วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP <table style="height: 1394px;" width="668"> <tbody> <tr> <td width="620"><strong>วัตถุประสงค์และขอบเขตของวารสาร</strong></td> </tr> <tr> <td width="620"> วารสารสันติสุขปริทรรศน์ Journal of Peace Periscope (JPP) มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและเผยแพร่ผลงานวิชาการและงานวิจัยที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เพื่อเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็นเชิงวิชาการ แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับผลงานวิจัยให้แก่คณาจารย์ นักวิชาการ นิสิตนักศึกษา และผู้สนใจทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์สู่สาธารณชนและแวดวงวิชาการ ขอบเขตวารสารมุ่งเน้นเปิดรับบทความจากสาขาด้านศาสนาและปรัชญา ศึกษาศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ การพัฒนาท้องถิ่น การบริหารธุรกิจ และสหวิทยาการด้านมนุษย์และสังคมศาสตร์ โดยทุกบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างน้อย 2 ท่าน ทั้งนี้เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</td> </tr> <tr> <td> </td> </tr> <tr> <td><strong>ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร </strong></td> </tr> <tr> <td width="620"> 1) บทความวิจัย (Research Article) บทความวิจัยมีลักษณะเด่นตรงที่เป็นการนำเสนอปัญหาที่ผู้เขียนได้ศึกษาหรือประเด็นที่ต้องการคำตอบ มีการกำหนดกรอบแนวคิด การเก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งสรุปปัญหาอย่างชัดเจน อันเป็นการสร้างฐานความรู้ที่มีคุณค่าทางวิชาการ</td> </tr> <tr> <td width="620"> 2) บทความวิชาการ (Academic Article) เป็นบทความที่นำเสนอเชิงการวิเคราะห์ วิจารณ์หรือเสนอความรู้ทางวิชาการที่เกิดองค์ความรู้ใหม่</td> </tr> <tr> <td width="620"> 3) บทความปริทรรศน์ (Review Article) เป็นบทความในลักษณะการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และวิจารณ์เปรียบเทียบ ที่รวบรวมความรู้จากตำรา หนังสือ หรือจากผลงานประพันธ์และประสบการณ์ของผู้นิพนธ์มาเรียบเรียงขึ้นในมุมมองทางวิชาการ</td> </tr> <tr> <td width="620"> 4) บทความวิจารณ์หนังสือ (Book Review) เป็นบทความในลักษณะวิพากษ์วิจารณ์หนังสือเพื่อชี้ให้เห็นถึงคุณค่าเนื้อหาสาระจากหนังสือ โดยการวิพากษ์วิจารณ์หนังสือประกอบด้วยรายละเอียดชื่อผู้เขียน จำนวนหน้า ปีที่พิมพ์ ครั้งที่พิมพ์และสถานที่พิมพ์ให้ชัดเจน</td> </tr> <tr> <td> </td> </tr> <tr> <td><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร</strong></td> </tr> <tr> <td width="620"> วารสารเผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ คือ ฉบับที่ 1 ระหว่างเดือนมกราคม – มิถุนายน และฉบับที่ 2 ระหว่างเดือนกรกฎาคม – ธันวาคม</td> </tr> <tr> <td><a href="https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP">เผยแพร่ที่ : https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP </a></td> </tr> <tr> <td> </td> </tr> <tr> <td><strong>กระบวนการพิจารณาบทความจากผู้ทรงคุณวุฒิ</strong></td> </tr> <tr> <td width="620"> บทความจะต้องผ่านการพิจารณาจากกองบรรณาธิการและกระบวนการประเมินคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาและไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้นิพนธ์ โดยบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างน้อย 2 ท่าน ในลักษณะปกปิดรายชื่อ (Double blind peer-reviewed) </td> </tr> <tr> <td> </td> </tr> <tr> <td><strong>การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์</strong></td> </tr> <tr> <td width="620"> ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ในวารสารสันติสุขปริทรรศน์ บทความภาษาไทย บทความละ 7,500 บาท (เจ็ดพันห้าร้อยบาทถ้วน) บทความภาษาอังกฤษ บทความละ 8,500 บาท (แปดพันห้าร้อยบาทถ้วน)<img src="blob:https://so09.tci-thaijo.org/22005286-0320-4dea-a719-a31a33663a71" /></td> </tr> <tr> <td width="620"> โดยจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียม หลังจากบทความผ่านการกลั่นกรองเบื้องต้นจากกองบรรณาธิการ (ก่อนเข้าสู่กระบวนการประเมินคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิ) โดยการดำเนินการชำระและแจ้งการชำระเงิน ภายใน 15 วัน หลังจากได้รับแจ้ง *วารสารไม่คืนเงินค่าธรรมเนียมให้กับผู้นิพนธ์ทุกกรณี กองบรรณาธิการวารสารขอสงวนสิทธิ์ในการปฏิเสธการตีพิมพ์ และไม่คืนเงินค่าธรรมเนียมดังต่อไปนี้</td> </tr> <tr> <td> 1. บทความมีความซ้ำซ้อนมากกว่า 25% จากการตรวจสอบของ CopyCatch จากระบบ Thaijo</td> </tr> <tr> <td> 2. ผู้เขียนไม่ปฏิบัติตามรูปแบบของวารสาร</td> </tr> <tr> <td> 3. ผู้เขียนบทความต้องการถอดถอนหรือยกเลิกการตีพิมพ์</td> </tr> <tr> <td width="620"> 4. บทความไม่ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ หรือไม่แก้ไขบทความตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิและกองบรรณาธิการ ตามระยะเวลาที่กำหนด นับจากวันที่ได้รับแจ้งให้ปรับแก้ไข (1 เดือน หลังการแจ้งของบรรณาธิการ) </td> </tr> <tr> <td>โดยชำระเงินที่บัญชีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาดอยสะเก็ด</td> </tr> <tr> <td width="620"> <strong>หมายเลขบัญชี: 020224914281</strong></td> </tr> <tr> <td width="620"> <strong>ชื่อบัญชี: วารสารสันติสุขปริทรรศน์</strong></td> </tr> <tr> <td width="620">เมื่อชำระแล้วให้ส่งสลิปการโอนเงินและแจ้งชื่อ-สกุล มาที่ E-mail: jppsantisuk.journal@gmail.com</td> </tr> </tbody> </table> <p> </p> สำนักงานวัดแม่ฮ่องไคร้ เลขที่ 9 หมู่ที่ 8 ตำบลแม่โป่ง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ 50220 th-TH วารสารสันติสุขปริทรรศน์ ปูรณฆฏะ: นวัตกรรมศิลปะจากพรรณพฤกษาสู่การออกแบบลวดลายประดับในงานพุทธศิลป์ร่วมสมัย จากแนวคิดทุนทางวัฒนธรรมชุมชนล้านนา https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7371 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ประวัติและรูปแบบลวดลายพรรณพฤกษาของหม้อปูรณฆฏะในวัฒนธรรมล้านนา 2) ออกแบบและสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมลายคำปูรณฆฏะเพื่อธำรงรักษาศิลปะล้านนา และ 3) ประเมินผลการถ่ายทอดองค์ความรู้และกระบวนการสร้างสรรค์นวัตกรรมศิลปะสู่พุทธศิลป์ล้านนาร่วมสมัย การวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนา โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ เชิงปริมาณ และเชิงปฏิบัติการ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 20 รูปหรือคน ประกอบด้วยนักวิชาการ ปราชญ์ชาวบ้าน ศิลปิน และช่างศิลปกรรมล้านนา ส่วนกลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ ได้แก่ ผู้เข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 50 รูปหรือคน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบบันทึกการสนทนา แบบทดสอบ และแบบประเมินผล วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการเปรียบเทียบผลก่อนและหลังการอบรม</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ลวดลายปูรณฆฏะเป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์และการบูชาพระรัตนตรัย ปรากฏในงานปูนปั้น ไม้แกะสลัก งานประดับกระจก และงานลายคำ โดยจำแนกได้เป็นหม้อดอกบูชาพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ 2) สามารถสังเคราะห์ลวดลายปูรณฆฏะเป็นลายเส้นได้ไม่น้อยกว่า 30 รายการ และพัฒนาเป็นผลงานพุทธศิลป์ร่วมสมัยที่ใช้ประโยชน์ได้ไม่น้อยกว่า 10 รายการ และ 3) ผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีผลการประเมินเพิ่มขึ้นจากระดับปานกลางก่อนการอบรม (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />=3.38, S.D.=0.29) เป็นระดับมากที่สุดหลังการอบรม (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />=4.51, S.D.=0.89). และมีคะแนนหลังการอบรมสูงกว่าก่อนการอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แสดงให้เห็นว่า การใช้ทุนทางวัฒนธรรมเป็นฐานสามารถส่งเสริมการอนุรักษ์ ต่อยอด และถ่ายทอดศิลปะล้านนาได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> อำนาจ ขัดวิชัย พระอธิวัฒน์ รตนวณฺโณ (ธรรมวัฒน์ศิริ) พระมหาธณัชพงศ์ สุพฺรหฺมปญฺโญ อานุรักษ์ สาแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-15 2026-08-15 7 4 1 16 การพัฒนาประสิทธิภาพการจัดการขยะเป็นศูนย์ด้วยกระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของชุมชนวัดป่าเลไลยก์ จังหวัดสุพรรณบุรี https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7444 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการยกระดับความรู้ด้านการจัดการขยะเป็นศูนย์ของชุมชนวัดป่าเลไลยก์ จังหวัดสุพรรณบุรี 2) พัฒนาประสิทธิภาพการจัดการขยะเป็นศูนย์ด้วยกระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามหลักพุทธธรรม และ 3) เสนอแนวทางการพัฒนาการจัดการขยะเป็นศูนย์อย่างยั่งยืน การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ ได้แก่ ประชาชนในชุมชนวัดป่าเลไลยก์ จำนวน 200 คน ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 รูปหรือคน ซึ่งคัดเลือกแบบเจาะจง และอาสาสมัครชุมชน จำนวน 43 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบประเมินผลหลังการเสวนา และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการจัดการขยะเป็นศูนย์ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรมมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ขณะที่ปัญหาสำคัญคือการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทางยังไม่เป็นระบบ ประชาชนยังขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับแนวคิดขยะเป็นศูนย์ และขาดถังแยกประเภทกับระบบจัดเก็บที่ชัดเจน ทั้งนี้ ขยะที่พบมากที่สุด ได้แก่ พลาสติกและแก้ว 2) การพัฒนาประสิทธิภาพโดยบูรณาการแนวคิดขยะเป็นศูนย์ หลัก 4Rs หลักสังคหวัตถุ 4 และกระบวนการ A-I-C ทำให้อาสาสมัครมีผลการประเมินความรู้หลังการเสวนาร้อยละ 88.33 และมีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bg{blue}&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />=4.16) อีกทั้งนำไปสู่การจัดทำแผนปฏิบัติการ การจัดตั้งเครือข่ายธนาคารขยะและศูนย์การเรียนรู้ การระดมทุนจำนวน 702,400 บาท และการจ้างงานในชุมชน 3 คน และ 3) แนวทางการพัฒนาที่เหมาะสม ได้แก่ การสร้างจิตสำนึกตามหลักพุทธธรรมควบคู่กับแรงจูงใจ การขยายเครือข่ายธนาคารขยะสู่ครัวเรือนและสถานศึกษา การจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ต้นแบบ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการคัดแยกและแปรรูปขยะ เพื่อให้การจัดการขยะของชุมชนมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p> พระครูโสภณวีรานุวัตร สุจิตรา ทรงมัจฉา ชวพัฒน์ พรมขุนทด เอกมงคล เพ็ชรวงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-15 2026-08-15 7 4 17 31 บทบาทของนายอำเภอตามหลักปรัชญาการปกครองในการสร้างสมดุลอำนาจรัฐ และท้องถิ่น https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7560 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวคิดและหลักปรัชญาการปกครองที่ใช้เป็นกรอบอธิบายการใช้อำนาจรัฐ 2) วิเคราะห์บทบาท อำนาจ และหน้าที่ของนายอำเภอและการบริหารท้องถิ่นในบริบทการกระจายอำนาจ และ 3) เสนอรูปแบบบทบาทของนายอำเภอในการสร้างความสมดุลอำนาจระหว่างภาครัฐกับการบริหารท้องถิ่นด้วยความเป็นธรรมตามหลักปรัชญาการปกครอง การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ประชากรกลุ่มตัวอย่างโดยคัดเลือกแบบเจาะจง จำนวน 20 รูป/คน แบ่งเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านปรัชญาการปกครอง ผู้แทนฝ่ายปกครองส่วนภูมิภาค ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้แทนภาคประชาชน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสัมภาษณ์ สนทนากลุ่มย่อยควบคู่กับการศึกษาข้อมูลเอกสาร การวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา โดยจัดหมวดหมู่ เปรียบเทียบ และสังเคราะห์ข้อมูลตามกรอบแนวคิดการวิจัย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า แนวคิดปรัชญาการปกครองที่เหมาะสมในการอธิบายบทบาทของนายอำเภอมีลักษณะเป็นการบูรณาการแนวคิดปรัชญาการเมืองตะวันตก แนวคิดการบริหารจัดการปกครอง และหลักพุทธปรัชญาการปกครอง ซึ่งทำหน้าที่เป็นฐานกำกับความชอบธรรม ขอบเขต และทิศทางการใช้อำนาจรัฐในระดับพื้นที่ ในด้านบทบาทอำนาจและหน้าที่ พบว่า นายอำเภอและการบริหารท้องถิ่นมีอำนาจที่แตกต่างกันตามกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติมีความเชื่อมโยงและทับซ้อนกัน ส่งผลให้บทบาทเชิงประสานและอำนวยความร่วมมือมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบริหารจัดการพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ผลการวิจัยสามารถสังเคราะห์รูปแบบบทบาทของนายอำเภอในการสร้างสมดุลอำนาจอย่างเป็นธรรมได้ 3 รูปแบบ ได้แก่ (1) บทบาทผู้นำเชิงคุณธรรมและความเป็นธรรม (2) บทบาทผู้ประสานและอำนวยความร่วมมือระหว่างรัฐกับท้องถิ่น และ (3) บทบาทผู้รักษาดุลยภาพเชิงสถาบันของระบบการปกครอง</p> พีรพันธุ์ สิงห์ทองชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-15 2026-08-15 7 4 32 45 การพัฒนาแนวทางเชิงนโยบายเพื่อปรับโครงสร้างการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และพืชที่เสี่ยงต่อการใช้ไฟในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7574 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และพืชที่เสี่ยงต่อการใช้ไฟในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม และ 2) เพื่อพัฒนาแนวทางเชิงนโยบายเพื่อปรับโครงสร้างการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และพืชที่เสี่ยงต่อการใช้ไฟในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม โดยวิธีการดำเนินการวิจัยแบบเชิงคุณภาพเน้นข้อมูลทุติยภูมิและปฐมภูมิ ซึ่งสามารถแบ่งกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ประกอบด้วย 1) ผู้มีส่วนกำหนดนโยบาย หรือเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน จำนวน 30 คน 2) ตัวแทนผู้นำชุมชน/ปราชญ์ชุมชน จำนวน 30 คน 3) ตัวแทนเกษตรกร จำนวน 60 คน 4) ตัวแทนผู้ประกอบการ จำนวน 10 คน 5) กลุ่มตัวแทนนักวิชาการ จำนวน 10 คน และ 6) กลุ่มตัวแทนองค์กรภายนอกชุมชน จำนวน 10 คน (รวมทั้งหมด 140 คน) เครื่องมือที่ใช้วิจัย ได้แก่ การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม และแบบสังเกตการณ์ และการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วม ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัยใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและเชิงพรรณนา โดยตรวจสอบความเที่ยงตรงข้อมูลใช้วิธีตรวจสอบแบบสามเส้า</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า อำเภอแม่แจ่ม มีเกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จำนวน 7,898ครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่ 117,426.23 ไร่ โดยพื้นที่ปลูกมีแนวโน้มปรับเปลี่ยนไปสู่พืชชนิดอื่นเนื่องจากปัญหาหนี้สิน ต้นทุนการผลิตสูง และมาตรการควบคุมการเผาที่เข้มงวด ส่วนการพัฒนาแนวทางเชิงนโยบายระดับพื้นที่สามารถแบ่งออกเป็น 5 เสาหลัก ได้แก่ 1) การกระจายอาชีพ การตลาดที่ยั่งยืน และการจัดการความเสี่ยง 2) การสร้างความเข้มแข็งของสังคมและชุมชน 3) การอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 4)การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต และ 5) การบริหารจัดการข้อมูลและนวัตกรรมระดับพื้นที่ จากการประเมินความเร่งด่วนของนโยบาย เกษตรกรให้ความสำคัญสูงสุดกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะระบบน้ำ ร้อยละ 85.71 รองลงมา คือ ความมั่นคงทางอาชีพ/ตลาด ร้อยละ 78.57 พร้อมยกระดับบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เป็นหน่วยงานปฏิบัติการหลักในการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน</p> พงศกร กาวิชัย เกศสุดา สิทธิสันติกุล สุริยจรัส เตชะตันมีนสกุล อภินันท์ สุวรรณรักษ์ กริช สุริยะชัยพันธ์ สิทธิชัย ธรรมขัน อานนท์ ยอดญาติไทย ยุทธชัย ทีปการพงษ์ ณัฐพัชร์ วงศ์ชัยพาณิชย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-15 2026-08-15 7 4 46 60 การจัดการร่วมของครัวเรือนกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่อุทยานแห่งชาติศรีลานนา จังหวัดเชียงใหม่ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7833 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพและคุณลักษณะการจัดการร่วมของครัวเรือนในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่อุทยานแห่งชาติศรีลานนา จังหวัดเชียงใหม่ โดยมุ่งวิเคราะห์ระดับการมีส่วนร่วม ตลอดจนปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสถาบันที่ส่งผลต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสานวิธีตามรูปแบบการวิจัยแบบบรรจบกันเชิงขนาน กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ ได้แก่ ครัวเรือนในพื้นที่อำเภอเชียงดาว พร้าว และแม่แตง จำนวน 400 ครัวเรือน ซึ่งได้มาจากการสุ่มหลายขั้นตอน ส่วนผู้ให้ข้อมูลเชิงคุณภาพคัดเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วยผู้นำชุมชน สมาชิกคณะกรรมการป่าชุมชน ตัวแทนครัวเรือน เจ้าหน้าที่อุทยาน และผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 20–30 คน รวมทั้งการสนทนากลุ่มจำนวน 4–6 กลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และแนวคำถามการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เชิงประเด็น และตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ครัวเรือนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ครอบคลุมการรับรู้ข่าวสาร การเข้าร่วมประชุมและอบรม การร่วมวางแผนตัดสินใจ และการปฏิบัติกิจกรรมภาคสนาม เช่น การปลูกป่า การทำแนวกันไฟ และการฟื้นฟูพื้นที่ต้นน้ำ 2) ปัจจัยสำคัญที่จำกัดการมีส่วนร่วม ได้แก่ ความไม่มั่นคงด้านที่ดินทำกิน ร้อยละ 55.00 รายได้ไม่เพียงพอ ร้อยละ 46.00 และการพึ่งพาเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมมากกว่าร้อยละ 70.00 ขณะที่ครัวเรือนส่วนใหญ่ได้รับข้อมูลผ่านเครือข่ายโทรศัพท์ ร้อยละ 53.80 และการประชุมชุมชน ร้อยละ 48.10 ส่วนการเข้าถึงสื่อออนไลน์ยังต่ำกว่าร้อยละ 20.00 และ 3) กติกาชุมชน บทบาทเชิงรุกของภาครัฐ ความเชื่อและทุนทางวัฒนธรรมท้องถิ่น เป็นกลไกสำคัญที่เสริมสร้างแรงจูงใจและความชอบธรรมในการอนุรักษ์โดยสมัครใจ ดังนั้น การจัดการร่วมอย่างยั่งยืนควรส่งเสริมกลไกจูงใจทางเศรษฐกิจ สร้างความชัดเจนด้านสิทธิการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ และพัฒนาระบบสื่อสารสองทางที่ครอบคลุม เพื่อยกระดับการมีส่วนร่วมของครัวเรือนทั้งด้านข้อมูล การตัดสินใจ และการปฏิบัติในพื้นที่จริง</p> ศิริลักษณ์ เจนการวณิช เฉลิมชัย ปัญญาดี สถาพร แสงสุโพธิ์ สมคิด แก้วทิพย์ พิชญ์ จิตต์ภักดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-15 2026-08-15 7 4 61 75 พุทธวิธีการบริหารจัดการศึกษาสำหรับพระสงฆ์ยุคดิจิทัล https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7707 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการบริหารจัดการศึกษาของพระสงฆ์ในบริบทสังคมยุคดิจิทัล 2) วิเคราะห์หลักพุทธวิธีที่สามารถประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และ 3) เสนอแนวทางพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการศึกษาเชิงพุทธสำหรับพระสงฆ์ในอำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากร ได้แก่ พระสงฆ์และสามเณรในพื้นที่ จำนวน 110 รูป กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 100 รูป คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 รูปหรือคน มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.67–1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.89 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการบริหารจัดการศึกษาของพระสงฆ์ในยุคดิจิทัลโดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />=4.12, S.D.=0.71) โดยประเด็นที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือความจำเป็นในการพัฒนาการใช้เทคโนโลยีในสำนักเรียนเพิ่มเติม ส่วนการสนับสนุนทรัพยากรดิจิทัลและทักษะของบุคลากรยังอยู่ในระดับปานกลาง 2) ความเข้าใจและการประยุกต์ใช้พุทธวิธีในการบริหารจัดการศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />=4.45, S.D.=0.62) โดยหลักพรหมวิหาร 4 มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือการใช้พุทธธรรมเพื่อส่งเสริมความโปร่งใสและความยั่งยืน และการประยุกต์ใช้หลักอิทธิบาท 4 และ 3) แนวทางการพัฒนาที่เหมาะสมประกอบด้วยการจัดสรรทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่างเพียงพอ การพัฒนาทักษะดิจิทัลของผู้บริหารและบุคลากร การบูรณาการหลักธรรมกับเทคโนโลยีในการบริหารและการเรียนการสอน ตลอดจนการพัฒนาระบบข้อมูลที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับพระธรรมวินัย อันจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพและความยั่งยืนของการศึกษาคณะสงฆ์ในยุคดิจิทัล</p> พระมหาประยูร ติกขปญฺโญ พระมหาศรีรัตน์ สิริรตโน พระเสกสรรค์ ฐานยุตฺโต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-15 2026-08-15 7 4 76 89 การพัฒนารูปแบบการจัดการขยะครบวงจรโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนสู่แม่โจ้เมืองสีเขียว https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7550 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนาแผนการจัดการขยะครบวงจรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เทศบาลเมืองแม่โจ้ 2) พัฒนาแนวทางการจัดการขยะครบวงจรโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนสู่แม่โจ้เมืองสีเขียวอย่างมีประสิทธิภาพ และ 3) สร้างรูปแบบการจัดการขยะครบวงจรโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนสู่แม่โจ้เมืองสีเขียว การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม และร่วมกับการวิจัยเชิงสำรวจ ประชากรในการวิจัยประกอบด้วยประชาชนในเขตเทศบาลเมืองแม่โจ้ จำนวน 23,295 คน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการขยะ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน ได้จากการคำนวณตามสูตรของ Yamane (1973) และสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง การสนทนากลุ่ม การสังเกต และการทบทวนเอกสาร โดยแบบสอบถามมีค่าความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) มากกว่า 0.60 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.848 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมถึงการทดสอบสมมติฐานด้วย t-test, One-way ANOVA และ Pearson’s correlation และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เชิงอุปนัย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) การมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการขยะโดยรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 3.97) โดยด้านการปฏิบัติงานมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ ด้านการรับผลประโยชน์ การวางแผน การติดตามประเมินผล และการค้นหาปัญหา (2) แนวทางการพัฒนาการจัดการขยะครบวงจรประกอบด้วยกระบวนการสำคัญ ได้แก่ การประชาสัมพันธ์ การสื่อสารเครือข่าย การฝึกอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้ และการดำเนินโครงการนำร่อง ซึ่งสามารถลดปริมาณขยะ ลดงบประมาณในการกำจัดขยะ และสร้างรายได้จากการรีไซเคิล รวมถึงมีค่า SROI เท่ากับ 2.33 และสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 218.20 และ (3) รูปแบบการจัดการขยะครบวงจรที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยความสัมพันธ์ระหว่างวงจรภายใน (Plan–Do–Check–Act) และวงจรภายนอก ซึ่งเป็นมิติการมีส่วนร่วมของชุมชนใน 5 ด้าน ได้แก่ การค้นหาปัญหา การวางแผน <br />การปฏิบัติ การติดตามประเมินผล และการรับผลประโยชน์ และองค์ความรู้จากการวิจัยนี้ คือ การพัฒนาแบบจำลองการจัดการขยะครบวงจรเชิงบูรณาการ ที่เชื่อมโยงกลไกการบริหารจัดการกับกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างเป็นระบบ ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้เป็นต้นแบบในการพัฒนาเมืองสีเขียว และการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนในบริบทท้องถิ่นอื่นได้</p> <p> </p> จิระชัย ยมเกิด อุไรวรรณ แมะบ้าน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-15 2026-08-15 7 4 90 102 การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากกับการสร้างชุมชนเข้มแข็ง กรณีศึกษาหมู่บ้านแม่กำปอง ตำบลห้วยแก้ว อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/8180 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์คือ เพื่อศึกษาเงื่อนไขปัจจัยสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนแม่กำปอง ตำบลห้วยแก้ว อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ ให้ประสบผลสำเร็จ และเพื่อศึกษาหาแนวทางที่เหมาะสมในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนหมู่บ้านแม่กำปอง ตำบลห้วยแก้ว อำเภอแม่ออน จังหวัดจังหวัดเชียงใหม่ ให้มีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือการวิจัยคือ แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง มีผู้ให้ข้อมูลสำคัญคือ ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น คณะกรรมการหมู่บ้าน ผู้แทนผู้ประกอบการ ผู้แทนกลุ่มองค์กรชุมชน ผู้แทนประชาชนในชุมชน และผู้แทนภาคราชการ ภาควิชาการ ภาคศาสนา และปราชญ์ชุมชน รวมผู้ให้ข้อมูลสำคัญทั้งหมด 63 คน เก็บรวบรวมข้อมูลร่วมกับการศึกษาข้อมูลเอกสาร และดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา โดยจัดหมวดหมู่ วิเคราะห์ สังเคราะห์ และนำเสนอผลแบบพรรณนาความ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) เงื่อนไขปัจจัยสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนหมู่บ้านแม่กำปอง จนทำให้กลายเป็นหมู่บ้านที่ประสบผลสำเร็จกลายเป็นหมู่บ้านต้นแบบประกอบด้วย การมีผู้นำชุมชนที่มีศักยภาพมีความเข้มแข็ง การมีทุนของชุมชนหมู่บ้าน การมีกลยุทธ์เทคนิควิธีการ การบริหารจัดการและพัฒนาชุมชนหมู่บ้าน การมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วน และการสร้างการมีพันธมิตรด้านการพัฒนา (2) แนวทางที่เหมาะสมในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนหมู่บ้านแม่กำปองให้มีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนมากขึ้นนั้นประกอบด้วย การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม การป้องกันระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม การปกปักษ์รักษาคุณภาพทางวัฒนธรรมและสร้างอัตลักษณ์ชุมชนหมู่บ้าน การแก้ไขปรับปรุงและสร้างกติกา กฎ ระเบียบของชุมชนหมู่บ้าน ปรับปรุงถนนและพื้นที่จอดรถ การสร้างสภาชุมชนหมู่บ้านแม่กำปอง และการสร้างทายาทผู้นำ</p> มัณฑนา ธิมาลัย ธรรมพร ตันตรา สุริยะจรัส เตชะตันมีนสกุล วินิจ ผาเจริญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-15 2026-08-15 7 4 103 115 การพัฒนารูปแบบการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรม https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/8484 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพและแนวทางในการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม 2) พัฒนารูปแบบการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา การดำเนินการวิจัยโดยใช้แบบสอบถาม การสัมภาษณ์ และการสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญ โดยศึกษาจากกลุ่มตัวอย่าง 92 แห่ง ประกอบด้วยผู้บริหารครู ทั้งสิ้น 184 คน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า สภาพการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม ภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยพบว่า หลักนิติธรรมมีค่าเฉลี่ยสูงสุด และหลักความเสมอภาค มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด และผลการสัมภาษณ์เพื่อหาแนวทางการบริหารการศึกษา พบว่า ควรให้โอกาส แก่บุคลากรและนักเรียนอย่างเท่าเทียม ควรมีการประเมินที่หลากหลายและเป็นธรรม รูปแบบการบริหาร ตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหาสถานศึกษา เพื่อเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม ประกอบด้วย 1) หลักการของรูปแบบ 2) วัตถุประสงค์ 3) โครงสร้าง 4) กระบวนการจัดการ และ 5) กลไกของรูปแบบ โดยรูปแบบที่สร้างขึ้นมีความถูกต้อง และเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> ณัฏฐา วันจันทร์ ณิรดา เวชญาลักษณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-15 2026-08-15 7 4 116 131 นวัตกรรมรูปแบบการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเด็กเคลื่อนย้ายในประเทศไทยตามกรอบแนวคิดปรัชญามนุษยนิยม https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/8516 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์สถานการณ์และปัญหาของเด็กเคลื่อนย้ายในประเทศไทย (2) ศึกษากรอบแนวคิดปรัชญามนุษยนิยม สิทธิมนุษยชน และสิทธิเด็ก และ (3) พัฒนารูปแบบนวัตกรรมในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเด็กเคลื่อนย้าย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การวิจัยเอกสารร่วมกับการเก็บข้อมูลภาคสนาม กลุ่มผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วยสามเณรเด็กเคลื่อนย้ายในศูนย์การเรียนโพธิยาลัย จำนวน 200 รูป และผู้บริหารหรือบุคลากรที่เกี่ยวข้อง จำนวน 20 คน คัดเลือกโดยวิธีแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม และการบันทึกภาคสนาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า เด็กเคลื่อนย้ายในประเทศไทยเผชิญความเปราะบางเชิงโครงสร้างจากการขาดสถานะบุคคลและเอกสารทางทะเบียนราษฎร ส่งผลให้ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะด้านการศึกษาและการคุ้มครองทางสังคมได้อย่างเท่าเทียม แม้ว่าจะมีนโยบายรองรับในระดับรัฐ ขณะเดียวกันแนวคิดปรัชญามนุษยนิยม สิทธิมนุษยชน และสิทธิเด็ก สามารถบูรณาการเป็นกรอบแนวคิดสำคัญในการกำหนดแนวทางการคุ้มครอง โดยเน้นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเสมอภาค และหลักประโยชน์สูงสุดของเด็ก นอกจากนี้ งานวิจัยได้พัฒนารูปแบบนวัตกรรมการคุ้มครองเด็กเคลื่อนย้ายเชิงบูรณาการ ซึ่งประกอบด้วย 4 มิติ ได้แก่ การเข้าถึงการศึกษา การคุ้มครองสถานะบุคคล สุขภาวะและความปลอดภัย และการบริหารจัดการเชิงเครือข่าย องค์ความรู้จากการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การแก้ไขปัญหาเด็กเคลื่อนย้ายจำเป็นต้องใช้แนวทางนวัตกรรมทางสังคมแบบบูรณาการ โดยเชื่อมโยงกรอบแนวคิดเชิงคุณค่าเข้ากับกลไกเชิงปฏิบัติในระดับพื้นที่ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายควรมุ่งลดการผูกสิทธิขั้นพื้นฐานเข้ากับสถานะบุคคล และส่งเสริมการทำงานแบบเครือข่ายระหว่างภาครัฐ ภาคประชาสังคม และชุมชน เพื่อให้เด็กเคลื่อนย้ายสามารถเข้าถึงสิทธิและพัฒนาศักยภาพได้อย่างยั่งยืน</p> สันติพงษ์ มูลฟอง พระวิสิทธิ์ ฐิตวิสิทฺโธ พิสิฏฐ์ โคตรสุโพธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-15 2026-08-15 7 4 132 145 แนวทางการส่งเสริมการรู้เท่าทันปัญญาประดิษฐ์ของครูประถมศึกษาใน โรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสิงห์บุรี: การประเมินความต้องการจำเป็นแบบสมบูรณ์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/8617 <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธีสามระยะ เพื่อประเมินความต้องการจำเป็นแบบสมบูรณ์ของครูประถมศึกษาโรงเรียนขนาดเล็ก สพป.สิงห์บุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ระบุและจัดลำดับความต้องการจำเป็นในการส่งเสริมการรู้เท่าทันปัญญาประดิษฐ์ (2) วิเคราะห์สาเหตุของความต้องการจำเป็นในการส่งเสริมการรู้เท่าทันปัญญาประดิษฐ์ และ (3) เสนอแนวทางการส่งเสริม การรู้เท่าทันปัญญาประดิษฐ์ ศึกษาจาก กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูประถมศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็ก สพป.สิงห์บุรี จำนวน 159 คน โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือคือแบบสอบถามมาตรประมาณค่าแบบตอบสนองคู่ (ความเชื่อมั่น 0.968) ระยะที่ 1 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่า PNI<sub>Modified</sub> และการวิเคราะห์เมทริกซ์ (Matrix Analysis) ระยะที่ 2 และ 3 ใช้วิธีสนทนากลุ่มโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน ร่วมกับการสัมภาษณ์ประธานสาขาการประถมศึกษา 1 ท่านเพื่อหาสาเหตุของความต้องการจำเป็นด้วยแผนภูมิก้างปลา และเสนอแนวทางการส่งเสริมการรู้เท่าทันปัญญาประดิษฐ์ของครู วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) ความต้องการจำเป็นในการส่งเสริมการรู้เท่าทันปัญญาประดิษฐ์ คือ ความสามารถในการอธิบายหลักการทำงานของ AI การประยุกต์ใช้เครื่องมือ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานครู การมีส่วนร่วมในการแบ่งปันความรู้หรือประสบการณ์กับเพื่อนครู แนวคิดการใช้ AI เพื่อส่งเสริมสังคมที่เท่าเทียมและยั่งยืน (2) สาเหตุของความต้องการจำเป็น คือ ครูขาด การเรียนรู้แบบนำตนเอง ระบบของ AI มีความซับซ้อน เป็นนวัตกรรมใหม่ เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ปัญหาภาระงานมาก และข้อจำกัดด้านงบประมาณ ทรัพยากร ขาดนโยบายและการสนับสนุนที่เป็นรูปธรรม สภาวะสุญญากาศทางกฎหมาย และขาดหลักการตรวจสอบโดยมนุษย์ (HITL) (3) แนวทางการส่งเสริมการรู้เท่าทันปัญญาประดิษฐ์ คือ กำหนดนโยบายบูรณาการ AI เข้ากับระบบวิทยฐานะ สนับสนุนทรัพยากร ส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเอง พัฒนาครูแกนนำ จัดการเรียนรู้และอบรมลงมือทำสู่ทฤษฎีพร้อมสนับสนุนคลังชุดคำสั่ง และจัดทำคู่มือ สร้างเครือข่ายพื้นที่แลกเปลี่ยนข้อมูลปลอดภัย สนับสนุนระบบเพื่อนคู่คิด และ PLC เฉพาะทาง และการนิเทศแบบกัลยาณมิตร ส่งเสริมด้านจริยธรรม</p> พรนิภา ลอยถาวร สุชาดา นันทะไชย สุดารัตน์ สารสว่าง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-15 2026-08-15 7 4 146 158 ประสิทธิภาพการให้บริการระบบการแพทย์ทางไกลของโรงพยาบาลภาครัฐในประเทศไทย https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/8440 <p>การวิจัยเรื่อง ประสิทธิภาพการให้บริการระบบการแพทย์ทางไกลของโรงพยาบาลภาครัฐในประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) เพื่อศึกษาระดับประสิทธิภาพการให้บริการระบบการแพทย์ทางไกลของโรงพยาบาลภาครัฐในประเทศไทย (2) เพื่อศึกษา การยอมรับเทคโนโลยี นวัตกรรมการจัดการ คุณภาพการให้บริการ การสื่อสารระหว่างวัฒนธรรมระหว่างบุคลากรทางการแพทย์ กับผู้รับบริการ การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ใช้บริการระบบการแพทย์ทางไกลของโรงพยาบาลภาครัฐในประเทศไทย จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ประสิทธิภาพการให้บริการระบบการแพทย์ทางไกลของโรงพยาบาลภาครัฐในประเทศไทย โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านค่าใช้จ่ายและด้านวิธีการมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือด้านปริมาณ ด้านคุณภาพ และด้านเวลา ตามลำดับ นอกจากนี้ การยอมรับเทคโนโลยี นวัตกรรมการจัดการ คุณภาพการให้บริการ และการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรมโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาระบบการแพทย์ทางไกลของโรงพยาบาลภาครัฐ ควรมุ่งเน้นการเสริมสร้างความเชื่อมั่นในการใช้เทคโนโลยี การพัฒนานวัตกรรมการจัดการบริการ การยกระดับคุณภาพการให้บริการ และการสื่อสารที่สอดคล้องกับความหลากหลายทางวัฒนธรรมของผู้รับบริการ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการระบบการแพทย์ทางไกลอย่างยั่งยืน</p> ยศ ธัญลักษณ์ภาคย์ อริยา พงษ์พานิช อภิญญา สุพิชญ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-15 2026-08-15 7 4 159 173 รูปแบบและกลยุทธ์เชิงนวัตกรรมในการบริหารจัดการเหมืองทรายแก้วตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน กรณีศึกษาบริษัท วิรัตน์ซิลิก้า แซนด์ จำกัด https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/8188 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบริบทและลักษณะการดำเนินงานของบริษัท วิรัตน์ ซิลิก้า แซนด์ จำกัด ภายใต้กรอบเศรษฐกิจหมุนเวียน 2) วิเคราะห์ปัจจัยที่ก่อให้เกิดความท้าทายในการบริหารจัดการเหมืองทรายแก้ว และ 3) พัฒนารูปแบบการบริหารจัดการเชิงนวัตกรรมตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบกรณีศึกษา คัดเลือกผู้ให้ข้อมูลสำคัญแบบเจาะจง จำนวน 54 ราย จาก 4 กลุ่ม ได้แก่ ผู้บริหารและบุคลากรของบริษัท ผู้เชี่ยวชาญด้านเหมืองแร่และเศรษฐกิจหมุนเวียน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ และผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทาน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม และการสังเกตการณ์ภาคสนาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนาและการสังเคราะห์เชิงระบบ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) บริษัทได้เปลี่ยนผ่านจากการผลิตเชิงเส้นตรงสู่รูปแบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ส่งผลให้ลดการใช้ทรัพยากรใหม่ได้ร้อยละ 25 และลดปริมาณของเสียได้ร้อยละ 40–50 2) ความท้าทายในการบริหารจัดการมี 4 ประการ ได้แก่ ข้อจำกัดของทรัพยากรแร่ ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ความขัดแย้งกับชุมชนท้องถิ่น และการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2560 และ 3) ผลการวิจัยนำไปสู่การพัฒนา CIRCULA-MINE Management Framework กรอบแนวคิดการบริหารจัดการเหมืองทรายแก้ว 3 มิติ 6 รูปแบบ ได้แก่ มิติการจัดการทรัพยากรและกระบวนการ มิติการสร้างมูลค่าและนวัตกรรม และมิติการจัดการความสัมพันธ์และความยั่งยืนทางสังคม กรอบแนวคิดดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การประยุกต์ใช้เศรษฐกิจหมุนเวียนในอุตสาหกรรมเหมืองแร่จำเป็นต้องบูรณาการประสิทธิภาพทางเทคนิค นวัตกรรมทางธุรกิจ และการยอมรับทางสังคม ซึ่งเป็นมิติที่กรอบเศรษฐกิจหมุนเวียนทั่วไปยังขาดอยู่</p> ทฤษฎี ธนาบริบูรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-15 2026-08-15 7 4 174 188 การพัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากโดยใช้หลักพุทธธรรมของชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์จังหวัดแม่ฮ่องสอน https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/8471 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษารูปแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากโดยใช้หลักพุทธธรรมของชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์จังหวัดแม่ฮ่องสอน 2) พัฒนารูปแบบดังกล่าว และ 3) นำเสนอรูปแบบการพัฒนาที่เหมาะสม การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน ประกอบด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพ และการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม โดยศึกษาพื้นที่บ้านแม่แมบก จังหวัดแม่ฮ่องสอน กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญประกอบไปด้วย เจ้าอาวาสวัด บ้านแพมบก ผู้นำชุมชน/ผู้ใหญ่บ้านและผู้ช่วย แกนนำกลุ่มต่าง ๆ ในชุมชน ปราชญ์ชุมชน รวม 14 รูป/คน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานราก สามารถดำเนินการได้ผ่านการใช้ทุนทางวัฒนธรรมและประเพณีของชุมชน ควบคู่กับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ซึ่งช่วยสร้างรายได้และเสริมความเข้มแข็งของเศรษฐกิจชุมชน นอกจากนี้ การพัฒนารูปแบบดังกล่าว นำไปสู่การเกิดต้นแบบชุมชนบ้านแม่แมบกพัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากโดยใช้หลักพุทธธรรม โดยประยุกต์ใช้หลักธรรม ได้แก่ ธรรมคุณครองโลก ความสันโดษ สุจริต 3 สังคหวัตถุ อัตตะ พรหมวิหาร 4 และอิทธิบาท 4 ในการดำเนินชีวิตและพัฒนาชุมชนในด้านการนำเสนอรูปแบบ พบว่าสามารถดำเนินการได้ผ่านสื่อออนไลน์ เช่น Facebook และเว็บไซต์ การจัดตลาดชุมชนตลาดชุมชนใจใส เพื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นและแสดงวัฒนธรรม รวมถึงการเชื่อมโยงกับนโยบายภาครัฐด้านการท่องเที่ยว เช่น โครงการ OTOP นวัตวิถี และแนวคิดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยใช้หลักสัมมาอาชีวะ สังคหวัตถุ และสามัคคีธรรมเป็นฐานในการขับเคลื่อน ข้อเสนอแนะจากการวิจัยเห็นว่า ภาครัฐควรสนับสนุนงบประมาณและเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างต่อเนื่อง</p> อุเทน ลาพิงค์ พระราชสุทธิวชิรเมธี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-15 2026-08-15 7 4 189 201 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับสุขภาวะทางจิตของครู ในยุค BANI สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปทุมธานี https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/8733 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ในยุค BANI 2) ศึกษาระดับสุขภาวะทางจิตของครู ในยุค BANI และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับสุขภาวะทางจิตของครู <br />ในยุค BANI สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปทุมธานี รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ครู ในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปทุมธานี กำหนดขนาดจากตารางเครจซี่และมอร์แกน โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น จำนวน 357 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ตามแบบของลิเคิร์ท ที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ ตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไป และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.975 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />=4.47, S.D.=0.52) และเมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านความรับผิดชอบ 2) ระดับสุขภาวะทางจิตของครู โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />=4.50, S.D.=0.49) และเมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการพัฒนาตนเอง 3) ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับสุขภาวะทางจิตของครู ในยุค BANI ในภาพรวม มีความสัมพันธ์กันในทางบวกอยู่ในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r=.710, p&lt;.01)</p> ณัฐวรรณ ศรัทธานนท์ สุชาดา นันทะไชย วรรณวิศา สืบนุสรณ์ คล้ายจำแลง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-15 2026-08-15 7 4 202 216 บทบาทภาคีเครือข่ายในการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ขนมไทยชุมชนภายใต้กรอบการจัดการปกครองสาธารณะแนวใหม่ ตำบลช้างน้อย อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/8460 <p>งานวิจัยมีวัตถุประสงค์ในการศึกษา ได้แก่ 1) ศึกษาบทบาทของภาคีเครือข่ายในการร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน และ 2) ศึกษาขั้นตอนกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการสร้างนวัตกรรมเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ชุมชน ด้วยระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม และการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยกลุ่มผู้ให้ข้อมูลที่สำคัญได้แก่ ได้แก่ 1) ภาครัฐ (ตัวแทนมหาวิทยาลัย) 2) ผู้นำชุมชน 3) ตัวแทนกลุ่มทำขนมไทย 4) ชุมชนตำบลช้างน้อย 5) ตัวแทนวัดอนุกุญชราราม (วัดช้างน้อย) รวมทั้งหมด 49 คน วิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องภายใต้กรอบการจัดการปกครองสาธารณะแนวใหม่ และสรุปการสัมภาษณ์เชิงลึก นำเสนอผ่านการบรรยายและพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. บทบาทของภาคีเครือข่ายที่เข้าร่วมพัฒนาสร้างนวัตกรรมให้แก่ผลิตภัณฑ์ของชุมชน มีเป้าหมายเดียวกันในการยกระดับหรือเพิ่มมูลค่าผ่านนวัตกรรม “ขนมหม้อแกงกรอบ” โดยเริ่มต้นจากภาครัฐหรือตัวแทนมหาวิทยาลัย ขับเคลื่อนโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ลงสู่ชุมชนผ่านการร่วมคิดร่วมสร้างกับผู้นำชุมชน ตัวแทนกลุ่มขนมไทย และชุมชนตำบลช้างน้อยเพื่อให้เกิดนวัตกรรมขนมท้องถิ่น ผ่านการร่วมแสดงความคิดเห็น ลงมือทำ และถ่ายทอดภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่นและเพิ่มนวัตกรรมด้วยการยืดอายุของอาหารให้ขนมกรอบ 2. กระบวนการความร่วมมือของภาคีเครือข่าย เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และสร้างนวัตกรรมให้แก่ผลิตภัณฑ์ชุมชน เป็นข้อค้นพบเชิงทฤษฎีในการสร้างความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่ริเริ่มการบริการสาธารณะจากภาครัฐ ได้เริ่มตั้งแต่การร่วมกำหนดแนวทาง วางแผน ไปจนถึงการออกแบบพัฒนา ร่วมคิด และร่วมผลิต ให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่เพิ่มนวัตกรรมด้วยการยืดอายุการบริโภคของอาหาร โดยชุมชนเป็นทั้งผู้สร้างและผู้รับบริการ ตลอดจนการร่วมประเมินการขับเคลื่อนพัฒนาและยกระดับมูลค่าของผลิตภัณฑ์ ข้อเสนอเชิงประยุกต์และนำไปปฏิบัติใช้ผ่านต้นแบบของงานศึกษาชิ้นนี้ ด้วยการสร้างความร่วมมือจากหลายภาคส่วน เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนเพิ่มมูลค่าและสร้างนวัตกรรมเพื่อยกระดับรายได้ของคนภายในชุมชน และสร้างบทบาทความร่วมมือให้เกิดการพัฒนาพื้นที่ที่ยั่งยืน</p> ผกามาศ เลียงธนะฤกษ์ ธีรพงษ์ น้อยบุญญะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-15 2026-08-15 7 4 217 229 การพัฒนาชุมชนสร้างสรรค์กับการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองวัฒนธรรมชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจชุมชน https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/8060 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและวิเคราะห์ศักยภาพการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองวัฒนธรรมของชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น 2) พัฒนาศักยภาพชุมชนและสร้างต้นแบบการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองวัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากผ่านกระบวนการมีส่วนร่วม และ 3) พัฒนาองค์ความรู้ชุมชนสร้างสรรค์ต้นแบบ พร้อมข้อเสนอเชิงนโยบายและแผนปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วม การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้แนวทางการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 32 คน คัดเลือกแบบเจาะจงและขยายด้วยเทคนิคลูกโซ่ เครื่องมือการวิจัยประกอบด้วยการวิเคราะห์เอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม การสังเกตแบบมีส่วนร่วม และเวทีปฏิบัติการร่วมกับชุมชน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและการวิเคราะห์วาทกรรมเชิงวิพากษ์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ชุมชนกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น มีศักยภาพในการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองวัฒนธรรมบนฐานภูมินิเวศวัฒนธรรม โดยใช้จารีต ความเชื่อ และกติกาชุมชนเป็นกลไกกำกับการใช้ทรัพยากรอย่างสมดุล การพัฒนาศักยภาพชุมชนก่อให้เกิดต้นแบบชุมชนสร้างสรรค์ใน 3 มิติ ได้แก่ การจัดการมรดกวัฒนธรรม การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งบูรณาการมิติทางวัฒนธรรม นิเวศ และเศรษฐกิจเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ การสังเคราะห์องค์ความรู้ทำให้เกิดรูปแบบการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองวัฒนธรรมเชิงนิเวศวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงคน–ป่า–เศรษฐกิจอย่างสมดุล พร้อมข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ได้แก่ การพัฒนากฎหมายรองรับพื้นที่คุ้มครองวัฒนธรรม การจัดตั้งกองทุนสนับสนุน และการบูรณาการเข้าสู่แผนพัฒนาท้องถิ่น เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน</p> วรวิทย์ นพแก้ว ไพศาล เครือแสง สาวิตรี สอาดเทียน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-15 2026-08-15 7 4 230 247 กระบวนการพัฒนาแผนปฏิบัติการด้านการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อของประเทศไทย (พ.ศ.2566–2570) อย่างมีส่วนร่วม https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/8656 <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) วิเคราะห์กระบวนการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อของประเทศไทยอย่างมีส่วนร่วม และ 2) ปัจจัยความสำเร็จของการพัฒนาแผนดังกล่าว การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยประยุกต์ใช้กรอบแนวคิด CIPP Model (Context, Input, Process, Product) เป็นกรอบในการวิเคราะห์ ประชากรกลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาและขับเคลื่อนแผน ทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติ ได้แก่ ผู้กำหนดนโยบาย ผู้บริหารด้านสาธารณสุข นักวิชาการ และผู้แทนภาคประชาสังคม โดยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย (1) แบบวิเคราะห์เอกสาร และ (2) แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ การเก็บรวบรวมข้อมูลดำเนินการผ่านการวิเคราะห์เอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึก และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาควบคู่กับการตรวจสอบความน่าเชื่อถือแบบสามเส้า</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) กระบวนการพัฒนาแผนมีลักษณะเป็นระบบ ครอบคลุม 4 มิติของ CIPP Model โดยมีการวิเคราะห์บริบทอย่างรอบด้าน การระดมทรัพยากรจากหลายภาคส่วน การดำเนินกระบวนการแบบมีส่วนร่วม และการพัฒนาแผนที่มีความชัดเจนเชิงยุทธศาสตร์และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง อย่างไรก็ตาม ยังพบข้อจำกัดในด้านช่องว่างระหว่างนโยบายกับการปฏิบัติในระดับพื้นที่ และความไม่เท่าเทียมด้านศักยภาพของหน่วยงาน (2) ปัจจัยความสำเร็จของการพัฒนาแผนประกอบด้วย 8 ประการ ได้แก่ (2.1) นโยบายและทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน (2.2) การใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ (2.3) การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (2.4) ศักยภาพบุคลากร (2.5) กลไกความร่วมมือ (2.6) การสนับสนุนทรัพยากร (2.7) ระบบติดตามและประเมินผล และ (2.8) ภาวะผู้นำเชิงนโยบาย ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีความเชื่อมโยงและส่งผลต่อความสำเร็จของแผนอย่างเป็นระบบข้อเสนอแนะจากการวิจัย ได้แก่ ควรพัฒนากลไกความรับผิดชอบร่วมระหว่างหน่วยงาน เสริมสร้างระบบฐานข้อมูลแบบบูรณาการ พัฒนาศักยภาพบุคลากรในระดับพื้นที่ และส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเชื่อมโยงนโยบายสู่การปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p> นันท์นภัส ภูมิถาวร ณัฐธิดา ช่วยเมือง ณัฐพล พงษ์วิเศษ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-15 2026-08-15 7 4 248 261 กระบวนการความงอกงามภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญ ของผู้หญิงผู้รอดชีวิตจากความรุนแรงในคู่ครอง https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/8661 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการการเกิดความงอกงามภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญของผู้หญิงที่รอดชีวิตจากความรุนแรงในคู่ครอง การวิจัยบูรณาการจากแนวคิดความงอกงามภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญ แนวคิดการสร้าง Habitus ของ Pierre Bourdieu และบทบาททางเพศ (Gender) ใช้การวิจัยเชิงคุณภาพแบบทฤษฎีฐานราก (Grounded Theory) โดยสัมภาษณ์แบบเข้มข้น (Intensive interview) โดยมีกลุ่มผู้ให้ข้อมูลจากผู้หญิงที่เกิดความงอกงามภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่รอดชีวิตจากความรุนแรงในคู่ครอง จำนวน 15 คน โดยผู้วิจัยใช้วิธีการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง ซึ่งวิธีการเข้าถึงผู้ให้ข้อมูลโดยแกนนำมูลนิธิเพื่อนหญิงและกำหนดเกณฑ์ การคัดเข้าและคัดออก เครื่องมือที่ใช้ในการคัดกรองผู้ให้ข้อมูล คือ มาตรวัด PTGI-SF แนวคำถามการสัมภาษณ์ผู้วิจัยได้เลือกใช้คำถามปลายเปิด ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์ข้อมูลแบบสร้างทฤษฎีฐานราก นําเสนอผลเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า กระบวนการเกิดความงอกงามภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญของผู้้หญิงที่รอดชีวิตจากความรุนแรงในคู่ครอง จำแนกตาม 4 ประเด็นหลัก ดังนี้ 1) ด้านการพึ่งพาตนเองได้ทางเศรษฐกิจ 2) ด้านการพึ่งพาตนเองได้ทางจิตใจ 3) ด้านการได้รับการยอมรับจากสังคม 4) ด้านการเปลี่ยนแปลงตนเองทางจิตวิญญาณ องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นชี้ให้เห็นว่า ความงอกงาม คือ การปฏิวัติทุนชีวิต โดยรื้อถอน Habitus แห่งการยอมจำนนและสะสมทุนใหม่ เพื่อปลดปล่อยตนเองจากระบบชายเป็นใหญ่ นำไปสู่การความงอกงามภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญของผู้หญิงผู้รอดชีวิตจากความรุนแรงในคู่ครอง มีชีวิตที่มีอิสรภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีและยั่งยืนต่อไป</p> เนตรนิยมาศ วรรณพยันต์ สิทธิพร ครามานนท์ สุรวุฒิ ปัดไธสง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-15 2026-08-15 7 4 262 276 รูปแบบประเพณีของชาวไทลื้อที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาในเมืองสิบสองปันนา https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/8664 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาประเพณีและความเชื่อของชาวไทลื้อในเมืองสิบสองปันนา 2) เพื่อศึกษาประเพณีและความเชื่อของชาวไทลื้อที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาในเมืองสิบสองปันนา 3) เพื่อวิเคราะห์รูปแบบประเพณีและความเชื่อของชาวไทลื้อที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาในเมืองสิบสองปันนา และ 4) เพื่อนำเสนอรูปแบบประเพณีและความเชื่อของชาวไทลื้อที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาในเมืองสิบสองปันนา ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ นักวิชาการพระพุทธศานา ผู้นำศาสนสถาน พระสงฆ์ผู้มีความเชี่ยวชาญทางพระพุทธศาสนา ปราชญ์ชาวบ้าน และเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ โดยเลือกแบบเจาะจง รวมจำนวน 20 รูป/คน การวิจัยเรื่องนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มุ่งศึกษาประเพณีและความเชื่อทางพระพุทธศาสนาในบริบทของสังคมไทลื้อ โดยใช้วิธีการศึกษาข้อมูลเอกสาร การสังเกตภาคสนาม และการสัมภาษณ์เชิงลึก</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ประเพณีของชาวไทลื้อในเมืองสิบสองปันนา เป็นระบบวัฒนธรรมที่ผสานความเชื่อพื้นเมืองกับพระพุทธศาสนาเถรวาทอย่างกลมกลืน ความเชื่อเรื่องผี บรรพบุรุษ และธรรมชาติยังคงมีบทบาทสำคัญในการกำกับศีลธรรมและความสัมพันธ์ของชุมชน โดยสามารถดำรงอยู่ควบคู่กับหลักกรรม บุญ-บาป และหลักธรรมทางพุทธศาสนาได้อย่างไม่ขัดแย้ง ประเพณีทางพุทธศาสนา เช่น การตานตุง ตานกองทราย การขึ้นธาตุ เข้าพรรษา และวันสำคัญทางศาสนา ทำหน้าที่เป็นกลไกปลูกฝังคุณธรรม ความสามัคคี และการสืบทอดอัตลักษณ์จากรุ่นสู่รุ่น การวิเคราะห์รูปแบบสามารถจำแนกได้ 5 รูปแบบสำคัญ ได้แก่ (1) รูปแบบการบูรณาการความเชื่อดั้งเดิมกับพุทธธรรม (2) รูปแบบศิลปะและอัตลักษณ์ในวันสำคัญทางศาสนา (3) รูปแบบพิธีกรรมตามวงจรชีวิตในฐานะพื้นที่สืบสานคติธรรม (4) รูปแบบการเยียวยาจิตวิญญาณและความกตัญญู และ (5) รูปแบบนิเวศวิทยาเชิงจริยธรรม และองค์ความรู้ใหม่ BUDDHA Model โดยแนวคิดนี้สะท้อนให้เห็นว่า พระพุทธศาสนาไม่ได้ดำรงอยู่เพียงในฐานะระบบความเชื่อทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นโครงสร้างทางวัฒนธรรมที่หล่อหลอมวิถีชีวิต ค่านิยม และความสัมพันธ์ทางสังคมของชุมชนอย่างเป็นระบบ พระพุทธศาสนาในบริบทของชาวไทลื้อจึงมีลักษณะของพุทธศาสนาในบริบทวัฒนธรรม ซึ่งเกิดจากการผสมผสานระหว่างหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา กับความเชื่อพื้นบ้านและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน</p> Miss Guangjiao Yu อุเทน ลาพิงค์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-15 2026-08-15 7 4 277 290 ปัจจัยความสำเร็จของการบริหารจัดการชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง กรณีศึกษาชุมชนบ้านพี้เหนือ จังหวัดน่าน https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/8818 <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่เอื้อต่อความสำเร็จในการบริหารจัดการชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของชุมชนบ้านพี้เหนือ จังหวัดน่าน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน เก็บข้อมูลเชิงปริมาณด้วยแบบสอบถามมาตรวัดประมาณค่า 5 ระดับ จากกลุ่มตัวอย่าง 248 คน และเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 17 คน พร้อมตรวจสอบยืนยันผลการวิจัยโดยชุมชน จำนวน 50 คน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่เอื้อต่อความสำเร็จในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย=4.01±0.22) โดยปัจจัยที่ชุมชนให้ความสำคัญสูงสุดคือ ด้านการบริหารจัดการสินค้าและบริการการท่องเที่ยวชุมชน (ค่าเฉลี่ย=4.21±0.30) ซึ่งเป็น กลไกสำคัญในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและรายได้ให้แก่ชุมชน รองลงมาคือ ด้านการบริหารจัดการบุคลากร (ค่าเฉลี่ย=4.14±0.30) ซึ่งเป็น องค์ประกอบหลักในการส่งต่อองค์ความรู้และจิตวิญญาณท้องถิ่น ผ่านนักเล่าเรื่อง ส่วนด้านสิ่งอำนวยความสะดวกอยู่ในลำดับรองลงมา (ค่าเฉลี่ย=3.93±0.25) ทั้งนี้ การตรวจสอบข้อมูลย้อนกลับโดยชุมชนยืนยันความถูกต้องในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย=4.54±0.26) สะท้อนให้เห็นว่าความสำเร็จเกิดจากการพัฒนาฐานรากภายในที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะคนและผลิตภัณฑ์ บนพื้นฐานของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งผลการวิจัยดังกล่าว นำไปสู่ข้อเสนอแนะเชิงโมเดลการพัฒนาชุมชนท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ผ่านการบูรณาการการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน (ทุนมนุษย์) การนำอัตลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่น (ทุนวัฒนธรรม) มาสร้างสรรค์นวัตกรรมบริการ และการใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นภูมิคุ้มกันในการบริหารจัดการ เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและการรักษารากเหย้าของชุมชน</p> รัฐรุจน์ ปิยะพงศ์ภัทร์ วัชรพงษ์ วัฒนกูล ภัทรวุฒิ สมยานะ พงษ์พันธุ์ ลีฬหเกรียงไกร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-15 2026-08-15 7 4 291 307 Community Participation, Farmer Networks, and Government Support Influencing the Management of Agritourism Sites in Chiang Dao District, Chiang Mai Province https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7376 <p>This study aimed to analyze the production capacity, marketing, and farmer networks to enhance the value of community enterprise groups of organic vegetable growers in Chiang Mai Province. The research employed a quantitative methodology, collecting data from 357 farmers through questionnaires, including administrators, government officials, local leaders, private sector representatives, and local residents. Quantitative data were analyzed using descriptive statistics such as mean, standard deviation, and multiple regression analysis.</p> <p>The results indicated that 1) overall, the groups demonstrated a high level of potential (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />=3.79, S.D.=0.925), with the production dimension being the highest (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />=3.93, S.D.=0.887), reflecting strengths in production planning, land management, and quality control. The farmer network dimension was also high (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />=3.87, S.D.=0.919), indicating strong collaboration and market linkage. The marketing dimension showed high potential (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />=3.58, S.D.=0.971) but revealed gaps in branding and pricing strategies. Recommendations to enhance group performance include developing production and quality control skills, establishing effective branding and distribution channels, and strengthening farmer networks for knowledge exchange and market connectivity. The findings provide guidance for increasing value and sustainability of organic vegetable products at both local and national levels.</p> Daocheng Huang Snit Sitti Koblap Areesrisom Pawinee Areesrisom ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-15 2026-08-15 7 4 308 320 Impacts and Sustainable Development Guidelines of Large-Scale Agricultural Systems on Community Economic Development: a Case Study of Longan Large-Scale Farming in Mae Tha District, Lamphun Province https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7420 <p>This study aimed to: 1) examine the impacts of the large-scale longan farming system on community economic development across the economic, social, and sustainability dimensions in Mae Tha District, Lamphun Province; and 2) propose development guidelines for enhancing the sustainability of the large-scale longan farming system in order to strengthen economic capacity and community resilience. A mixed-methods research design was employed by integrating quantitative and qualitative approaches. The population consisted of 627 longan farmers participating in the large-scale farming system. Using Taro Yamane’s formula at a 95% confidence level, a sample of 154 farmers was selected through simple random sampling. In addition, 15 key informants, including farm managers, farmer leaders, and government officials, were purposively selected. The research instruments comprised a five-point Likert-scale questionnaire, an in-depth interview guide, and a focus group discussion guide. The instruments were examined for content validity by experts, and the questionnaire yielded a reliability coefficient greater than 0.80. Quantitative data were analyzed using frequency, percentage, mean, standard deviation, and multiple regression analysis, while qualitative data were analyzed through content analysis and triangulation.</p> <p>The findings revealed that: 1) the large-scale longan farming system had positive effects on the community economy. Average household income increased by 45%, while production costs decreased by 20% as a result of shared resource utilization. The social dimension received the highest rating (M=4.05, S.D.=0.48), reflecting greater cooperation, trust, and participation among members. The sustainability dimension was also rated at a high level (=3.80, S.D.=0.54). The adoption of drip irrigation, bio-fertilizers, and Smart Farming technologies helped reduce environmental risks; however, limitations remained in terms of access to finance and knowledge. The most influential factors affecting system efficiency were marketing (β=0.352), production technology (β=0.295), and leadership (β=0.215); and 2) sustainable development guidelines should be implemented at three levels: the policy level, through the establishment of permanent markets, digital marketing, low-interest credit, and technology transfer; the operational level, through joint marketing, leadership development, and production technology enhancement; and the community level, through participatory management, farmer-to-farmer learning, and the strengthening of trust-based networks. The new knowledge generated from this study indicates that the sustainability of large-scale farming systems depends on the balanced integration of economic efficiency, social capital, participatory governance, technology, and environmental management.</p> Hanbin Tang Snit Sitti Pawinee Areesrisom Phutthisun Kruekum ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-15 2026-08-15 7 4 321 335 Innovative Model for Driving Agricultural Community Enterprises to Strengthen Local Economic Resilience in Upper Northern Thailand https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7375 <p>This study aimed to (1) examine the innovative competencies required of agricultural extension officers and community enterprise leaders in driving local economies in the upper northern region of Thailand, (2) analyze the factors influencing the development of such competencies, and (3) develop an innovative model that can be practically applied. A mixed-methods approach was employed. Quantitative data were collected from 181 agricultural extension officers across eight northern provinces using a five-point Likert scale questionnaire, which was validated for content validity and reliability (Cronbach’s Alpha = 0.911). Qualitative data were obtained from eight supervisors through in-depth interviews and focus group discussions. Quantitative data were analyzed using descriptive statistics, Pearson’s correlation, and multiple regression analysis, while qualitative data were analyzed using content analysis.</p> <p>The findings revealed that the overall level of innovative competency was moderate to high, with strengths in creative thinking and networking, but limitations in knowledge management and research. Significant influencing factors included work experience, organizational support, and participation in professional development training, which collectively explained 48% of the variance. The integration of quantitative and qualitative results led to the development of an innovative model comprising five key dimensions: (1) knowledge and skills base, (2) management and coordination, (3) transformational leadership, (4) marketing and business development, and (5) research and innovation. Four supporting mechanisms were also identified: practical training workshops, coaching and mentoring, pilot projects, and innovation funds. The study recommends that government agencies formulate policies and support systems emphasizing the continuous development of innovative competencies at both individual and organizational levels. This includes the provision of training programs and the establishment of regional innovation networks. The outcomes of this research contribute to both academic and policy dimensions by offering a practical framework to strengthen agricultural community enterprises toward economic resilience and sustainability.</p> Xinyi Zhang Snit Sitti Weena Nilawonk Pawinee Areesrisom ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-15 2026-08-15 7 4 336 348 Systemic Issues and Development Approaches for Beef Cattle Farm Management toward GAP Certification in Chiang Mai Province https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7427 <p>This study aimed to (1) analyze systemic constraints among beef cattle farms in Chiang Mai Province that hinder readiness for Good Agricultural Practices (GAP) certification, and (2) develop appropriate management approaches to strengthen GAP readiness. The population consisted of 15,174 beef cattle farming households, from which a quantitative sample of 390 households was determined using a statistical formula and selected through systematic random sampling. A qualitative sample of 15 key informants included GAP-certified farmers, livestock extension officers, local leaders, and community representatives. Research instruments comprised a five-point Likert-scale questionnaire, validated for content accuracy with Cronbach’s alpha coefficients exceeding 0.80, and semi-structured interview guides. Quantitative data were analyzed using descriptive statistics (mean, standard deviation) and multiple regression analysis, while qualitative data were analyzed through content analysis and thematic synthesis.</p> <p>The findings revealed that structural factors of beef cattle farms were generally at a moderate-to-low level, with farm data management emerging as the weakest component. Farm management practices were also at a moderate level, though deficiencies were noted in marketing, environmental management, and animal welfare. Regression analysis confirmed that farm data management and overall management practices exerted the strongest influence on GAP readiness, jointly explaining 62% of the variance. This study contributes new knowledge by integrating structural factors and farm management practices as joint determinants of GAP readiness and by conceptualizing farm data as a form of knowledge capital. It also highlights environmental and animal welfare management as emerging weaknesses within Thai beef cattle farms. Policy recommendations include the development of comprehensive farm databases, provision of low-interest credit, and prioritization of environmental and welfare standards in livestock policies. Practical recommendations emphasize farmer training in data management, establishment of model GAP farms as community learning centers, and strengthening cooperative systems to enhance market power and environmental practices.</p> Xintao Lu Koblap Areesrisom Snit Sitti Pawinee Areesrisom ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-15 2026-08-15 7 4 349 359 Management Models and Factors Influencing the Efficiency of Large-Scale Agricultural Systems: A Case Study of Longan Large-Scale Farming in Mae Tha District, Lamphun Province https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7419 <p>The objectives of this research were: (1) to study the management model of longan large-scale farming in Mae Tha District, Lamphun Province, and (2) to analyze the factors influencing the efficiency of large-scale agricultural systems. A mixed methods research design was employed, combining quantitative and qualitative approaches. For the quantitative part, data were collected from 154 farmers who were members of large-scale farming groups, selected using simple random sampling. For the qualitative part, in-depth interviews and focus group discussions were conducted with 15 key informants, including farm managers, farmer leaders, and related government officials. Research instruments included questionnaires and interview guides, which were validated by experts and demonstrated high reliability (Cronbach’s Alpha &gt; 0.80). Quantitative data were analyzed using descriptive statistics and multiple regression analysis, while qualitative data were analyzed using content analysis.</p> <p>The findings revealed that the management of longan large-scale farming was characterized by participative management, with farmers actively involved in all processes. The key factors significantly influencing system efficiency were marketing, production technology, and leadership, with marketing being the most influential factor. Overall efficiency was rated at a high level, with the social dimension achieving the highest score, reflecting the strength of farmer group collaboration and community cooperation. This study contributes new knowledge, highlighting that the success of large-scale farming relies not only on economic aspects but also on social capital, participative management, and strong leadership. Policy and practical recommendations for sustainable development are also proposed.</p> Hanbin Tang Snit Sitti Pawinee Areesrisom Phutthisun Kruekum ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-15 2026-08-15 7 4 360 373 The Affect Mechanism of Higher Vocational Students' Prosocial Motivation on Entrepreneurial Persistence in China-Myanmar Border Areas https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/8534 <p>The objective of this study is to examine the relationship between prosocial motivation and entrepreneurial persistence among higher vocational students along the China-Myanmar border, with intuition serving as a mediating factor. Data were collected from higher vocational students along the China-Myanmar border in January 2026 using purposive sampling and an online questionnaire (covering prosocial motivation, intuition, and entrepreneurial persistence scales). A total of 2,068 valid responses were obtained (response rate: 89.91%). Employing quantitative research methods, this study utilized correlation and mediation analyses to test hypotheses.</p> <p>Results indicate that prosocial motivation among higher vocational students in the China-Myanmar border region exhibits significant positive correlations with entrepreneurial persistence and intuition, with intuition serving as a mediator. This suggests that vocational institutions must not only cultivate students' individual desire to assist others or contribute to societal well-being but also establish connections with emotionally driven decision-making processes to effectively foster entrepreneurial persistence. Furthermore, the study found that prosocial motivation among higher vocational students in the China-Myanmar border region is a decisive factor influencing entrepreneurial persistence. Moreover, the study indicates that intuition mediates this relationship, meaning that through intuition, students' prosocial motivation can further enhance the development of entrepreneurial persistence. Therefore, Chinese vocational colleges should prioritize cultivating students' individual desire to help others or contribute to others' well-being, enhance their emotionally driven decision-making processes, and thereby effectively promote their persistence in entrepreneurship.</p> Ke Zhang ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-15 2026-08-15 7 4 374 387 อิทธิพลของหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาในสังคมไทยต่อการตัดสินใจทางการเมืองของผู้สูงอายุ: การวิเคราะห์เชิงพุทธจิตวิทยา https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7389 <p>บทความวิชาการนี้ มุ่งวิเคราะห์และประเมินอิทธิพลของหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาต่อกระบวนการตัดสินใจทางการเมือง ของผู้สูงอายุในบริบทสังคมไทย โดยพิจารณาผ่านกรอบแนวคิดเชิงพุทธจิตวิทยา การศึกษานี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการวิเคราะห์เอกสารจากคัมภีร์พระพุทธศาสนา หนังสือ ตำรา และงานวิชาการที่เกี่ยวข้อง พร้อมบูรณาการแนวคิดทางพุทธจิตวิทยาและทฤษฎีการตัดสินใจทางการเมือง เพื่อทำความเข้าใจกลไกทางจิตและปัจจัยทางธรรม ที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการตัดสินใจของผู้สูงอายุ ผลการวิเคราะห์พบว่า หลักธรรมสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจทางการเมืองของผู้สูงอายุ ได้แก่ โยนิโสมนสิการ, กาลามสูตร, ทศพิธราชธรรม, อปริหานิยธรรม และ พรหมวิหาร 4 นอกจากนี้ กระบวนการตัดสินใจทางการเมืองของผู้สูงอายุยังมีลักษณะเฉพาะ 4 ประการตามแนวพุทธจิตวิทยา คือ (1) การใช้ประสบการณ์ชีวิตผสานกับหลักธรรมในการพิจารณา (2) ความกังวลเกี่ยวกับผลของกรรม บุญ-บาป ที่มีต่อการเลือกผู้นำ (3) การตระหนักถึงหลักอนิจจัง (ความไม่เที่ยง) ซึ่งส่งผลต่อมุมมองต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และ (4) การให้ความสำคัญกับคุณธรรมของผู้นำมากกว่านโยบายเฉพาะหน้า สรุปได้ว่า ผู้สูงอายุที่มีพื้นฐานความเข้าใจในหลักธรรมอย่างลึกซึ้ง มีแนวโน้มที่จะตัดสินใจทางการเมืองด้วยวิจารณญาณที่รอบคอบและมีคุณธรรมมากขึ้น ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่ช่วยขยายขอบเขตความเข้าใจในความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับการเมือง อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนหรือไม่สมบูรณ์เกี่ยวกับหลักธรรม ก็อาจนำไปสู่การตัดสินใจที่บิดเบือนได้ ดังนั้น จึงมีข้อเสนอแนะให้มีการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักธรรมที่ถูกต้อง เพื่อพัฒนาวุฒิภาวะทางการเมืองของผู้สูงอายุและประชาชนทุกกลุ่มในสังคมไทย</p> พระครูศรีปวรบัณฑิต ศิลาวัฒน์ ชัยวงศ์ พัชรีญา ฟองจันตา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-15 2026-08-15 7 4 388 398 หลักอริยสัจ 4: การเจรจายุติความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/6797 <p>บทความนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์บริบทความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา และนำเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้หลักอริยสัจ 4 เป็นการบูรณาการแก้ไขปัญหาอย่างมีเหตุผลและไม่เบี่ยงเบน บนพื้นฐานของเมตตาและความจริงใจ อันเป็นรากฐานของความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนระหว่างสองประเทศ ผลจากการศึกษาพบว่า 1. ทุกข์ (ปัญหา) คือ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น กระปะทะ การสูญเสีย และผบกระทบต่าง ๆ เช่น การปะทะและการใช้กำลังทางทหาร และผลกระทบทางเศรษฐกิจ เป็นต้น 2. สมุทัย (สาเหตุของปัญหา) คือ รากเหง้าของความขัดแย้ง ทั้งจากความยึดมั่นในอัตตา (ประเทศชาติ) อคติ อวิชชา ความโลภ (ทรัพยากร) และความโกรธ (ความรู้สึกบาดหมางทางประวัติศาสตร์) และปัจจัยทางจิตใจ สังคม และประวัติศาสตร์ที่ซับซ้อน 3. นิโรธ (ภาวะแห่งการดับปัญหา) คือ การบรรลุสภาวะแห่งสันติภาพที่แท้จริง และการสร้างความเข้าใจยอมรับซึ่งกันและกันอย่างยั่งยืน เช่นการยุติความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ ตัดวงจรความเกลียดชัง อคติ อวิชชา และความมั่นใจในกระบวนการยุติธรรมและการปกป้องสิทธิบนฐานแห่งความเสมอภาคและกฎหมายสากล หรือ Joint Boundary Commission (JBC) เป็นต้น 4. มรรค (หนทางดับปัญหา) คือ แนวทางปฏิบัติที่ควรใช้ในการเจรจาด้วยสัมมาวาจา (การเจรจาชอบ) และสัมมาวายามะ (ความพยายามชอบ) รวมถึงการใช้สติและความตั้งใจมั่น (สัมมาสติและสัมมาสมาธิ) เพื่อเดินหน้าสู่การบูรณาการแก้ไขปัญหาอย่างมีเหตุผลและไม่เบี่ยงเบน บนพื้นฐานของเมตตาและความจริงใจ อันเป็นรากฐานของความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนระหว่างสองประเทศ</p> พระไกรสร สุมโน (กันมา) พระมหาสถิตย์ สุทฺธิมโน (ราชวงศ์) พระมหาศุลสักฎ์ สุวณฺณกาโย (สีดาราช) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-15 2026-08-15 7 4 399 412 พุทธธรรมกับการสร้างสาธารณประโยชน์ในสังคมร่วมสมัย: การบูรณาการหลักธรรมกับการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/8306 <p>บทความวิชาการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์พุทธธรรมกับการสร้างสาธารณประโยชน์ในสังคมร่วมสมัย โดยมุ่งอธิบายบทบาทของพระพุทธศาสนา ในฐานะกรอบความคิดเชิงองค์รวมที่พัฒนามนุษย์และสังคมควบคู่กัน ผลการศึกษาพบว่า พุทธธรรมมีเป้าหมายสูงสุดในการลดทุกข์และสร้างประโยชน์สุขของส่วนรวม และสามารถประยุกต์เป็นกรอบการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองอย่างยั่งยืนได้อย่างเป็นระบบ มิได้จำกัดอยู่เพียงการปลูกฝังศีลธรรมส่วนบุคคล ชี้ให้เห็นว่า พุทธธรรมวางฐานการสร้างสาธารณประโยชน์ ไว้ที่การพัฒนามนุษย์จากภายในผ่านศีล สมาธิ และปัญญา ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรมทางสังคม ศีลทำหน้าที่เป็นกลไกกำกับพฤติกรรมและลดความขัดแย้ง สมาธิช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพทางจิตใจ ลดการครอบงำของตัณหา ขณะที่ปัญญาช่วยให้เข้าใจปัญหาสังคมตามเหตุปัจจัยและลดการยึดติดผลประโยชน์เฉพาะตน ในมิติสังคม หลักสังคหวัตถุ 4 สนับสนุนการอยู่ร่วมกันบนฐานความเกื้อกูลและการแบ่งปัน อันนำไปสู่การเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนและทุนทางสังคม ในมิติเศรษฐกิจ พุทธธรรมวิพากษ์กระบวนทัศน์การพัฒนาที่ขับเคลื่อนด้วยความโลภ พร้อมเสนอแนวคิดเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธที่เน้นความพอประมาณและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ส่วนในมิติการเมืองและการปกครอง หลักทศพิธราชธรรมและธรรมาภิบาลเชิงพุทธ มุ่งกำกับการใช้อำนาจให้เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนบนฐานคุณธรรมและความยุติธรรม พุทธธรรมสามารถมองได้ว่า เป็นกรอบการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน ที่บูรณาการการพัฒนาภายในมนุษย์เข้ากับการปรับโครงสร้างทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองอย่างสมดุล ซึ่งเอื้อต่อการสร้างสาธารณประโยชน์และการพัฒนาสังคมร่วมสมัยอย่างมีมนุษยธรรมและยั่งยืน</p> พระครูสุตรัตนวาที พระมหารักศักดิ์ ปญฺญาวุฑฺโฒ (บุญชัย) พระครูสุธีสารบัณฑิต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-15 2026-08-15 7 4 413 423