https://so09.tci-thaijo.org/index.php/RSMP/issue/feed
ราชสีมาปริทัศน์
2026-09-29T12:35:40+07:00
ดร.สมศักดิ์ สนพะเนาว์
rachsima.journal@gmail.com
Open Journal Systems
คำสำคัญ
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/RSMP/article/view/9079
ภาวะผู้นําใฝ่บริการของผู้บริหารสถานศึกษา สหวิทยาเขตประโคนชัย สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์
2026-04-20T12:25:56+07:00
พงษ์ศักดิ์ รองละคร
6704030302001@nmc.ac.th
กฤษฎา วัฒนศักดิ์
6704030302001@nmc.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและเปรียบเทียบภาวะผู้นําใฝ่บริการของผู้บริหารสถานศึกษา สหวิทยาเขตประโคนชัย สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ จำแนกตามระดับการศึกษา และขนาดของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูในโรงเรียนสหวิทยาเขตประโคนชัย จำนวน 210 คน กำหนดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซี่ และมอร์แกน และใช้วิธีการสุ่มแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ มีค่าดัชนีความสอดคล้องทั้งฉบับอยู่ระหว่าง 0.67–1.00 และได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.96 สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ภาวะผู้นำใฝ่บริการของผู้บริหารสถานศึกษา สหวิทยาเขตประโคนชัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ โดยภาพรวมและรายด้านมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก</li> <li>การเปรียบเทียบภาวะผู้นำใฝ่บริการของผู้บริหารสถานศึกษา สหวิทยาเขตประโคนชัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ ตามความคิดเห็นของครูผู้สอนที่มีระดับการศึกษาต่างกัน โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน และครูผู้สอนที่มีขนาดของสถานศึกษาต่างกัน โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน .</li> </ol> <p><strong>คำสำคัญ :</strong> ภาวะผู้นําใฝ่บริการ, สหวิทยาเขตประโคนชัย</p>
2026-09-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชสีมาปริทัศน์
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/RSMP/article/view/9115
ความต้องการของผู้ปกครองต่อการบริหารจัดการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดเทศบาลตำบลโคกตูม จังหวัดลพบุรี
2026-04-20T12:32:35+07:00
รัชนีกร เที่ยงธรรม
6704030302035@nmc.ac.th
กฤษฎา วัฒนศักดิ์
6704030302035@nmc.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการของผู้ปกครองต่อการบริหารจัดการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดเทศบาลตำบลโคกตูม จังหวัดลพบุรี และ 2) เปรียบเทียบความต้องการของผู้ปกครองต่อการบริหารจัดการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดเทศบาลตำบลโคกตูม จังหวัดลพบุรี จำแนกตามเพศ ระดับการศึกษา อาชีพของผู้ปกครอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้ปกครองในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดเทศบาลตำบลโคกตูม จังหวัดลพบุรี ปีการศึกษา 2568 โดยกำหนดกลุ่มตัวอย่างตามตารางเครจซี่มอร์แกน ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 97 คน โดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.67-1.00 และมีค่าความเชื่อมั่น 0.96 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ผลการศึกษาความต้องการของผู้ปกครองต่อการบริหารจัดการศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต่อการบริหารจัดการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดเทศบาลตำบลโคกตูม จังหวัดลพบุรี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>ผลการเปรียบเทียบความต้องการของผู้ปกครองต่อการบริหารจัดการศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต่อการบริหารจัดการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดเทศบาลตำบลโคกตูม จังหวัดลพบุรี จำแนกตามเพศ โดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน</li> <li>ผลการเปรียบเทียบความต้องการของผู้ปกครองต่อการบริหารจัดการศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต่อการบริหารจัดการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดเทศบาลตำบลโคกตูม จังหวัดลพบุรี จำแนกตามระดับการศึกษา โดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน</li> <li>ผลการเปรียบเทียบความต้องการของผู้ปกครองต่อการบริหารจัดการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดเทศบาลตำบลโคกตูม จังหวัดลพบุรี จำแนกตามอาชีพ โดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน</li> </ol> <p><strong>คำสำคัญ :</strong> การบริหารจัดการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก, เทศบาลตำบลโคกตูม จังหวัดลพบุรี</p>
2026-09-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชสีมาปริทัศน์
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/RSMP/article/view/9187
การศึกษาคุณภาพชีวิตการทำงานของครู โรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดปราจีนบุรี
2026-04-29T22:08:06+07:00
สุนิษา เกรียบกลาง
sunisa_kri@vu.ac.th
ไพศาล หวังพานิช
sunisa_kri@vu.ac.th
มานะ สินธุวงษานนท์
sunisa_kri@vu.ac.th
<p> </p> <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับคุณภาพชีวิตการทำงานของครู โรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดปราจีนบุรี 2) เปรียบเทียบคุณภาพชีวิตการทำงานของครู โรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดปราจีนบุรี ตามลักษณะพื้นฐานของครู กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ได้แก่ ครูสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดปราจีนบุรี ปีการศึกษา 2568 จำนวน 275 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 6 ด้าน ได้ค่า IOC อยูระหวาง 0.80 - 1.00 และค่าความเชื่อมั่น 0.960 การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติเพื่อหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบโดยใช้ t-test, F-test และเมื่อพบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยทำการเปรียบเทียบรายคู่โดยใช้วิธีการของเชฟเฟ่ (Scheffe’s Method)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li class="show">คุณภาพชีวิตการทำงานของครู โรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดปราจีนบุรี <br>โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ปรากฏอยู่ในระดับมาก 5 ด้าน คือ ด้านความก้าวหน้าและมั่นคงในงาน ด้านบูรณาการทางสังคม ด้านค่าตอบแทนที่เหมาะสม และเป็นธรรม ด้านสิ่งแวดล้อมที่ถูกสุขลักษณะและปลอดภัย และด้านความสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงาน โดยมีเพียงด้านการพัฒนาความสามารถของบุคคลเท่านั้นอยู่ในระดับปานกลาง</li> <li class="show">การเปรียบเทียบคุณภาพชีวิตการทำงานของครู โรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดปราจีนบุรี จำแนกตามลักษณะพื้นฐาน พบว่า ครูที่มีช่วงรุ่น และประสบการณ์ทำงาน แตกต่างกัน มีคุณภาพชีวิตการทำงานโดยภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ขณะที่รูปแบบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน</li> </ol> <p><strong>คำสำคัญ : </strong>คุณภาพชีวิตการทำงานของครู, ครูสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, การเปรียบเทียบตามลักษณะพื้นฐาน</p> <p><strong> </strong></p> <p><strong> </strong></p> <p><strong> </strong></p> <p><strong> </strong></p> <p><strong> </strong></p>
2026-09-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชสีมาปริทัศน์
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/RSMP/article/view/9221
ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเบิกจ่ายเงินด้วยระบบบริหารการเงินการคลังภาครัฐ แบบอิเล็กทรอนิกส์ New GFMIS Thai ของบุคลากรสังกัด หน่วยงานราชการ ส่วนภูมิภาคในจังหวัดเชียงราย
2026-04-29T22:11:14+07:00
ผกาวรรณ ทรายหมอ
pakawan6295@gmail.com
อรุณี อินเทพ
pakawan6295@gmail.com
ประยูร อิมิวัตร์
pakawan6295@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิภาพการเบิกจ่ายเงินด้วยระบบบริหารการเงินการคลังภาครัฐแบบอิเล็กทรอนิกส์ New GFMIS Thai ของบุคลากรสังกัดหน่วยงานราชการส่วนภูมิภาคในจังหวัดเชียงราย <br>2) ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานในระบบดังกล่าว และ 3) เสนอแนะแนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพการเบิกจ่ายเงิน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากรผู้ปฏิบัติงานด้านการเงินและบัญชีในหน่วยงานราชการส่วนภูมิภาคในจังหวัดเชียงราย จำนวน 88 คน โดยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมานเพื่อทดสอบสมมติฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ระดับประสิทธิภาพการเบิกจ่ายเงินด้วยระบบ New GFMIS Thai โดยรวมอยู่ในระดับสูง โดยด้านความรวดเร็วทันเวลา ความถูกต้องแม่นยำ และความโปร่งใส อยู่ในระดับดี นอกจากนี้ ปัจจัยด้านความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงาน ความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ความพร้อมของระบบและอุปกรณ์ ลักษณะนิสัย และแนวคิดเกี่ยวกับตนเอง มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการเบิกจ่ายเงินอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ข้อเสนอแนะจากการวิจัย คือ ควรส่งเสริมการพัฒนาความรู้และทักษะของบุคลากรด้านการใช้ระบบ New GFMIS Thai อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศให้มีความพร้อมและทันสมัย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานและสนับสนุนการบริหารการคลังภาครัฐให้มีความโปร่งใสและยั่งยืน</p> <p><strong>คำสำคัญ :</strong> ประสิทธิภาพการเบิกจ่ายเงิน, New GFMIS Thai, การบริหารการเงินการคลังภาครัฐ</p>
2026-09-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชสีมาปริทัศน์
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/RSMP/article/view/9292
การบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่มสะเดาไทรงาม อำเภอนางรอง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3
2026-05-08T19:59:44+07:00
วิชาดา ฉกรรศิลป์
6704030302038@nmc.ac.th
จำรัส มุ่งเฝ้ากลาง
6704030302038@nmc.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่มสะเดาไทรงาม อำเภอนางรอง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3 และ 2) เปรียบเทียบระดับการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่มสะเดาไทรงาม อำเภอนางรอง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3 จำแนกตามระดับการศึกษา และ ประสบการณ์ในการทำงาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนที่ปฏิบัติงานในสถานศึกษา กลุ่มสะเดาไทรงาม อำเภอนางรอง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 113 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางเครจซี่และมอร์แกน และได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.67 - 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.95 สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ระดับการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่มสะเดาไทรงาม อำเภอนางรอง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3 พบว่า ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</li> <li>ผลการเปรียบเทียบการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่มสะเดาไทรงาม อำเภอนางรอง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3 จำแนกตามระดับการศึกษา และ ประสบการณ์ในการทำงาน โดยภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน</li> </ol>
2026-09-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชสีมาปริทัศน์
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/RSMP/article/view/9294
ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา เครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษา อำเภอสีคิ้ว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4
2026-05-08T20:09:26+07:00
วริศรา พงษ์วัน
annslam.1997@gmail.com
จำรัส มุ่งเฝ้ากลาง
annslam.1997@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาภาวะและเปรียบเทียบผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา เครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษา อำเภอสีคิ้ว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 จำแนกตามระดับการศึกษาและประสบการณ์การทำงาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ครูผู้สอน ปีการศึกษา 2568 จำนวน 232 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางเครจซี่และมอร์แกน โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.67 – 1.00 และค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ .984 สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา เครือข่ายพัฒนาการศึกษาอำเภอสีคิ้ว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา เครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาอำเภอสีคิ้ว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 จำแนกระดับการศึกษาและประสบการณ์การทำงาน โดยภาพรวมและรายด้าน ไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> </ol>
2026-09-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชสีมาปริทัศน์
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/RSMP/article/view/9298
ทักษะการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ของกลุ่มโรงเรียนมะเกลือ อำเภอสูงเนิน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4
2026-05-08T20:15:06+07:00
มณฑา คำกลาง
monthapui24@gmail.com
จำรัส มุ่งเฝ้ากลาง
monthapui24@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาทักษะการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ของกลุ่มโรงเรียนมะเกลือ อำเภอสูงเนิน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 และ (2) เปรียบเทียบทักษะการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ของกลุ่มโรงเรียนมะเกลือ อำเภอสูงเนิน สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 โดยจําแนกตามระดับการศึกษา และประสบการณ์ทำงาน ประชากร คือ ผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษา ของกลุ่มโรงเรียนมะเกลือ อำเภอสูงเนิน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 ปีการศึกษา 2568 กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 135 คน ได้จากวิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม แบบมาตราส่วนประมาณค่า มีค่าดัชนีความ สอดคล้องระหว่าง 0.67 - 1.00 และค่าความเชื่อมั่น 1.00 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที (T-Test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>1. ทักษะการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ของกลุ่มโรงเรียนมะเกลือ อำเภอสูงเนิน สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 โดยรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>2. ผลการเปรียบเทียบทักษะการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ของกลุ่มโรงเรียนมะเกลือ อำเภอสูงเนิน สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 จำแนกตามระดับการศึกษาและประสบการณ์ โดยภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</li> </ol>
2026-09-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชสีมาปริทัศน์
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/RSMP/article/view/9342
การนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษา เครือข่ายพัฒนาการศึกษาอำเภอสูงเนิน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4
2026-05-11T12:01:58+07:00
วิชุดา พิมวรรณ
6704030302071@nmc.ac.th
วิรัลพัชร วงศ์วัฒน์เกษม
6704030302071@nmc.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับการนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษาเครือข่ายพัฒนาการศึกษาอำเภอสูงเนิน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 และ 2) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นต่อการนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามตำแหน่งและระดับการศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 205 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซี่และมอร์แกน และสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ อยู่ระหว่าง 0.67–1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.94 สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ระดับการนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษา เครือข่ายพัฒนาการศึกษาอำเภอสูงเนิน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านพบว่าอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านการพัฒนาทักษะการทำงานกลุ่ม และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ ด้านการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน</li> <li>ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นต่อการนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามตำแหน่งและระดับการศึกษา พบว่าไม่แตกต่างกันทั้งในภาพรวมและรายด้าน</li> </ol>
2026-09-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชสีมาปริทัศน์
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/RSMP/article/view/9344
การบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา เครือข่ายพัฒนาการศึกษา อำเภอสูงเนิน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมาเขต 4
2026-05-11T12:06:53+07:00
แสงระวี สายสุด
6704030302072@nmc.ac.th
วิรัลพัชร วงศ์วัฒน์เกษม
6704030302072@nmc.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา เครือข่ายพัฒนาการศึกษาอำเภอสูงเนิน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 และ 2) เพื่อเปรียบเทียบการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษาจำแนกตามตำแหน่งและระดับการศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน ในเครือข่ายพัฒนาการศึกษาอำเภอสูงเนิน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 จำนวน 205 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.67 – 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.96 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>การบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา เครือข่ายพัฒนาการศึกษาอำเภอสูงเนิน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 โดยภาพรวมอยู่ในระดับ มาก</li> <li>ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นต่อการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา พบว่าบุคลากรที่มีตำแหน่งและระดับการศึกษาต่างกันมีความคิดเห็นต่อการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษาทั้งโดยภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน</li> </ol>
2026-09-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชสีมาปริทัศน์
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/RSMP/article/view/9590
แนวทางพัฒนาการดำเนินงานระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช
2026-06-02T16:03:40+07:00
อลงกต ชูหมื่นไวย์
67052511225@student.sru.ac.th
นันทพงศ์ หมิแหละหมัน
67052511225@student.sru.ac.th
อนุ เจริญวงศ์ระยับ
67052511225@student.sru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการดำเนินงานระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช และ 2) นำเสนอแนวทางพัฒนาการดำเนินงานระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นการวิจัยและพัฒนา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารและครูผู้สอน จำนวน 120 คน ปีการศึกษา 2567 โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 7 คน โดยใช้วิธีการสนทนากลุ่ม เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการดำเนินงานระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการจัดทำรายงานผลการประเมินตนเอง และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการกำหนดมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา และ 2) แนวทางพัฒนาการดำเนินงานระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช มี 6 ด้าน 23 แนวทาง ได้แก่ 1) ด้านการกำหนดมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา 4 แนวทาง 2) ด้านการจัดทำแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา ที่มุ่งคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา 4 แนวทาง 3) ด้านการดำเนินงานตามแผนพัฒนาการจัดการศึกษา ของสถานศึกษา 3 แนวทาง 4) ด้านการประเมินผลและตรวจสอบคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา 4 แนวทาง 5) ด้านการติดตามผลการดำเนินงานเพื่อพัฒนาสถานศึกษาให้มีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา 3 แนวทาง และ 6) ด้านการจัดทำรายงานผลการประเมินตนเอง 5 แนวทาง </p>
2026-09-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชสีมาปริทัศน์