วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP <table style="height: 1394px;" width="668"> <tbody> <tr> <td width="620"><strong>วัตถุประสงค์และขอบเขตของวารสาร</strong></td> </tr> <tr> <td width="620"> วารสารสันติสุขปริทรรศน์ Journal of Peace Periscope (JPP) มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและเผยแพร่ผลงานวิชาการและงานวิจัยที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เพื่อเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็นเชิงวิชาการ แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับผลงานวิจัยให้แก่คณาจารย์ นักวิชาการ นิสิตนักศึกษา และผู้สนใจทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์สู่สาธารณชนและแวดวงวิชาการ ขอบเขตวารสารมุ่งเน้นเปิดรับบทความจากสาขาด้านศาสนาและปรัชญา ศึกษาศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ การพัฒนาท้องถิ่น การบริหารธุรกิจ และสหวิทยาการด้านมนุษย์และสังคมศาสตร์ โดยทุกบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างน้อย 2 ท่าน ทั้งนี้เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</td> </tr> <tr> <td> </td> </tr> <tr> <td><strong>ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร </strong></td> </tr> <tr> <td width="620"> 1) บทความวิจัย (Research Article) บทความวิจัยมีลักษณะเด่นตรงที่เป็นการนำเสนอปัญหาที่ผู้เขียนได้ศึกษาหรือประเด็นที่ต้องการคำตอบ มีการกำหนดกรอบแนวคิด การเก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งสรุปปัญหาอย่างชัดเจน อันเป็นการสร้างฐานความรู้ที่มีคุณค่าทางวิชาการ</td> </tr> <tr> <td width="620"> 2) บทความวิชาการ (Academic Article) เป็นบทความที่นำเสนอเชิงการวิเคราะห์ วิจารณ์หรือเสนอความรู้ทางวิชาการที่เกิดองค์ความรู้ใหม่</td> </tr> <tr> <td width="620"> 3) บทความปริทรรศน์ (Review Article) เป็นบทความในลักษณะการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และวิจารณ์เปรียบเทียบ ที่รวบรวมความรู้จากตำรา หนังสือ หรือจากผลงานประพันธ์และประสบการณ์ของผู้นิพนธ์มาเรียบเรียงขึ้นในมุมมองทางวิชาการ</td> </tr> <tr> <td width="620"> 4) บทความวิจารณ์หนังสือ (Book Review) เป็นบทความในลักษณะวิพากษ์วิจารณ์หนังสือเพื่อชี้ให้เห็นถึงคุณค่าเนื้อหาสาระจากหนังสือ โดยการวิพากษ์วิจารณ์หนังสือประกอบด้วยรายละเอียดชื่อผู้เขียน จำนวนหน้า ปีที่พิมพ์ ครั้งที่พิมพ์และสถานที่พิมพ์ให้ชัดเจน</td> </tr> <tr> <td> </td> </tr> <tr> <td><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร</strong></td> </tr> <tr> <td width="620"> วารสารเผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ คือ ฉบับที่ 1 ระหว่างเดือนมกราคม – มิถุนายน และฉบับที่ 2 ระหว่างเดือนกรกฎาคม – ธันวาคม</td> </tr> <tr> <td><a href="https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP">เผยแพร่ที่ : https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP </a></td> </tr> <tr> <td> </td> </tr> <tr> <td><strong>กระบวนการพิจารณาบทความจากผู้ทรงคุณวุฒิ</strong></td> </tr> <tr> <td width="620"> บทความจะต้องผ่านการพิจารณาจากกองบรรณาธิการและกระบวนการประเมินคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาและไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้นิพนธ์ โดยบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างน้อย 2 ท่าน ในลักษณะปกปิดรายชื่อ (Double blind peer-reviewed) </td> </tr> <tr> <td> </td> </tr> <tr> <td><strong>การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์</strong></td> </tr> <tr> <td width="620"> ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ในวารสารสันติสุขปริทรรศน์ บทความภาษาไทย บทความละ 7,500 บาท (เจ็ดพันห้าร้อยบาทถ้วน) บทความภาษาอังกฤษ บทความละ 8,500 บาท (แปดพันห้าร้อยบาทถ้วน)<img src="blob:https://so09.tci-thaijo.org/22005286-0320-4dea-a719-a31a33663a71" /></td> </tr> <tr> <td width="620"> โดยจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียม หลังจากบทความผ่านการกลั่นกรองเบื้องต้นจากกองบรรณาธิการ (ก่อนเข้าสู่กระบวนการประเมินคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิ) โดยการดำเนินการชำระและแจ้งการชำระเงิน ภายใน 15 วัน หลังจากได้รับแจ้ง *วารสารไม่คืนเงินค่าธรรมเนียมให้กับผู้นิพนธ์ทุกกรณี กองบรรณาธิการวารสารขอสงวนสิทธิ์ในการปฏิเสธการตีพิมพ์ และไม่คืนเงินค่าธรรมเนียมดังต่อไปนี้</td> </tr> <tr> <td> 1. บทความมีความซ้ำซ้อนมากกว่า 25% จากการตรวจสอบของ CopyCatch จากระบบ Thaijo</td> </tr> <tr> <td> 2. ผู้เขียนไม่ปฏิบัติตามรูปแบบของวารสาร</td> </tr> <tr> <td> 3. ผู้เขียนบทความต้องการถอดถอนหรือยกเลิกการตีพิมพ์</td> </tr> <tr> <td width="620"> 4. บทความไม่ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ หรือไม่แก้ไขบทความตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิและกองบรรณาธิการ ตามระยะเวลาที่กำหนด นับจากวันที่ได้รับแจ้งให้ปรับแก้ไข (1 เดือน หลังการแจ้งของบรรณาธิการ) </td> </tr> <tr> <td>โดยชำระเงินที่บัญชีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาดอยสะเก็ด</td> </tr> <tr> <td width="620"> <strong>หมายเลขบัญชี: 020224914281</strong></td> </tr> <tr> <td width="620"> <strong>ชื่อบัญชี: วารสารสันติสุขปริทรรศน์</strong></td> </tr> <tr> <td width="620">เมื่อชำระแล้วให้ส่งสลิปการโอนเงินและแจ้งชื่อ-สกุล มาที่ E-mail: jppsantisuk.journal@gmail.com</td> </tr> </tbody> </table> <p> </p> th-TH jppsantisuk.journal@gmail.com (พระครูชลธารพิทักษ์) jppsantisuk.journal@gmail.com (นางสาวศิรินทิพย์ ผาเจริญ) Fri, 20 Feb 2026 21:51:14 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การปกครองในสังคมพหุวัฒนธรรม: จากรัฐรวมศูนย์สู่การปกครองเชิงมีส่วนร่วมเพื่อสันติภาพ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/8158 <p>ความขัดแย้งในสังคมพหุวัฒนธรรม มิได้เกิดจากความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ภาษา และศาสนาโดยตรง หากแต่เกิดจากรูปแบบการปกครองแบบรวมศูนย์ ที่มุ่งสร้างเอกภาพผ่านความเป็นเนื้อเดียวกัน ซึ่งนำไปสู่การกดทับอัตลักษณ์และการลดทอนการมีส่วนร่วมของกลุ่มชายขอบ การวิเคราะห์เชิงแนวคิดและการสังเคราะห์ทฤษฎีพหุวัฒนธรรม ร่วมกับกรณีศึกษาที่เกี่ยวข้องชี้ให้เห็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของรัฐรวมศูนย์ในการจัดการความแตกต่าง แนวทางที่นำเสนอคือการเปลี่ยนผ่านสู่การปกครองเชิงมีส่วนร่วมที่ยอมรับความหลากหลาย เป็นเงื่อนไขพื้นฐานของสังคมร่วมสมัย โดยพัฒนาเป็นโมเดลการปกครองพหุวัฒนธรรมเชิงบูรณาการเพื่อสันติภาพ ซึ่งเชื่อมโยงโครงสร้างการปกครองที่ยืดหยุ่น การคุ้มครองอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม การมีส่วนร่วม และความเป็นธรรมเชิงกระบวนการเข้าด้วยกัน เอกภาพในสังคมพหุวัฒนธรรมจึงเกิดขึ้นในฐานะผลลัพธ์ของความชอบธรรมและการมีส่วนร่วม มากกว่าการควบคุมหรือการกลืนความแตกต่าง</p> เสกศักดิ์ อยู่ดี, จิรวัฒน์ ศรีเรือง, ทวนธง ครุฑจ้อน, ประกฤษฎิ์ รักษ์วงศ์, กษิพัทธ์ ทอนมณี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/8158 Fri, 20 Feb 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาอาชีพของเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่เชิงพาณิชย์ในแขวงหลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/6030 <p>งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สภาพและปัญหาของเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่เชิงพาณิชย์ 2) การรับรู้และความต้องการพัฒนาอาชีพของเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ และ 3) แนวทางการพัฒนาอาชีพของเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่เชิงพาณิชย์ในแขวงหลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ 30 คน ผ่านแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติ เช่น ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการถดถอยพหุคูณ และการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่มจากกลุ่มตัวอย่าง 15 คน ซึ่งประกอบภาครัฐ ภาคธุรกิจ และกลุ่มเกษตรกร เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและหาแนวทางพัฒนา</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่เชิงพาณิชย์ในแขวงหลวงพระบางส่วนใหญ่ใช้ระบบฟาร์มเปิด มีการดูแลสุขอนามัยและบันทึกข้อมูลอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและยั่งยืน ปัญหาหลักที่พบคือการตลาด การจัดการของเสีย และแหล่งเงินทุน ขณะที่ปัญหาผลกระทบต่อชุมชนและมลภาวะอยู่ในระดับต่ำที่สุด 2) เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่มีการรับรู้โดยรวมในระดับปานกลาง โดยด้านที่มีการรับรู้สูงสุดคือการปฏิบัติตามกฎหมายด้านปศุสัตว์ และด้านที่มีการรับรู้น้อยที่สุดคือการสนับสนุนกลุ่มผู้เลี้ยงไก่ไข่ ส่วนระดับความต้องการโดยรวมอยู่ในระดับสูง โดยเกษตรกรต้องการการเลี้ยงและการผลิตไก่ไข่สูงที่สุด ขณะที่การปฏิบัติตามกฎหมายด้านปศุสัตว์มีความต้องการต่ำที่สุด 3) การพัฒนาอาชีพของเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ในแขวงหลวงพระบางจำเป็นต้องมีการประสานงานจากหลายภาคส่วน โดยมีแนวทางสำคัญการพัฒนาระบบการตลาดและสร้างเครือข่ายการขายทั้งในและต่างประเทศ การใช้เทคโนโลยีในการผลิตและจัดการฟาร์มเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ การสนับสนุนด้านการเงินเพื่อขยายกิจการ การพัฒนาความรู้และทักษะทางการเกษตรผ่านการฝึกอบรม และการรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อการเกษตรยั่งยืน รวมถึงการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมเพื่อสร้างความมั่นคงในอาชีพนี้</p> มาไลทอง นิธะพร, ภาวิณี อารีศรีสม, กอบลาภ อารีสรีสม, วีณา นิลวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/6030 Fri, 20 Feb 2026 00:00:00 +0700 การบูรณาการพุทธจริยศาสตร์ในโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 เชียงใหม่ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/6575 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหลักพุทธจริยศาสตร์ ความเชื่อมโยงระหว่างศีล 5 กับพฤติกรรมทางสังคม และแนวทางการบูรณาการหลักธรรมในระดับชุมชน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการวิเคราะห์เนื้อหาและการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก 42 คน จาก 11 กลุ่มเป้าหมายในพื้นที่บ้านแม่ฮ้อยเงินและบ้านหัวริน จังหวัดเชียงใหม่ ข้อมูลจากพระไตรปิฎก เอกสารวิชาการ และประสบการณ์ภาคสนามได้รับการวิเคราะห์ในกรอบแนวคิดพุทธจริยศาสตร์ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 มิติ ได้แก่ ด้านความประพฤติ พฤติกรรม และมโนธรรม</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า พุทธจริยศาสตร์ประกอบด้วย 3 มิติที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ ด้านความประพฤติ ด้านพฤติกรรม และด้านมโนธรรม ซึ่งล้วนส่งผลต่อการสร้างคุณธรรมและจริยธรรมในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะการส่งเสริมความเมตตา ความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ และจิตสำนึกที่ดีในระดับบุคคลและสังคม ในด้านบริบทการปฏิบัติ พบว่า การน้อมนำศีล 5 มาปรับใช้ในชีวิตประจำวันของชุมชนในพื้นที่ศึกษา นำไปสู่การลดปัญหาความรุนแรง เสริมสร้างสัมมาอาชีวะ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับแนวทางการบูรณาการ พุทธจริยศาสตร์ได้ถูกนำมาใช้ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน เช่น การจัดกิจกรรมทางศาสนา การใช้วัดเป็นศูนย์กลางจริยธรรม การรณรงค์สร้างสรรค์ การยกย่องบุคคลต้นแบบ การพัฒนาหลักสูตรศีลธรรมในโรงเรียน และการให้โอกาสผู้เคยหลงผิด องค์ความรู้จากการวิจัยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมจริยธรรมชุมชนอย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรม</p> พระครูโสภณปริยัติ (ชรินทร์ แก้วคำแสน), พระวิสิทธิ์ ฐิตวิสิทฺโธ, พิสิฏฐ์ โคตรสุโพธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/6575 Fri, 20 Feb 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาชุมชนต้นแบบเพื่อสร้างสรรค์สังคมตามหลักพุทธนวัตกรรม ในการปลูกฝังจิตสำนึกทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของประชาชนในชุมชนวัดอินทร์ฐาน เทศบาลเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/6603 <p>บทความนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาปัจจัยที่เสริมสร้างการปลูกฝังจิตสำนึกทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของประชาชนในชุมชนวัดอินทร์ฐาน เทศบาลเมืองพะเยา 2. พัฒนาชุมชนต้นแบบ เพื่อสร้างสรรค์สังคมตามหลักพุทธนวัตกรรมในการปลูกฝังจิตสำนึกทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของประชาชนในชุมชนวัดอินทร์ฐาน เทศบาลเมืองพะเยา 3. ประเมินผลการพัฒนาชุมชนต้นแบบ เพื่อสร้างสรรค์สังคมตามหลักพุทธนวัตกรรมในการปลูกฝังจิตสำนึกทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของประชาชนในชุมชนวัดอินทร์ฐาน เทศบาลเมืองพะเยา เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ ประชากรกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 764 คน ได้กลุ่มตัวอย่าง 263 คนจากสูตรของ ทาโร่ยามาเน่ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม จำนวน 25 รูปหรือคน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ปัจจัยที่เสริมสร้างการปลูกฝังจิตสำนึกทางการเมือง ในระบอบประชาธิปไตยของประชาชนในชุมชนวัดอินทร์ฐาน ได้แก่ เพศหญิง อายุ 46–60 ปี การศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น อาชีพค้าขาย และรายได้ 20,001–30,000 บาทต่อเดือน โดยจิตสำนึกทางการเมืองอยู่ในระดับพึงพอใจมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=3.91) ขณะที่การกล่อมเกลาทางการเมืองผ่านสถาบันต่าง ๆ อยู่ในระดับปานกลาง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=3.43) และการปลูกฝังจิตสำนึกทางการเมือง 6 ด้านอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=3.71) เพศไม่มีผลแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ แต่ปัจจัยด้านอายุ การศึกษา อาชีพ และรายได้มีผลแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ 2. การพัฒนาชุมชนต้นแบบตามหลักพุทธนวัตกรรมมุ่งเน้นการประยุกต์หลักธรรม เช่น สาราณียธรรม 6 อริยสัจ 4 พรหมวิหาร 4 และสัมมาทิฏฐิ เพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกประชาธิปไตย คุณธรรมผู้นำ และการจัดการความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์ โดยเผชิญข้อจำกัดด้านความรู้ การแสดงออก และระบบอุปถัมภ์ จึงควรส่งเสริมความร่วมมือทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง 3. การประเมินผลชุมชนต้นแบบโดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=4.26) ด้านบริบทและปัจจัยนำเข้าอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=4.46) ด้านกระบวนการ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=4.29) และผลผลิต (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=3.81) แม้ประชาชนตระหนักถึงคุณค่าหลักธรรม แต่การเปลี่ยนแปลงด้านความรู้ เจตคติ และพฤติกรรมทางการเมือง ยังอยู่ในระดับปานกลาง จำเป็นต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อความยั่งยืน</p> สมยศ ปัญญามาก, พระเมธีวชิรคุณ, พระมหาศิวกร ปญฺญาวชิโร, พระมหากิตติพงษ์ กิตติญาโณ, อารยา ปู่เกตุแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/6603 Fri, 20 Feb 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนานวัตกรรมการกำจัดขยะในสวนทุเรียนของเกษตรกรจังหวัดจันทบุรี https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/6630 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) สำรวจสภาพการกำจัดขยะในสวนทุเรียนของเกษตรกรจังหวัดจันทบุรี (2) พัฒนานวัตกรรมการกำจัดขยะในสวนทุเรียน และ (3) ประเมินผลนวัตกรรมการกำจัดขยะในสวนทุเรียนของเกษตรกรจังหวัดจันทบุรี งานวิจัยเป็นการวิจัยเชิงพัฒนา โดยใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสมผสานวิธี ประชากรที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนในจังหวัดจันทบุรี กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วยเกษตรกรจำนวน 18 คน ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 10 คน และผู้เข้าร่วมสนทนากลุ่มจำนวน 8 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์เชิงลึก และแบบสนทนากลุ่ม การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) สภาพการกำจัดขยะในสวนทุเรียนของเกษตรกรมีปัญหาหลัก 3 ประการ ได้แก่ ปริมาณขยะทุเรียนที่มากเกินไป การขาดความรู้ด้านการจัดการขยะ และการขาดเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่เหมาะสม (2) การพัฒนานวัตกรรมการกำจัดขยะสามารถแปรรูปเปลือกทุเรียนเป็นปุ๋ยอินทรีย์ โดยมีคุณสมบัติทางเคมีอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของกรมวิชาการเกษตร และ (3) ผลการประเมินนวัตกรรมพบว่า ปุ๋ยอินทรีย์จากเปลือกทุเรียนช่วยปรับปรุงคุณภาพดิน เพิ่มความชื้นในดิน ส่งเสริมการเจริญเติบโตของต้นทุเรียน และสร้างความพึงพอใจแก่เกษตรกรในระดับสูง องค์ความรู้จากการวิจัยสะท้อนให้เห็นรูปแบบการจัดการขยะในสวนทุเรียนเชิงระบบ ประกอบด้วยกระบวนการต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ซึ่งสามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนานวัตกรรมการจัดการขยะทางการเกษตรอย่างยั่งยืน และส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม</p> พระครูสุจิตกิตติวัฒน์, สุพิชญาณ์ แก้วโพนทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/6630 Fri, 20 Feb 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุราษฎร์ธานี ชุมพร https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/6622 <p class="1"><span lang="TH">การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุราษฎร์ธานี ชุมพร 2) พัฒนารูปแบบการบริหารจัดการระบบดังกล่าว เพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 และ 3) ตรวจสอบความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบที่พัฒนาขึ้น การวิจัยใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนา (</span>R&amp;D) <span lang="TH">3 ระยะ ได้แก่ (1) ศึกษาสภาพการดำเนินงาน โดยใช้แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์กับนักเรียน ครู และบุคลากร จำนวน 661 คน (2) พัฒนารูปแบบโดยใช้ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญ 8 คน และผู้ทรงคุณวุฒิที่ร่วมสัมมนา 9 คน (3) ตรวจสอบรูปแบบกับกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เกี่ยวข้อง 15 คน โดยใช้แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา </span></p> <p class="1"><span lang="TH">ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ การพัฒนาและส่งเสริมนักเรียน รองลงมา คือ <br />การส่งต่อ การป้องกันและแก้ไขปัญหา การคัดกรอง และ การรู้จักนักเรียนรายบุคคล ตามลำดับ 2) รูปแบบการบริหารจัดการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วยหลักการ วัตถุประสงค์ องค์ประกอบ ขั้นตอนการดำเนินงานตามวงจร </span>PDSA <span lang="TH">และเงื่อนไขความสำเร็จ โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาผู้เรียนอย่างองค์รวม ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และมุ่งเน้นการสร้างทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 จำนวน 6 ด้าน ได้แก่ การเรียนรู้ การคิด การสื่อสาร การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี และการใช้ชีวิต และ 3) ผลการตรวจสอบรูปแบบพบว่า มีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในระดับมากที่สุดในทุกด้าน เรียงตามลำดับค่าเฉลี่ยได้แก่ ความถูกต้องและครอบคลุมความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ โดยผู้ทรงคุณวุฒิให้ความเห็นว่า รูปแบบดังกล่าวสามารถนำไปใช้ในบริบทสถานศึกษาได้จริงและเป็นประโยชน์ในการยกระดับคุณภาพผู้เรียนในยุคศตวรรษที่ 21 อย่างเป็นรูปธรรม</span></p> วีระศักดิ์ วิ่งชิงชัย, สมปอง รักษาธรรม, ชูศักดิ์ เอกเพชร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/6622 Fri, 20 Feb 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้ ตามแนวสะตีมศึกษา ร่วมกับอินโฟกราฟิก เรื่องการใช้ความรู้ทางเคมี ในการแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/6753 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาแนวทางการจัดการเรียนรู้ตามแนวสะตีมศึกษา ร่วมกับอินโฟกราฟิก ที่พัฒนาทักษะการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ เรื่องการใช้ความรู้ทางเคมีในการแก้ปัญหา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และ 2) เพื่อศึกษาผลการพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ เรื่อง การใช้ความรู้ทางเคมีในการแก้ปัญหา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เมื่อจัดการเรียนรู้ตามแนวสะตีมศึกษา ร่วมกับอินโฟกราฟิก เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ ประเภทวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน จำนวน 3 วงจรปฏิบัติการ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 จำนวน 21 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบสะท้อนผลการจัดการเรียนรู้ แบบวัดทักษะการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ และใบกิจกรรม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและตรวจสอบข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยเทคนิคสามเส้า</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ครูใช้สถานการณ์ที่ใกล้ตัวนักเรียน เพื่อกระตุ้นความสนใจและเชื่อมโยงกับประสบการณ์เดิมของนักเรียน พร้อมแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือให้นักเรียนศึกษาค้นคว้า จากนั้นวิเคราะห์แล้วเลือกจุดเด่นของชิ้นงานที่มีอยู่ มาปรับเป็นชิ้นงานใหม่ในรูปแบบของอินโฟกราฟิก เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบแล้วเลือกชิ้นงานที่มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยคำนึงถึงเงื่อนไขที่กำหนดไว้ แล้วให้นักเรียนคาดการณ์ปัญหา และวางแผนสำรองหากขั้นตอนหลักไม่สำเร็จ รวมถึงให้นักเรียนทุกคนมีส่วนร่วมในการนำเสนองาน นอกจากนี้พบว่านักเรียนมีพัฒนาการแต่ละองค์ประกอบของทักษะการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์เพิ่มสูงขึ้น</p> ปฏิญญาพัชร์ ขุมเพ็ชร, สกนธ์ชัย ชะนูนันท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/6753 Fri, 20 Feb 2026 00:00:00 +0700 รูปแบบการเสริมสร้างสมรรถนะหลักสำหรับบุคลากรสาธารณสุขของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในจังหวัดชัยนาท https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/6411 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานและความต้องการในการเสริมสร้างสมรรถนะหลัก ของบุคลากรสาธารณสุขในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดชัยนาท และ 2) เสนอรูปแบบการเสริมสร้างสมรรถนะหลัก พร้อมการประเมินและปรับปรุงรูปแบบดังกล่าว กลุ่มเป้าหมายคือบุคลากรสาธารณสุขในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จำนวน 71 แห่ง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามและการสัมภาษณ์ โดยผ่านการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ ด้วยค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ระดับสูง การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า บุคลากรสาธารณสุขต้องการพัฒนาสมรรถนะ ที่สอดคล้องกับนโยบายและความต้องการของประชาชน รูปแบบการเสริมสร้างสมรรถนะหลักที่พัฒนาขึ้น มีชื่อว่า METES Model ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก องค์ประกอบย่อย ปัจจัยเอื้อและปัจจัยสนับสนุน ผลการวิจัยพบว่าอยู่ในระดับมาก และการถอดบทเรียนชี้ให้เห็นว่า บุคลากรสาธารณสุขควรมีความเข้มแข็ง สร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกับชุมชน มีสัมพันธภาพและการสื่อสารที่ดีกับหน่วยงาน และสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนอย่างต่อเนื่อง</p> สุวนันท์ ผลพิกุล, สุธี โกสิทธิ์, นฤมล อนุสนธิ์พัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/6411 Fri, 20 Feb 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการสืบสวนปราบปรามเครือข่ายการค้ายาเสพติดบนสื่อสังคมออนไลน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/6539 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการสืบสวนปราบปรามเครือข่ายการค้ายาเสพติดบนสื่อสังคมออนไลน์ 2) เสนอแนวทางการสืบสวนปราบปรามเครือข่ายการค้ายาเสพติดบนสื่อสังคมออนไลน์ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญกลุ่มเป้าหมายที่มาจากการคัดเลือกไว้แบบเฉพาะเจาะจง จำนวนทั้งสิ้น 21 คน ได้แก่ เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านการสืบสวนปราบปรามยาเสพติด ผู้ทรงคุณวุฒิด้านอาชญาวิทยาและกระบวนการยุติธรรม ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และผู้ให้บริการภาคเอกชน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ปัญหาและอุปสรรคในการสืบสวนปราบปรามเครือข่ายการค้ายาเสพติดบนสื่อสังคมออนไลน์ ได้แก่ ปัญหาและอุปสรรคด้านการอำพรางตัวตนบนสื่อสังคมออนไลน์ ปัญหาและอุปสรรคด้านการสืบสวนเส้นทางการเงิน ปัญหาและอุปสรรคด้านกฎหมาย ปัญหาและอุปสรรคด้านบุคลากร ปัญหาและอุปสรรคด้านงบประมาณ ปัญหาและอุปสรรคด้านเครื่องมือและอุปกรณ์ ปัญหาและอุปสรรคด้านการจัดการ และปัญหาและอุปสรรคด้านการประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน 2. แนวทางการสืบสวนปราบปรามเครือข่ายการค้ายาเสพติดบนสื่อสังคมออนไลน์อง ได้แก่ ข้อเสนอแนะทางการสืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน ข้อเสนอแนะด้านบุคลากร ข้อเสนอแนะด้านงบประมาณ ข้อเสนอแนะด้านอุปกรณ์และเครื่องมือเทคโนโลยี ข้อเสนอแนะด้านการบริหารจัดการ ข้อเสนอแนะด้านกฎหมาย และข้อเสนอแนะด้านการประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน องค์ความรู้ใหม่ คือ แนวทางการสืบสวนปราบปรามเครือข่ายค้ายาเสพติดบนสื่อสังคมออนไลน์ประกอบด้วย การสืบสวนแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน การประสานข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง การรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน การวางแผนจับกุมเครือข่ายการค้ายาเสพติดบนสื่อสังคมออนไลน์ และการวางแผนจับกุมเครือข่ายการค้ายาเสพติดบนสื่อสังคมออนไลน์</p> พร้อมพงษ์ สนิทกลาง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/6539 Fri, 20 Feb 2026 00:00:00 +0700 การเรียนรู้เชิงประสบการณ์ในระดับบัณฑิตศึกษา กรณีศึกษาโครงงานการจัดนำเที่ยวเชิงสุขภาพ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/6907 <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาความคิดเห็นของผู้เรียนต่อการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ในด้านความรู้และทักษะการทำงานจากการจัดโครงงานนำเที่ยวเชิงสุขภาพ และ 2. วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้และทักษะการทำงานกับผลลัพธ์การเรียนรู้ทางปัญญาของผู้เรียนในการจัดโครงงานนำเที่ยวเชิงสุขภาพ การวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้เรียนระดับบัณฑิตศึกษาในสาขาการท่องเที่ยวของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง จำนวน 25 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือหลัก และใช้สถิติเชิงพรรณนา (ค่าเฉลี่ย, S.D.) และสถิติเชิงอนุมาน (การวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน) เพื่อวิเคราะห์ข้อมูล</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ในด้านความรู้ผู้เรียนเห็นว่าการผสมผสานการเรียนในชั้นเรียนกับการจัดโครงงานนำเที่ยวเชิงสุขภาพช่วยเสริมการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 4.88) ในด้านทักษะการทำงาน ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ในด้านการประสานงานมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=4.89) สำหรับการวิเคราะห์สหสัมพันธ์ พบว่า ความรู้ (r=0.78) และ ทักษะการทำงาน (r=0.83) มีความสัมพันธ์เชิงบวกระดับสูงกับผลลัพธ์การเรียนรู้ทางปัญญาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า การจัดการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ผ่านโครงงานนำเที่ยวเชิงสุขภาพสามารถพัฒนาทั้งความรู้และทักษะการทำงาน พร้อมทั้งส่งเสริมการคิดเชิงปัญญาของผู้เรียน อันจะเป็นแนวทางที่อาจนำไปปรับใช้ในรายวิชาอื่นของสาขาการท่องเที่ยวและสาขาที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษา</p> อัศวิน แสงพิกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/6907 Fri, 20 Feb 2026 00:00:00 +0700 การเมืองของการจัดสรรงบประมาณเชิงพื้นที่ในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2561-2566 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7045 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษากลไก กระบวนการทางการเมืองในการจัดสรรงบประมาณเชิงพื้นที่ในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ.2561-2566 2) เพื่อวิเคราะห์บทบาทตัวแสดงในกระบวนการจัดสรรงบประมาณเชิงพื้นที่ในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ.2561-2566 และ 3) เพื่อเสนอแนะแนวทาง ในปรับปรุงกระบวนการในการจัดสรรงบประมาณเชิงพื้นที่ ในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ.2561-2566 เป็นการวิจัยเชิงบรรยายที่ใช้การเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ เพื่อนำเอาข้อมูลที่เป็นปรากฏการณ์จริง มาวิเคราะห์การเมืองในการจัดสรรงบประมาณที่งบประมาณ มิใช่เพียงกระบวนการทางเทคนิค แต่เป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองที่เชื่อมโยงกับความเป็นธรรม และการลดความเหลื่อมล้ำในสังคมอย่างชัดเจน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ระบบงบประมาณเชิงพื้นที่ของไทย ยังคงมีลักษณะรวมศูนย์สูง หน่วยงานกลางอย่างสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง และสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นผู้กำหนดทิศทางและนโยบายหลัก แม้จะเปิดโอกาสให้ท้องถิ่นและประชาชนเสนอแผนงานหรือโครงการ แต่การตัดสินใจขั้นสุดท้าย ยังอยู่ในมือของส่วนกลางและข้าราชการระดับสูง ส่งผลให้งบประมาณส่วนใหญ่ กระจุกตัวในเมืองใหญ่หรือจังหวัดที่มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการเมือง ขณะที่พื้นที่ชนบทหรือจังหวัดที่ขาดฐานเสียงทางการเมือง ได้รับงบประมาณน้อยกว่าอย่างชัดเจน (2) บทบาทของตัวแสดง พบว่ามีการประสานงานระหว่างรัฐส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ท้องถิ่น และภาคประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยรัฐส่วนกลางยังคงเป็นผู้กำหนดทิศทางหลัก ส่วนภูมิภาคและผู้ว่าราชการจังหวัด ทำหน้าที่ถ่ายทอดและประสานนโยบายลงสู่ท้องถิ่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรับผิดชอบวางแผนและขับเคลื่อนโครงการ แม้จะมีข้อจำกัดด้านอำนาจและงบประมาณ ขณะที่ประชาชนและเครือข่ายในพื้นที่ มีบทบาทในการสะท้อนปัญหาและตรวจสอบความโปร่งใส อย่างไรก็ตาม อำนาจตัดสินใจหลักยังคงอยู่ที่ส่วนกลาง ส่งผลให้การจัดสรรงบประมาณบางครั้งไม่ตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของแต่ละพื้นที่ และ (3) แนวทางในการปรับปรุงกระบวนการจัดสรรงบประมาณเชิงพื้นที่ควรเร่งกระจายอำนาจและงบประมาณสู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริง เพิ่มบทบาทให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอิสระในการวางแผนและบริหารงบประมาณมากขึ้น พร้อมส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกขั้นตอน เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณตอบสนองต่อความต้องการเฉพาะของแต่ละพื้นที่อย่างแท้จริง อันจะนำไปสู่ระบบงบประมาณที่เป็นธรรม โปร่งใส และลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองใหญ่กับชนบทได้อย่างยั่งยืน</p> สัจจะ สอิ้งทอง, เกรียงชัย ปึงประวัติ, ณัฐพงศ์ บุญเหลือ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7045 Fri, 20 Feb 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนากลยุทธ์การตลาดเฉพาะของผู้ประกอบการน้ำหอมจากสารสกัดพรรณไม้ในประเทศไทย https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7066 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาลักษณะและรูปแบบการดำเนินธุรกิจผลิตภัณฑ์น้ำหอมจากสารสกัดพรรณไม้ในประเทศไทย 2) วิเคราะห์ลักษณะตลาดเฉพาะ (Niche Market) 3) ศึกษาสภาพแวดล้อมด้านความสามารถทางการแข่งขัน 4) ศึกษากลยุทธ์ตลาดเฉพาะ และ 5) กำหนดแนวทางการพัฒนากลยุทธ์ตลาดเฉพาะ การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงจากผู้ประกอบการ นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด และผู้แทนจำหน่าย รวม 37 คน เก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่ม</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติมีความยั่งยืน และสะท้อนตัวตนของตนเอง 2) น้ำหอมจากธรรมชาติและออร์แกนิกเทรนด์ Eco-Friendly และ Clean Beauty ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคมากขึ้น 3) การแข่งขันมีข้อจำกัดทางด้านเทคโนโลยี และการแข่งขันจากแบรนด์ใหญ่ 4) การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และกลิ่นที่มีเอกลักษณ์ให้ตรงใจผู้บริโภค ผสมผสานการตลาดออนไลน์ และออฟไลน์ การรีวิวจากผู้ใช้จริงช่วยสร้างการรับรู้และความน่าเชื่อถือ 5) การสร้างอัตลักษณ์แบรนด์ การใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และ Storytelling Marketing และประสบการณ์เชิงโต้ตอบ เช่น AR/VR, Scent Workshop &amp; Experience และ Subscription Box ช่วยสร้างความภักดีและความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาว</p> คณภัสร์ วรรณพฤกษ์, อุดม สมบูรณ์ผล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7066 Fri, 20 Feb 2026 00:00:00 +0700 การยกระดับผลิตภัณฑ์ OTOP ประเภทอาหารทะเลแปรรูปของชุมชนฐานรากภาคใต้ฝั่งทะเลอันดามัน จังหวัดระนอง https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7212 <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและตรวจสอบความสอดคล้องของแบบจำลองการยกระดับผลิตภัณฑ์ OTOP ประเภทอาหารทะเลแปรรูปของชุมชนฐานรากภาคใต้ฝั่งทะเลอันดามัน จังหวัดระนอง การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากผู้บริโภคจำนวน 360 คน และข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 17 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และแบบจำลองสมการโครงสร้าง ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=4.59, S.D.=.430) โดยคุณภาพสินค้า (PQ) มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือการตลาดออนไลน์ (OM) ความภักดีของลูกค้า (CL) และความพึงพอใจของลูกค้า (CS) แบบจำลองมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ในระดับดี (χ²/df=1.858, GFI=0.96, CFI=0.99, RMSEA=0.048) ปัจจัย PQ และ OM มีอิทธิพลทางตรงต่อ CL และมีอิทธิพลทางอ้อมผ่าน CS ซึ่งเป็นตัวแปรส่งผ่านสำคัญ แบบจำลองสามารถอธิบายความแปรปรวนของ CL ได้ร้อยละ 87.30 องค์ความรู้ใหม่ที่ได้คือ “QMSL Model” ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาคุณภาพสินค้าและการตลาดออนไลน์อย่างบูรณาการจะนำไปสู่ความพึงพอใจและความภักดีของลูกค้าอย่างยั่งยืนในยุคดิจิทัล</p> พรรรัศม์ ทิวนาถ, วิจิตรา ศรีสอน, สัณฐาน ชยนนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7212 Fri, 20 Feb 2026 00:00:00 +0700 บทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของผู้นำชุมชนในการขับเคลื่อนชุมชนสีเขียว : การวิเคราะห์ด้วยกรอบภาวะผู้นำเชิงปฏิรูปและทุนทางสังคมในบริบทภาคใต้ของประเทศไทย https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7450 <p>งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาบริบท แนวคิด และหลักการของการขับเคลื่อนชุมชนสีเขียวในพื้นที่ภาคใต้ (2) วิเคราะห์บทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของผู้นำชุมชนโดยใช้กรอบภาวะผู้นำเชิงปฏิรูปและทุนทางสังคม และ (3) เสนอแนวทางการพัฒนาศักยภาพผู้นำชุมชนเพื่อเสริมสร้างความยั่งยืนของชุมชนสีเขียว การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีกลุ่มประชากรและกลุ่มตัวอย่างเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนชุมชนสีเขียวในภาคใต้ ได้แก่ ผู้นำชุมชน พระสงฆ์ ผู้นำศาสนา เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน เจ้าหน้าที่รัฐ ครู เยาวชน และนักท่องเที่ยว รวมทั้งสิ้นกว่า 100 คน ซึ่งได้รับการคัดเลือกโดยการสุ่มแบบเจาะจง และการจัดโควตา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย การสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง การสนทนากลุ่ม การสังเกตแบบมีส่วนร่วม และการทบทวนเอกสาร ข้อมูลที่ได้ถูกวิเคราะห์ด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และการวิเคราะห์เชิงประเด็น ผ่านกระบวนการเข้ารหัสสามชั้น และการตรวจสอบความน่าเชื่อถือด้วยวิธีการตรวจสอบแบบสามเส้า</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า บริบทของชุมชนสีเขียวในภาคใต้มีรากฐานสำคัญอยู่ที่ความสัมพันธ์ของคนในชุมชน ระบบวัฒนธรรมและศาสนา รวมทั้งวิถีการพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ ขณะเดียวกันผู้นำชุมชนมีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ใน 5 มิติหลัก ได้แก่ (1) การสร้างแรงบันดาลใจและวิสัยทัศน์ (2) การเชื่อมโยงเครือข่ายและทุนทางสังคม (3) การริเริ่มนวัตกรรม (4) การสร้างการมีส่วนร่วมและกติกาชุมชน และ (5) การใช้ทุนทางวัฒนธรรม ศาสนาเป็นพลังขับเคลื่อน นอกจากนี้ งานวิจัยยังได้เสนอแนวทางการพัฒนาศักยภาพผู้นำชุมชนที่เน้นการบูรณาการความรู้เชิงเทคนิคกับทุนทางสังคม การสร้างระบบนิเวศผู้นำ และการขยายผลเชิงนโยบายเพื่อสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน องค์ความรู้ใหม่จากการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า การขับเคลื่อนชุมชนสีเขียวที่มีประสิทธิภาพมิได้ขึ้นอยู่เพียงกับนโยบายภายนอก แต่ต้องอาศัยผู้นำที่สามารถผสมผสานภาวะผู้นำเชิงปฏิรูปกับทุนทางสังคม วัฒนธรรม และศาสนา เพื่อสร้างพลังร่วมที่นำไปสู่การพัฒนาชุมชนอย่างมั่นคงและยั่งยืน อันเป็นแนวทางที่สามารถนำไปปรับใช้ในพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศได้</p> ชุมพล อังคณานนท์, อนิรุต หนูปลอด, ซูวารี มอซู, วุฒิชัย ศรีชวย, ฮามีดะ หวันนุรัตน์, ไพฑูรย์ ทองสม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7450 Fri, 20 Feb 2026 00:00:00 +0700 รูปแบบการส่งเสริมบุคคลให้ประสบความสำเร็จในชีวิตด้วยหลักพุทธธรรม https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7240 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษารูปแบบการส่งเสริมบุคคลให้ประสบความสำเร็จในชีวิต 2) เพื่อศึกษาหลักพุทธธรรมที่ส่งเสริมให้บุคคลประสบความสำเร็จในชีวิต 3) เพื่อบูรณาการรูปแบบการส่งเสริมบุคคลให้ประสบความสำเร็จในชีวิตด้วยหลักพุทธธรรม และ 4) เพื่อนำเสนอองค์ความรู้เกี่ยวกับรูปแบบการส่งเสริมบุคคลให้ประสบความสำเร็จในชีวิตด้วยหลักพุทธธรรม รูปแบบการวิจัยเป็นเชิงคุณภาพ โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 15 คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. รูปแบบการส่งเสริมบุคคลให้ประสบความสำเร็จในชีวิต พบว่า เป็นกระบวนการที่มุ่งเพิ่มพูนความรู้ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านทัศนคติและพฤติกรรมของบุคคล 3 ด้าน ประกอบด้วยการส่งเสริม 1) ด้านสติปัญญา 2) ด้านจิตใจ ความคิด ความรู้สึก และ 3) ด้านพฤติกรรม 2. หลักพุทธธรรมที่ส่งเสริมความสำเร็จในชีวิต พบว่า คำสอนของพระพุทธเจ้าที่มุ่งเน้นการส่งเสริมให้บุคคลเกิดภูมิปัญญา ปรับทัศนคติและพฤติกรรม ตามทางสายกลาง เพื่อมุ่งพัฒนาศักยภาพมนุษย์ สู่ความสุขที่ยั่งยืน ประกอบด้วย 1) หลักวุฒิธรรม 4 2) หลักอิทธิบาท 4 และ 3) หลักฆราวาสธรรม 4 3. การบูรณาการรูปแบบการส่งเสริมบุคคลให้ประสบความสำเร็จในชีวิตด้วยหลักพุทธธรรม พบว่ารูปแบบการส่งเสริมบุคคลให้ประสบความสำเร็จในชีวิต ประกอบด้วย 1) การส่งเสริมด้านสติปัญญากับหลักหลักวุฒิธรรม 4 เพื่อหล่อหลอมความคิด วิเคราะห์เป็น ตัดสินใจได้ ด้วยคุณธรรม 2) การส่งเสริมด้านจิตใจด้วยหลักอิทธิบาท 4 เพื่อขับเคลื่อนชีวิตด้วยใจรัก เพียรคิด มุ่งมั่น และมีสติ และ 3) การส่งเสริมด้านพฤติกรรมด้วยหลักฆราวาสธรรม 4 เพื่อพัฒนาตนด้วยวินัย ซื่อสัตย์ อดทน ฝึกตน และเสียสละ สู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน 4. องค์ความรู้ใหม่ที่ได้ SCFB MODEL: The Buddhist Integrative Model of Success through Cognitive, Feeling, and Behavior คือ รูปแบบการส่งเสริมบุคคลให้ประสบความสำเร็จโดยเน้นการบูรณาการทางพระพุทธศาสนาเพื่อความสำเร็จผ่านกระบวนการใช้สติปัญญา จิตใจ และพฤติกรรม</p> ศักดิพงษ์ โสภาจร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7240 Fri, 20 Feb 2026 00:00:00 +0700 การรับรู้และความพึงพอใจจากการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนเพื่อประกอบการเรียนรู้ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7566 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การรับรู้การนำเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนมาใช้ประกอบการเรียนรู้ 2) ความพึงพอใจของนิสิตที่มีต่อเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน 3) อุปสรรคของการนำเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนมาใช้ประกอบการเรียนรู้เพื่อการศึกษา เป็นวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การเลือกกลุ่มตัวอย่างเป็นนิสิตมหาวิทยาลัยนเรศวร ใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ใช้ความเป็นจริงเสมือน เกณฑ์การเลือกกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ให้ข้อมูลหลักใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบไม่ใช้ความน่าจะเป็น ด้วยวิธีการการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ประกอบด้วยนิสิตที่ศึกษาสาขาวิชาด้านวิทยาศาสตร์ และนิสิตที่ศึกษาสาขาวิชาด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ รวม 30 คน โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ไม่เคยมีประสบการณ์ การใช้ความเป็นจริงเสมือนมาก่อน เพราะต้องการให้กลุ่มตัวอย่างใช้ด้วยตนเอง และได้รับประสบการณ์อันแปลกใหม่เป็นครั้งแรก</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การรับรู้การใช้ความเป็นจริงเสมือนประกอบด้วย 1. การรับรู้ด้านภาพ 2. การรับรู้ด้านเสียง 3. การรับรู้ด้านอุปกรณ์ครอบศีรษะ คันบังคับและปุ่มสัมผัส 2) ความพึงพอใจต่อการนำเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนมาใช้ประกอบการเรียนรู้แบ่งได้ 3 ด้าน ประกอบด้วย 1. ความพึงพอใจด้านการรับรู้ข่าวสาร 2. ความพึงพอใจด้านความบันเทิง ผ่อนคลายความเครียด 3. ความพึงพอใจด้านการเป็นผู้กระทำ 3) อุปสรรคมี 2 ประการ ได้แก่ 1. อุปสรรคด้านอุปกรณ์ความเป็นจริงเสมือนที่ตัวสวมศีรษะค่อนข้างมีน้ำหนักสำหรับผู้ใช้บางคน การใช้งานครั้งแรก ผู้ใช้ต้องการคำแนะนำเพื่อการเข้าถึงและใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2. เนื้อหาที่ผู้ใช้งานต้องการให้มีความหลากหลายเพื่อให้ครอบคลุมวิชาต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น องค์ความรู้ที่ได้จากงานวิจัยนี้ คือ เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนมีคุณลักษณะช่วยให้ผู้ใช้อุปกรณ์มีความสัมพันธ์กับตัวสื่อและเรื่องราวในสื่อสูง มีคุณสมบัติสร้างภาพและเสียงในระบบสามมิติ ที่ช่วยดึงดูดความสนใจ สามารถสร้างสรรค์รูปแบบการรับรู้ อันนำไปสู่การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น</p> พิทักษ์ ปานเปรม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7566 Fri, 20 Feb 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนากลยุทธ์เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตในชุมชนแออัด กรณีศึกษาเทศบาลนครเชียงใหม่ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7875 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาบริบทที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในชุมชนแออัดในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ (2) วิเคราะห์ปัจจัยสภาพแวดล้อมภายในและภายนอกที่มีผลต่อการยกระดับคุณภาพชีวิต และ (3) เสนอและประเมินกลยุทธ์การพัฒนาเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชนแออัดบนพื้นฐานหลักการทรงงาน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ พื้นที่ศึกษา ได้แก่ 3 ชุมชนในแขวงกาวิละ เทศบาลนครเชียงใหม่ คือ ชุมชนท่าสะต๋อย ชุมชนรถไฟสามัคคี และชุมชนขนส่งซอย 9 ประชากรเชิงปริมาณเป็นประชาชนในชุมชนแออัดรวม 391 ครัวเรือน และกำหนดกลุ่มตัวอย่างจำนวน 298 คน ตามสูตรของทาโร ยามาเน่ ส่วนกลุ่มตัวอย่างเชิงคุณภาพเป็นผู้ให้ข้อมูลหลักจำนวน 18 คน คัดเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วยสมาชิกสภาเทศบาล เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ผู้นำชุมชน และกรรมการชุมชน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ขณะที่ข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา พร้อมสังเคราะห์ผลด้วย SWOT และ TOWS Matrix เพื่อกำหนดกลยุทธ์เชิงพัฒนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) คุณภาพชีวิตโดยรวมของประชาชนในชุมชนแออัดอยู่ในระดับปานกลาง โดยชุมชนขนส่งซอย 9 มีระดับคุณภาพชีวิตสูงกว่าชุมชนอื่น ขณะที่ปัญหาสำคัญได้แก่ รายได้ไม่มั่นคง ค่าครองชีพสูง ปัญหาท่อระบายน้ำอุดตัน กลิ่นเหม็น ความขัดแย้งในชุมชน และมลพิษฝุ่นควัน PM 2.5 (2) ปัจจัยแวดล้อมที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตครอบคลุม 7 ด้าน ได้แก่ การเมือง วัฒนธรรม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม การศึกษา สาธารณสุข และสังคม โดยพบจุดแข็งด้านผู้นำและคณะกรรมการชุมชนที่เข้มแข็ง รวมถึงทุนทางสังคมและอัตลักษณ์ชุมชน ขณะที่จุดอ่อนสำคัญคือปัญหาฝุ่น PM 2.5 ความเสื่อมโทรมของโครงสร้างพื้นฐาน และข้อจำกัดด้านความรู้เชิงบริหารจัดการชุมชน ส่วนโอกาสเด่นมาจากนโยบายและโครงการสนับสนุนของเทศบาลและความเป็นเมืองท่องเที่ยว ขณะที่อุปสรรคสำคัญคือปัญหาน้ำท่วม ความยากจน และข้อจำกัดด้านงบประมาณ (3) ผลการสังเคราะห์เชิงกลยุทธ์สามารถจัดทำกลยุทธ์หลัก 4 กลยุทธ์ ได้แก่ กลยุทธ์เชิงรุก (SO) กลยุทธ์เชิงป้องกัน (ST) กลยุทธ์เชิงแก้ไข (WO) และกลยุทธ์เชิงรับ (WT) พร้อมกลยุทธ์รองรวม 20 กลยุทธ์ ซึ่งผ่านการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย พบว่ามีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุด ข้อเสนอแนะจากการวิจัยควรมุ่งส่งเสริมการมีส่วนร่วมเชิงรุกของประชาชนในการกำหนดแผนและดำเนินโครงการพัฒนา เพิ่มขีดความสามารถผู้นำและคณะกรรมการชุมชนด้วยการพัฒนาทักษะการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ และผลักดันการบูรณาการความร่วมมือระหว่างเทศบาล ภาคเอกชน และเครือข่ายชุมชน เพื่อพัฒนาระบบอาชีพ สาธารณูปโภค สุขภาพ และสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตในชุมชนแออัดอย่างเป็นระบบและยั่งยืน</p> ญาณิศา ศรีศิลปนันฑ์, มนัส สุวรรณ, ชุติวลัญชน์ เสมมหาศักดิ์, รัชพล สัมพุทธานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7875 Fri, 20 Feb 2026 00:00:00 +0700 รูปแบบการบริการสาธารณะในยุคดิจิทัลด้วย e-Service ขององค์การบริหารส่วนตำบลในจังหวัดนครสวรรค์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7888 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์องค์ประกอบการบริการสาธารณะในยุคดิจิทัลด้วย e-Service ขององค์การบริหารส่วนตำบลในจังหวัดนครสวรรค์ (2) พัฒนารูปแบบการบริการสาธารณะผ่านระบบ e-Service และ (3) ประเมินคุณภาพของรูปแบบที่พัฒนาขึ้น การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสานวิธีหลายระยะ แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ การวิเคราะห์องค์ประกอบ การสร้างรูปแบบ และการประเมินรูปแบบ ประชากรและกลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 19 คนที่คัดเลือกแบบเจาะจง กลุ่มตัวอย่างสำหรับการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจจำนวน 847 คนจากองค์การบริหารส่วนตำบล 121 แห่งของจังหวัดนครสวรรค์ และผู้ประเมินรูปแบบจำนวน 30 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า และแบบประเมินรูปแบบการบริการสาธารณะ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหาแบบผสม ส่วนข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า องค์ประกอบการบริการสาธารณะด้วย e-Service มี 6 ด้าน ได้แก่ (1) วิสัยทัศน์และนโยบาย (2) การพัฒนาระบบ (3) ความสะดวกและรวดเร็ว (4) คุณภาพบริการ (5) ความโปร่งใสและความปลอดภัย และ (6) การสร้างวัฒนธรรมดิจิทัล รูปแบบการบริการที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ส่วนนำ เนื้อหาและแนวทางการดำเนินงาน และเงื่อนไขความสำเร็จ โดยผลประเมินจากผู้เชี่ยวชาญและผู้ปฏิบัติงานพบว่ารูปแบบมีความถูกต้อง <br />ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ในระดับมากที่สุดทุกด้าน องค์ความรู้ใหม่จากการวิจัยนี้ คือ รูปแบบการบริการสาธารณะในยุคดิจิทัลด้วย e-Service ที่สังเคราะห์จากแนวคิด ทฤษฎี ข้อมูลเชิงประจักษ์ และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ สามารถใช้เป็นต้นแบบในการพัฒนาและยกระดับการให้บริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในบริบทต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสมและเป็นระบบ</p> ทนงศักดิ์ เหมือนเตย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7888 Fri, 20 Feb 2026 00:00:00 +0700 พุทธนวัตกรรมเพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้สูงอายุในมิติวิถีไทอีสาน https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7941 <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาลักษณะและรูปแบบพุทธนวัตกรรมที่เหมาะสมต่อการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้สูงอายุในวิถีไทอีสาน (2) ศึกษากระบวนการบูรณาการพุทธนวัตกรรมกับกิจกรรมวัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่น และ (3) ประเมินกระบวนการและผลการใช้พุทธนวัตกรรมดังกล่าว การวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนา โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณคือ ผู้สูงอายุจำนวน 248 คน จากโรงเรียนผู้สูงอายุต้นแบบในจังหวัดขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม และร้อยเอ็ด และผู้ให้ข้อมูลสำคัญเชิงคุณภาพ จำนวน 18 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และแบบประเมินกระบวนการและผลการใช้นวัตกรรม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) พุทธนวัตกรรมที่เหมาะสมคือการบูรณาการหลักอธิษฐาน 4 ได้แก่ การเรียนเพื่อรู้ การเรียนรู้เพื่อปฏิบัติ การเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่น และการเรียนรู้เพื่อชีวิตที่มีคุณภาพ (2) กระบวนการบูรณาการมีความเป็นระบบ โดยใช้วัฒนธรรมและประเพณีอีสานเป็นฐานการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมของพระสงฆ์และชุมชน และ (3) การประเมินผลชี้ว่านวัตกรรมมีความเหมาะสมและสามารถนำไปใช้ได้จริง ส่งผลเชิงบวกต่อความรู้ ทักษะ ทัศนคติ และความสัมพันธ์ทางสังคมของผู้สูงอายุ องค์ความรู้จากการวิจัยคือโมเดลพุทธนวัตกรรมเพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้สูงอายุในบริบทไทอีสาน ซึ่งสามารถใช้เป็นต้นแบบในการขยายผลสู่การจัดการศึกษาชุมชนและนโยบายสังคมสูงวัยอย่างยั่งยืน</p> จิราภรณ์ ผันสว่าง, พระครูกิตติวราทร, พระเมธาวินัยรส, กฤตยากร ลดาวัลย์, วีรนุช พรมจักร์, อิศเรศ จิณฤทธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7941 Fri, 20 Feb 2026 00:00:00 +0700 การประยุกต์ใช้พุทธจิตวิทยาในระบบการแพทย์ทางไกลเพื่อดูแลผู้ป่วยสุราเพื่อลดการกลับมาดื่มซ้ำ กรณีศึกษาโรงพยาบาลธัญญารักษ์ขอนแก่น https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/8057 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ปัจจัยส่วนบุคคลและสภาพปัญหาการดื่มสุราของผู้ป่วยสุราที่เคยเข้ารับการบำบัดรักษา 2) การประยุกต์ใช้หลักพุทธจิตวิทยาในระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) ในการติดตามการบำบัดรักษาผู้ป่วยสุราเพื่อลดการกลับมาดื่มซ้ำ และ 3) แนวทางและพัฒนาข้อเสนอเชิงกลไกในการบูรณาการหลักพุทธจิตวิทยาร่วมกับระบบการแพทย์ทางไกลในการดูแลผู้ป่วยสุราอย่างยั่งยืน การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยการวิจัยเชิงปริมาณศึกษาในกลุ่มผู้ป่วยสุราที่เคยเข้ารับการบำบัดรักษาและอยู่ในระยะติดตามการรักษา จำนวน 10 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง ขณะที่การวิจัยเชิงคุณภาพศึกษาจากทีมสหวิชาชีพที่มีบทบาทในการดูแลผู้ป่วยสุรา จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและความเชื่อมั่นแล้ว การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) ปัจจัยส่วนบุคคลและสภาพปัญหาการดื่มสุราของผู้ป่วยสุราโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก สะท้อนความเปราะบางทางเศรษฐกิจ สังคม และจิตใจที่เอื้อต่อการกลับมาดื่มซ้ำ (2) การประยุกต์ใช้หลักพุทธจิตวิทยาร่วมกับระบบการแพทย์ทางไกลช่วยเพิ่มการตระหนักรู้ การยอมรับปัญหา การกำกับตนเอง และความต่อเนื่องในการเข้ารับการติดตามรักษา ซึ่งมีส่วนสำคัญในการลดการกลับมาดื่มซ้ำ และ (3) สามารถสังเคราะห์เป็นกลไกสำคัญที่เอื้อต่อความยั่งยืน ได้แก่ กลไกการตระหนักรู้เชิงเหตุปัจจัย กลไกการเสริมพลังการกำกับตนเอง กลไกความต่อเนื่องของความสัมพันธ์การดูแล กลไกการลดอุปสรรคเชิงโครงสร้าง และกลไกการบูรณาการเชิงคุณค่าและวัฒนธรรม ข้อเสนอแนะจากการวิจัยคือ ควรพัฒนาระบบการแพทย์ทางไกลที่บูรณาการหลักพุทธจิตวิทยาอย่างเป็นระบบ เพื่อเสริมสร้างการดูแลผู้ป่วยสุราในมิติองค์รวม และสนับสนุนการฟื้นฟูอย่างยั่งยืนในบริบทระบบสุขภาพไทย</p> สิทธิพร เกษจ้อย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/8057 Fri, 20 Feb 2026 00:00:00 +0700 บทบาทของการบริการวิชาการเพื่อสังคมและการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ที่มีต่อความผูกพันของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา สาขาการจัดการการท่องเที่ยว https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/8212 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อ 1) ศึกษาความคิดเห็นของผู้เรียนต่อการมีส่วนร่วมในโครงการบริการวิชาการเพื่อสังคม การเรียนรู้เชิงประสบการณ์ และความผูกพันต่อหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา สาขาการจัดการการท่องเที่ยว และ 2) เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการมีส่วนร่วมในโครงการบริการวิชาการและการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ กับความผูกพันต่อหลักสูตร โครงการที่ศึกษาเป็น โครงการบริการวิชาการเพื่อสังคมในวิชาการตลาดเชิงกลยุทธ์ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ผู้ตอบแบบสอบถาม คือ ผู้เรียนระดับบัณฑิตศึกษา สาขาการจัดการการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ จำนวน 17 คน งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้เครื่องมือวิจัยหลัก คือ แบบสอบถาม และใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) โครงการบริการวิชาการเพื่อสังคม โดยความเห็นเกี่ยวกับการทำประโยชน์เพื่อสังคมผ่านโครงการบริการวิชาการได้คะแนนมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=4.74) ส่วนการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ พบว่า ความเห็นเกี่ยวกับการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ของผู้เรียนได้คะแนนมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=4.69) ในขณะที่ ความผูกพันต่อหลักสูตร พบว่า ความเห็นในประเด็นความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการบริการวิชาการเพื่อสังคมได้คะแนนมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=4.68) 2) สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างการมีส่วนร่วมในโครงการบริการวิชาการและการเรียนรู้เชิงประสบการณ์กับความผูกพันต่อหลักสูตรด้วยการวิเคราะห์สหสัมพันธ์ พบว่า การมีส่วนร่วมในโครงการบริการ (r=0.79) และการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ (r=0.71) ต่างมีความสัมพันธ์เชิงบวกระดับสูงกับความผูกพันต่อหลักสูตรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 (p &lt; 0.01) ผลการวิจัยในครั้งนี้สามารถใช้เป็นแนวทางสำหรับอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษา เพื่อวางแผนและออกแบบกิจกรรมเสริมหลักสูตรที่เหมาะสมในรายวิชาต่าง ๆ เพื่อสร้างความผูกพันต่อหลักสูตร</p> อัศวิน แสงพิกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/8212 Fri, 20 Feb 2026 00:00:00 +0700 การบูรณาการการท่องเที่ยวสีเขียวและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพบนฐานชุมชน: มุมมองของนักท่องเที่ยวและคนในพื้นที่ชุมชนบางกะเจ้า จังหวัดสมุทรปราการ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7992 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาปัจจัยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนชุมชนบางกะเจ้า จังหวัดสมุทรปราการ (2) ศึกษาปัจจัยที่เอื้อต่อการธำรงรักษาพื้นที่ธรรมชาติเชิงอนุรักษ์ (พื้นที่สีเขียว) และ (3) ศึกษาปัจจัยที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในพื้นที่ดังกล่าว งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยกำหนดประชากรเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ นักท่องเที่ยวชาวไทยอายุ 25 ปีขึ้นไปที่เคยเดินทางมาท่องเที่ยวชุมชนบางกะเจ้าอย่างน้อย 2 ครั้งและเข้าร่วมกิจกรรมด้านสุขภาพ และคนในชุมชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 5 ปี คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยการสังเกตแบบมีส่วนร่วม และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) ปัจจัยดึงดูดนักท่องเที่ยว ได้แก่ ความเป็นธรรมชาติและภาพลักษณ์ “ปอดของกรุงเทพฯ” กิจกรรมท่องเที่ยวที่หลากหลาย ความสะดวกในการเดินทาง และความเป็นมิตรของคนในชุมชน (2) ปัจจัยที่เอื้อต่อการธำรงรักษาพื้นที่สีเขียว ได้แก่ การรณรงค์พลังงานสีเขียว การให้ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและการเรียนรู้ธรรมชาติ และการควบคุมการก่อสร้างอย่างเหมาะสม และ (3) ปัจจัยที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ได้แก่ พื้นที่สีเขียวที่เกื้อหนุนสุขภาวะทางจิตใจ กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ อาหารและผลิตภัณฑ์สุขภาพจากชุมชน และบรรยากาศสงบที่เอื้อต่อการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ องค์ความรู้จากการวิจัยชี้ให้เห็นแนวทาง “การบูรณาการการท่องเที่ยวสีเขียวกับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพบนฐานชุมชน” ซึ่งสามารถใช้เป็นกรอบในการพัฒนาภาพลักษณ์และยกระดับการจัดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของชุมชนบางกะเจ้า ผ่านความร่วมมือของชุมชนและภาคีที่เกี่ยวข้อง</p> มนต์ศิระ จรูญสิทธิ์, อัศวิน แสงพิกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7992 Fri, 20 Feb 2026 00:00:00 +0700 การพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/6839 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ปัจจัยเสี่ยงและผลกระทบจากการหกล้มในผู้สูงอายุ ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และเศรษฐกิจ 2) แนวทางการป้องกันและลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ โดยบูรณาการด้านสุขภาพ พฤติกรรม สิ่งแวดล้อม และการสนับสนุนจากครอบครัว ชุมชน และระบบบริการสุขภาพ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสาร งานวิจัยในรูปแบบเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยเสี่ยงครอบคลุมด้านกายภาพ จิตใจ พฤติกรรม และสิ่งแวดล้อม ส่วนผลกระทบเกิดขึ้นทั้งด้านร่างกาย จิตสังคม และเศรษฐกิจ สำหรับแนวทางป้องกันเน้นการส่งเสริมสุขภาพกายใจ การปรับสิ่งแวดล้อม การสร้างพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม และการสนับสนุนจากครอบครัว ชุมชน และระบบบริการสุขภาพ สรุปได้ว่าการป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือหลายภาคส่วน เพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ปลอดภัยและยั่งยืน</p> ณัชชา ไชยวงค์, เบญจมาศ ยศเสนา, รัตตินันท์ เหมวิชัยวัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/6839 Fri, 20 Feb 2026 00:00:00 +0700 The Effectiveness of Recruitment at Guizhou Vocational Colleges of Industry and Commerce, Guizhou, China https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/5884 <p>This study investigates the effectiveness of recruitment at Guizhou Vocational College of Industry and Commerce, aiming to analyze the current status and characteristics of faculty recruitment, identify the main factors affecting recruitment effectiveness, and propose practical strategies for improvement. Grounded in recruitment management, organizational performance management, and human resource management theories, the study adopts a quantitative research approach. A questionnaire using a five-point Likert scale was distributed to faculty members, and a sample size of 250 was determined using Taro Yamane’s formula. The data were analyzed using descriptive statistics and validated with Cronbach's alpha to ensure reliability.</p> <p>The survey results show that 68.67% of respondents believe that the current recruitment situation is poor and that recruitment effectiveness is ineffective. Key issues include mismatched expectations between candidates and positions, inconsistent processes across departments, unclear planning, and ineffective recruitment channels. The most significant factors influencing recruitment effectiveness are competitive compensation and benefits, alignment of recruitment goals, clear recruitment standards, and diversified recruitment channels. Based on these insights, the study offers targeted strategies to enhance recruitment efficiency, align expectations, and improve talent retention. The research provides practical reference for private vocational colleges aiming to strengthen faculty recruitment and support high-quality institutional development.</p> Jielin Yang, Non Naprathansuk, Suriyajaras Techatunminasakul, Winit Pharcharuen ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/5884 Fri, 20 Feb 2026 00:00:00 +0700 Student Attrition Rate in Humanities and Sports Department, Guizhou Vocational College of Industry and Commerce Guizhou, China https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/5905 <p>This study aims to: 1) analyze the current status of student attrition, 2) identify key factors contributing to student attrition, and 3) propose strategies to reduce attrition rates. A quantitative approach was used, based on the theoretical frameworks of Student Performance Management, Total Quality Management (TQM), and Educational Development Strategies. Data were collected through secondary sources, including the official website and administrative departments of Guizhou Vocational College of Industry and Commerce, and primary data via a questionnaire survey of 340 randomly selected students from the College of Humanities and Sports. Descriptive statistics were used for data analysis, and the reliability of the survey instrument was confirmed using Cronbach's alpha coefficient.</p> <p>The study revealed that student attrition at the School of Humanities and Sports, Guizhou Vocational College of Industry and Commerce is significantly influenced by teaching methods (57.94%), lack of student-centered learning approaches (47.65%), inadequate institutional feedback systems (47.06%), and individual factors such as academic performance and family background (47.06%). These issues reflect a mismatch between student expectations and the current educational environment. Based on the data, the most effective measures to reduce attrition include: adopting diverse and interactive teaching methods (57.35%), enhancing institutional support in terms of facilities and learning environments (50.3%), optimizing the allocation of academic and support resources (48.53%), and establishing a sustainable improvement model focused on student needs and satisfaction (48.32%). These findings underscore the importance of a holistic approach to teaching, management, and student engagement in reducing dropout rates.</p> Yin You, Non Napratansuk, Winit Pharcharuen, Jariya Koment ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/5905 Fri, 20 Feb 2026 00:00:00 +0700 Strategies for Developing Organic Vegetable Farmers in Chiang Mai Province into Sustainable Agribusiness Entrepreneurs https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/6172 <p>This study aims to analyze the strategic approaches for enhancing the capacity of organic vegetable farmers in Chiang Mai in transitioning towards sustainable agribusiness entrepreneurship. The research employs a qualitative methodology, with the target group consisting of organic vegetable farmers in Chiang Mai province. Data collection tools include in-depth interviews and focus group discussions. A SWOT analysis was conducted to identify strengths, weaknesses, opportunities, and challenges affecting the development of 25 selected farmers, followed by a descriptive analysis of the findings.</p> <p>The results indicate that the key strengths of organic farmers in Chiang Mai include abundant natural resources, knowledge of organic farming, and increasing support from both the government and market expansion. However, the major weaknesses identified were a lack of marketing knowledge and high production costs. Opportunities for development include government policy support, the growth of online marketing channels, and the expansion of organic agricultural exports. Meanwhile, challenges encompass climate change, competition from large-scale farmers, and the issue of counterfeit organic products. Based on the SWOT analysis, the study proposes four strategic approaches to support organic vegetable farmers in becoming sustainable agribusiness entrepreneurs: (1) Proactive Strategy (SO) focusing on improving production standards and expanding markets through online platforms; (2) Preventive Strategy (ST) strengthening cooperative networks and developing smart farming techniques; (3) Corrective Strategy (WO) providing agribusiness training and facilitating access to financial resources; and (4) Responsive Strategy (WT) enhancing competitiveness and establishing a quality monitoring system.</p> Dongmei Wang, Pawinee Areesrisom, Weena Nilawonk, Snit Sitti ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/6172 Fri, 20 Feb 2026 00:00:00 +0700 Strategic Development and Capacity-Building Model for Enhancing the Operations of Agricultural Housewives Groups in Chiang Mai Province https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/6173 <p>This study aims to explore the strategic development models and enhance the operational capacity of rural housewife farmers in Chiang Mai province. <br />A qualitative research methodology was employed through in-depth interviews and focus group discussions with 20 rural housewife farmers, based on a conceptual framework that categorizes strategies into four types: proactive strategy (SO), corrective strategy (WO), defensive strategy (ST), and reactive strategy (WT). The data were analyzed using a descriptive approach.</p> <p>The findings revealed that the proactive strategy, which focuses on product development in collaboration with the government and networks, as well as the establishment of learning centers and experience-sharing platforms, plays a crucial role in adding value and improving product quality. The corrective strategy emphasizes the development of digital skills and online marketing, along with enhancing evaluation systems and fundraising to support continuous development. Meanwhile, the defensive strategy focuses on cost management and improving product quality by integrating local wisdom with innovation. The reactive strategy focuses on improving production systems and management by building partnerships and systematically managing knowledge. When all four strategies are integrated, rural housewife farmer groups in Chiang Mai will become stronger, standardized, and able to compete sustainably in the modern market.</p> Chun-Shen Huang, Koblap Areesrisom, Snit Sitti, Pawinee Areesrisom ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/6173 Fri, 20 Feb 2026 00:00:00 +0700 Strategic Models for Enhancing Production Capacity, Marketing, and Farmer Networks to Create Added Value for Organic Vegetable Community Enterprises in Chiang Mai Province https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/6174 <p>This research aims to: 1) Analyze the environment and potential for production, marketing, and farmer networks of community enterprises growing organic vegetables in Chiang Mai province; 2) Develop strategic models for enhancing the production, marketing, and farmer network capabilities to add value to the community enterprises of organic vegetable growers in Chiang Mai. The research employed a qualitative methodology through in-depth interviews and focus group discussions. The target group comprised 1) leaders of community enterprise groups, 2) committee members of community enterprise groups, and 3) representatives of community enterprise group members, totaling 75 participants. The findings are presented in a descriptive form.</p> <p>The study revealed that: 1) The analysis of production, marketing, and farmer networks to add value to the community enterprises of organic vegetable growers in Chiang Mai used multiple aspects of analysis, including organizational structure, community enterprise members, resources, and support from government and network organizations. The findings showed that the community enterprise groups had strengths in their effective management structures but lacked clearly defined organizational values and culture, and were also deficient in technology for product preservation, as well as temperature-controlled transportation. However, they received strong support from the government, allowing the groups to collaborate with government bodies and academic institutions to enhance their production and marketing potential. 2) The analysis of strategies that could be used to develop capabilities categorized strategies into four main areas: organizational structure, community enterprise members, resources, and support from government and network organizations. Each area utilized proactive, corrective, preventive, and reactive strategies to strengthen operations and cope with various factors affecting the development of the community enterprises. Furthermore, the development of flexible production systems, the promotion of digital skills, and the creation of partnerships with the private sector are crucial factors for enhancing the sustainability of community enterprises in the future.</p> Bo Huang, Pawinee Areesrisom, Weena Nilawonk, Snit Sitti ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/6174 Fri, 20 Feb 2026 00:00:00 +0700 The Development of Strategic Guidelines to Enhance the Capacity of Young Farmers as Smart Agriculture Entrepreneurs in Chiang Mai Province https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/6291 <p>This research article aims to study: 1) the potential and needs of new-generation farmers in Chiang Mai province in transitioning to becoming smart agriculture entrepreneurs, and 2) the development of strategic approaches to enhance their capacity for sustainable smart agriculture operations. The research employed a mixed-methods approach, combining both quantitative and qualitative research methods. In the quantitative research, data were collected from 187 new-generation farmers who were registered with the Department of Agricultural Extension in Chiang Mai province using a questionnaire. The data were analyzed using descriptive statistics such as mean, standard deviation, and multiple regression analysis. In the qualitative research, in-depth interviews were conducted with 10 new-generation farmers who received the provincial outstanding farmer award, and the data were analyzed using content analysis.</p> <p>The findings revealed that new-generation farmers had a high overall potential, particularly in modern agricultural knowledge and skills, as well as management and marketing skills. Their highest needs for development as smart agriculture entrepreneurs were in the area of building collaborative networks, followed by financial support and assistance. The strategic recommendations for enhancing the sustainable capacity of new-generation farmers include providing training in modern agricultural technologies, establishing specialized support funds, creating collaborative networks with all sectors, and promoting marketing through digital platforms, all aimed at strengthening their position as stable and sustainable smart agriculture entrepreneurs.</p> Jinhua Zhang, Pawinee Areesrisom, Koblap Areesrisom ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/6291 Fri, 20 Feb 2026 00:00:00 +0700 Problem Analysis and Mechanism Development of Community Committee Operations: A Case Study of Nong Chak Subdistrict Municipality, Thailand https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/6859 <p>The community committee is important because it serves as a representative link between the municipality and the people, helps solve problems and improve quality of life, creates participation, strengthens community resilience, and drives policies that truly respond to people's needs. This research study had the following objectives: (1) To study the level of implementation of the roles of community committee members; and (2) To examine the problems and identify solutions for the implementation of these roles by community committee members in Nong Chak Subdistrict Municipality. This study employed a mixed-methods research design, combining quantitative and qualitative approaches to provide a comprehensive understanding of the roles, problems, and potential solutions concerning community committee members in Nong Chak Subdistrict Municipality. The conceptual framework is based on the Ministry of Interior’s Regulation on Municipal Community Committees, B.E. 2564 (2021), as amended (Second Edition), B.E. 2566 (2023). The research area is Nong Chak Subdistrict Municipality. Data were collected from 60 community committee members using a structured questionnaire, For the quantitative analysis, the study examined the level of implementation of the roles of community committee members in Nong Chak Subdistrict Municipality by employing descriptive statistics, namely mean (µ), and standard deviation (σ). For the qualitative aspect, in-depth interviews were conducted with 12 key informants, and the data were processed using content analysis and descriptive narration.</p> <p>The research findings are as follows: The level of implementation of the roles of community committee members in Nong Chak Subdistrict Municipality is at a very good level. As for the problems and solutions, it was found that some committee members still lack clarity regarding the scope of their authority; in particular, which tasks fall within the regulatory framework they are permitted to perform. Additionally, there is a lack of a systematic monitoring and evaluation mechanism. Proposed solutions Include developing a user-friendly operations manual with concrete examples, and organizing training sessions to foster accurate understanding of legal roles and responsibilities. Recommendations: To address the absence of a monitoring and evaluation system, it is recommended to establish a follow-up and evaluation mechanism through platforms for sharing best practices, coupled with annual performance evaluations. Furthermore, an incentive system should be introduced to reward outstanding committee members in order to boost motivation.</p> Pongsatean Luengalongkot ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/6859 Fri, 20 Feb 2026 00:00:00 +0700