วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP <table style="height: 1394px;" width="668"> <tbody> <tr> <td width="620"><strong>วัตถุประสงค์และขอบเขตของวารสาร</strong></td> </tr> <tr> <td width="620"> วารสารสันติสุขปริทรรศน์ Journal of Peace Periscope (JPP) มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและเผยแพร่ผลงานวิชาการและงานวิจัยที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เพื่อเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็นเชิงวิชาการ แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับผลงานวิจัยให้แก่คณาจารย์ นักวิชาการ นิสิตนักศึกษา และผู้สนใจทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์สู่สาธารณชนและแวดวงวิชาการ ขอบเขตวารสารมุ่งเน้นเปิดรับบทความจากสาขาด้านศาสนาและปรัชญา ศึกษาศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ การพัฒนาท้องถิ่น การบริหารธุรกิจ และสหวิทยาการด้านมนุษย์และสังคมศาสตร์ โดยทุกบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างน้อย 2 ท่าน ทั้งนี้เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</td> </tr> <tr> <td> </td> </tr> <tr> <td><strong>ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร </strong></td> </tr> <tr> <td width="620"> 1) บทความวิจัย (Research Article) บทความวิจัยมีลักษณะเด่นตรงที่เป็นการนำเสนอปัญหาที่ผู้เขียนได้ศึกษาหรือประเด็นที่ต้องการคำตอบ มีการกำหนดกรอบแนวคิด การเก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งสรุปปัญหาอย่างชัดเจน อันเป็นการสร้างฐานความรู้ที่มีคุณค่าทางวิชาการ</td> </tr> <tr> <td width="620"> 2) บทความวิชาการ (Academic Article) เป็นบทความที่นำเสนอเชิงการวิเคราะห์ วิจารณ์หรือเสนอความรู้ทางวิชาการที่เกิดองค์ความรู้ใหม่</td> </tr> <tr> <td width="620"> 3) บทความปริทรรศน์ (Review Article) เป็นบทความในลักษณะการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และวิจารณ์เปรียบเทียบ ที่รวบรวมความรู้จากตำรา หนังสือ หรือจากผลงานประพันธ์และประสบการณ์ของผู้นิพนธ์มาเรียบเรียงขึ้นในมุมมองทางวิชาการ</td> </tr> <tr> <td width="620"> 4) บทความวิจารณ์หนังสือ (Book Review) เป็นบทความในลักษณะวิพากษ์วิจารณ์หนังสือเพื่อชี้ให้เห็นถึงคุณค่าเนื้อหาสาระจากหนังสือ โดยการวิพากษ์วิจารณ์หนังสือประกอบด้วยรายละเอียดชื่อผู้เขียน จำนวนหน้า ปีที่พิมพ์ ครั้งที่พิมพ์และสถานที่พิมพ์ให้ชัดเจน</td> </tr> <tr> <td> </td> </tr> <tr> <td><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร</strong></td> </tr> <tr> <td width="620"> วารสารเผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ คือ ฉบับที่ 1 ระหว่างเดือนมกราคม – มิถุนายน และฉบับที่ 2 ระหว่างเดือนกรกฎาคม – ธันวาคม</td> </tr> <tr> <td><a href="https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP">เผยแพร่ที่ : https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP </a></td> </tr> <tr> <td> </td> </tr> <tr> <td><strong>กระบวนการพิจารณาบทความจากผู้ทรงคุณวุฒิ</strong></td> </tr> <tr> <td width="620"> บทความจะต้องผ่านการพิจารณาจากกองบรรณาธิการและกระบวนการประเมินคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาและไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้นิพนธ์ โดยบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างน้อย 2 ท่าน ในลักษณะปกปิดรายชื่อ (Double blind peer-reviewed) </td> </tr> <tr> <td> </td> </tr> <tr> <td><strong>การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์</strong></td> </tr> <tr> <td width="620"> ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ในวารสารสันติสุขปริทรรศน์ บทความภาษาไทย บทความละ 7,500 บาท (เจ็ดพันห้าร้อยบาทถ้วน) บทความภาษาอังกฤษ บทความละ 8,500 บาท (แปดพันห้าร้อยบาทถ้วน)<img src="blob:https://so09.tci-thaijo.org/22005286-0320-4dea-a719-a31a33663a71" /></td> </tr> <tr> <td width="620"> โดยจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียม หลังจากบทความผ่านการกลั่นกรองเบื้องต้นจากกองบรรณาธิการ (ก่อนเข้าสู่กระบวนการประเมินคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิ) โดยการดำเนินการชำระและแจ้งการชำระเงิน ภายใน 15 วัน หลังจากได้รับแจ้ง *วารสารไม่คืนเงินค่าธรรมเนียมให้กับผู้นิพนธ์ทุกกรณี กองบรรณาธิการวารสารขอสงวนสิทธิ์ในการปฏิเสธการตีพิมพ์ และไม่คืนเงินค่าธรรมเนียมดังต่อไปนี้</td> </tr> <tr> <td> 1. บทความมีความซ้ำซ้อนมากกว่า 25% จากการตรวจสอบของ CopyCatch จากระบบ Thaijo</td> </tr> <tr> <td> 2. ผู้เขียนไม่ปฏิบัติตามรูปแบบของวารสาร</td> </tr> <tr> <td> 3. ผู้เขียนบทความต้องการถอดถอนหรือยกเลิกการตีพิมพ์</td> </tr> <tr> <td width="620"> 4. บทความไม่ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ หรือไม่แก้ไขบทความตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิและกองบรรณาธิการ ตามระยะเวลาที่กำหนด นับจากวันที่ได้รับแจ้งให้ปรับแก้ไข (1 เดือน หลังการแจ้งของบรรณาธิการ) </td> </tr> <tr> <td>โดยชำระเงินที่บัญชีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาดอยสะเก็ด</td> </tr> <tr> <td width="620"> <strong>หมายเลขบัญชี: 020224914281</strong></td> </tr> <tr> <td width="620"> <strong>ชื่อบัญชี: วารสารสันติสุขปริทรรศน์</strong></td> </tr> <tr> <td width="620">เมื่อชำระแล้วให้ส่งสลิปการโอนเงินและแจ้งชื่อ-สกุล มาที่ E-mail: jppsantisuk.journal@gmail.com</td> </tr> </tbody> </table> <p> </p> สำนักงานวัดแม่ฮ่องไคร้ เลขที่ 9 หมู่ที่ 8 ตำบลแม่โป่ง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ 50220 th-TH วารสารสันติสุขปริทรรศน์ Social Media and Women’s Empowerment: A Case Study of the Semi-Urban Community in Bang Sai, Ayutthaya https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/8532 <p>This study examines how social media contributes to women’s empowerment in the semi-urban community of Bang Sai District, Ayutthaya, where women face the dual pressures of industrial employment and traditional household responsibilities. A qualitative approach was employed using Kabeer’s empowerment framework resources, agency, and achievements as the principal analytical lens, complemented by digital feminism, intersectionality, and uses and gratifications theory. The analysis focuses on how women use digital platforms to access knowledge, create economic opportunities, negotiate family roles, and reconstruct their social identities within a rapidly changing semi-urban context.</p> <p>The findings reveal that social media promotes women’s empowerment in three interrelated dimensions. First, digital platforms such as TikTok, Facebook, and YouTube function as learning resources that enhance vocational knowledge, digital skills, and access to economic opportunities. Second, these platforms strengthen women’s agency by enabling online entrepreneurship, greater control over income and time, and stronger bargaining power within households. Third, empowerment outcomes extend beyond economic gains to include increased self-esteem, social recognition, decision-making capacity, and the transformation of women from relatively voiceless workers into active agents of social change. The study proposes the Digital-Led Life Transformation Model, which explains empowerment as a transition from structural constraints, through strategic use of digital tools and digital bargaining power, toward dignity, autonomy, greater equality, and community leadership.</p> Benjapa Kaithong ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-01 2026-10-01 7 5 401 415 สิทธิมนุษยชน: รูปแบบการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลของเครือข่ายอาสาชุมชนเพื่อคนไร้รัฐไร้สัญชาติ จังหวัดเชียงใหม่ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7787 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษารูปแบบและกระบวนการจัดการปัญหาคนไร้รัฐไร้สัญชาติในประเทศไทย (2) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยและอุปสรรคที่มีผลต่อการพัฒนาสถานะบุคคลของคนไร้รัฐไร้สัญชาติ และ (3) เพื่อเสนอรูปแบบการมีส่วนร่วมของเครือข่ายอาสาชุมชนในการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคล จังหวัดเชียงใหม่ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้ทั้งการวิจัยเชิงเอกสารและการเก็บข้อมูลภาคสนาม กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักจำนวน 20 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง จากอาสาชุมชนและบุคคลที่มีบทบาทในการดำเนินงานของเครือข่ายอาสาชุมชน เพื่อคนไร้รัฐไร้สัญชาติ จังหวัดเชียงใหม่ เครื่องมือวิจัยคือแบบสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้างร่วมกับการสนทนากลุ่ม การสังเกตแบบมีส่วนร่วม และการวิเคราะห์เอกสาร การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การจัดระเบียบและจำแนกข้อมูลเป็นหมวดหมู่ตามประเด็นการวิจัย และวิเคราะห์เชิงเนื้อหาเชิงประเด็นเพื่อเชื่อมโยงข้อค้นพบกับกรอบแนวคิดและทฤษฎีที่ใช้ในการศึกษา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การจัดการปัญหาคนไร้รัฐไร้สัญชาติในประเทศไทยในอดีตดำเนินการในลักษณะการแก้ไขเป็นรายกลุ่มผ่านมติคณะรัฐมนตรีเป็นช่วง ๆ ต่อมาแม้รัฐจะเริ่มพัฒนานโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาในภาพรวมมากขึ้น แต่การดำเนินงานยังคงเผชิญกับอุปสรรคหลายประการ ได้แก่ ความซับซ้อนของกฎหมาย กระบวนการทางปกครองที่ล่าช้า การใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ที่ไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ข้อจำกัดด้านบุคลากรและทรัพยากร ตลอดจนการขาดเอกสารหลักฐานของผู้ประสบปัญหา และในระดับพื้นที่ การจัดการปัญหามีลักษณะเป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ องค์กรภาคประชาสังคม และเครือข่ายอาสาสมัครชุมชน อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือดังกล่าวยังขาดความต่อเนื่อง เนื่องจากข้อจำกัดด้านระยะเวลา งบประมาณโครงการ และนโยบายของผู้มีอำนาจในแต่ละช่วงเวลา ภายใต้บริบทดังกล่าว เครือข่ายอาสาชุมชนเพื่อคนไร้รัฐไร้สัญชาติทำหน้าที่เป็นกลไกระดับชุมชน ที่มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงและประสานงานระหว่างหน่วยงานรัฐกับคนไร้รัฐไร้สัญชาติ ช่วยลดอุปสรรคเชิงโครงสร้าง เอื้อให้ผู้ประสบปัญหาสามารถพัฒนาสถานะบุคคล และมีส่วนในการฟื้นฟูศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ดังนั้น การพัฒนาศักยภาพของอาสาสมัครชุมชนและการสนับสนุนเครือข่ายชุมชนในเชิงโครงสร้าง จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน และลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อนำไปสู่สังคมที่เคารพศักดิ์ศรีและสิทธิมนุษยชนของทุกคน</p> ละออ กู่แก้วเกษม พระวิสิทธิ์ ฐิตวิสิทฺโธ พิสิฏฐ์ โคตรสุโพธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-01 2026-10-01 7 5 1 15 การส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ภายใต้แนวคิด “Learn to Earn” สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา โรงเรียนบ้านโคกสัก จังหวัดพัทลุง https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/8025 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ภายใต้แนวคิด “Learn to Earn” สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา โรงเรียนบ้านโคกสัก จังหวัดพัทลุง เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพที่ให้ความสำคัญกับการวิจัยเชิงปฏิบัติการ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 จำนวน 169 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ การสนทนากลุ่ม และการสังเกต ตลอดจนการพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เนื้อหาแล้วนำเสนอในรูปของการบรรยายพร้อมภาพประกอบ</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า โรงเรียนบ้านโคกสัก มีศักยภาพและความพร้อมในการนำร่องส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ภายใต้แนวคิด “Learn to Earn” ผ่านการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง 4 กิจกรรมหลัก ได้แก่ การเพาะเห็ดนางฟ้าภูฏาน การปลูกผักสวนครัว การเลี้ยงปลาดุกในบ่อผ้าใบ และการปลูกผักสลัดยกแคร่ โดยมีการแบ่งหน้าที่รับผิดชอบให้นักเรียนแต่ละระดับชั้นตามความเหมาะสม ตลอดจนมีการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ส่งผลให้นักเรียนเกิดทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ได้แก่ 1) ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม ได้แก่ การคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม การคิดแบบมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหา และการสื่อสารและการทำงานร่วมกับผู้อื่น 2) ทักษะสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี ได้แก่ การเรียนรู้และเข้าใจเกี่ยวกับสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี และ 3) ทักษะชีวิตและอาชีพ ได้แก่ ความยืดหยุ่นและรู้จักปรับตัว ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ทักษะทางสังคมและการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม การเพิ่มผลผลิต และความเป็นผู้นำและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม สำหรับข้อเสนอแนะ ได้แก่ 1) การเน้นทักษะสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี ให้มากยิ่งขึ้น เพื่อให้นักเรียนมีความรอบรู้และเท่าทันสื่อและเทคโนโลยี 2) การจัดกิจกรรมควรสำรวจความสนใจของนักเรียน โดยตั้งอยู่บนฐานศักยภาพของโรงเรียนและทุนชุมชน และ 3) การนำแนวคิดครูพ่อแม่ มาปรับประยุกต์ใช้และบูรณาการร่วมกัน ตลอดจนการดึงศักยภาพของปราชญ์ชาวบ้าน และชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการจัดการเรียนรู้</p> ชลลดา แสงมณี ศิริสาธิตกิจ วราภรณ์ ทนงศักดิ์ สุภฎา คีรีรัฐนิคม ทวีเดช ไชยนาพงษ์ ศิริชัย กุมารจันทร์ ศันสนีย์ จันทร์อานุภาพ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-01 2026-10-01 7 5 16 30 การพัฒนาศูนย์การเรียนรู้วิถีพุทธสู่ความเป็นชุมชนน่าอยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอในจังหวัดเชียงใหม่ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7981 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาแนวคิดการออกแบบและพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอในจังหวัดเชียงใหม่ 2) เพื่อพัฒนาศูนย์ปกาเกอะญอเชิงออนไลน์ในระบบสารสนเทศ (Google Site) ในจังหวัดเชียงใหม่ และ 3) เพื่อประเมินศูนย์ปกาเกอะญอเชิงออนไลน์ในระบบสารสนเทศ (Google Site) ในจังหวัดเชียงใหม่ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงเอกสาร การวิจัยเชิงคุณภาพ และการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แนวคำถามการสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม และการจัดเวิร์กชอปพัฒนาชุดความรู้ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย ผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน ตัวแทนหน่วยงานภาครัฐ กลุ่มเยาวชน และกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอในพื้นที่อำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ รวมจำนวนทั้งสิ้น 200 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) แนวคิดการออกแบบและพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ทางวัฒนธรรมควรสะท้อนวิถีชีวิต ความเชื่อ ประเพณี และภูมิปัญญาท้องถิ่นของกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนและการบูรณาการองค์ความรู้พื้นถิ่น 2) การพัฒนาศูนย์ปกาเกอะญอเชิงออนไลน์ในระบบสารสนเทศ (Google Site) สามารถนำเสนอข้อมูลด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม วิถีชีวิต และกิจกรรมของชุมชนได้อย่างเป็นระบบ เข้าถึงง่าย สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ และ 3) ผลการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญและผู้ใช้ในชุมชนพบว่า ศูนย์ปกาเกอะญอเชิงออนไลน์ที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสม มีประสิทธิภาพ และสามารถใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอในจังหวัดเชียงใหม่ได้อย่างชัดเจน อีกทั้งยังมีศักยภาพในการเป็นต้นแบบสำหรับพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ของกลุ่มชาติพันธุ์อื่นต่อไป</p> พระสุธีวัชรบัณฑิต ศรีสกุล ชัยเวียง ทิพาภรณ์ เยสุวรรณ์ เดชา ตาละนึก นฤภรณ์ วรายุทธโยติกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-01 2026-10-01 7 5 31 44 วิเคราะห์พุทธปรัชญากับการพัฒนาสุขภาวะวิถีพุทธ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/8008 <p>งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) แนวคิดพุทธปรัชญา 2) แนวคิดการพัฒนาสุขภาวะวิถีพุทธ และ 3) วิเคราะห์แนวทางพุทธปรัชญากับการพัฒนาสุขภาวะวิถีพุทธ โดยวิธีดำเนินการวิจัย เป็นรูปแบบการวิจัย การวิจัยเชิงคุณภาพ ขอบเขตและกรอบการวิเคราะห์ ได้แก่ พุทธปรัชญาจักร 4 และแนวคิดการพัฒนาสุขภาวะวิถีพุทธ เพื่อให้ได้กรอบแนวทางด้านการพัฒนาสุขภาวะวิถีพุทธใช้แหล่งข้อมูลเอกสารปฐมภูมิ และเอกสารทุติยภูมิ วิธีการวิเคราะห์เอกสารจะเกี่ยวข้องกับการพัฒนาสุขภาวะวิถีพุทธเพื่อให้ได้ข้อเสนอเชิงแนวทางการพัฒนาสุขภาวะวิถีพุทธ โดยการตรวจสอบความน่าเชื่อถือและการนำเสนอผลได้ใช้หลักฐานคิดเชิงพุทธ ความสอดคล้องภายในของโมเดลการตรวจสอบเชิงประจักษ์ และการนำเสนอเชิงคุณค่า</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนาสุขภาวะแบบพุทธวิถีเป็นกระบวนการพัฒนามนุษย์เชิงองค์รวมที่เชื่อมโยงหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา กับการปฏิบัติในชีวิตประจำวันอย่างเป็นระบบ โดยการนำหลักจักร 4 มาเป็นฐานคิด (Input) ผ่านกระบวนการฝึกพฤติกรรม การฝึกจิต และการสร้างความสัมพันธ์ทางสังคม (Process) ส่งผลให้เกิดสุขภาวะ 4 มิติ ได้แก่ กาย ใจ สังคม และปัญญา (Output) อย่างสมดุลและยั่งยืน องค์ความรู้ใหม่นี้ แสดงให้เห็นความสัมพันธ์เชิงเหตุผลที่ชัดเจนระหว่างการปฏิบัติธรรมกับการเปลี่ยนแปลงสุขภาวะ ทั้งภายในและภายนอกของมนุษย์ และสามารถตรวจสอบได้ทั้งเชิงแนวคิดและเชิงประจักษ์ จากการฝึกปฎิบัติด้วยตนเอง ดังนั้น จริยสุขภาวะธรรม จึงมิใช่เพียงเป้าหมายของการมีสุขภาพดี หากแต่เป็นคุณค่าชีวิตที่หล่อหลอมมนุษย์ให้ดำรงอยู่ด้วยสติ ปัญญา และความไม่เบียดเบียน อันเป็นรากฐานของสุขภาวะที่แท้จริงและยั่งยืนของสังคม</p> พระวิสิทธิ์ ฐิตวิสิทฺโธ (วงค์ใส) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-01 2026-10-01 7 5 45 56 การส่งเสริมภาวะผู้นำทางการเมืองตามแนวพระพุทธศาสนาของนักปกครองท้องที่แบบมีส่วนร่วมของตำบลแม่คำมี อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/8058 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการณ์เกี่ยวกับภาวะผู้นำทางการเมืองของนักปกครองท้องที่แบบมีส่วนร่วม 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีภาวะผู้นำทางการเมืองของนักปกครองท้องที่แบบมีส่วนร่วม 3) เพื่อศึกษาพัฒนาภาวะผู้นำทางการเมืองตามแนวพระพุทธศาสนาของนักปกครองท้องที่แบบมีส่วนร่วม 4) เพื่อนำเสนอรูปแบบการส่งเสริมภาวะผู้นำทางการเมืองตามแนวพระพุทธศาสนาของนักปกครองท้องที่แบบมีส่วนร่วม การวิจัยนี้ เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ประชาชนในเขตตำบลแม่คำมี 376 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าการถดถอยพหุคูณ ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้แบบสัมภาษณ์กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 25 รูปหรือคน และการสนทนาเฉพาะกลุ่มของผู้ทรงคุณวุฒิ 9 รูปหรือคน และการวิจัยเชิงปฏิบัติการ 45 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการพรรณนาความ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการณ์เกี่ยวกับภาวะผู้นำทางการเมืองของนักปกครองท้องที่ตำบลแม่คำมีอยู่ในระดับมาก มีจุดเด่นภาวะผู้นำแบบชี้แนะ สะท้อนถึงการแนะแนวทางให้ประชาชนเข้าร่วมในการพัฒนาชุมชน ติดตามการพัฒนาชุมชน รวมทั้งมีจิตสำนึกที่ดีต่อการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน 2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีภาวะผู้นำทางการเมือง โดยมีปัจจัยที่เกี่ยวกับปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยด้านวิริยะ พากเพียรในการงานอิทธิพลสูงสุดต่อการเกิดภาวะผู้นำ แสดงให้เห็นถึงการมีทัศนคติที่ดีต่อการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนของประชาชนในพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ ตลอดถึงการไม่ย่อท้อต่อความลำบากในการติดตามการพัฒนาชุมชนของผู้ปกครองท้องที่ 3) การพัฒนาภาวะผู้นำทางการเมืองตามแนวพระพุทธศาสนาของนักปกครองท้องที่แบบมีส่วนร่วมที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยผู้นำแบบชี้แนะ สนับสนุน มีส่วนร่วม และมุ่งความสำเร็จ ทั้งนี้เพราะมีความพากเพียรพยายามอย่างสูงที่ มุ่งมั่นในการทำงาน รวมทั้งตรวจสอบการทำงานที่ผ่านมาว่ามีประโยชน์ต่อชุมชน 4) การนำเสนอรูปแบบการประยุกต์หลักพุทธธรรม ประกอบด้วย ความรู้ ความเข้าใจ กระบวนการการส่งเสริม รวมทั้ง ผลลัพธ์การส่งเสริมภาวะผู้นำทางการเมืองตามแนวพระพุทธศาสนา และผลการทดลองใช้ชุดกิจกรรมพบว่าระดับความรู้และการมีส่วนร่วมของประชาชนเพิ่มขึ้นจากระดับปานกลางเป็นระดับมาก สะท้อนศักยภาพของรูปแบบในการพัฒนาผู้นำท้องที่อย่างยั่งยืน</p> สายัณห์ อินนันใจ พระครูโสภณกิตติบัณฑิต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-01 2026-10-01 7 5 57 74 ซอฟต์พาวเวอร์การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะท้องถิ่นและการจัดการขยะในจังหวัดชัยภูมิ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/8418 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์นโยบายสาธารณะท้องถิ่นด้านการจัดการขยะ 2) สร้างซอฟต์พาวเวอร์การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะท้องถิ่นและการจัดการขยะ และ 3) ประเมินผลการดำเนินการใช้ซอฟต์พาวเวอร์การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะท้องถิ่นและการจัดการขยะในจังหวัดชัยภูมิ เป็นงานวิจัยแบบผสานวิธี กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ประชาชน 390 คน โดยใช้แบบสอบถาม ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ผู้นำท้องถิ่น คณะกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 18 คน โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก และการเสวนากลุ่มเฉพาะ จำนวน 14 คน ในพื้นที่ตำบลบ้านแท่น อำเภอบ้านแท่น จังหวัดชัยภูมิ โดยวิเคราะห์ด้วยสถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาแบบพรรณนาความ และการอธิบายความ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) นโยบายสาธารณะท้องถิ่นด้านการจัดการขยะ มีการสื่อสารที่เข้าถึงง่าย การปฏิบัติตามหลัก 3Rs เป็นวัฒนธรรมชุมชนผ่านกิจกรรมและแรงจูงใจ รวมถึงการบูรณาการนโยบาย การสื่อสาร การมีส่วนร่วม และระบบสนับสนุนที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่น 2) การสร้างซอฟต์พาวเวอร์การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะและการจัดการขยะเกิดจากพลังชุมชน 4 ด้าน ได้แก่ (1) การกำหนดเป้าหมายชุมชน (2) การสร้างแรงจูงใจของชุมชน (3) การมีส่วนร่วมของชุมชน และ (4) การสร้างกลไกชุมชน 3) การประเมินผลการใช้ซอฟต์พาวเวอร์ในการจัดการขยะ มีความเหมาะสมของนโยบายท้องถิ่น การสื่อสารและโครงสร้างที่เข้าถึงง่าย รวมถึงพลังการขับเคลื่อนชุมชนด้วยการสร้างแรงจูงใจ การกำหนดเป้าหมาย การมีส่วนร่วม และกลไกชุมชน</p> ทักษิณ ประชามอญ เติมศักดิ์ ทองอินทร์ กำพล ศรีโท ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-01 2026-10-01 7 5 75 86 การจัดการการท่องเที่ยวเชิงนิเวศสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของจังหวัดเชียงราย https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/8441 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์สภาพความพร้อมของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศของจังหวัดเชียงราย และ 2) ศึกษาปัจจัยการจัดการการท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของจังหวัดเชียงราย ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยการวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลจากนักท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศสำคัญ 5 แห่ง จำนวน 385 คน ด้วยการเลือกตัวอย่างแบบบังเอิญ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 5 คน และการสนทนากลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 30 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและการสร้างข้อสรุปเชิงอุปนัย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) จังหวัดเชียงรายมีความพร้อมด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในระดับดี โดยมีศักยภาพเด่นด้านทรัพยากรธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพ และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ตลอดจนมีระบบบริหารจัดการ โครงสร้างพื้นฐาน และการมีส่วนร่วมของชุมชนที่สนับสนุนการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างสมดุล อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายด้านการกระจายองค์ความรู้สู่ชุมชนในพื้นที่ห่างไกลและการพัฒนาระบบฐานข้อมูลนักท่องเที่ยวเพื่อการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ 2) ปัจจัยด้านศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยว พฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยว การบริหารจัดการ และการมีส่วนร่วม มีอิทธิพลต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศอย่างยั่งยืนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยสามารถร่วมกันอธิบายความผันแปรได้ร้อยละ 47.4 (R²= .474) และปัจจัยด้านการมีส่วนร่วมมีอิทธิพลสูงสุด รองลงมาคือการบริหารจัดการ พฤติกรรมของนักท่องเที่ยว และศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยว ตามลำดับ ผลการศึกษาสะท้อนว่าการจัดการการท่องเที่ยวเชิงนิเวศอย่างยั่งยืนของจังหวัดเชียงรายควรให้ความสำคัญกับการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และนักท่องเที่ยว ควบคู่กับการอนุรักษ์ฐานทรัพยากร การพัฒนาศักยภาพพื้นที่ และการบริหารจัดการที่สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ</p> เมธภู อุมะวิชนี สนิท สิทธิ ภาวิณี อารีศรีสม มนตรี สิงหะวาระ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-01 2026-10-01 7 5 87 99 การตีความเรื่องกรรมตามหลักพระพุทธศาสนาของชุมชนตำบลเมืองเพีย อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/8651 <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวคิดเรื่องกรรมในคัมภีร์พระพุทธศาสนา 2) วิเคราะห์ความเชื่อและพฤติกรรมเกี่ยวกับกรรมของชุมชน และ 3) ศึกษาการตีความเรื่องกรรมตามหลักพระพุทธศาสนาในบริบทชุมชน การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการศึกษาเอกสารร่วมกับการเก็บข้อมูลภาคสนาม ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 35 รูป/คน ประกอบด้วยพระสงฆ์ นักวิชาการทางศาสนา ผู้นำชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน และประชาชนในกลุ่มวัยต่าง ๆ ซึ่งได้มาโดยการคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม และการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และนำเสนอผลการวิจัยเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) แนวคิดเรื่องกรรมในคัมภีร์พระพุทธศาสนายืนยันว่า “เจตนา” เป็นแก่นของกรรม โดยสามารถจำแนกเป็นกุศลกรรม อกุศลกรรม และอัพยกตาธรรม และแสดงออกผ่านกาย วาจา และใจ 2) ความเชื่อและพฤติกรรมเกี่ยวกับกรรมของชุมชนมีลักษณะผสมผสานระหว่างหลักพระพุทธศาสนากับความเชื่อพื้นบ้าน โดยความเชื่อเรื่องกรรมทำหน้าที่เป็นกลไกเชิงบรรทัดฐานในการกำกับพฤติกรรมของสมาชิกในสังคม ทั้งในด้านการยับยั้งพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์และการส่งเสริมการกระทำความดี ตลอดจนมีการใช้พิธีกรรมเป็นเครื่องมือเสริมสร้างความมั่นคงทางจิตใจ 3) การตีความเรื่องกรรมของชุมชนมีความแตกต่างตามช่วงวัย โดยกลุ่มผู้สูงอายุและวัยทำงานมักเชื่อมโยงกรรมกับอดีตชาติ ขณะที่กลุ่มเยาวชนเน้นเหตุและผลในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ทุกกลุ่มมีความเห็นสอดคล้องกันว่าเจตนาเป็นปัจจัยสำคัญของกรรม และมนุษย์สามารถปรับเปลี่ยนผลกรรมได้ผ่านการกระทำในปัจจุบัน ข้อเสนอแนะจากการวิจัย ได้แก่ ควรส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเรื่อง กรรมตามหลักพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้องในระดับชุมชนและสถานศึกษา พร้อมทั้งสนับสนุนการบูรณาการหลักธรรม กับบริบททางสังคมวัฒนธรรมอย่างเหมาะสม เพื่อเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม และความเข้มแข็งของชุมชนอย่างยั่งยืน</p> พระอธิการมานิตย์ อนงฺคโณ (บุญประคม) พระครูศรีพุทธิบัณฑิต พระครูปริยัติพัฒนบัณฑิต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-01 2026-10-01 7 5 100 112 การวิเคราะห์แบบจำลองสมการโครงสร้างของปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาเมืองอัจฉริยะอย่างยั่งยืนในจังหวัดหนองคาย https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/8685 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ทดสอบแบบจำลองสมการโครงสร้างของปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาเมืองอัจฉริยะอย่างยั่งยืน และ (2) วิเคราะห์อิทธิพลทางตรงและทางอ้อมของนโยบายภาครัฐ การยอมรับเทคโนโลยี นวัตกรรมการจัดการ และการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการพัฒนาเมืองอัจฉริยะอย่างยั่งยืน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณแบบสำรวจ ประชากรคือ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดหนองคาย อายุ 18 ปีขึ้นไป กลุ่มตัวอย่างจำนวน 450 คน ได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและความเชื่อมั่นด้วยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) และการวิเคราะห์แบบจำลองสมการโครงสร้าง (SEM)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า แบบจำลองมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ในระดับดีมาก โดยสามารถอธิบายความแปรปรวนของการพัฒนาเมืองอัจฉริยะอย่างยั่งยืนได้ร้อยละ 68 การมีส่วนร่วมของประชาชนมีค่าการอธิบายสูงที่สุด รองลงมาคือนวัตกรรมการจัดการ และการยอมรับเทคโนโลยี นอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์อิทธิพลเชิงโครงสร้างพบว่า นโยบายภาครัฐมีอิทธิพลรวมสูงที่สุดต่อการพัฒนาเมืองอัจฉริยะอย่างยั่งยืน ทั้งทางตรงและทางอ้อม รองลงมาคือการยอมรับเทคโนโลยี การมีส่วนร่วมของประชาชน และนวัตกรรมการจัดการ ตามลำดับ องค์ความรู้จากการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาเมืองอัจฉริยะอย่างยั่งยืนในระดับจังหวัดจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการเชิงระบบ ระหว่างกรอบนโยบายภาครัฐที่ชัดเจน การส่งเสริมการยอมรับเทคโนโลยีของประชาชน การพัฒนานวัตกรรมการจัดการภาครัฐ และการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ในเชิงข้อเสนอแนะ ภาครัฐควรกำหนดยุทธศาสตร์และกลไกสนับสนุนที่ชัดเจน พร้อมทั้งส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพดิจิทัลของประชาชนและการมีส่วนร่วมเชิงรุก เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะอย่างยั่งยืน</p> พนธ์ พุทธานุกรณ์ สมบัติ กันบุตร วีณา นิลวงศ์ ภาวิณี อารีศรีสม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-01 2026-10-01 7 5 113 125 ความเชื่อและรูปแบบยันต์พระสีวลีสู่การสร้างสรรค์จิตรกรรมเพื่อสื่อพุทธธรรม https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/8684 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประวัติ ความสำคัญ และคติความเชื่อเกี่ยวกับพระสีวลีในพระไตรปิฎก 2) วิเคราะห์รูปแบบยันต์พระสีวลี และ 3) สร้างสรรค์จิตรกรรมยันต์พระสีวลีเพื่อสื่อพุทธธรรม ใช้การวิจัยแบบประสานวิธี โดยเน้นการวิจัยเชิงคุณภาพร่วมกับการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ศิลปะ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผ้ายันต์พระสีวลีจำนวน 50 ผืน จากวัด พิพิธภัณฑ์ และแหล่งเรียนรู้ทางศิลปวัฒนธรรมในจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน และพะเยา ซึ่งคัดเลือกแบบเจาะจง และผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 14 รูป/คน ได้แก่ นักวิชาการ พระภิกษุ ศิลปิน และปราชญ์ท้องถิ่น เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบบันทึกการวิเคราะห์เอกสาร แบบบันทึกการสำรวจผ้ายันต์ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และเครื่องมือสำหรับการออกแบบและสร้างสรรค์จิตรกรรม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา การวิเคราะห์เชิงสัญศาสตร์ การจำแนกรูปแบบ และการตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) พระสีวลีเป็นพระอรหันต์ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะผู้เลิศทางลาภสักการะ โดยประวัติสะท้อนหลักกรรมและผลของกรรม การให้ทาน และความเพียรในการปฏิบัติธรรม ขณะที่ความเชื่อในสังคมล้านนามักเน้นมิติแห่งโชคลาภและความสำเร็จทางวัตถุ 2) ยันต์พระสีวลีมีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ รูปพระสีวลี อักขระ คาถา เลขยันต์ และโครงสร้างทางเรขาคณิต สามารถจำแนกรูปพระสีวลีได้ 4 ลักษณะ ได้แก่ ปางเดินธุดงค์ ปางนั่งล้วงบาตร ปางสมาธิ และครึ่งองค์ โดยองค์ประกอบต่าง ๆ สะท้อนระบบสัญลักษณ์ทางศาสนาและวัฒนธรรมล้านนา 3) การนำองค์ความรู้ด้านคติความเชื่อและรูปแบบยันต์มาสังเคราะห์เป็นจิตรกรรม สามารถถ่ายทอดพุทธธรรมผ่านองค์ประกอบแบบสมมาตรและสัญลักษณ์ทางศิลปะ โดยเฉพาะหลักพรหมวิหาร 4 ทาน และธุดงควัตร แสดงให้เห็นว่าพุทธศิลป์สามารถเป็นสื่อกลางเชื่อมโยงศรัทธา ศิลปวัฒนธรรม และหลักธรรมให้เข้าถึงผู้คนในสังคมร่วมสมัยได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> พระชัยวรวงศ์ ณ เชียงใหม่ พูนชัย ปันธิยะ ศิริศักดิ์ อภิศักดิ์มนตรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-01 2026-10-01 7 5 126 138 การพัฒนารูปแบบหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิตและหลักสูตรศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/8192 <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) สภาพปัจจุบัน ปัญหา และอุปสรรคของการจัดการและการบริหารหลักสูตร 2) พัฒนารูปแบบหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิตและหลักสูตรศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิตให้มีความเหมาะสม และ 3) ประเมินผลการใช้รูปแบบหลักสูตรที่พัฒนาขึ้นในด้านความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และประสิทธิผลในการจัดการศึกษา การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยและพัฒนา กลุ่มประชากรและกลุ่มตัวอย่างได้จากการคัดเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วย ผู้บริหารและอาจารย์ผู้สอนที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตร จำนวน 8 คน ผู้เชี่ยวชาญด้านหลักสูตรและการบริหารการศึกษา จำนวน 3 คน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการสนทนากลุ่ม จำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ การวิเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบประเมินความเหมาะสมของรูปแบบหลักสูตร และแนวคำถามการสนทนากลุ่ม การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร่วมกับการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการจัดการและการบริหารหลักสูตรโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยด้านสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้และด้านนักศึกษาอยู่ในระดับมาก 2) รูปแบบหลักสูตรที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับนโยบายการศึกษาและบริบทสังคมร่วมสมัยในระดับมากที่สุด และ 3) ผลการประเมินการใช้รูปแบบหลักสูตรหลังการทดลองใช้โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก แสดงให้เห็นว่ารูปแบบหลักสูตรมีความเหมาะสม มีความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ และส่งผลเชิงบวกต่อประสิทธิผลในการจัดการศึกษา องค์ความรู้ใหม่จากการวิจัยคือ รูปแบบการพัฒนาหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาที่บูรณาการการวิเคราะห์สภาพจริง นโยบายการศึกษา และกระบวนการบริหารจัดการหลักสูตรเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งสามารถใช้เป็นกรอบแนวคิดและแนวทางเชิงปฏิบัติในการพัฒนาหลักสูตรสาขาการบริหารการศึกษาในบริบทสถาบันอุดมศึกษาอื่นได้</p> มนตรี วิชัยวงษ์ ฉัตรชัย ศิริกุลพันธ์ ชาลี ภักดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-01 2026-10-01 7 5 139 153 นวัตกรรมลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/8894 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สำรวจการใช้นวัตกรรมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา 2) ประเมินประสิทธิผลของการใช้นวัตกรรมลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และ 3) เสนอรูปแบบหรือแนวทางการบริหารนวัตกรรม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่เหมาะสมกับบริบทของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุราษฎร์ธานี ชุมพร การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยเชิงปริมาณ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุราษฎร์ธานี ชุมพร จำนวน 404 คน ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 10 คน และการสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 10 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและการวิเคราะห์เชิงธีม</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุราษฎร์ธานี ชุมพร มีการนำนวัตกรรมมาใช้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาใน 3 ด้าน ได้แก่ นวัตกรรมบริการ นวัตกรรมกระบวนการ และนวัตกรรมเครือข่าย โดยนวัตกรรมที่มีการใช้มาก ได้แก่ ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน การบริหารแบบมีส่วนร่วม และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ 2) ประสิทธิผลของการใช้นวัตกรรมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยนวัตกรรมเครือข่ายมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือ นวัตกรรมบริการ และนวัตกรรมกระบวนการ และ 3) แนวทางการบริหารนวัตกรรมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ ประกอบด้วยการบริหารเชิงพื้นที่แบบมีส่วนร่วม การบริหารโดยใช้ข้อมูลเป็นฐาน การบริหารที่ยืดหยุ่นตามบริบท และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา ลดช่องว่างทางการศึกษา และส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษา</p> นิภาพร บินสัน พร้อมพิไล บัวสุวรรณ วรรณวิศา สืบนุสรณ์ คล้ายจำแลง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-01 2026-10-01 7 5 154 167 มายาคติแห่งอำนาจ: การประกอบสร้างอุดมการณ์รัฐผ่านระบบสัญญะ นรก-สวรรค์ ในไตรภูมิพระร่วง https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/8922 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์โครงสร้างมายาคติในระบบสัญญะนรก–สวรรค์ที่ปรากฏใน ไตรภูมิพระร่วง 2) ศึกษาและอธิบายกลไกการประกอบสร้างและการผลิตซ้ำอุดมการณ์รัฐผ่านระบบสัญญะ และ 3) สังเคราะห์และพัฒนากรอบแนวคิดระบบสัญญะทางอุดมการณ์ สำหรับการวิเคราะห์วรรณกรรมพุทธศาสนา การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพแบบพรรณนาวิเคราะห์ โดยใช้ ไตรภูมิพระร่วง ฉบับกรมศิลปากร พ.ศ. 2555 (พิมพ์ครั้งที่ 5) เป็นแหล่งข้อมูลหลัก เน้นวิเคราะห์ตัวบทในหมวดนรกภูมิและฉกามาพจรภูมิ เครื่องมือหลักคือกรอบ Tri-Semiotic Analysis Framework ซึ่งบูรณาการแนวคิดสัญศาสตร์ของโรล็องด์ บาร์ตส์ เฟอร์ดิน็องด์ เดอ โซซูร์ และชาร์ลส์ แซนเดอร์ส เพิร์ซ ร่วมกับแนวคิดกลไกทางอุดมการณ์ของรัฐของหลุยส์ อัลธูแซร์ โดยวิเคราะห์ข้อมูลในระดับตัวหมายและความคิดที่ถูกหมาย ประเภทของสัญญะ การสร้างมายาคติ และหน้าที่ทางอุดมการณ์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ระบบสัญญะนรก–สวรรค์ประกอบสร้างมายาคติสำคัญ 3 ระดับ ได้แก่ มายาคติแห่งกรรม ซึ่งทำให้การลงโทษถูกมองเป็นกฎธรรมชาติของจักรวาล มายาคติแห่งอำนาจ ซึ่งใช้สวรรค์และโครงสร้างจักรวาลแบบลำดับชั้นเป็นสัญญะรองรับระเบียบทางสังคม และมายาคติแห่งความกลัว ซึ่งเชื่อมโยงภาพนรกกับหลักหิริโอตตัปปะเพื่อส่งเสริมการกำกับตนเองของปัจเจกชน 2) กลไกการผลิตซ้ำอุดมการณ์ทำงานผ่านกระบวนการทำให้ความหมายทางสังคมดูเป็นธรรมชาติ การเรียกเร้า และการควบคุมตนเอง ส่งผลให้ระเบียบและความสัมพันธ์เชิงอำนาจได้รับการยอมรับโดยไม่จำเป็นต้องอาศัยการบังคับโดยตรง และ 3) ผลการสังเคราะห์นำไปสู่กรอบแนวคิด ISS ซึ่งประกอบด้วย 4 กลไกสำคัญ ได้แก่ โครงสร้างสัญญะ การประกอบสร้างมายาคติ การเรียกเร้า และการผลิตซ้ำ โดยมีความเชื่อทางศาสนาเป็นสื่อกลางในการธำรงและผลิตซ้ำความสัมพันธ์เชิงอำนาจ กรอบดังกล่าวจึงสามารถใช้เป็นแนวทางในการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างสัญญะ ความเชื่อ และอุดมการณ์ในวรรณกรรมพุทธศาสนาได้อย่างเป็นระบบ</p> นัยนา ครุฑเมือง สุภาวดี ยาดี ขนิษฐา ใจมโน เปรมวิทย์ วิวัฒนเศรษฐ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-01 2026-10-01 7 5 168 180 การพัฒนาแนวทางถ่ายทอดความรู้ในการปฏิบัติงานของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สาขาสันกำแพง ตามกรอบ ISO 30401: 2018 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/8970 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสถานการณ์ปัจจุบัน วิเคราะห์ปัญหาและความท้าทายของกระบวนการถ่ายทอดความรู้ภายในการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สาขาสันกำแพง (2) วิเคราะห์และระบุองค์ความรู้สำคัญที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานของพนักงานใหม่ (3) ออกแบบและพัฒนาแนวทางการถ่ายทอดองค์ความรู้ในการปฏิบัติงาน (4) ประเมินประสิทธิภาพของแนวทางและคู่มือที่พัฒนาขึ้น และ (5) ทดลองใช้คู่มือกับพนักงานใหม่ การวิจัยนี้ เป็นการวิจัยเชิงประยุกต์โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ พนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สาขาสันกำแพง จำนวน 52 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย การสนทนากลุ่ม แบบสัมภาษณ์เชิงลึก แบบทดสอบก่อนและหลังการนำค และแบบสอบถามความพึงพอใจ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการเปรียบเทียบคะแนนก่อน–หลัง ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) กระบวนการถ่ายทอดความรู้ยังขาดความเป็นระบบ ส่งผลให้เกิดช่องว่างของความรู้และความเสี่ยงต่อการสูญเสียองค์ความรู้ (2) องค์ความรู้ที่จำเป็นประกอบด้วยความรู้เชิงกระบวนการและความรู้เชิงประสบการณ์ โดยความรู้เชิงประสบการณ์มีบทบาทสำคัญต่อการตัดสินใจและการแก้ไขปัญหา (3) แนวทางที่พัฒนาขึ้นโดยบูรณาการ SECI Model วงจรการจัดการความรู้ของ Wiig และมาตรฐาน ISO 30401:2018 ทำให้การจัดเก็บ ถ่ายทอด และเผยแพร่องค์ความรู้เป็นระบบมากขึ้น (4) คะแนนหลังการเรียนรู้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และ (5) ผู้ใช้งานมีความพึงพอใจในระดับมากถึงมากที่สุด องค์ความรู้ใหม่คือรูปแบบการถ่ายทอดความรู้แบบบูรณาการที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ กระบวนการ และเทคโนโลยีดิจิทัลเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งช่วยยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ ลดช่องว่างของความรู้ และเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากร</p> <p> </p> พรสวรรค์ คำเปี้ย อัจฉรา คำอักษร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-01 2026-10-01 7 5 181 195 สูงวัยจิตสุข: การพัฒนารูปแบบพุทธบูรณาการเพื่อการส่งเสริมสุขภาพจิตของสูงอายุในบริบทสังคมร่วมสมัย https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/8878 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาการส่งเสริมสุขภาพจิตผู้สูงอายุตามแนวพระพุทธศาสนา (2) วิเคราะห์รูปแบบการส่งเสริมสุขภาพจิตผู้สูงอายุในสังคมยุคใหม่ของโรงเรียนผู้สูงอายุ จังหวัดเชียงใหม่ และ (3) เสนอรูปแบบการส่งเสริมสุขภาพจิตผู้สูงอายุเชิงพุทธบูรณาการ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 26 รูป/คน จาก 6 กลุ่ม ได้แก่ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่โรงเรียนผู้สูงอายุ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คณะกรรมการโรงเรียน ผู้สูงอายุ นักเรียนผู้สูงอายุ ชมรมผู้สูงอายุ และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่ม ร่วมกับการวิเคราะห์เอกสาร การวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) การส่งเสริมสุขภาพจิตผู้สูงอายุในแนวพุทธศาสนาเน้นการพัฒนาจิตผ่านหลักไตรสิกขา ได้แก่ ศีล สมาธิ และปัญญา (2) รูปแบบการดำเนินงานของโรงเรียนผู้สูงอายุประกอบด้วยกระบวนการ 4 ด้าน ได้แก่ การป้องกัน การแก้ไข การส่งเสริม และการคงสภาพสุขภาพจิต โดยบูรณาการกับหลักพุทธธรรมและกระบวนการทางสังคม และ (3) ได้รูปแบบ “สูงวัยจิตสุขโมเดล” ซึ่งประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ จิตสุขรู้เท่าทัน จิตสุขรู้ป้องกัน จิตสุขแท้แก้ที่เหตุ จิตสุขแท้เพียรพัฒนา และจิตสุขสติมาปัญญามี องค์ความรู้ใหม่จากการวิจัยคือการบูรณาการหลักพุทธธรรมกับศาสตร์การจัดการสมัยใหม่เพื่อพัฒนาสุขภาพจิตผู้สูงอายุอย่างเป็นระบบและยั่งยืน</p> สมควร ดวงบรรเทา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-01 2026-10-01 7 5 196 206 การพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดบูรณาการฐานชุมชนร่วมกับกระบวนการเรียนรู้แบบรวมพลัง 5 ขั้นตอน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/9097 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมตามแนวคิดบูรณาการฐานชุมชนร่วมกับกระบวนการเรียนรู้แบบรวมพลัง 5 ขั้นตอน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์กับเกณฑ์ร้อยละ 70 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้ การวิจัยเป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลัง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/2 โรงเรียนนาจะหลวย (กรป.กลางอุปถัมภ์) จำนวน 35 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 12 แผน แบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และการทดสอบค่าที</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดบูรณาการฐานชุมชนร่วมกับกระบวนการเรียนรู้แบบรวมพลัง 5 ขั้นตอน มีประสิทธิภาพเท่ากับ 87.98/75.57 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 2) นักเรียนมีความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์หลังเรียนเฉลี่ยร้อยละ 78.98 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนมีค่าเฉลี่ย 15.11 คะแนน สูงกว่าก่อนเรียนซึ่งมีค่าเฉลี่ย 9.63 คะแนน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 4) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />=4.74, S.D.=0.08) ผลการศึกษาสะท้อนว่า การเชื่อมโยงบริบทและทรัพยากรของชุมชนเข้ากับกระบวนการเรียนรู้แบบร่วมมืออย่างเป็นขั้นตอน ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้อย่างมีความหมาย และสนับสนุนการพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> สุพิชญา ดวงแก้ว สมถวิล ขันเขตต์ ปริญา ปริพุฒ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-01 2026-10-01 7 5 207 220 การพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมสมรรถนะ การสร้างเครื่องมือวัดและประเมินผล ของนักศึกษาวิชาชีพครูในบริบทพหุวัฒนธรรม (PAC-VR Model) https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/9046 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน PAC-VR Model 2) ประเมินคุณภาพและความเหมาะสมของรูปแบบและคู่มือการจัดการเรียนรู้ 3) ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบที่มีต่อสมรรถนะ K-S-A-A ของนักศึกษา และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษา กลุ่มเป้าหมายคือ กลุ่มนักศึกษาวิชาชีพครูระดับบัณฑิตศึกษา จำนวน 23 คน (นักศึกษาไทย 13 คน และนักศึกษาต่างชาติ 10 คน) ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม การวิจัยนี้ได้รับการรับรองจริยธรรมการวิจัยในคน เลขที่ RSU-ERB2025/209 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย รูปแบบการจัดการเรียนรู้ PAC-VR Model คู่มือการจัดการเรียนรู้ฉบับสองภาษา แบบประเมินสมรรถนะ K-S-A-A และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test dependent) และการวิเคราะห์พัฒนาการสัมพัทธ์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบ PAC-VR Model ประกอบด้วยขั้นตอนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นเตรียมความพร้อม (P) ขั้นสร้างความรู้เชิงรุก (A) ขั้นปฏิบัติการสร้างสรรค์ (C) ขั้นตรวจสอบและยืนยันความถูกต้อง (V) และขั้นสะท้อนคิด (R) 2) คุณภาพของรูปแบบและคู่มืออยู่ในระดับมากที่สุด (M=4.86, SD=0.23) 3) ประสิทธิผลของรูปแบบพบว่า นักศึกษามีคะแนนสมรรถนะหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีพัฒนาการสัมพัทธ์ในภาพรวมอยู่ในระดับสูง (0.80) และกลุ่มนักศึกษาต่างชาติมีพัฒนาการโดดเด่นสูงสุด (0.86) 4) นักศึกษามีความพึงพอใจต่อรูปแบบในระดับมากที่สุด (M=4.93, SD=0.17) องค์ความรู้ใหม่คือสถาปัตยกรรมการเรียนรู้เชิงสมรรถนะ ที่ใช้วัฏจักรความถูกต้องเป็นกลไกชี้ขาดมโนทัศน์ ซึ่งช่วยลดอุปสรรคทางภาษาและสร้างความมั่นใจในวิชาชีพครูได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> เตชาเมธ เพียรชนะ พิบูลย์ ตัญญบุตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-01 2026-10-01 7 5 221 233 การประเมินความต้องการจำเป็นของนิสิตครูในการพัฒนาทักษะ Soft Skills เพื่อการจัดการเรียนรู้ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/9002 <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และ ความต้องการจำเป็นของนิสิตครูในการพัฒนาทักษะ Soft Skills เพื่อการจัดการเรียนรู้ 2) เพื่อเปรียบเทียบสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ จำแนกตามระดับชั้นปีและสาขาวิชา 3) เพื่อพัฒนาแนวทางในการพัฒนาทักษะ Soft Skills เพื่อการจัดการเรียนรู้ของนิสิตครู การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสานวิธี กลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามเป็นนิสิตครู จำนวน 486 คน กลุ่มผู้ให้ข้อมูลในการสัมภาษณ์เป็นอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรและอาจารย์ผู้สอน รวม 9 คน กลุ่มผู้ให้ข้อมูลในการสนทนากลุ่มเป็นครู จำนวน 6 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง (PNI<sub>Modified</sub>) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ในการพัฒนาทักษะ Soft Skills ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ทักษะที่มีความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสูงที่สุด 3 อันดับแรก คือ การเป็นผู้นำ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และการแก้ปัญหา 2) นิสิตครูที่ศึกษาในระดับชั้นปีต่างกัน มีสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ในการพัฒนาทักษะ Soft Skills แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และนิสิตครูที่ศึกษาในสาขาวิชาต่างกัน มีสภาพปัจจุบันในการพัฒนาทักษะ Soft Skills แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ และ 3) แนวทางในการพัฒนาทักษะ Soft Skills เพื่อการจัดการเรียนรู้ของนิสิตครู ควรดำเนินการอย่างเป็นระบบและบูรณาการในทุกมิติ ครอบคลุม 6 ด้าน ได้แก่ ด้านหลักสูตรและรายวิชา ด้านการจัดการเรียนรู้ ด้านการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร ด้านการฝึกปฏิบัติ/ฝึกวิชาชีพ/ภาคสนาม ด้านการใช้เทคโนโลยีและสื่อการสอน และด้านการประเมินผล การให้คำปรึกษาและการโค้ชชิ่ง</p> อาภาพรรณ ประทุมไทย น้ำฝน กันมา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-01 2026-10-01 7 5 234 249 การวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาโรงเรียนประถมศึกษาที่สามารถดำรงอยู่ได้อย่างมีคุณภาพ (Stand Alone) https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/8929 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ในการพัฒนาโรงเรียนประถมศึกษาที่สามารถดำรงอยู่ได้อย่างมีคุณภาพ (Stand Alone) และ 2) วิเคราะห์ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาโรงเรียนดังกล่าว การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้อำนวยการโรงเรียนและครูวิชาการจากโรงเรียนประถมศึกษา Stand Alone ใน 6 ภูมิภาค จำนวน 130 คน แบ่งเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน 65 คน และครูวิชาการ 65 คน โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของ Krejcie and Morgan เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนา วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง (Modified Priority Needs Index: PNImodified)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการพัฒนาโรงเรียนประถมศึกษา Stand Alone โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างระหว่างสภาพการดำเนินงานในปัจจุบันกับระดับการพัฒนาที่คาดหวัง 2) การวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นพบว่า ด้านที่ควรได้รับการพัฒนาเป็นลำดับแรกคือ การส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพผู้เรียน รองลงมาคือ การพัฒนาครูและบุคลากรทางการ, การเพิ่มประสิทธิภาพและการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการศึกษา และ การสร้างเอกลักษณ์การพัฒนากลุ่มโรงเรียน Stand Alone ส่วนการสร้างโอกาสและความเสมอภาค และ การพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ มีค่า PNImodified=0.28 เท่ากัน ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาโรงเรียน Stand Alone ควรให้ความสำคัญกับคุณภาพผู้เรียนและศักยภาพของครูเป็นลำดับแรก ควบคู่กับการเสริมประสิทธิภาพการบริหารจัดการ การมีส่วนร่วม และการพัฒนาอัตลักษณ์ของโรงเรียนให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่อย่างยั่งยืน</p> นิศากร นามสนธิ์ สุนทรี วรรณไพเราะ รุ่งชัชดาพร เวหะชาติ ศิลป์ชัย สุวรรณมณี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-01 2026-10-01 7 5 250 261 การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนเชิงจิตวิทยาที่บูรณาการปัญญาประดิษฐ์เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เชิงลึกของนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต (วิชาชีพครู) https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/8802 <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนเชิงจิตวิทยาที่บูรณาการปัญญาประดิษฐ์สำหรับนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต (วิชาชีพครู) และ (2) ศึกษาผลของการใช้รูปแบบการจัดการเรียนการสอนเชิงจิตวิทยาที่บูรณาการปัญญาประดิษฐ์ที่มีต่อการพัฒนาการเรียนรู้เชิงลึกของนักศึกษา การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบ ประชากร ได้แก่ นักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต (วิชาชีพครู) คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ศูนย์เทเวศ กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณจำนวน 299 คน ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบอย่างง่าย และผู้ให้ข้อมูลสำคัญเชิงคุณภาพจำนวน 10 คน ได้จากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และแบบประเมินรูปแบบการจัดการเรียนการสอน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) รูปแบบการจัดการเรียนการสอนเชิงจิตวิทยาที่บูรณาการปัญญาประดิษฐ์ที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมโดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />=4.44, S.D.=0.60) โดยองค์ประกอบที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดคือ การบูรณาการปัญญาประดิษฐ์ในการจัดการเรียนรู้ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />=4.48, S.D.=0.58) และ (2) การใช้รูปแบบการจัดการเรียนการสอนดังกล่าว สามารถส่งเสริมการเรียนรู้เชิงลึกของนักศึกษาในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />=4.42, S.D.=0.60) โดยด้านการประยุกต์ใช้ความรู้มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />=4.46, S.D.=0.58) รองลงมาคือ การคิดวิเคราะห์และการสะท้อนการเรียนรู้ ผลการวิจัยเชิงคุณภาพ ยังสะท้อนให้เห็นว่า การบูรณาการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์กับกระบวนการเรียนรู้ ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางสามารถกระตุ้นการคิดวิเคราะห์ การเชื่อมโยงองค์ความรู้ และการเรียนรู้ด้วยตนเองของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ องค์ความรู้จากการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การออกแบบการเรียนรู้ที่ผสมผสานแนวคิดจิตวิทยาการเรียนรู้ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก และการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ สามารถพัฒนากระบวนการเรียนรู้เชิงลึกของผู้เรียนและยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษาได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> จิระนันท์ อนันต์ไทย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-01 2026-10-01 7 5 262 275 การพัฒนาแนวทางการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์บนฐานอัตลักษณ์ชุมชนในเส้นทางหุบเขาศรีลานนา จังหวัดเชียงใหม่ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/9364 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์อัตลักษณ์ชุมชนบนเส้นทางหุบเขาศรีลานนา 2) ศึกษากระบวนการตีความอัตลักษณ์ชุมชนสู่กิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ และ 3) สังเคราะห์แนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์บนฐานอัตลักษณ์ชุมชน การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพร่วมกับกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม โดยใช้ข้อมูลจากการศึกษาเอกสาร การสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง การประชุมกลุ่มย่อย การสังเกตภาคสนาม การประชุมเชิงปฏิบัติการ และกิจกรรมสะท้อนประสบการณ์จากผู้ทดลองใช้เส้นทางท่องเที่ยว ผู้ให้ข้อมูลสำคัญประกอบด้วยตัวแทนชุมชน กลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และผู้ทดลองใช้เส้นทางต่างวัฒนธรรม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา การจัดกลุ่มประเด็น และการสังเคราะห์เชิงแนวคิด เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลภาคสนามกับแนวคิดการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ อัตลักษณ์ชุมชน ทุนทางวัฒนธรรม และการออกแบบประสบการณ์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) อัตลักษณ์ชุมชนบนเส้นทางหุบเขาศรีลานนา ประกอบด้วย 5 มิติ ได้แก่ อัตลักษณ์ภูมิทัศน์หุบเขาและสายน้ำ อัตลักษณ์วัฒนธรรมล้านนา อัตลักษณ์วิถีอาชีพและการพึ่งพาทรัพยากร อัตลักษณ์ภูมิปัญญาผลิตภัณฑ์ชุมชน และอัตลักษณ์ความสัมพันธ์แบบเครือญาติของชุมชน ซึ่งสะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างคน พื้นที่ ทรัพยากร และวัฒนธรรม 2) กระบวนการตีความอัตลักษณ์ชุมชน ช่วยแปลงทุนท้องถิ่นจากสิ่งที่มีอยู่ในพื้นที่ให้เป็นกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ผ่านการเล่าเรื่อง การตีความสถานที่ การเรียนรู้ภูมิปัญญา การออกแบบกิจกรรมมีส่วนร่วม และการสื่อสารคุณค่าของพื้นที่แก่ผู้มาเยือน และ 3) แนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ที่เหมาะสมคือ โมเดล 5I ประกอบด้วย Identify การค้นหาอัตลักษณ์ Interpret การตีความคุณค่า Integrate การบูรณาการทุนชุมชน Immerse การออกแบบประสบการณ์มีส่วนร่วม และ Institutionalize การจัดระบบให้เกิดความต่อเนื่อง ซึ่งช่วยให้ชุมชนเป็นเจ้าของความหมายของพื้นที่ และสามารถพัฒนาการท่องเที่ยวบนฐานอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างยั่งยืน</p> โฆษิต ไชยประสิทธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-01 2026-10-01 7 5 276 291 Strategies for Developing Community-Based Participatory Management of Agritourism and Farmer Networks in Chiang Dao District, Chiang Mai Province https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7377 <p>This study aims to examine and analyze strategies for developing community-based participatory management of agritourism and farmer networks in Chiang Dao District, Chiang Mai Province. A qualitative research approach was employed, collecting data from 35 farmers through in-depth interviews, focus group discussions, and participatory forums. Participants included local farmers, community enterprise members, representatives of local administrative organizations, relevant public and private agencies, and visiting tourists. The data were analyzed using the TOWS Matrix to identify strengths, weaknesses, opportunities, and threats.</p> <p>The findings indicate that the area possesses significant potential in terms of natural resources, scenic landscapes, agritourism activities linked to local livelihoods, and strong community participation. However, limitations were identified regarding human resources, infrastructure, marketing, and basic facilities. Key development strategies include enhancing local personnel and community leadership, improving sustainable infrastructure and services, creating marketing strategies and unique branding, and integrating natural resources with local knowledge and modern technology. These approaches can strengthen community capacity for participatory agritourism management and position Chiang Dao as a model for sustainable agritourism in economic, social, and environmental dimensions.</p> Daocheng Huang Snit Sitti Koblap Areesrisom Pawinee Areesrisom ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-01 2026-10-01 7 5 292 304 Situations and Management Factors of Community Enterprises in Chiang Mai: Lessons for Sustainable Development https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7454 <p>This study aimed to (1) examine the management situation and promotion of community enterprises in Chiang Mai Province, (2) analyze management levels and factors influencing organizational effectiveness, and (3) synthesize lessons and policy recommendations for sustainable grassroots development. A mixed-methods design was employed. The quantitative sample comprised 328 members from five outstanding community enterprises between 2019–2023, while the qualitative data were collected from in-depth interviews with 10 enterprise leaders and 3 agricultural extension officers.</p> <p>The findings revealed that the overall management level was rated high (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />=3.74). Organizational management (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />=3.98) and personnel management (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />=3.85) were identified as key strengths, whereas strategic planning remained at a lower level (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />=3.38). Pearson’s correlation analysis showed that directing had the strongest relationship with effectiveness (r=0.637), followed by planning (r=0.577) and personnel (r=0.548). Qualitative insights further highlighted that leadership, community cooperation, and government support were central success factors, while limitations included weak strategic planning, insufficient digital marketing, and low youth participation. This research contributes new knowledge by emphasizing the importance of integrating social capital and strategic management capacity to ensure long-term sustainability. The study recommends strengthening leadership and strategic planning, enhancing youth involvement, and fostering collaborative networks between government, private, and civil society sectors. These findings provide valuable lessons and policy implications for advancing community enterprises in Chiang Mai and other regions of Thailand toward sustainable development.</p> Yunbo Tian Piya Palapunya Phutthisun Kruekum Snit Sitti ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-01 2026-10-01 7 5 305 317 Analysis of Driving Factors towards Becoming Smart Agricultural Entrepreneurs among New Generation Farmers: A Case Study of Chiang Mai Province https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7590 <p>This research aims to analyze the driving factors towards becoming smart agricultural entrepreneurs among new-generation farmers in Chiang Mai Province. A quantitative research methodology was used, with a sample population of 187 new-generation farmers registered with the Department of Agricultural Extension in Chiang Mai. Data was collected through questionnaires and analyzed using descriptive statistics such as percentages, means, standard deviations, and multiple regression analysis.</p> <p>The study found that the factors promoting and driving new-generation farmers towards becoming smart agricultural entrepreneurs in the context of Chiang Mai can be categorized into two main dimensions: internal factors, including personal motivation, skills, knowledge, and specialized experience, and external factors, including government policies, community and network participation, and economic conditions. These two dimensions were found to significantly complement and reinforce each other. The analysis revealed that the perceived importance of external factors was particularly high, especially in terms of economic conditions, government policies, and community and network participation. These factors collectively reflect an environment conducive to the growth of smart agriculture among new-generation farmers in Chiang Mai.</p> Jinhua Zhang Pawinee Areesrisom Koblap Areesrisom ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-01 2026-10-01 7 5 305 331 The Analysis of the Impact of Effective Farm Management on the Success and Sustainability of Organic Vegetable Farmers in Chiang Mai Province https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7598 <p>This study aims to examine the conditions, challenges, and obstacles in the production of chemical-free vegetables among farmers in Chiang Mai province. Additionally, it analyzes the impact of effective farm management on the success and sustainability of farmers' livelihoods. A mixed-methods research approach was employed. The quantitative study collected data from 400 targeted farmers through questionnaires, with statistical analysis including mean, standard deviation, and multiple regression. The qualitative study involved in-depth interviews and focus group discussions with 25 chemical-free vegetable farmers in Chiang Mai, followed by a descriptive analysis.</p> <p>The findings indicate that: (1) Farmers face production challenges such as unpredictable weather conditions, resource shortages, and complex certification processes. Additionally, market-related issues and high production costs remain significant obstacles. (2) In terms of farm management, the most influential factor is production, reflecting farmers' confidence in their skills and knowledge. Meanwhile, financial and investment aspects remain moderate due to cost constraints and limited funding sources. Regarding success and sustainability, farmers demonstrate strong social relationships and effective farm management. However, career advancement is constrained by financial limitations and limited opportunities for business expansion. The study highlights the need for government and private sector support in infrastructure development, market system improvement, and enhanced cooperation among farmers to increase production efficiency, reduce costs, and promote the long-term sustainability of chemical-free vegetable farming.</p> Dongmei Wang Pawinee Areesrisom Weena Nilawonk Snit Sitti ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-01 2026-10-01 7 5 332 346 The Factor Analysis of Digital Transformation Leadership for Private University Administrators in Hainan Province https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/8715 <p>This mixed-methods study aimed to: (1) identify the indicators of digital transformation leadership (DTL) among administrators in private universities in Hainan Province, China; (2) analyse and synthesise its key factors; (3) develop a DTL model for administrators in these universities; and (4) verify its empirical fit. The study combined documentary research, qualitative interviews with nine administrators (purposive sampling), a survey of 108 administrators drawn via Yamane’s formula from a population of 155, and a focus-group validation with ten experts. Instruments comprised a structured interview protocol and a 48-item 5-point Likert questionnaire with content validity verified by experts (IOC) and reliability confirmed by Cronbach’s alpha. Analyses included descriptive statistics, content analysis, Exploratory Factor Analysis (EFA; principal axis factoring, varimax rotation), second-order Confirmatory Factor Analysis (CFA), and composite reliability.</p> <p>Results aligned with the four objectives. (1) Forty-eight preliminary indicators were identified and refined through EFA item purification. (2) EFA (KMO=0.800; Bartlett’s χ²(1128)=3200.937, p &lt; .001) extracted five factors explaining 52.75% of variance after rotation: Digital Use &amp; Data Governance; Digital Competence &amp; Change Leadership; Internal Digital Environment &amp; Support; Digital Vision &amp; Strategy; and External Collaboration &amp; Digital Governance Network. (3) These five dimensions were integrated into a structural DTL model. (4) Second order CFA showed acceptable fit; standardized loadings ranged from 0.390 to 0.787 (all p &lt; .001), with Internal Digital Environment &amp; Support (β=0.787) contributing most strongly. Composite reliabilities of first-order factors ranged 0.849–0.919; expert evaluation confirmed theoretical soundness and practical applicability. The study contributes a context-specific DTL model with implications for leadership development and educational digitalization policy.</p> Jin Pengfei Chalabhorn Suwansumrit ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-01 2026-10-01 7 5 347 359 Participation of Stakeholders in Developing Occupational Class and Creating Product Value through Innovation to Strengthen the Grassroots Economy of Nam Phrae Subdistrict, Phrao District, Chiang Mai Province https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/8820 <p>This study aimed to (1) promote stakeholder participation in the development of occupational groups using the Community Business Model Canvas (CBMC) to generate income in Nam Phrae Subdistrict; (2) develop occupational groups and enhance product value through community-based innovation; and (3) strengthen the grassroots economy of Nam Phrae Subdistrict using the Bio Circular Green (BCG) Economy model. The sample consisted of 1,000 participants. The research instruments included (1) a structured questionnaire, with data analyzed using descriptive statistics and Structural Equation Modeling (SEM) through AMOS software, and (2) unstructured interviews, analyzed using content analysis.</p> <p>The findings revealed that the community successfully fostered stakeholder participation in the development of occupational groups, particularly in operational planning through the collaborative development of three CBMC-based business plans: (1) jasmine rice porridge, (2) soybean milk, and (3) dried mango products. In terms of production, community members jointly processed these three products. Regarding marketing, the groups collaboratively calculated costs to determine pricing, identified distribution channels, and developed marketing promotion strategies. The products were distributed through Jing Jai Market and organic markets, and promoted via both online and on-site channels. Furthermore, the BCG Economy model was applied as a strategic framework to strengthen the grassroots economy. The analysis focused on five key variables: (1) participation, (2) occupational group development, (3) innovation, (4) product value creation, and (5) grassroots economic strength. Overall, the sample reported high levels of agreement across all five dimensions.</p> Chutimun Sasong ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-01 2026-10-01 7 5 360 374 The Development of Learning with Digital Technology Smart Learning Through Professional Learning Communities to Enhance Learning Design for Teacher-Professional Students https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/8912 <p>This research aimed to: (1) develop a Smart Learning model based on digital technology and professional learning communities (PLCs) to enhance instructional design competencies for pre-service teachers; (2) compare pre-service teachers’ digital technology (Smart Learning: SL) skills before and after the implementation; and (3) examine students’ satisfaction with the developed model. This study employed a Research and Development (R&amp;D) approach integrating quantitative and qualitative methods. The sample consisted of 30 fourth-year pre-service teachers majoring in Computer Education, Faculty of Education, Naresuan University, selected by purposive sampling. The research instruments included lesson plans, an expert evaluation form, a digital technology skill assessment, a classroom observation form, and a satisfaction questionnaire. Data were analyzed using mean, standard deviation, percentage, and dependent t-test, along with content analysis for qualitative data.</p> <p>The findings revealed that: (1) the developed Smart Learning model, consisting of five core components innovative pedagogy, PLC-based instructional management, technological competence, smart classroom environment design, and digital competency assessment was rated at the highest level of appropriateness; (2) pre-service teachers’ digital technology skills after the implementation were significantly higher than before at the .05 level; and (3) overall student satisfaction with the model was at the highest level. This study contributes new knowledge through the development of the Digital-PLC Smart Learning Model and the Technological Pedagogical Design Thinking framework, which integrates digital technology, instructional design, and collaborative learning processes to enhance teacher professional competencies in the digital age.</p> Krittika Sungkawadee Ratchakan Sungkawadee Passkorn Roungrong ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-01 2026-10-01 7 5 375 386 The Affect Mechanism of Entrepreneurial Mentoring Style on Higher Vocational Students' Entrepreneurial Quality in China-Myanmar Border Areas https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/8658 <p>This study aimed to examine the relationship between entrepreneurial mentoring style and entrepreneurial quality among higher vocational students in the China–Myanmar border region, with particular attention to the mediating role of AI self-efficacy and the moderating role of a sustainable institutional environment. This quantitative study collected 2,089 valid responses from higher vocational students in 12 institutions using purposive sampling and an electronic questionnaire. The research instruments measured entrepreneurial mentoring style, entrepreneurial quality, AI self-efficacy, and sustainable institutional environment. Data were analyzed using descriptive statistics, reliability and validity testing, correlation analysis, mediation analysis, moderation analysis, and moderated mediation analysis.</p> <p>The findings revealed that: (1) entrepreneurial mentoring style was significantly and positively associated with entrepreneurial quality among higher vocational students (r=0.372, p &lt; .001); (2) AI self-efficacy significantly mediated the relationship between entrepreneurial mentoring style and entrepreneurial quality (Sobel Z=2.103, p &lt; .001); (3) a sustainable institutional environment significantly and positively moderated the relationship between entrepreneurial mentoring style and AI self-efficacy (β=0.126, p &lt; .001); and (4) the indirect effect of entrepreneurial mentoring style on entrepreneurial quality through AI self-efficacy increased as the level of the sustainable institutional environment rose, with indirect effects of 0.1215, 0.1512, and 0.1649 at low, medium, and high levels, respectively (p &lt; .001).</p> Ke Zhang ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-01 2026-10-01 7 5 387 400