัตน์ เสนาชัยนรัก จำรัส มุ่งเฝ้ากลาง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชสีมาปริทัศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-31 2026-03-31 2 1 51 61 แนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอัตลักษณ์ที่เป็นเสน่ห์ของชุมชนบ้านผาฮี้ ตำบลโป่งงาม อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย https://so09.tci-thaijo.org/index.php/RSMP/article/view/8694 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบริบทการท่องเที่ยวเชิงอัตลักษณ์ที่เป็นเสน่ห์ของชุมชนบ้านผาฮี้ ฯ 2) ศึกษาการจัดการท่องเที่ยวเชิงอัตลักษณ์ที่เป็นเสน่ห์ของชุมชนบ้านผาฮี้ ฯ 3) เสนอแนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอัตลักษณ์ที่เป็นเสน่ห์ของชุมชนบ้านผาฮี้ ฯ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย มี 2 ส่วน ดังนี้ส่วนที่ 1 ประชากรที่อาศัยอยู่ในชุมชนบ้านผาฮี้ ฯ ประกอบด้วย ผู้นำชุมชน และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวในชุมชนบ้านผาฮี้ ฯ โดยไม่กำหนดกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 58 คน และส่วนที่ 2 นักท่องเที่ยวที่เข้ามาท่องเที่ยวในชุมชนบ้านผาฮี้ ฯ ไม่ทราบจำนวนที่แน่นนอน โดยหากลุ่มตัวอย่างที่ไม่ทราบจำนวนตามสูตร W.G. Cochran จำนวน 138 คน และเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าเอฟ (F-test) ในด้านประเพณีและวัฒนธรรมชุมชน (รายประเด็น)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>บริบทการท่องเที่ยวเชิงอัตลักษณ์ที่เป็นเสน่ห์ของชุมชนบ้านผาฮี้ ฯ มีความโดดเด่นด้านอัตลักษณ์ที่เป็นเสน่ห์อย่างแท้จริง ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของการท่องเที่ยวชุมชน</li> <li>การจัดการท่องเที่ยวเชิงอัตลักษณ์ที่เป็นเสน่ห์ของชุมชนบ้านผาฮี้ ฯ ประกอบการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนบ้านผาฮี้ ฯ พร้อมทั้งพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว รองลงมาคือ การกระจายได้ให้คนในชุมชนอย่างทั่วถึง และกระจายบทบาทและหน้าที่ของคนในชุมชน</li> <li>ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนบ้านผาฮี้ ประกอบด้วย ด้านการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐาน, ด้านการจราจรและขนส่ง, ด้านกิจกรรมและแหล่งเรียนรู้ ควรส่งเสริมกิจกรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์ของชุมชน</li> </ol> จารุวิทย์ ปัญญาหาร ทับทิม สุขพิน ประยูร อิมิวัตร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชสีมาปริทัศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-31 2026-03-31 2 1 62 78 การบริหารแบบมีส่วนร่วมกลุ่มโรงเรียนกุดจิกนากลาง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/RSMP/article/view/8485 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาเพื่อศึกษาการบริหารแบบมีส่วนร่วมกลุ่มโรงเรียนกุดจิกนากลาง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 2) เพื่อเปรียบเทียบการบริหารแบบมีส่วนร่วมกลุ่มโรงเรียนกุดจิกนากลาง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 จำแนกตามระดับการศึกษา และประสบการณ์ในการทำงาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 100 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.60 – 1.00 และได้ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามมีค่าเท่ากับ 0.93 สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (T-test)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>การบริหารแบบมีส่วนร่วมกลุ่มโรงเรียนกุดจิกนากลาง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 โดยภาพรวมและรายด้านมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก</li> <li>การเปรียบเทียบการบริหารแบบมีส่วนร่วมตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอนที่มีระดับการศึกษาต่างกัน พบว่า ผู้ที่มีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรีและสูงกว่าปริญญาตรี มีความคิดเห็นต่อการบริหารแบบมีส่วนร่วมโดยภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน</li> <li>การเปรียบเทียบการบริหารแบบมีส่วนร่วมตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอนที่มีประสบการณ์ในการทำงานต่างกัน โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ครูที่มีประสบการณ์ในการทำงานมากกว่า 10 ปีขึ้นไป มีความคิดเห็นต่อการบริหารแบบมีส่วนร่วมในด้านการจัดองค์การ และด้านการควบคุม แตกต่างจากครูที่มีประสบการณ์ 1–10 ปี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ขณะที่ด้านการวางแผน ด้านการนำ ไม่แตกต่าง</li> </ol> ปราโมทย์ ฮะสูงเนิน จำรัส มุ่งเฝ้ากลาง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชสีมาปริทัศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-31 2026-03-31 2 1 79 89 ภาวะผู้นําเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่มเครือข่ายประโคนชัย 7 และ 8 สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/RSMP/article/view/8486 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อศึกษาและเปรียบเทียบภาวะผู้นําเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่มเครือข่ายประโคนชัย 7 และ 8 สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 จำแนกตามระดับการศึกษา และประสบการณ์ในการทำงาน กลุ่มตัวอย่างคือ ครูในกลุ่มเครือข่ายประโคนชัย 7 และ 8 สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 113 คน เครื่องมือการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตรส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.67-1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงมาตรฐาน และการทดสอบค่าที</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1.ภาวะผู้นําเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่มเครือข่ายประโคนชัย 7 และ 8 สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ทุกด้านอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการกำหนดวิสัยทัศน์เชิงสร้างสรรค์ รองลงมาคือ ด้านความคาดหวัง และการสร้างโอกาสสำหรับอนาคต ด้านการคิดเชิงปฏิวัติเพื่อการเปลี่ยนแปลง ด้านความสามารถในการนำปัจจัยต่าง ๆ มากำหนดเป็นกลยุทธ์ เรียงตามลำดับ ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ผู้นำที่มีความคิด ความเข้าใจในระดับสูง</p> <p> 2.ผลการเปรียบเทียบภาวะผู้นําเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่มเครือข่ายประโคนชัย 7 และ 8 สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 จำแนกตามระดับการศึกษาและประสบการณ์ในการทำงาน โดยภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน</p> รมย์ธีรา ปทุมมาศไพศาล จำรัส มุ่งเฝ้ากลาง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชสีมาปริทัศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-31 2026-03-31 2 1 90 98 ความพร้อมและความคาดหวังของประชาชนในการพัฒนาเป็นจุดผ่านแดนใหม่ บ้านร่มฟ้าไทย ตำบลตับเต่า อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย https://so09.tci-thaijo.org/index.php/RSMP/article/view/8501 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับความพร้อมของประชาชนในการพัฒนาเป็นจุดผ่านแดนใหม่ บ้านร่มฟ้าไทย ตำบลตับเต่า อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย 2) เพื่อศึกษาระดับความคาดหวังของประชาชนต่อการพัฒนาเป็นจุดผ่านแดนใหม่ บ้านร่มฟ้าไทย ตำบลตับเต่า อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย 3) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาเชิงพื้นที่ บ้านร่มฟ้าไทย ตำบลตับเต่า อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย โดยมีกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 188 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลคือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ความถี่, ร้อยละ, ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ระดับความพร้อมของประชาชนในการพัฒนาเป็นจุดผ่านแดนใหม่ บ้านร่มฟ้าไทย ตำบลตับเต่า อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ภาพรวมระดับความพร้อมอยู่ในระดับมาก</li> <li>ระดับความคาดหวังของประชาชนในการพัฒนาเป็นจุดผ่านแดนใหม่ บ้านร่มฟ้าไทย ตำบลตับเต่า อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>เสนอแนวทางการพัฒนาเชิงพื้นที่ บ้านร่มฟ้าไทย ตำบลตับเต่า อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย พบว่า ความพร้อมของประชาชนและพื้นที่โดยรวมอยู่ในระดับปานกลางถึงค่อนข้างต่ำ โดยเฉพาะด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบขนส่งสินค้า ตลาดท้องถิ่น การเข้าถึงบริการพื้นฐาน และความมั่นคงชายแดน ขณะที่ความคาดหวังของประชาชนต่อการพัฒนาเป็นจุดผ่านแดนใหม่อยู่ในระดับสูง ทั้งด้านโอกาสทางเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัย ผลการวิจัยจึงสะท้อนช่องว่างระหว่างความพร้อมของพื้นที่กับความคาดหวังของประชาชนอย่างชัดเจน</li> </ol> <p>ร่มฟ้าไทย ตำบลตับเต่า อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย โดยมีกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 188 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลคือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ความถี่, ร้อยละ, ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li class="show">ระดับความพร้อมของประชาชนในการพัฒนาเป็นจุดผ่านแดนใหม่ บ้านร่มฟ้าไทย ตำบลตับเต่า อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ภาพรวมระดับความพร้อมอยู่ในระดับมาก</li> <li class="show">ระดับความคาดหวังของประชาชนในการพัฒนาเป็นจุดผ่านแดนใหม่ บ้านร่มฟ้าไทย ตำบลตับเต่า อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li class="show">เสนอแนวทางการพัฒนาเชิงพื้นที่ บ้านร่มฟ้าไทย ตำบลตับเต่า อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย พบว่า ความพร้อมของประชาชนและพื้นที่โดยรวมอยู่ในระดับปานกลางถึงค่อนข้างต่ำ โดยเฉพาะด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบขนส่งสินค้า ตลาดท้องถิ่น การเข้าถึงบริการพื้นฐาน และความมั่นคงชายแดน ขณะที่ความคาดหวังของประชาชนต่อการพัฒนาเป็นจุดผ่านแดนใหม่อยู่ในระดับสูง ทั้งด้านโอกาสทางเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัย ผลการวิจัยจึงสะท้อนช่องว่างระหว่างความพร้อมของพื้นที่กับความคาดหวังของประชาชนอย่างชัดเจน</li> </ol> <p><strong>คำสำคัญ: </strong>ความพร้อม/ ความคาดหวัง/การพัฒนาเชิงพื้นที่ /จุดผ่านแดน</p> สุภัสสร หาญสุวรรณชัย จีรนันต์ ไชยงาม นอกซ์ ประยูร อิมิวัตร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชสีมาปริทัศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-31 2026-03-31 2 1 99 108 การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ กับความสำเร็จ ในการบริหารของสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 3 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/RSMP/article/view/8540 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 3 2) ศึกษาระดับความสำเร็จในการบริหารของสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 3 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศกับความสำเร็จในการบริหารของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 3 กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยการใช้ตารางของ เครจซีและมอร์แกน ได้มาด้วยวิธีสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิตามขนาดสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง คือ สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 3 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 127 โรงเรียน โดยมีผู้ให้ข้อมูล สถานศึกษาละ 2 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา และครูที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบงานเทคโนโลยีสารสนเทศในสถานศึกษาเดียวกัน 1 คน รวมผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 254 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา 1.00 ทุกข้อ ค่าความเชื่อมั่นแบบสอบถามการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเท่ากับ 0.901 และค่าความเชื่อมั่นแบบสอบถามความสำเร็จในการบริหารของสถานศึกษาเท่ากับ 0.962 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และทดสอบสถิติ ด้วยการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 3 โดยรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านสมรรถนะบุคลากรและการจัดการ รองลงมาคือ ด้านโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากร และด้านความมั่นคงปลอดภัย ตามลำดับ</li> <li>ความสำเร็จในการบริหารจัดการสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 3 โดยรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านกระบวนการจัดการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ รองลงมาคือ ด้านคุณภาพของผู้เรียน และด้านกระบวนการบริหารจัดการภายในสถานศึกษา ตามลำดับ</li> <li>ความสัมพันธ์ระหว่างการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศกับความสำเร็จในการบริหารของสถานศึกษา</li> </ol> <p>ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 3 มีความสัมพันธ์กันในทิศทางบวกอยู่ในระดับระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> นิธิศศักดิ์ พิศิลป์ มานะ สินธุวงษานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชสีมาปริทัศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-31 2026-03-31 2 1 109 119