วารสารสังคมศาสตร์และศาสตร์รวมสมัย https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JSMIS <table style="height: 604px;" width="709"> <tbody> <tr> <td width="778"> <p><strong>วัตถุประสงค์และขอบเขตของวารสาร</strong></p> </td> </tr> <tr> <td width="778"> วารสารสังคมศาสตร์และศาสตร์รวมสมัย “Journal of Social Sciences and Modern Integrated Sciences (JSMIS)” เป็นสื่อกลางในการเผยแพร่บทความในสหสาขาวิชาการเกี่ยวกับสังคมศาสตร์และศาสตร์รวมสมัยใหม่ที่มีขอบข่ายครอบคลุมตั้งแต่ 2 สาขาวิชาขึ้นไปร่วมกัน ได้แก่ มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ การพัฒนาท้องถิ่น ศึกษาศาสตร์ ศาสนาและปรัชญา รวมถึงสหวิชาการอื่นที่มีนัยทางทฤษฎีหรือการประยุกต์ใช้ในศาสตร์รวมสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นด้านรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในมุมมองภาครัฐ ภาคเอกชน หรือภาคประชาชน โดยมุ่งหวังให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้และส่งเสริมการเผยแพร่ผลงานวิชาการ สู่ผู้สนใจโดยทั่วไปในทุกสาขาวิชา</td> </tr> <tr> <td width="778"> </td> </tr> <tr> <td width="778"> <p><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร ราย 6 เดือน (ปีละ 2 ฉบับ)</strong></p> </td> </tr> <tr> <td width="778"> ฉบับที่ 1 ตั้งแต่เดือนมกราคม - มิถุนายน </td> </tr> <tr> <td width="778"> ฉบับที่ 2 ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม – ธันวาคม</td> </tr> <tr> <td width="778"> </td> </tr> <tr> <td width="778"> <p><strong>กระบวนการพิจารณาบทความของวารสาร</strong></p> </td> </tr> <tr> <td width="778"> กองบรรณาธิการวารสารสังคมศาสตร์และศาสตร์รวมสมัยเปิดรับบทความภาษาไทยและอังกฤษในประเภทบทความวิจัย (Research) บทความวิชาการ (Viewpoint) จากผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ คณาจารย์ นักศึกษาและผู้สนใจทั่วไป โดยผลงานที่เสนอเพื่อตีพิมพ์ในวารสารสังคมศาสตร์และศาสตร์รวมสมัยจะต้องไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ที่ใดมาก่อน และต้องไม่อยู่ระหว่างการเสนอเพื่อพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารฉบับอื่น ผู้เขียนบทความต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การเสนอบทความของวารสาร และต้องให้เป็นไปตามรูปแบบที่กำหนดไว้ และบทความแต่ละบทความจะได้รับการพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองบทความวารสาร (Peer Review) อย่างน้อย 2 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง ในลักษณะปกปิดรายชื่อ (Double blind peer-reviewed) </td> </tr> <tr> <td width="778"> <p> ทัศนะและความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความ วารสารสังคมศาสตร์และศาสตร์รวมสมัยถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความนั้น และไม่ถือเป็นทัศนะของกองบรรณาธิการ วารสารสังคมศาสตร์และศาสตร์รวมสมัย ไม่สงวนลิขสิทธิ์การคัดลอก แต่ให้อ้างอิงแสดงที่มา</p> </td> </tr> </tbody> </table> <table style="height: 477px;" width="700"> <tbody> <tr> <td width="645"> </td> </tr> <tr> <td> <p><strong>การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์</strong></p> </td> </tr> <tr> <td width="645"> <p> อัตราค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ <strong>บทความละ 3,500 บาท (สามพันห้าร้อยบาทถ้วน)</strong> โดยจะเรียกเก็บเมื่อบทความของท่านผ่านการพิจารณากลั่นกรองเบื้องต้นจากกองบรรณาธิการ หลังจากชำระค่าธรรมเนียมแล้ว ให้ส่งหลักฐานการชำระมาที่ E-mail วารสารเท่านั้น เมื่อได้รับหลักฐานการชำระ ทางวารสารจะดำเนินการเพื่อส่งให้ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านตรงกับเนื้อหาของบทความพิจารณาต่อไป</p> </td> </tr> <tr> <td width="645"> <p><strong> *หมายเหตุ</strong> ผู้เขียนจะต้องตรวจสอบความสมบูรณ์ของบทความตามคำแนะนำสำหรับผู้เขียน หากไม่ปฏิบัติตามกติกา กองบรรณาธิการวารสารขอสงวนสิทธิ์ในการปฏิเสธการตีพิมพ์ และไม่คืนเงินค่าธรรมเนียมดังต่อไปนี้<br /><strong> </strong>1. บทความมีความซ้ำซ้อนมากกว่า 25% จากการตรวจสอบของ “CopyCatch” จากระบบ Thaijo<br /> 2. ผู้เขียนไม่ปฏิบัติตามรูปแบบของวารสารที่กำหนดไว้<br /> 3. ผู้เขียนบทความขอถอดถอนหรือยกเลิกการตีพิมพ์<br /> 4. บทความไม่ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ หรือไม่แก้ไขบทความตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ หรือบรรณาธิการ และหากไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอแนะสามารถชี้แจงให้บรรณาธิการพิจารณา ทั้งนี้การตัดสินใจของบรรณาธิการถือเป็นที่สิ้นสุด</p> </td> </tr> <tr> <td width="645"> ** โดยชำระเงินที่ <strong>ธนาคารออมสิน สาขาดอยสะเก็ด</strong><br /> หมายเลขบัญชี: <strong>020422940294</strong><br /> ชื่อบัญชี: <strong>วารสารสังคมศาสตร์และศาสตร์รวมสมัย</strong><br /> เมื่อชำระแล้วให้ส่งสลิปการโอนเงินและแจ้งชื่อ-สกุล มาที่ E-mail:<strong> jsmis2020.journal@gmail.com</strong></td> </tr> </tbody> </table> th-TH jsmis2020.journal@gmail.com (รองศาสตราจารย์ ดร.วินิจ ผาเจริญ) jsmis2020.journal@gmail.com (วารสารสังคมศาสตร์และศาสตร์รวมสมัย) Thu, 05 Feb 2026 11:15:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ส้มป่อย: บทบาทในพิธีกรรมและความเชื่อท้องถิ่นล้านนา https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JSMIS/article/view/6572 <p>บทความนี้มุ่งศึกษาความสำคัญของ “ส้มป่อย” ในบริบทของวัฒนธรรมล้านนา โดยเฉพาะในพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อในการชำระล้างสิ่งอัปมงคล ส้มป่อยมิได้เป็นเพียงพืชสมุนไพรพื้นบ้านที่มีคุณสมบัติทางเภสัชกรรมและใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันเท่านั้น แต่ยังมีนัยทางจิตวิญญาณในฐานะพืชศักดิ์สิทธิ์ที่สัมพันธ์กับการปลดปล่อยเคราะห์กรรมและฟื้นฟูพลังชีวิต ความเชื่อดังกล่าวสะท้อนผ่านการใช้ฝักส้มป่อยในพิธีสะเดาะเคราะห์ รดน้ำดำหัว และพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านช่วงชีวิต เช่น การเกิด การตาย องค์ความรู้เกี่ยวกับส้มป่อยจึงครอบคลุมทั้งด้านพฤกษศาสตร์ การแพทย์แผนโบราณ และวัฒนธรรมความเชื่อ ส้มป่อย” ไม่เพียงแต่ในฐานะพืชสมุนไพร แต่ในฐานะสะพานเชื่อมโยงระหว่างธรรมชาติ ความเชื่อ จิตวิญญาณ และภูมิปัญญาท้องถิ่นล้านนา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ และความต่อเนื่องของวัฒนธรรมผ่านพิธีกรรมที่ดำรงอยู่ร่วมกับวิถีชีวิตของชาวล้านนามาอย่างยาวนาน</p> พระมหาศิวกร ปญฺญาวชิโร, พระปลัดสุกฤษฏิ์ ปิยสีโล, พระครูใบฎีกาเฉลิมพล อริยวํโส, พระครูโสภิตชัยวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์และศาสตร์รวมสมัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JSMIS/article/view/6572 Thu, 05 Feb 2026 00:00:00 +0700 การสร้างความร่วมมือและการมีส่วนร่วมในการบูรณาการการแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันด้วยการชิงเผาของตำบลสบเตี๊ยะ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JSMIS/article/view/5300 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความร่วมมือและการมีส่วนร่วมของภาคีสาธารณะในการบูรณาการการแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันในตำบลสบเตี๊ยะ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ รวมถึงศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อผลการดำเนินงานและแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือจากภาคีต่าง ๆ การวิจัยใช้วิธีผสมผสานทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยกลุ่มตัวอย่าง 76 คน ประกอบด้วยผู้นำชุมชน ชาวบ้าน เจ้าหน้าที่ภาคราชการ และภาคประชาสังคม จาก 21 หมู่บ้าน สำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพ ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกและเวทีสนทนากลุ่มกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 33 คน ได้แก่ นักวิชาการ เจ้าหน้าที่อุทยาน ผู้นำท้องถิ่น และอาสาสมัครไฟป่า การเก็บข้อมูลเชิงปริมาณใช้แบบสอบถาม ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์และการสนทนากลุ่ม การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติ เช่น ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการถดถอยพหุคูณ ขณะที่การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ระบบการสร้างความร่วมมืออยู่ในระดับมากที่สุด ครอบคลุมทั้งด้านบริบท นำเข้า กระบวนการ และผลผลิตของโครงการ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=4.51, S.D.=0.27) สะท้อนถึงความพร้อมของทรัพยากร การจัดการ และการมีส่วนร่วมอย่างเข้มแข็ง นอกจากนี้ การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแสดงให้เห็นว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของโครงการอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ การบริหารจัดการการชิงเผา มาตรการป้องกัน ความร่วมมือของเครือข่าย ผลกระทบของไฟป่า นโยบายของรัฐ และการบังคับใช้กฎหมาย โดยมีค่าสัมประสิทธิ์การกำหนด (R²) เท่ากับ 0.87 แสดงว่าตัวแปรเหล่านี้สามารถอธิบายความแปรปรวนของผลลัพธ์ได้ถึง 87% ผลการสังเคราะห์ยังเสนอแนวทางการจัดการเชิงบูรณาการที่เหมาะสม โดยเน้นการสร้างความเข้าใจร่วมกัน การกำหนดบทบาทของภาคี การใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการชิงเผา การบังคับใช้กฎหมายควบคู่กับแรงจูงใจ และการประเมินผลอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่อื่นที่ประสบปัญหาในลักษณะเดียวกัน เพื่อยกระดับการจัดการไฟป่าอย่างมีส่วนร่วมและยั่งยืน</p> วรวิทย์ จิตต์อารีย์, สุริยจรัส เตชะตันมีนสกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์และศาสตร์รวมสมัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JSMIS/article/view/5300 Thu, 05 Feb 2026 00:00:00 +0700 รูปแบบการลดความขัดแย้งและสร้างความสามัคคีในครอบครัวระหว่างคนสามวัยเชิงพุทธบูรณาการในจังหวัดเชียงใหม่ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JSMIS/article/view/5878 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) รูปแบบและกลไกในการลดความขัดแย้ง และ (2) แนวทางในการเสริมสร้างความสามัคคีในครอบครัวระหว่างคนสามวัย ภายใต้แนวคิด เชิงพุทธบูรณาการในจังหวัดเชียงใหม่ โดยเป็นการวิจัยแบบผสมผสาน ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ ประชากรที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ครอบครัวระหว่างคนสามวัยในจังหวัดเชียงใหม่ กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณจำนวน 360 คน คัดเลือกด้วยวิธีสุ่มแบบแบ่งชั้นแบ่งตามช่วงวัย ได้แก่ เยาวชน วัยทำงาน และผู้สูงอายุ กลุ่มละ 120 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญเชิงคุณภาพจำนวน 24 คน คัดเลือกแบบเจาะจง รวมกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 384 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์เชิงลึก และแนวคำถามสำหรับการสนทนากลุ่ม การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ด้วยกระบวนการจัดหมวดหมู่ ตีความ และสังเคราะห์เชิงประเด็น</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) โดยภาพรวมกลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นต่อการนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้เพื่อลดความขัดแย้งและสร้างความสามัคคีในครอบครัวระหว่างคนสามวัยอยู่ในระดับมาก สะท้อนการยอมรับต่อการใช้หลักธรรมเป็นกลไกสนับสนุนความสัมพันธ์ในครอบครัวอย่างเป็นรูปธรรม และ (2) ผลการวิจัยเชิงคุณภาพชี้ให้เห็นว่า ความขัดแย้งในครอบครัวสามวัยมีสาเหตุสำคัญจากความแตกต่างด้านบทบาท หน้าที่ ความคาดหวัง และการสื่อสารระหว่างวัย ขณะที่การประยุกต์ใช้หลักธรรมสำคัญ ได้แก่ หลักอปริหานิยธรรม การประนีประนอมถ้อยทีถ้อยอาศัย การยอมรับซึ่งกันและกัน และการบูรณาการหลักธรรมร่วมกับบริบทวัฒนธรรมล้านนา เช่น กิจกรรมทางศาสนาและประเพณีท้องถิ่น สามารถลดความขัดแย้งและเสริมสร้างความสามัคคีในครอบครัวได้อย่างชัดเจน องค์ความรู้จากการวิจัย คือ รูปแบบการลดความขัดแย้งและสร้างความสามัคคีในครอบครัวระหว่างคนสามวัยเชิงพุทธบูรณาการ ที่ตั้งอยู่บนฐานของหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งสามารถใช้เป็นกรอบแนวคิดเชิงสังคมวัฒนธรรมเพื่อส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ การสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ และความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนของครอบครัวไทยในสังคมร่วมสมัย</p> มงคลชัย สมศรี, สัญชัย ทิพย์โอสถ, บุลากร ผือฮีเขวา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์และศาสตร์รวมสมัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JSMIS/article/view/5878 Thu, 05 Feb 2026 00:00:00 +0700 การสร้างความร่วมมือและการมีส่วนร่วมของภาคีสาธารณะในบริหารและ การจัดการโครงการรักษ์นี้ที่บ้านเป้า เพื่อสืบสานวัฒนธรรมชุมชนและการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ตำบลบ้านเป้า อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JSMIS/article/view/5299 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินกลไกการสร้างความร่วมมือและการมีส่วนร่วมของภาคีสาธารณะในโครงการรักษ์นี้ที่บ้านเป้า ซึ่งมุ่งสืบสานวัฒนธรรมและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่ตำบลบ้านเป้า อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ตลอดจนศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการดำเนินโครงการ และเสนอแนวทางพัฒนาที่สอดคล้องกับบริบททางวัฒนธรรมและศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของชุมชน การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 75 คน ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหาร เจ้าหน้าที่รัฐ ผู้นำท้องถิ่น ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม และใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล เช่น ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์และการสนทนากลุ่มกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 32 คน ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ด้วยการตีความเชิงเนื้อหาพรรณนา</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า โครงการได้รับการประเมินในภาพรวมอยู่ในระดับสูงมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=4.58, S.D.=0.17) โดยทุกภาคส่วนมีบทบาทร่วมกันอย่างโดดเด่นในการขับเคลื่อนโครงการ ปัจจัยที่มีนัยสำคัญต่อความสำเร็จของโครงการ ได้แก่ โครงสร้างการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ ความร่วมมือจากภาคีสาธารณะ การสนับสนุนด้านงบประมาณ และการบริหารแผนงานที่เป็นรูปธรรม โดยตัวแปรอิสระสามารถอธิบายความสำเร็จของโครงการได้ถึงร้อยละ 87 แนวทางสำคัญที่ได้จากการวิจัย ได้แก่ (1) การบูรณาการวัฒนธรรมและทรัพยากรท้องถิ่นในการออกแบบกิจกรรมท่องเที่ยว (2) การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน (3) การพัฒนากลไกการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ (4) การวางแผนที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ (5) การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และ (6) การพัฒนาศักยภาพผู้นำท้องถิ่นผ่านการฝึกอบรมและการสร้างเครือข่าย ผลการวิจัยนี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของความร่วมมือจากภาคีสาธารณะในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ยั่งยืน อันเป็นกลไกสำคัญในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม พร้อมทั้งสร้างคุณค่าและความเข้มแข็งให้กับชุมชนในระยะยาว</p> จรรณ์ นันทมณี, สุริยจรัส เตชะตันมีนสกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์และศาสตร์รวมสมัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JSMIS/article/view/5299 Thu, 05 Feb 2026 00:00:00 +0700 การส่งเสริมภาวะผู้นำของนักการเมืองท้องถิ่นตามหลักพุทธธรรมในการบริหารจัดการขยะมูลฝอย ตำบลสะเอียบ อำเภอสอง จังหวัดแพร่ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JSMIS/article/view/6290 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับภาวะผู้นำของนักการเมืองท้องถิ่นในการบริหารจัดการขยะมูลฝอย 2) วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำของนักการเมืองท้องถิ่นในการบริหารจัดการขยะมูลฝอย และ 3) นำเสนอแนวทางการส่งเสริมภาวะผู้นำของนักการเมืองท้องถิ่นตามหลักปาปณิกธรรมในบริบทของตำบลสะเอียบ อำเภอสอง จังหวัดแพร่ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี ในส่วนของการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยประชาชน จำนวน 368 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม และใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล เช่น ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 รูป/คน โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำของนักการเมืองท้องถิ่นและการยึดหลักปาปณิกธรรมในการบริหารจัดการขยะมูลฝอยอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=3.77, S.D.=0.29 และ<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=3.69, S.D.=0.25 ตามลำดับ) 2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ได้แก่ ด้านนิสสยสัมปันโน ด้านวิธูโร และด้านจักขุมา ซึ่งสามารถอธิบายความแปรปรวนของภาวะผู้นำ ได้ร้อยละ 47.9 3) แนวทางการส่งเสริมภาวะผู้นำตามหลักปาปณิกธรรมประกอบด้วย ด้านจักขุมา คือ ความสามารถในการตัดสินใจอย่างเฉียบขาดและเสียสละเพื่อส่วนรวม ด้านวิธูโร คือ ความเชี่ยวชาญและการพัฒนาทักษะในการบริหารจัดการขยะมูลฝอย และด้านนิสสยสัมปันโน คือ การเปิดพื้นที่ให้ประชาชนและเครือข่ายทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ทั้งนี้ ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า การบูรณาการหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา เข้ากับภาวะผู้นำทางการเมืองท้องถิ่น สามารถนำไปสู่การบริหารจัดการขยะมูลฝอยอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนในระดับชุมชน</p> ปิยะภรณ์ สร้อยเงิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์และศาสตร์รวมสมัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JSMIS/article/view/6290 Thu, 05 Feb 2026 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำเชิงพุทธของผู้ปกครองท้องที่เพื่อการแก้ไขปัญหายาเสพติดในตำบลห้วยโป่ง อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JSMIS/article/view/6324 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับภาวะผู้นำเชิงพุทธของผู้ปกครองท้องที่เพื่อการแก้ไขปัญหายาเสพติด 2) ความสัมพันธ์ระหว่างหลักอริยสัจธรรมกับภาวะผู้นำเชิงพุทธของผู้ปกครองท้องที่เพื่อการแก้ไขปัญหายาเสพติด และ 3) นำเสนอแนวทางการประยุกต์หลักอริยสัจธรรมเพื่อการแก้ไขปัญหายาเสพติด การวิจัยครั้งนี้ดำเนินการวิจัยแบบผสานวิธี คือ การวิจัยเชิงปริมาณ ใช้วิธีแจกแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างในพื้นที่ จำนวน 387 คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างหลักอริยสัจธรรมกับภาวะผู้นำเชิงพุทธของผู้ปกครองท้องที่ โดยวิธีการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 17 รูปหรือคน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนาเชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับภาวะผู้นำเชิงพุทธของผู้ปกครองท้องที่เพื่อการแก้ไขปัญหายาเสพติด จำแนกเป็น 1. ระดับการประยุกต์หลักอริยสัจธรรมกับภาวะผู้นำเชิงพุทธของผู้ปกครองท้องที่เพื่อการแก้ไขปัญหายาเสพติดในตำบลห้วยโป่ง อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และ 2. ระดับภาวะผู้นำเชิงพุทธของผู้ปกครองท้องที่เพื่อการแก้ไขปัญหายาเสพติดในตำบลห้วยโป่ง อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 4.21, S.D.=0.642) 2. ความสัมพันธ์ระหว่างหลักอริยสัจธรรมกับภาวะผู้นำเชิงพุทธของผู้ปกครองท้องที่ เพื่อการแก้ไขปัญหายาเสพติดในตำบลห้วยโป่ง อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง โดยภาพรวม มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับค่อนข้างสูง (R= .678**) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 จึงยอมรับสมมติฐาน 3. แนวทางการประยุกต์หลักอริยสัจธรรม เพื่อภาวะผู้นำเชิงพุทธของผู้ปกครองท้องที่เพื่อการแก้ไขปัญหายาเสพติด พบว่า การเข้าใจในประเด็นปัญหายาเสพติดที่เกิดขึ้นในชุมชน ต้องมีการจัดเก็บ รวบรวมข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์ถึงประเด็นปัญหา การเข้าถึงที่มาของปัญหายาเสพติดของประชาชนในพื้นที่ย่อมทำให้ได้รับข้อมูลที่สำคัญในประเด็นปัญหาการนำข้อมูลพื้นฐานมาวิเคราะห์เพื่อวางแผนกำหนดนโยบายการดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด การสร้างวิธีการหรือกระบวนการแก้ไขปัญหายาเสพติด มีกระบวนการเปิดรับประเด็นปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น</p> ชุมพร อุ่นสงคราม, สายัณห์ อินนันใจ, สมจิต ขอนวงค์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์และศาสตร์รวมสมัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JSMIS/article/view/6324 Thu, 05 Feb 2026 00:00:00 +0700 กลยุทธการพัฒนาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม กรณีศึกษาชุมชนบ้านผารังหมี ตำบลไทรย้อย อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JSMIS/article/view/6631 <p>บทความวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของชุมชนบ้านผารังหมี (2) สร้างกลยุทธ์การพัฒนาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของชุมชนบ้านผารังหมี และ (3) เสนอแนวทางการพัฒนาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของชุมชนบ้านผารังหมี การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ได้แก่ การวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ประชาชนในชุมชนบ้านผารังหมี จำนวน 716 คน กลุ่มตัวอย่างคำนวณด้วยสูตรของยามาเน่ ได้จำนวน 260 คน และงานวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญคัดเลือกแบบเจาะจง จำนวน 13 คน ประกอบด้วย หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ผู้นำท้องถิ่น/ท้องที่ ผู้ประกอบการ และนักท่องเที่ยว เครื่องมือวิจัยได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์เชิงลึก สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมถึงการทดสอบค่า t-test และ F-test ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหาร่วมกับการวิเคราะห์ SWOT และการกำหนดกลยุทธ์ด้วย TOWS Matrix</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) ระดับศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของชุมชนบ้านผารังหมีโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=3.95) ครอบคลุม 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยว (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=3.96) ด้านศักยภาพในการดึงดูดใจด้านการท่องเที่ยว (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=3.96) และด้านศักยภาพในการรองรับด้านการท่องเที่ยว (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=3.93) (2) กลยุทธ์การพัฒนาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสามารถจัดทำเป็น 4 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ กลยุทธ์เชิงรุก กลยุทธ์เชิงป้องกัน กลยุทธ์เชิงแก้ไข และกลยุทธ์เชิงรับ โดยเน้นการยกระดับการดึงดูดนักท่องเที่ยว การเพิ่มศักยภาพรองรับการท่องเที่ยว และการเสริมประสิทธิภาพการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวด้วยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน (3) แนวทางการพัฒนาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่สำคัญประกอบด้วย การพัฒนาการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว การพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวก และการรักษาสภาพพร้อมฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการควรเร่งพัฒนาป้ายสื่อสารและป้ายนำทางให้มีความชัดเจนและทันสมัย เพิ่มมาตรฐานความปลอดภัยและสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว ตลอดจนส่งเสริมการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างชุมชน หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน</p> ขวัญชนก ชินวงษ์, ธนัสถา โรจนตระกูล, โชติ บดีรัฐ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์และศาสตร์รวมสมัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JSMIS/article/view/6631 Thu, 05 Feb 2026 00:00:00 +0700 การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมของผู้บริหารท้องถิ่นในองค์การบริหารส่วนตำบลเตาปูน อำเภอสอง จังหวัดแพร่ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JSMIS/article/view/6296 <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมของผู้บริหารท้องถิ่นในองค์การบริหารส่วนตำบลเตาปูน 2) ความสัมพันธ์ระหว่างหลักอิทธิบาทธรรมกับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมของผู้บริหารท้องถิ่นในองค์การบริหารส่วนตำบลเตาปูน 3) นำเสนอการบูรณาการหลักพุทธธรรม เพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมของผู้บริหารท้องถิ่นในองค์การบริหารส่วนตำบลเตาปูน อำเภอสอง จังหวัดแพร่ การวิจัยดำเนินการโดยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสานวิธีประกอบด้วย 1) การวิจัยเชิงปริมาณ ผู้ให้ข้อมูลคือ ประชาชนอาศัยอยู่ในพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลเตาปูน เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 377 คน ผ่านแบบสอบถามและใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล เช่น ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและ 2) การวิจัยเชิงคุณภาพ โดยสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญแบ่งเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มผู้ปฏิบัติงานด้านพระพุทธศาสนา จำนวน 2 รูป 2) กลุ่มผู้ปฏิบัติงานด้านรัฐศาสตร์ จำนวน 2 คน 3) กลุ่มเจ้าหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบลเตาปูน จำนวน 2 คน 4) กลุ่มผู้ปกครองท้องที่ในตำบลเตาปูน จำนวน 2 คน 5) กลุ่มตัวแทนประชาชน จำนวน 2 คนรวมทั้งสิ้น 10 รูป/คน ข้อมูลที่ได้ถูกวิเคราะห์และสังเคราะห์ตามประเด็นการวิจัย และนำเสนอในรูปแบบเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมของผู้บริหารท้องถิ่นในองค์การบริหารส่วนตำบลเตาปูน ตามหลักอิทธิบาท 4 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากและความสัมพันธ์ระหว่างหลักอิทธิบาท 4 กับการส่งเสริมการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมของผู้บริหารท้องถิ่นในองค์การบริหารส่วนตำบลเตาปูน อำเภอสอง จังหวัดแพร่ โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับมาก แสดงให้เห็นว่าประชาชนมีความพึงพอใจต่อการดําเนินงานโดยรวม มีการบูรณาการหลักอิทธิบาท 4 เพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมด้วยความรักความเอาใจใส่ต่อแผนงานโครงการ มีการจัดลำดับความสำคัญของปัญหาในด้านบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม รับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง มีความตั้งใจในการแสดงออกถึงการช่วยเหลือแก้ไขปัญหา ด้วยการรับฟังข้อมูลทั้งทางตรงและทางอ้อม จัดทำการสรุปผลการดำเนินการตามโครงการที่ได้วางแผนไว้</p> ละอองดาว แปงใจ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์และศาสตร์รวมสมัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JSMIS/article/view/6296 Thu, 05 Feb 2026 00:00:00 +0700 การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการบริหารจัดการภายในองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพของเทศบาลตำบลไชยปราการ อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JSMIS/article/view/7085 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารจัดการภายในองค์กรของเทศบาลตำบลไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ (2) วิเคราะห์ปัจจัยสนับสนุนที่มีผลต่อการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และ (3) เสนอแนวทางการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสมผสานวิธี ทั้งวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ประชากรในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาล ข้าราชการ และพนักงานจ้างของเทศบาลตำบลไชยปราการ จำนวนทั้งสิ้น 257 คน สำหรับงานวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือ ส่วนงานวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้างกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี จำนวน 15 คน การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน พร้อมทั้งการวิเคราะห์สหสัมพันธ์เพียร์สัน เพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยสนับสนุนกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ส่วนการวิเคราะห์เชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา โดยการจำแนกประเด็น แปลความหมาย และสังเคราะห์เชิงเหตุผล</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยเฉพาะด้านการจัดเก็บและสืบค้นข้อมูล (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=3.94) ขณะที่ด้านนโยบายและทักษะบุคลากรยังอยู่ในระดับต่ำกว่าด้านอื่น (2) ปัจจัยสนับสนุนทุกด้านมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการใช้เทคโนโลยี โดยเฉพาะการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ (r =.857) และนโยบายด้านเทคโนโลยี (r =.774) (3) แนวทางพัฒนาที่ได้จากการสังเคราะห์เชิงคุณภาพ ได้แก่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย การยกระดับศักยภาพบุคลากร การกำหนดนโยบายและแผนแม่บทที่ชัดเจน การบูรณาการระบบบริการประชาชน และการจัดทำระบบติดตามประเมินผล เพื่อการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง องค์ความรู้ใหม่ที่ได้จากการวิจัยนี้คือ การบูรณาการเทคโนโลยีสารสนเทศในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะเกิดประสิทธิผลสูงสุดได้ต่อเมื่อพัฒนาแบบองค์รวม ครอบคลุมทั้งโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และนโยบายเชิงยุทธศาสตร์ ผลการวิจัยจึงมีประโยชน์ทั้งในเชิงวิชาการและเชิงปฏิบัติ สามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ก้าวสู่การเป็นองค์กรดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และยั่งยืน</p> อริสรา สมบูรณ์, ธรรมพร ตันตรา, สุริยจรัส เตชะตันมีนสกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์และศาสตร์รวมสมัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JSMIS/article/view/7085 Thu, 05 Feb 2026 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำตามแนวพระพุทธศาสนาของนักการเมืองท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนตำบลหัวเมือง อำเภอสอง จังหวัดแพร่ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JSMIS/article/view/6365 <p>บทความวิจัยนี้มุ่งศึกษาระดับภาวะผู้นำตามแนวพระพุทธศาสนาเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน รวมไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างหลักปาปณิกธรรม 3 กับภาวะผู้นำตามแนวพระพุทธศาสนาเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน และนำเสนอภาวะผู้นำตามแนวพระพุทธศาสนาเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน อำเภอสอง จังหวัดแพร่ การวิจัยเป็นรูปแบบผสานวิธี ด้วยการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุ 18 ปี ขึ้นไป จำนวน 372 คน มีเครื่องมือเป็นแบบสอบถามใช้สถิติเชิงพรรณนาในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันเพื่อหาค่าความสัมพันธ์ระหว่างหลักปาปณิกธรรม 3 กับภาวะผู้นำตามแนวพระพุทธศาสนาเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์และการสนทนากลุ่มกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 รูปหรือคน ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ด้วยการตีความเชิงเนื้อหาพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ระดับการส่งเสริมภาวะผู้นำของนักการเมืองท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ส่วนหลักปาปณิกธรรม 3 มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการส่งเสริมภาวะผู้นำของนักการเมืองท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจในระดับมาก และ การนำเสนอการส่งเสริมภาวะผู้นำตามแนวพระพุทธศาสนาของนักการเมืองท้องถิ่น ได้แก่ 1) ภาวะผู้นำด้านจักขุมา มีวิสัยทัศน์ มองเห็นโอกาสพัฒนาชุมชนหลายมิติ ใช้เทคโนโลยีและวางแผนยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น 2) ภาวะผู้นำด้านวิธูโร เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ถ่ายทอดความรู้และทักษะจริง ทำงานร่วมกับชุมชนและให้คำแนะนำเชิงวิชาการเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ 3) ภาวะผู้นำด้านนิสสสัมปันโน มีมนุษยสัมพันธ์ดี สร้างความร่วมมือและความไว้วางใจ เปิดรับความคิดเห็นประชาชน นำสู่การพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน</p> ยุวกร จักรรุ่งเรือง, พระครูโสภณกิตติบัณฑิต, สมจิต ขอนวงค์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์และศาสตร์รวมสมัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JSMIS/article/view/6365 Thu, 05 Feb 2026 00:00:00 +0700 การบูรณาการหลักพุทธธรรมกับกระบวนการ PDCA เพื่อยกระดับการนิเทศภายใน โรงเรียนพระปริยัติธรรม กรณีศึกษาโรงเรียนวัดพุทธนิมิตรวิทยา จังหวัดเชียงใหม่ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JSMIS/article/view/7821 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพ ปัญหา และความต้องการในการพัฒนาการนิเทศภายในของโรงเรียนพระปริยัติธรรม กรณีศึกษาโรงเรียนวัดพุทธนิมิตรวิทยา จังหวัดเชียงใหม่ และ 2) พัฒนาโมเดลการนิเทศเชิงพุทธคุณภาพที่บูรณาการหลักพุทธธรรมเข้ากับกระบวนการบริหารคุณภาพแบบ PDCA รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ประชากรประกอบด้วยบุคลากรทางการศึกษาจำนวน 25 คน โดยใช้การคัดเลือกแบบเจาะจงเป็นกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหาร ครูผู้สอน และผู้เชี่ยวชาญ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบสังเกต และแนวคำถามสนทนากลุ่ม ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน การเก็บข้อมูลดำเนินการผ่านการศึกษาเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตภาคสนาม และการสนทนากลุ่ม ข้อมูลได้รับการตรวจสอบความน่าเชื่อถือ ด้วยเทคนิคการตรวจสอบแบบสามเส้า และวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและการสังเคราะห์เชิงอุปนัย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ระบบการนิเทศภายในของโรงเรียน ยังขาดความเป็นระบบและความต่อเนื่อง เน้นการตรวจสอบมากกว่าการพัฒนา ขาดเครื่องมือที่ทันสมัย และไม่มีระบบติดตามผลที่เป็นรูปธรรม ครูผู้สอนมีภาระงานสูง ขาดแรงจูงใจ และยังขาดทักษะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุกและการใช้เทคโนโลยี ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อประสิทธิผลของการนิเทศภายใน ในด้านความต้องการของผู้ปฏิบัติงาน พบว่าครูและผู้บริหารต้องการระบบนิเทศที่เน้นการเสริมพลัง การให้คำปรึกษาแบบกัลยาณมิตร การสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่ออำนวยความสะดวกในการนิเทศและติดตามผล ผลการสังเคราะห์นำไปสู่การพัฒนาโมเดลการนิเทศเชิงพุทธคุณภาพ ซึ่งบูรณาการหลักพุทธธรรม ได้แก่ อิทัปปัจจยตา กัลยาณมิตร และมุทิตา เข้ากับวงจร PDCA ได้แก่ การวางแผน การดำเนินงาน การตรวจสอบ และการปรับปรุงพัฒนา โมเดลดังกล่าวส่งเสริมให้การนิเทศเกิดความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพเชิงระบบ และคุณค่าทางจิตวิญญาณ ช่วยสร้างบรรยากาศแห่งความร่วมมือ ลดแรงต้านการนิเทศ และส่งเสริมการพัฒนาครูอย่างต่อเนื่อง องค์ความรู้ใหม่ที่เกิดขึ้นคือ รูปแบบการนิเทศที่ผสานความเป็นระบบ ความเป็นมนุษย์ และบริบทวัฒนธรรมของโรงเรียนพระปริยัติธรรม ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับคุณภาพครู ผู้บริหาร และการจัดการเรียนรู้ รวมถึงเป็นแนวทางพัฒนาเพื่อขยายผลสู่สถานศึกษาอื่น ๆ</p> สมคิด ก้อนสุรินทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์และศาสตร์รวมสมัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JSMIS/article/view/7821 Thu, 05 Feb 2026 00:00:00 +0700 รูปแบบการทำรัฐประหารของทหารกับการเมืองไทย https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JSMIS/article/view/7536 <p>งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ยุทธวิธีการทำรัฐประหารในประเทศไทย 2) ยุทธวิธีการทำรัฐประหารในต่างประเทศ และ 3) วิเคราะห์เปรียบเทียบรูปแบบยุทธวิธีการทำรัฐประหารในประเทศไทยกับต่างประเทศ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยดำเนินการวิเคราะห์และสังเคราะห์เอกสาร วรรณกรรม และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงพรรณนาและการสังเคราะห์เชิงอุปนัย ภายใต้กรอบแนวคิดด้านความสัมพันธ์ระหว่างทหารกับการเมืองและทฤษฎีรัฐประหาร</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การทำรัฐประหารในประเทศไทยเป็นกระบวนการทางการเมืองเชิงโครงสร้างที่มีการใช้ยุทธวิธีอย่างเป็นระบบ ประกอบด้วยการสร้างความชอบธรรมผ่านวาทกรรมด้านความมั่นคงและวิกฤตทางการเมือง การควบคุมกลไกอำนาจรัฐและสื่อมวลชน และการออกแบบกติกาทางการเมืองภายหลังการยึดอำนาจเพื่อสืบทอดอำนาจในระยะยาว 2) การทำรัฐประหารในต่างประเทศมีความหลากหลายตามบริบททางการเมืองและความเข้มแข็งของสถาบันประชาธิปไตย โดยมีแนวโน้มเปลี่ยนจากการใช้กำลังทางทหารโดยตรงไปสู่การใช้กลไกทางกฎหมาย สถาบันทางการเมือง และการสื่อสารเชิงวาทกรรมในการยึดกุมอำนาจรัฐ 3) การสังเคราะห์เชิงเปรียบเทียบการรัฐประหารในประเทศไทยมีลักษณะใกล้เคียงกับรัฐประหารของผู้พิทักษ์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นกลไกในการจัดสมดุลอำนาจภายในชนชั้นนำ มากกว่าการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจในระดับถอนราก ข้อค้นพบดังกล่าวสะท้อนลักษณะเฉพาะของการเมืองไทยที่เอื้อต่อการเกิดซ้ำของรัฐประหาร และช่วยขยายความเข้าใจรัฐประหารในฐานะกระบวนการทางการเมืองเชิงโครงสร้าง</p> พิมพ์ผกา พิทักษ์กรณ์, สุริยะ ประภายสาธก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์และศาสตร์รวมสมัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JSMIS/article/view/7536 Thu, 05 Feb 2026 00:00:00 +0700