วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP <table style="height: 1394px;" width="668"> <tbody> <tr> <td width="620"><strong>วัตถุประสงค์และขอบเขตของวารสาร</strong></td> </tr> <tr> <td width="620"> วารสารสันติสุขปริทรรศน์ Journal of Peace Periscope (JPP) มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและเผยแพร่ผลงานวิชาการและงานวิจัยที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เพื่อเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็นเชิงวิชาการ แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับผลงานวิจัยให้แก่คณาจารย์ นักวิชาการ นิสิตนักศึกษา และผู้สนใจทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์สู่สาธารณชนและแวดวงวิชาการ ขอบเขตวารสารมุ่งเน้นเปิดรับบทความจากสาขาด้านศาสนาและปรัชญา ศึกษาศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ การพัฒนาท้องถิ่น การบริหารธุรกิจ และสหวิทยาการด้านมนุษย์และสังคมศาสตร์ โดยทุกบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างน้อย 2 ท่าน ทั้งนี้เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</td> </tr> <tr> <td> </td> </tr> <tr> <td><strong>ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร </strong></td> </tr> <tr> <td width="620"> 1) บทความวิจัย (Research Article) บทความวิจัยมีลักษณะเด่นตรงที่เป็นการนำเสนอปัญหาที่ผู้เขียนได้ศึกษาหรือประเด็นที่ต้องการคำตอบ มีการกำหนดกรอบแนวคิด การเก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งสรุปปัญหาอย่างชัดเจน อันเป็นการสร้างฐานความรู้ที่มีคุณค่าทางวิชาการ</td> </tr> <tr> <td width="620"> 2) บทความวิชาการ (Academic Article) เป็นบทความที่นำเสนอเชิงการวิเคราะห์ วิจารณ์หรือเสนอความรู้ทางวิชาการที่เกิดองค์ความรู้ใหม่</td> </tr> <tr> <td width="620"> 3) บทความปริทรรศน์ (Review Article) เป็นบทความในลักษณะการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และวิจารณ์เปรียบเทียบ ที่รวบรวมความรู้จากตำรา หนังสือ หรือจากผลงานประพันธ์และประสบการณ์ของผู้นิพนธ์มาเรียบเรียงขึ้นในมุมมองทางวิชาการ</td> </tr> <tr> <td width="620"> 4) บทความวิจารณ์หนังสือ (Book Review) เป็นบทความในลักษณะวิพากษ์วิจารณ์หนังสือเพื่อชี้ให้เห็นถึงคุณค่าเนื้อหาสาระจากหนังสือ โดยการวิพากษ์วิจารณ์หนังสือประกอบด้วยรายละเอียดชื่อผู้เขียน จำนวนหน้า ปีที่พิมพ์ ครั้งที่พิมพ์และสถานที่พิมพ์ให้ชัดเจน</td> </tr> <tr> <td> </td> </tr> <tr> <td><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร</strong></td> </tr> <tr> <td width="620"> วารสารเผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ คือ ฉบับที่ 1 ระหว่างเดือนมกราคม – มิถุนายน และฉบับที่ 2 ระหว่างเดือนกรกฎาคม – ธันวาคม</td> </tr> <tr> <td><a href="https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP">เผยแพร่ที่ : https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP </a></td> </tr> <tr> <td> </td> </tr> <tr> <td><strong>กระบวนการพิจารณาบทความจากผู้ทรงคุณวุฒิ</strong></td> </tr> <tr> <td width="620"> บทความจะต้องผ่านการพิจารณาจากกองบรรณาธิการและกระบวนการประเมินคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาและไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้นิพนธ์ โดยบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างน้อย 2 ท่าน ในลักษณะปกปิดรายชื่อ (Double blind peer-reviewed) </td> </tr> <tr> <td> </td> </tr> <tr> <td><strong>การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์</strong></td> </tr> <tr> <td width="620"> ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ในวารสารสันติสุขปริทรรศน์ บทความภาษาไทย บทความละ 7,500 บาท (เจ็ดพันห้าร้อยบาทถ้วน) บทความภาษาอังกฤษ บทความละ 8,500 บาท (แปดพันห้าร้อยบาทถ้วน)<img src="blob:https://so09.tci-thaijo.org/22005286-0320-4dea-a719-a31a33663a71" /></td> </tr> <tr> <td width="620"> โดยจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียม หลังจากบทความผ่านการกลั่นกรองเบื้องต้นจากกองบรรณาธิการ (ก่อนเข้าสู่กระบวนการประเมินคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิ) โดยการดำเนินการชำระและแจ้งการชำระเงิน ภายใน 15 วัน หลังจากได้รับแจ้ง *วารสารไม่คืนเงินค่าธรรมเนียมให้กับผู้นิพนธ์ทุกกรณี กองบรรณาธิการวารสารขอสงวนสิทธิ์ในการปฏิเสธการตีพิมพ์ และไม่คืนเงินค่าธรรมเนียมดังต่อไปนี้</td> </tr> <tr> <td> 1. บทความมีความซ้ำซ้อนมากกว่า 25% จากการตรวจสอบของ CopyCatch จากระบบ Thaijo</td> </tr> <tr> <td> 2. ผู้เขียนไม่ปฏิบัติตามรูปแบบของวารสาร</td> </tr> <tr> <td> 3. ผู้เขียนบทความต้องการถอดถอนหรือยกเลิกการตีพิมพ์</td> </tr> <tr> <td width="620"> 4. บทความไม่ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ หรือไม่แก้ไขบทความตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิและกองบรรณาธิการ ตามระยะเวลาที่กำหนด นับจากวันที่ได้รับแจ้งให้ปรับแก้ไข (1 เดือน หลังการแจ้งของบรรณาธิการ) </td> </tr> <tr> <td>โดยชำระเงินที่บัญชีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาดอยสะเก็ด</td> </tr> <tr> <td width="620"> <strong>หมายเลขบัญชี: 020224914281</strong></td> </tr> <tr> <td width="620"> <strong>ชื่อบัญชี: วารสารสันติสุขปริทรรศน์</strong></td> </tr> <tr> <td width="620">เมื่อชำระแล้วให้ส่งสลิปการโอนเงินและแจ้งชื่อ-สกุล มาที่ E-mail: jppsantisuk.journal@gmail.com</td> </tr> </tbody> </table> <p> </p> สำนักงานวัดแม่ฮ่องไคร้ เลขที่ 9 หมู่ที่ 8 ตำบลแม่โป่ง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ 50220 th-TH วารสารสันติสุขปริทรรศน์ การพัฒนารูปแบบการเลี้ยงแพะของเกษตรกรในนครหลวงเวียงจันทร์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/5962 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ปัญหาและความต้องการในการส่งเสริมอาชีพ 2) ระดับมาตรฐานการเลี้ยงในฟาร์ม 3) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการนำแนวทางการเลี้ยงที่ดีไปใช้ และ 4) การพัฒนารูปแบบการเลี้ยงที่เหมาะสมกับบริบทของเกษตรกร การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากเกษตรกร 357 คน ผ่านแบบสอบถาม และเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่มจากกลุ่มตัวอย่าง 15 คน ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหาร เจ้าหน้าที่รัฐ ผู้นำท้องถิ่น ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติ เช่น ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า (1) เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นชาย อายุเฉลี่ย 42.63 ปี มีรายได้ต่ำกว่าต้นทุนการผลิต และขาดการสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่การเกษตร ทำให้ต้องการองค์ความรู้และการพัฒนาอาชีพเพิ่มเติม (2) การปฏิบัติตามมาตรฐานการเลี้ยงสัตว์อยู่ในระดับต่ำ โดยเฉพาะด้านการจัดการฟาร์มและสุขภาพสัตว์ (3) ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการปฏิบัติที่ดี ได้แก่ จำนวนแรงงานในฟาร์ม การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การฝึกอบรม และประสบการณ์การเลี้ยงแพะ ขณะที่ปัจจัยด้านเพศ อายุ และระดับการศึกษาไม่มีผลอย่างมีนัยสำคัญ (4) การพัฒนารูปแบบการเลี้ยงแพะเนื้อแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบหลัก ได้แก่ (1) การเลี้ยงแบบปล่อยธรรมชาติ ลดต้นทุนแต่ควบคุมคุณภาพอาหารยาก (2) การเลี้ยงแบบกึ่งขังคอก เหมาะสำหรับฟาร์มขนาดกลางที่ต้องการสมดุลระหว่างต้นทุนและการดูแล และ (3) การเลี้ยงแบบขังคอก ที่ต้องใช้ต้นทุนสูงแต่ควบคุมคุณภาพได้ดี ผลการศึกษานี้สามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาอุตสาหกรรมการเลี้ยงแพะเนื้อในนครหลวงเวียงจันทน์ โดยเน้นการสนับสนุนเกษตรกรให้เข้าถึงข้อมูล องค์ความรู้ และการฝึกอบรมเพื่อปรับปรุงมาตรฐานการเลี้ยงแพะอย่างยั่งยืน </p> ดวงทวรรณ สิสมบัติ ภาวิณี อารีศรีสม กอบลาภ อารีสรีสม วีณา นิลวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-15 2025-12-15 6 2 1 15 การพลิกฟื้นอัตลักษณ์วิถีชุมชนให้เกิดมูลค่าไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อเพิ่มรายได้ให้กลุ่มสตรีและผู้สูงอายุ บ้านเนินสะเดา อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/6048 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สืบสานและฟื้นฟูวัฒนธรรมท้องถิ่นและอัตลักษณ์ชุมชนชาวมอญบ้านเนินสะเดาให้เกิดความยั่งยืน 2) ศึกษาและพัฒนาแนวทางการสร้างผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อสร้างอาชีพและเพิ่มรายได้ให้กับกลุ่มสตรีและผู้สูงอายุในชุมชน และ 3) เพิ่มมูลค่าพืชผลทางการเกษตรเพื่อนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีอัตลักษณ์และสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยว การวิจัยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพแบบวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม โดยมีประชากรและกลุ่มตัวอย่างรวม 41 คน ประกอบด้วยผู้นำชุมชน หน่วยงานภาครัฐ กลุ่มสตรีและผู้สูงอายุ ผู้ประกอบการ และอาจารย์มหาวิทยาลัย ซึ่งได้จากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน การเก็บรวบรวมข้อมูลดำเนินการผ่านการสนทนากลุ่มและสัมภาษณ์เชิงลึก ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและการสังเคราะห์แบบองค์รวม นำเสนอผลเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุมชนสามารถฟื้นฟูและจัดงานประเพณีตำข้าวเม่า ร่วมกับชุมชนได้สำเร็จ ซึ่งเสริมสร้างความภาคภูมิใจและความสามัคคี 2) สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นต้นแบบจำนวน 5 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ไดฟูกุไส้ข้าวเม่า คุกกี้ข้าวเม่า ชาใบข้าวหอม ไซรับกล้วย และกระยาสารทไซรับกล้วย 3) ได้ออกแบบตราสัญลักษณ์และบรรจุภัณฑ์ที่สะท้อนตัวตนชุมชนและเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นชี้ให้เห็นว่า กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน การถ่ายทอดภูมิปัญญา และการยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ เป็นกุญแจสำคัญในการสร้างผลิตภัณฑ์ชุมชนที่มีอัตลักษณ์และสร้างรายได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายคือการจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนและการพัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดและสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค</p> พงษ์ทอง เฮครอฟท์ อธิกัญญ์ มาลี จิตาพัชญ์ ใยเทศ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-15 2025-12-15 6 2 16 30 การวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการบริโภคของผู้สูงอายุในจังหวัดที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ กรณีศึกษาจังหวัดแพร่ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/5999 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการบริโภคของผู้สูงอายุในจังหวัดที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ กรณึศึกษาจังหวัดแพร่ เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณโดยทำการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 398 คน จากประชากรผู้สูงอายุจำนวน 89,721 คน โดยใช้แบบสอบถาม และสถิติการวิจัยที่วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การจัดอันดับ และวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นแบบพหุคูณด้วยวิธีขั้นตอน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการบริโภคของผู้สูงอายุ ประกอบด้วย 5 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ระดับการศึกษาสูงสุด ช่วงอายุ รูปแบบครัวเรือน สถานภาพสมรส และระดับการอ่านออกเขียนได้ โดยสามารถร่วมกันพยากรณ์พฤติกรรมการบริโภคของผู้สูงอายุได้ถึง 98.70% (R² = 0.987) ซึ่งบ่งชี้ว่าปัจจัยดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการกำหนดแนวโน้มการบริโภคของกลุ่มสูงวัย นอกจากนี้ การศึกษาแสดงให้เห็นว่าผู้สูงอายุในพื้นที่ยังคงมีบทบาททางสังคมและเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องแม้ว่าจะอยู่ในวัยเกษียณแล้วก็ตาม ผลการศึกษานี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายและกลยุทธ์ทางการตลาดที่สอดคล้องกับความต้องการและลักษณะเฉพาะของผู้สูงอายุในสังคมไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด</p> วิกานดา ใหม่เฟย รัชนีวรรณ คำตัน กอบลาภ อารีศรีสม ภาวิณี อารีศรีสม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-15 2025-12-15 6 2 31 42 การพัฒนาแอพพลิเคชันการเรียนการสอนบนสมาร์ทโฟน ด้วย Glide App รายวิชาการออกแบบและพัฒนาสื่ออิเล็กทรอนิกส์สำหรับนักศึกษาสาขาคอมพิวเตอร์ศึกษา https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/6212 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) การพัฒนาแอพพลิเคชันการเรียนการสอนบนสมาร์ทโฟน ด้วย Glide App รายวิชา การออกแบบและพัฒนาสื่ออิเล็กทรอนิกส์ สำหรับนักศึกษาสาขาคอมพิวเตอร์ศึกษา (2) ประเมินประสิทธิภาพของแอพพลิเคชันดังกล่าว และ (3) ความพึงพอใจของนักศึกษาที่ใช้แอพพลิเคชัน การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงพัฒนา โดยเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณ กลุ่มประชากร ได้แก่ นักศึกษาสาขาคอมพิวเตอร์ศึกษา ชั้นปีที่ 3 จำนวน 78 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 จาก 3 ห้องเรียน ที่ลงทะเบียนเรียนในรายวิชาการพัฒนาและผลิตสื่อการสอนอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบประเมิน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) การพัฒนาแอพพลิเคชันการเรียนการสอนบนสมาร์ทโฟน ด้วย Glide App มีองค์ประกอบแอพพลิเคชัน ได้แก่ ข้อมูลรายวิชา, มคอ.3, แนะนำอาจารย์, บทเรียน, แนวทางการประเมินผลรายวิชา แหล่งการเรียนรู้ ข้อมูลส่วนตัว คะแนนผลการเรียน (2) ประสิทธิภาพของแอพพลิเคชันพบว่า มีประสิทธิภาพ ( E1/E2) เท่ากับ 82.96/83.57 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 และ (3) ความพึงพอใจของนักศึกษาที่ใช้แอพพลิเคชัน โดยภาพรวมมีความพึงพอใจ อยู่ในระดับมากที่สุด</p> ราตรี สุภาเฮือง ปัณญาพัฒน์ ขันทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-15 2025-12-15 6 2 43 56 การบริหารงานกิจกรรมลูกเสือของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/6238 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการบริหารงานกิจกรรมลูกเสือ และแนวทางการพัฒนาการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้บริหารและครูผู้สอนจำนวน 103 คน และผู้บริหารที่มีผลงานดีเด่นด้านกิจกรรมลูกเสือ จำนวน 6 คน ซึ่งได้รับการคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ด้วยวิธีวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การบริหารงานกิจกรรมลูกเสือของผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยเฉพาะในด้านการวางแผน การประเมินผล และการให้แรงจูงใจ รองลงมาคือการประสานงาน และด้านที่มีระดับต่ำกว่าคือการจัดสรรทรัพยากร ทั้งนี้สะท้อนถึงจุดแข็งในการบริหารด้านยุทธศาสตร์และภาวะผู้นำของผู้บริหาร แต่ยังมีข้อจำกัดด้านงบประมาณและเครื่องมือสนับสนุนสำหรับแนวทางการพัฒนา พบว่า ควรมีการวางแผนและจัดสรรทรัพยากรที่เหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษา มีการสำรวจความต้องการของครูผู้สอนก่อนดำเนินงาน มีการวางแนวทางร่วมกันระหว่างผู้บริหาร ครู และผู้เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินกิจกรรมลูกเสือเกิดประสิทธิภาพสูงสุด อีกทั้งควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากชุมชน และกำหนดเกณฑ์การประเมินที่ชัดเจนและสอดคล้องกับสภาพจริงของการดำเนินกิจกรรม</p> อัศม์เดช จารุโสภณ เสกชัย ชมภูนุช ธีระภัทร ประสมสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-15 2025-12-15 6 2 57 67 นโยบายของรัฐไทยในการผลักดันให้ใช้ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิกในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ พ.ศ. 2564-2566 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/6239 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงเพื่อ 1) ศึกษากระบวนการในการนำนโยบายไปปฏิบัติในการใช้ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิกเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของไทย ระหว่าง พ.ศ. 2564–2566 2) ศึกษาบทบาทและปฏิสัมพันธ์ของตัวแสดงในการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว และ 3) ศึกษาผลกระทบและแนวทางการพัฒนานโยบายในอนาคต โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผ่านการใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึกวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลนั้นเป็นการนำเอาข้อมูลที่ได้จากการค้นคว้าวิจัยมาจัดทำให้เป็นระบบแยกแยะองค์ประกอบรวมทั้งการเชื่อมโยงและหาความสัมพันธ์ของข้อมูลโดยใช้แนวคิดทฤษฎีเป็นกรอบในการวิเคราะห์ข้อมูลโดยมีการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องจำนวน 17 คน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) กระบวนการนำนโยบายไปปฏิบัติประกอบด้วยการกำหนดนโยบายเพื่อมุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านมาตรฐานวัสดุก่อสร้าง การวางแผนพัฒนายุทธศาสตร์ส่งเสริมการวิจัยและบังคับใช้ในโครงการรัฐ และการออกมาตรการทางเศรษฐกิจเพื่อจูงใจให้ใช้ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก แม้ยังมีอุปสรรคด้านต้นทุนและการยอมรับของตลาด (2) ด้านปฏิสัมพันธ์ของตัวแสดงพบว่า หน่วยงานรัฐมีความร่วมมือระดับนโยบายแต่ขาดการบูรณาการ ส่วนภาคเอกชนยังมีข้อจำกัดในการปรับตัวต่อมาตรการรัฐ สำหรับผลกระทบ พบว่าปูนซีเมนต์ไฮดรอลิกสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ร้อยละ 30–40 และเสริมความแข็งแรงของโครงสร้าง แต่ผู้ผลิตขนาดเล็กยังประสบปัญหาด้านต้นทุนและเทคโนโลยี ทั้งนี้ (3) แนวทางการพัฒนานโยบายควรเน้นการกำหนดมาตรฐานวัสดุที่ชัดเจน สนับสนุนสิทธิประโยชน์ทางภาษี และส่งเสริมการใช้ในโครงการรัฐเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) อย่างเป็นรูปธรรม โดยข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ ได้แก่ การเร่งพัฒนากลไกสนับสนุนเชิงนโยบายที่ครอบคลุมและยืดหยุ่นต่อข้อจำกัดในทางปฏิบัติ และ องค์ความรู้จากงานวิจัย คือ ดุลยภาพของรัฐและเอกชนไทยในการผลักดันให้ใช้ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิกในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม</p> ฉัตรชัย โทจอม เกรียงชัย ปึงประวัติ วีระยุทธ พรพจน์ธนมาศ ศิริรักษ์ นิทัศน์เอก ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-15 2025-12-15 6 2 68 80 กลยุทธ์การบริหารระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน เพื่อพัฒนาคุณภาพนักเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/6263 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนเพื่อพัฒนาคุณภาพนักเรียนประถมศึกษา 2) เพื่อพัฒนากลยุทธ์การบริหารระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนเพื่อพัฒนาคุณภาพนักเรียนประถมศึกษา และ 3) เพื่อตรวจสอบกลยุทธ์การบริหารระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนเพื่อพัฒนาคุณภาพนักเรียนประถมศึกษา เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ดำเนินการ 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ กลุ่มตัวอย่าง โรงเรียนประถมศึกษา จำนวน 254 คน ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการระยะที่ 2 ร่างกลยุทธ์และตรวจสอบ ความถูกต้อง ความครอบคลุมเนื้อหา ความเหมาะสม และความเป็นไปได้ โดยการสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญ <br />จำนวน 9 คน และระยะที่ 3 นำเสนอกลยุทธ์การบริหารระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนเพื่อพัฒนาคุณภาพนักเรียนประถมศึกษา โดยการสนทนากลุ่ม จำนวน 10 คน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการบริหารระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนอยู่ในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.35 ส่วนสภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.54 ความต้องการจำเป็น (PNI<sub>modified</sub>) เท่ากับ 0.356 2) กลยุทธ์ที่พัฒนาขึ้นมีวิสัยทัศน์และพันธกิจชัดเจน ครอบคลุมด้านการคัดกรอง ส่งเสริมศักยภาพรายบุคคล ทักษะชีวิต คุณธรรม ความร่วมมือกับชุมชน และการพัฒนาบุคลากร โดยผลการตรวจสอบร่างกลยุทธ์ในด้านความถูกต้อง ครอบคลุม ความเป็นไปได้ และประโยชน์ อยู่ในระดับมาก 3) กลยุทธ์ฉบับสมบูรณ์ที่นำเสนอในระยะสุดท้าย ได้รับการประเมินว่าอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน ได้แก่ ความถูกต้อง ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.83 ความครอบคลุม ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.84 ความเป็นไปได้ ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.82 และความเป็นประโยชน์ ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.84 สะท้อนถึงความเหมาะสมต่อการนำไปใช้ในการบริหารจัดการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างมีประสิทธิภาพในระดับประถมศึกษา</p> อัจฉรา ส้มเขียวหวาน วีระยุทธ ชาตะกาญจน์ ชูศักดิ์ เอกเพชร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-15 2025-12-15 6 2 81 94 การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ตามกระบวนการการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงร่วมกับกลวิธีการกำกับตนเองด้วยแหล่งการเรียนรู้ออนไลน์ เพื่อส่งเสริมสมรรถนะดิจิทัล สำหรับนักศึกษาครู https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/6274 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและรับรองรูปแบบการเรียนรู้ตามกระบวนการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง ร่วมกับกลวิธีการกำกับตนเองผ่านแหล่งเรียนรู้ออนไลน์ เพื่อส่งเสริมสมรรถนะดิจิทัลของนักศึกษาครู โดยใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนา ดำเนินการใน 4 ระยะ ได้แก่ (1) การศึกษาสภาพและความต้องการสมรรถนะดิจิทัลจากอาจารย์ในสถาบันฝึกหัดครู 5 ภูมิภาค จำนวน 10 คน ผ่านการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง (2) การวิเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาและตรวจสอบความเหมาะสมของรูปแบบการเรียนรู้ (3) การทดลองใช้รูปแบบกับนักศึกษาครู จำนวน 30 คน พร้อมประเมินผลด้วยแบบวัดสมรรถนะดิจิทัล สถิติ t-test และการวิเคราะห์เนื้อหา และ (4) การรับรองรูปแบบโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 คน วิเคราะห์ด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษาครูยังขาดสมรรถนะด้านดิจิทัล โดยเฉพาะด้านการกำกับตนเอง การเข้าถึงและการประเมินข้อมูลจากแหล่งออนไลน์ และต้องการรูปแบบการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับสถานการณ์จริง รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ได้แก่ การประเมินเบื้องต้น การรับโจทย์ท้าทาย การเรียนรู้ด้วยตนเอง การปรับแผน การนำเสนอผล และการประเมินหลังเรียน การใช้รูปแบบดังกล่าวส่งผลให้สมรรถนะดิจิทัลของนักศึกษาครูเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งด้านความรู้ ทักษะ และพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งได้รับการประเมินความพึงพอใจในระดับมาก และความเหมาะสมโดยรวมของรูปแบบอยู่ในระดับมาก สะท้อนถึงศักยภาพของรูปแบบในการพัฒนาและเสริมสร้างสมรรถนะดิจิทัลของนักศึกษาครูอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน</p> รงค์รบ น้อยสกุล กอบสุข คงมนัส รุจโรจน์ แก้วอุไร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-15 2025-12-15 6 2 95 107 วิเคราะห์วิธีปฏิบัติเพื่อการป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดสมองตามหลักพุทธปรัชญา https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/6287 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสาเหตุและแนวทางการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง 2) ศึกษาวิธีปฏิบัติเพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดสมองตามหลักพุทธปรัชญา และ 3) วิเคราะห์ผลของการปฏิบัติตามหลักพุทธปรัชญาในการป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง งานวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ประชากรคือผู้เข้าร่วมปฏิบัติธรรมหลักสูตร 7 วัน ณ สถานศึกษาพระพุทธศาสนาและวิปัสสนานานาชาติ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่ จำนวน 20 รูป/คน โดยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบสมัครใจและยินยอมเข้าร่วมจำนวน 6 รูป/คน เครื่องมือ การวิจัยประกอบด้วย การสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม เอกสารปฐมภูมิ และเอกสารทุติยภูมิ ข้อมูลที่ได้วิเคราะห์เชิงคุณภาพแบบพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า สาเหตุของโรคหลอดเลือดสมองเกิดจากปัจจัยทั้งด้านร่างกาย พฤติกรรม สิ่งแวดล้อม และสภาวะจิตใจ ขณะที่การปฏิบัติตามหลักสติปัฏฐาน 4 ได้แก่ กายานุปัสสนา เวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา และธัมมานุปัสสนา ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อสุขภาวะองค์รวมของผู้ปฏิบัติ ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ และปัญญา ผู้ปฏิบัติสามารถควบคุมอารมณ์ ความคิด และพฤติกรรมได้ดีขึ้น ความเครียดลดลง ร่างกายแข็งแรงขึ้น และมีความเข้าใจในการดำเนินชีวิตอย่างมีสติและสมดุล ทำให้ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองลดลงอย่างชัดเจน องค์ความรู้ใหม่จากการวิจัยคือแนวคิดจริตสุขธรรมนิยม ซึ่งเป็นกระบวนการสร้างจิตสำนึกเพื่อรักษาสมดุลของสุขภาวะทางกาย อารมณ์ จิตใจ และปัญญา โดยยึดหลักการสร้างสรรค์ อัตถิภาวะ สุขสม และความรัก ที่สามารถประยุกต์ใช้เป็นแนวทางปฏิบัติเพื่อส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคหลอดเลือดสมองได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน</p> ณวรา สุทธิกุล พระวิสิทธิ์ วงค์ใส พิสิฏฐ์ โคตรสุโพธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-15 2025-12-15 6 2 108 118 นวัตกรรมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น โดยใช้การคิดเชิงออกแบบผ่านเพลงพื้นบ้านล้านนา เพื่อส่งเสริมความเป็นพลเมืองโลกสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/6329 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น โดยใช้การคิดเชิงออกแบบเป็นฐาน ผ่านเพลงพื้นบ้านล้านนา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น 2) ประเมินนวัตกรรมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น โดยใช้การคิดเชิงออกแบบเป็นฐาน ผ่านเพลงพื้นบ้านล้านนา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น และ 3) ศึกษาผลการใช้นวัตกรรมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น โดยใช้การคิดเชิงออกแบบเป็นฐาน ผ่านเพลงพื้นบ้านล้านนา เพื่อส่งเสริมความเป็นพลเมืองโลกของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา โดยแบ่งการวิจัยออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การศึกษาข้อมูลจากเอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องการพัฒนานวัตกรรม การสัมภาษณ์และการประเมินนวัตกรรมโดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน ระยะที่ 2 ทดลองใช้นวัตกรรม กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านปางเฟือง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 18 คน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูล แบบสัมภาษณ์ และแบบประเมิน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) จากการศึกษาข้อมูลจากเอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องการพัฒนานวัตกรรม การสัมภาษณ์ ผู้เชี่ยวชาญ ได้นำสู่การสร้างแผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 5 แผน รวมระยะเวลา 10 ชั่วโมง ถูกออกแบบให้สอดคล้องกับโครงสร้างของ Design Thinking ได้แก่ ขั้นตอนการเข้าใจปัญหา (Empathize) การนิยามปัญหา (Define) การระดมความคิด (Ideate) การสร้างต้นแบบ (Prototype) และการทดสอบต้นแบบ (Test) 2) ผลการประเมินนวัตกรรมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น โดยใช้การคิดเชิงออกแบบเป็นฐาน ผ่านเพลงพื้นบ้านล้านนาสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น พบว่า ผลการประเมินความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด (𝜇=4.77, S.D.=0.79) 3) ผลการใช้นวัตกรรมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น โดยใช้การคิดเชิงออกแบบเป็นฐาน ผ่านเพลงพื้นบ้านล้านนา เพื่อส่งเสริมความเป็นพลเมืองโลกของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น พบว่า 1. ผลการประเมินความสอดคล้องด้านทักษะที่ส่งเสริมความเป็นพลเมืองโลก โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=4.77, S.D.=0.79) 2. ผลการประเมินความพึงพอใจต่อนวัตกรรมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นโดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> =4.77, S.D.=0.79)</p> สุชาภัสร์ ป้อคำ เชษฐภูมิ วรรณไพศาล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-15 2025-12-15 6 2 119 132 ผลกระทบของคุณภาพข้อมูลบัญชีบริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการตัดสินใจและความสำเร็จทางธุรกิจของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจังหวัดแพร่ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/6352 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับของคุณภาพข้อมูลบัญชีบริหาร ประสิทธิภาพการตัดสินใจและความสำเร็จทางธุรกิจของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจังหวัดแพร่ และ 2) เพื่อศึกษาผลกระทบของคุณภาพข้อมูลบัญชีบริหารส่งผลต่อประสิทธิภาพการตัดสินใจและความสำเร็จทางธุรกิจของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจังหวัดแพร่ รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจังหวัดแพร่ จำนวน 354 แห่ง ใช้วิธีคัดเลือกตัวอย่างแบบง่ายโดยใช้ระบบสุ่มตัวเลขออนไลน์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความถดถอยแบบพหุคูณ</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) ระดับของคุณภาพข้อมูลบัญชีบริหาร ประสิทธิภาพการตัดสินใจและความสำเร็จทางธุรกิจของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจังหวัดแพร่ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) คุณภาพข้อมูลบัญชีบริหาร 4 ด้าน ดังนี้ การบูรณาการ ความยืดหยุ่น ความน่าเชื่อถือ และความทันเวลา มีผลกระทบเชิงบวกต่อความสำเร็จทางธุรกิจ แต่ด้านการเข้าถึงและใช้งานง่ายไม่ส่งผลกระทบต่อความสำเร็จทางธุรกิจ และคุณภาพข้อมูลบัญชีบริหาร 4 ด้าน ดังนี้ การบูรณาการ การเข้าถึงและใช้งานง่าย ความน่าเชื่อถือ และความทันเวลา มีผลกระทบเชิงบวกต่อประสิทธิภาพการตัดสินใจ แต่ด้านความยืดหยุ่นไม่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการตัดสินใจ นอกจากนี้ ประสิทธิภาพการตัดสินใจมีผลกระทบเชิงบวกต่อความสำเร็จทางธุรกิจ เนื่องจากประสิทธิภาพการตัดสินใจมีความสำคัญอย่างยิ่งในกระบวนการทางธุรกิจ การตัดสินใจที่ดีสามารถช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการในการแข่งขันทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้ในระยะยาว</p> ดวงสมร เพิ่มขึ้น เฉวียง วงค์จินดา วรพรรณ รัตนทรงธรรม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-15 2025-12-15 6 2 133 145 การสร้างความเข้าใจของครอบครัวต่อกลุ่มเยาวชนที่มีความหลากหลายทางเพศ ในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาจังหวัดอุตรดิตถ์ด้วยศิลปะแบบมีส่วนร่วม https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/6391 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความเข้าใจระหว่างครอบครัวและกลุ่มเยาวชนที่มีความหลากหลายทางเพศ และ 2) เพื่อสร้างกระบวนการโดยใช้ศิลปะสื่อสารความเข้าใจระหว่างครอบครัวกับกลุ่มเยาวชนที่มีความหลากหลายทางเพศ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้รูปแบบการวิจัยปฏิบัติการ เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสร้างตัวละครเพื่อเข้าใจเรื่องเพศ และการประชุมระดมความคิดเห็น จากกลุ่มผู้ปกครองและเยาวชนที่มีความหลากหลายทางเพศจำนวน 20 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ร่วมกับการวิเคราะห์เชิงพรรณนาและการหาค่าเฉลี่ย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ครอบครัวมีความเข้าใจต่อกลุ่มเยาวชนที่มีความหลากหลายทางเพศในระดับที่ดีขึ้น โดยเกิดจากการพูดคุย การเปิดใจ และการให้เวลาซึ่งช่วยลดความขัดแย้งและสร้างการยอมรับในครอบครัว 2) กระบวนการใช้ศิลปะแบบมีส่วนร่วมช่วยให้เยาวชนสามารถแสดงออกถึงอัตลักษณ์ของตนผ่านผลงานศิลปะที่สื่อความหมายหลากหลาย ทั้งในด้านมิตรภาพ ความรัก ความเข้าใจ และเพศวิถี โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มตามแนวคิดบทบาททางเพศ (Masculine, Feminine, Androgyny และ Undifferentiated) ครอบครัวที่เข้าร่วมกระบวนการมีระดับความเข้าใจในประเด็นต่าง ๆ อยู่ในระดับมากที่สุด</p> อุสุมา พันไพศาล นิชภา โมราถบ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-15 2025-12-15 6 2 146 158 การส่งเสริมทักษะด้านอาชีพแก่นักเรียนเพื่อลดปัญหาความยากจนข้ามรุ่น กรณีศึกษาโรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/6397 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมทักษะด้านอาชีพแก่นักเรียนโรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง เพื่อลดปัญหาความยากจนข้ามรุ่น กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 จำนวน 51 คน เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพที่เน้นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ การสังเกต การสัมภาษณ์ และการสนทนากลุ่ม ข้อมูลที่ได้ถูกนำมาวิเคราะห์และสังเคราะห์ตามประเด็นการวิจัยแล้วจัดเรียงผลในรูปแบบเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า การส่งเสริมทักษะด้านอาชีพแก่นักเรียนในโรงเรียนแห่งนี้ เพื่อลดปัญหาความยากจนข้ามรุ่น ได้มีการดำเนินการส่งเสริมภายใต้กิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงและสามารถนำไปปรับประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน โดยการส่งเสริมผ่านกิจกรรม 4 กิจกรรม ได้แก่ 1) การเลี้ยงปลานิลในบ่อดิน 2) การแปรรูปปลานิลแดดเดียว 3) การเพาะเห็ดนางฟ้า และ 4) การแปรรูปแหนมเห็ดตุ้ม ซึ่งนอกจากการเรียนรู้จากกิจกรรมเหล่านี้แล้วนักเรียนยังได้เรียนรู้และเข้าใจเกี่ยวกับห่วงโซ่อุปทานในระบบการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญอย่างหนึ่งหากจะเป็นผู้ประกอบการ โดยกิจกรรมเหล่านี้เกิดจากการวางแผนและวิเคราะห์ร่วมกันกับทางโรงเรียน เป็นกิจกรรมที่สอดคล้องกับศักยภาพของโรงเรียน คุณครู นักการภารโรง และนักเรียน อีกทั้งยังเป็นกิจกรรมการส่งเสริมทักษะด้านอาชีพที่อยู่บนฐานทุนชุมชนอีกด้วย สำหรับข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ควรมีนโยบายการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในลักษณะของการบูรณาการทำงานร่วมกันภายใต้ภาคีเครือข่ายความร่วมมือ และข้อเสนอแนะจากการดำเนินกิจกรรม ได้แก่ 1) การดำเนินกิจกรรมการเลี้ยงปลาในบ่อดินครั้งต่อไป ควรมีการเตรียมการป้องกันในเรื่องของปัจจัยเสี่ยงที่จะส่งผลให้ผลผลิตที่ได้ลดน้อยลงกว่าที่ควรจะเป็น และ 2) การแปรรูปผลผลิตเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ควรมีการแปรรูปผลผลิตให้มีความหลากหลายมากขึ้น เพื่อเป็นการสร้างทางเลือกให้กับนักเรียนที่มีความสนใจแตกต่างกันออกไป </p> ชลลดา แสงมณี ศิริสาธิตกิจ วราภรณ์ ทนงศักดิ์ สุภฎา คีรีรัฐนิคม ทวีเดช ไชยนาพงษ์ ศันสนีย์ จันทร์อานุภาพ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-15 2025-12-15 6 2 159 173 การมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการขยะเชิงพุทธของเทศบาลตำบลหนองแหย่ง อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/6420 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการขยะ 2) เปรียบเทียบการมีส่วนร่วมในการจัดการขยะ โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) เสนอแนวทางการส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการจัดการขยะตามแนวคิดการจัดการขยะเชิงพุทธโดยประยุกต์ใช้หลักอปริหานิยธรรม 7 เพื่อยกระดับความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมและจิตสำนึกของชุมชน การวิจัยดำเนินการด้วยระเบียบวิธีแบบผสมผสาน ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยเชิงปริมาณ ได้แก่ ประชาชนในเขตเทศบาลตำบลหนองแหย่ง จำนวน 377 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าการถดถอยพหุคูณ ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 9 คน พร้อมวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีการมีส่วนร่วมด้านการรับผลประโยชน์ร่วมกันในระดับมากที่สุด สะท้อนถึงความตระหนักรู้ในสิทธิประโยชน์ร่วมของประชาชน ความโปร่งใสในการบริหาร และการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน แม้การมีส่วนร่วมด้านการดำเนินงานจะอยู่ในระดับมากเช่นกัน แต่ยังพบข้อจำกัดด้านแรงจูงใจและความสะดวกในการปฏิบัติจริง 2) การเปรียบเทียบระดับการมีส่วนร่วมตามปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ พบว่าไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แสดงให้เห็นถึงการเข้าถึงกิจกรรมของประชาชนอย่างทั่วถึงและการมีจิตสำนึกร่วมในการดูแลสิ่งแวดล้อมของชุมชนโดยรวม 3) แนวทางการพัฒนาเสนอให้มีการส่งเสริมการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องผ่านการประชุมรับฟังความคิดเห็น การใช้เทคโนโลยีสื่อสารสมัยใหม่ การจัดอบรมให้ความรู้เรื่องการคัดแยกและลดปริมาณขยะ ตลอดจนการสร้างแรงจูงใจผ่านระบบรางวัลหรือผลตอบแทน ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบจัดเก็บและจุดรวบรวมขยะอันตรายให้ครอบคลุมพื้นที่ รวมทั้งส่งเสริมการตลาดรองรับขยะรีไซเคิล ทั้งนี้ควรยึดหลักอปริหานิยธรรม 7 มาเป็นกรอบแนวคิดในการขับเคลื่อน ได้แก่ การประชุมหารืออย่างสม่ำเสมอ ความพร้อมเพรียงสามัคคี การไม่บัญญัติสิ่งใหม่โดยพลการ ความเคารพต่อผู้ใหญ่และผู้มีคุณธรรม การปกป้องสิทธิสตรีและเด็ก และการธำรงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนา ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างการจัดการขยะที่ยั่งยืนบนฐานของคุณธรรมและความร่วมมือของชุมชน</p> ศิวาเวสวรัณต์ คุรุเทวา นพดณ ปัญญาวีรทัต อภิรมย์ สีดาคำ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-15 2025-12-15 6 2 174 186 การพัฒนากระบวนการจัดการขยะในสวนทุเรียนของเกษตรกรจังหวัดจันทบุรี https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/6542 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพการจัดการขยะในสวนทุเรียนของเกษตรกรจังหวัดจันทบุรี (2) พัฒนากระบวนการจัดการขยะ และ (3) ประเมินผลการพัฒนากระบวนการดังกล่าว โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพร่วมกับการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เก็บข้อมูลจาก 12 พื้นที่ใน 4 ชุมชน ตัวแทนของ 4 อำเภอ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยเกษตรกรสวนทุเรียนและเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวม 20 ราย เครื่องมือวิจัย ได้แก่ การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม และการสังเกตการณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการจัดการขยะในสวนทุเรียนของเกษตรกรจังหวัดจันทบุรี พบว่า ขยะในสวนทุเรียน ได้แก่ ทุเรียนตกหล่น ทุเรียนตกไซส์ และเศษซากผลผลิตที่ไม่ได้คุณภาพ เกษตรกรส่วนใหญ่ยังใช้วิธีฝังกลบหรือปล่อยทิ้งไว้ตามธรรมชาติ การนำไปใช้ประโยชน์ยังมีข้อจำกัดทั้งด้านความรู้ เครื่องมือ และแรงจูงใจ ขณะเดียวกันยังเกิดปัญหาด้านสุขาภิบาล สิ่งแวดล้อม และการสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจ 2) พัฒนากระบวนการจัดการขยะ 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การจัดการ ณ แหล่งผลิต ด้วยการส่งเสริมความรู้ การแยกขยะ และบูรณาการความร่วมมือในระดับท้องถิ่น 2) การรวบรวมและขนส่งอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการตั้งศูนย์รวบรวมและพัฒนาระบบขนส่งที่เหมาะสม และ 3) การใช้ประโยชน์และเพิ่มมูลค่า เช่น การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน ปุ๋ยชีวภาพ และการเชื่อมโยงตลาดเฉพาะทาง 3) ผลการประเมิน พบว่า ชุมชนสามารถดำเนินการจัดการขยะได้อย่างเป็นระบบ เพิ่มรายได้ ลดของเสีย และส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนในระดับพื้นที่อย่างยั่งยืน</p> ปชาบดี แย้มสุนทร พระวีระ สุนทฺโร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-15 2025-12-15 6 2 187 200 ผลของบทวิจารณ์ออนไลน์ต่อจำนวนนักท่องเที่ยวไทยในเมืองหลักและเมืองรอง https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/6637 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลของบทวิจารณ์ออนไลน์ต่อจำนวนนักท่องเที่ยวไทยในเมืองหลักและเมืองรอง 2) วิเคราะห์ผลของปัจจัยทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมต่อจำนวนนักท่องเที่ยวไทยในเมืองหลักและเมืองรอง และ 3) เปรียบเทียบผลของบทวิจารณ์ออนไลน์และปัจจัยทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมระหว่างเมืองหลักและเมืองรอง การวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ โดยเก็บข้อมูลจากจังหวัดจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวในประเทศไทย จำนวน 10 จังหวัด แบ่งเป็นเมืองหลัก 5 จังหวัด และเมืองรอง 5 จังหวัด ใช้ข้อมูลรายปีแบบพาเนล ในช่วงปี พ.ศ. 2558 – 2567 ตัวแปรตาม คือ จำนวนนักท่องเที่ยวไทย ตัวแปรอิสระประกอบด้วย ดัชนีราคาผู้บริโภค จำนวนผู้มีงานทำ อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย และบทวิจารณ์ออนไลน์ ซึ่งได้จากการสกัดข้อมูลรีวิวผ่าน Web Scraping จาก TripAdvisor, Google Maps และ Facebook และวิเคราะห์ความรู้สึกด้วยโปรแกรม PyThaiNLP เพื่อแปลงข้อมูลข้อความเป็นตัวแปรเชิงปริมาณ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้แบบจำลอง Random Effects Model ร่วมกับการทดสอบ Hausman Test เพื่อตรวจสอบความเหมาะสมของโมเดล</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคมีอิทธิพลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อนักท่องเที่ยวไทยทั้งเมืองหลักและเมืองรอง ขณะที่จำนวนผู้มีงานทำมีอิทธิพลเชิงบวกต่อนักท่องเที่ยวไทยอย่างมีนัยสำคัญเฉพาะในเมืองรอง ส่วนอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยมีอิทธิพลเชิงบวกต่อนักท่องเที่ยวไทยอย่างมีนัยสำคัญเฉพาะในเมืองหลัก สำหรับบทวิจารณ์ออนไลน์มีอิทธิพลเชิงบวกต่อนักท่องเที่ยวไทยในเมืองรอง และเชิงลบต่อนักท่องเที่ยวไทยในเมืองหลัก แต่ไม่แสดงนัยสำคัญทางสถิติ ผลการศึกษานี้สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างของปัจจัยกำหนดอุปสงค์การท่องเที่ยวระหว่างพื้นที่ ซึ่งสะท้อนความจำเป็นในการออกแบบนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวที่คำนึงถึงบริบทเฉพาะของแต่ละพื้นที่ ควบคู่กับการพัฒนาแนวทางบริหารจัดการเนื้อหาบทวิจารณ์ออนไลน์อย่างเป็นระบบ เพื่อสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน</p> ยุพาภร พรมขรยาง บัณฑิต ชัยวิชญชาติ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-15 2025-12-15 6 2 201 213 การพัฒนารูปแบบการบริหารงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาในโลกยุคพลิกผันของสถานศึกษาเอกชน ในเขตภาคเหนือตอนล่าง https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/6565 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบ สภาพ ปัญหา และแนวทางการบริหารงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาเอกชนในเขตภาคเหนือตอนล่าง ในบริบทของโลกยุคพลิกผัน 2) พัฒนารูปแบบการบริหารงานประกันคุณภาพภายใน และ 3) ประเมินความเหมาะสมของรูปแบบดังกล่าว งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน การดำเนินการวิจัยโดยใช้แบบสอบถาม การสัมภาษณ์ การสนทนากลุ่ม การสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญ และเวทีประชาพิจารณ์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหาร ครูวิชาการ และครูผู้รับผิดชอบงานประกันคุณภาพจากโรงเรียนเอกชน 184 แห่ง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า องค์ประกอบหลักของการบริหารงานประกันคุณภาพภายใน มี 8 ด้าน เช่น การกำหนดมาตรฐาน การจัดทำแผน และการประเมินตนเอง โดยพบว่าสภาพการดำเนินงานที่มีคะแนนค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การจัดทำรายงานผลการประเมินตนเอง ขณะที่การพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่องมีคะแนนเฉลี่ยต่ำสุด สำหรับรูปแบบการบริหารที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 9 องค์ประกอบ ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ ผลผลิต ผลลัพธ์ ข้อมูลย้อนกลับ สภาพแวดล้อม และเงื่อนไขความสำเร็จ ผลการประเมิน พบว่า รูปแบบมีความเหมาะสม <br />ความถูกต้อง ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุด</p> วรรณทนา ละจุ้ม ประจบ ขวัญมั่น ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-15 2025-12-15 6 2 214 230 นวัตกรรมการแปรรูปขยะในสวนทุเรียนของเกษตรกรจังหวัดจันทบุรี https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/6567 <p>ปฏิบัติการแบบ เก็บข้อมูลจาก 2 อำเภอ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย เกษตรกรในจังหวัดจันทบุรีและภาคีเครือข่ายที่เกี่ยข้อง จำนวน 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม และการสังเกตุการณ์วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) กระบวนการจัดการขยะในสวนทุเรียนมีความหลากหลายตามขนาดสวน ระดับความตระหนักรู้ของเกษตรกร และประเภทของขยะ โดยแนวทางปัจจุบันใช้การฝังกลบ การปล่อยทิ้งตามธรรมชาติ และการทำปุ๋ยหมักเป็นหลัก 2) การพัฒนานวัตกรรมการแปรรูปขยะในสวนทุเรียนของเกษตรกรจังหวัดจันทบุรี โดยใช้เทคโนโลยีและวิธีการใหม่ ๆ ในการคัดแยกและแปรรูปขยะทุเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ ผลลัพธ์ที่ได้คือ การพัฒนาปุ๋ยอินทรีย์จากเปลือกทุเรียน ซึ่งมีคุณภาพสูง สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์และสร้างมูลค่าเพิ่ม พร้อมทั้งสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืนในกระบวนการเกษตรกรรมของเกษตรกร 3) การถ่ายทอดองค์ความรู้นวัตกรรมการแปรรูปขยะในสวนทุเรียนของเกษตรกรจังหวัดจันทบุรี พบว่า เกษตรกรจังหวัดจันทบุรีที่ผ่านการฝึกอบรมโดยเน้นการลงมือปฏิบัติจริง สามารถนำความรู้และทักษะไปใช้ในการจัดการและแปรรูปขยะในสวนทุเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกษตรกรส่วนใหญ่สนใจในการพัฒนานวัตกรรมการแปรรูปขยะเพื่อเพิ่มมูลค่า และต้องการฝึกอบรมเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีในการแปรรูปขยะ โดยการฝึกอบรมจากหน่วยงานภาครัฐและการให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญถือเป็นช่องทางที่เกษตรกรเห็นว่าเหมาะสมในการถ่ายทอดความรู้ที่มีผลนำไปใช้ได้จริงในการพัฒนาทักษะของเกษตรกรในการสร้างนวัตกรรมการแปรรูปขยะในสวนทุเรียนได้อย่างยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</p> สุพิชญาณ์ แก้วโพนทอง พระครูเกษมภัทรกิจ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-15 2025-12-15 6 2 231 243 มาตรการทางกฎหมายในการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/6576 <p>การศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อวิเคราะห์ปัญหาเชิงโครงสร้าง กฎหมาย และกระบวนการในทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการยึดหรืออายัดทรัพย์สิน (2) ศึกษาแนวทางและกรอบกฎหมายเปรียบเทียบจากประเทศที่มีระบบคดีพิเศษ และ (3) เสนอแนะแนวทางในการปรับปรุงกฎหมายไทยให้มีความชัดเจน โปร่งใส และสอดคล้องกับหลักนิติธรรมและสิทธิมนุษยชนสากล โดยกลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิและพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ 8 ราย ข้อมูลถูกรวบรวมผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกร่วมกับวิเคราะห์เอกสารทางกฎหมายและงานวิชาการ ข้อมูลที่ได้ถูกนำมาถอดความ วิเคราะห์เชิงเนื้อหา จัดทำตารางความถี่ และสรุปผลด้วยภาพ Word Cloud ข้อมูลทั้งหมดผ่านการตรวจสอบความน่าเชื่อถือด้วยวิธีการ Triangulation และการทบทวนโดยผู้เชี่ยวชาญ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า แม้พระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 จะให้อำนาจพนักงานสอบสวนในการยึดหรืออายัดทรัพย์ได้ แต่ยังขาดความชัดเจนในนิยาม ขอบเขตอำนาจ และขั้นตอนปฏิบัติ ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนในการใช้อำนาจ อันอาจกระทบสิทธิของประชาชนโดยไม่จำเป็น อีกทั้งยังพบอุปสรรคในการปฏิบัติ เช่น การขอหมายศาลที่ล่าช้า การไม่ให้ความร่วมมือจากหน่วยงานภายนอก และไม่มีบทลงโทษที่ชัดเจนต่อผู้ขัดขวางการสอบสวน ขณะที่ระบบการเยียวยาและการอุทธรณ์ยังไม่มีความชัดเจนเพียงพอ เมื่อเทียบกับแนวทางสากลในประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหราชอาณาจักร เยอรมนี ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น ที่มีระบบควบคุมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพอย่างรัดกุม ข้อเสนอแนะคือ ควรปรับปรุงกฎหมายเพื่อให้อำนาจเจ้าหน้าที่มีความชัดเจนและมีประสิทธิภาพ โดยมีกลไกควบคุม ตรวจสอบ และคุ้มครองสิทธิของประชาชน พร้อมนำแนวปฏิบัติจากต่างประเทศมาใช้เพื่อยกระดับกระบวนการยุติธรรมไทย</p> ชาญชัย ชูทุ่งยอ รัฐชฎา ฤาแรง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-15 2025-12-15 6 2 244 258 Outcome Based Education System in Guizhou Vocational College of Industry and Commerce, Guizhou, China https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/5883 <p>This study aims to explore the current situation of teaching management in the Marketing Department of Guizhou Vocational College of Industry and Commerce, analyze the causes of existing problems, and explore how the OBE (Outcome-Based Education) teaching concept can improve the teaching management level of the department. The research type is an empirical study, mainly based on the traditional education model theory, system theory and OBE education theory, and adopts quantitative research methods. By distributing questionnaires to students majoring in marketing (with a sample size of 200), data on the current situation of teaching management were collected and analyzed using SPSS software. The study found that 60% of the respondents believed that the teaching quality needs to be improved. The main problems include indoctrination education, reliance on stimulus-response learning model, insufficient practice opportunities and lack of learning by doing.</p> <p>The OBE teaching concept is believed to be able to effectively improve the quality of teaching management. Its positive impacts include improving students' employability (60.5%), better connecting with industry needs (59.5%), flexibly responding to teaching needs (57.5%) and improving self-evaluation ability (54%). The research concludes that the teaching quality challenges faced by the Marketing Department are mainly due to the limitations of the traditional teaching model, and the OBE concept provides an effective way to solve these problems. Based on the findings of this study, we have proposed suggestions including teaching strategy improvement, teacher development, resource environment optimization, evaluation system reform and policy support, in order to improve teaching quality and cultivate more high-quality marketing professionals.</p> Dexin Feng Non Napratansuk Pit Jitpakdee Jariya Koment ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-15 2025-12-15 6 2 259 269 The Impact of Student Safety Education on Safety Awareness of Early Childhood Education Majors at Yunnan Open University, Yunnan, China https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/5906 <p>This study aims to examine the level of safety awareness among Early Childhood Education majors at Yunnan Open University, identify key factors influencing safety education, and propose strategies for improving safety education. The research utilized a survey questionnaire to assess students' perceptions of safety education. The data were analyzed using mean scores and standard deviations.</p> <p>The findings revealed that the overall safety awareness level among students was moderate, with specific areas such as safety education perception (M=2.59), safety awareness culture (M=2.58), and personal safety awareness (M=2.55) indicating that safety education and activities were insufficient for fostering high levels of awareness. Furthermore, the relevance of safety education content, particularly concerning fire prevention and accident response, was identified as a key factor influencing students' safety awareness. Based on the results, several recommendations were made to improve safety education, including increasing the frequency and depth of safety training, encouraging self-reflection and peer-to-peer learning, and conducting more practical safety drills (e.g., fire, earthquake, and accident drills). Additionally, fostering a stronger safety culture through continuous promotion and open communication between students and faculty was suggested. Implementing these strategies is expected to enhance students' safety awareness and preparedness, ultimately creating a safer and more proactive learning environment.</p> Yi Huo Winit Pharcharuen Non Naprathansuk Suriyajaras Techatunminasakul ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-15 2025-12-15 6 2 270 281 An Analysis of Employee Satisfaction of Full-time Teacher in Guizhou Vocational College of Industry and Commerce, China https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/5869 <p>The purposes of this research were; 1) To analyze the current of full-time teacher satisfaction in Guizhou Vocational College of Industry and Commerce. 2) To find out what factors affect full-time teacher satisfaction in Guizhou Vocational College Of Industry and Commerce. 3) To improve full-time teacher Satisfactionin in Guizhou Vocational College Of Industry and Commerce. This study used quantitative research methods, and the theoretical framework was based on the two-factor theory, expectancy theory, and equity theory. Secondary data was obtained from the website of Guizhou Vocational College Of Industry and Commerce and the statistics table of the human resources department. Primary data was mainly obtained from the questionnaire survey. According to the Yamane formula, the sample size was calculated to be 200. The questionnaires were distributed to full-time teachers of Guizhou Vocational College Of Industry and Commerce through random sampling. Descriptive statistics were used to analyze the data, and Cronbach's alpha was used to test the reliability of the questionnaire.</p> <p>The results show that the current level of teacher satisfaction is not high enough, and that the key areas for improvement include salary structure, workload, performance pay, vacation and rest time, and fair assessment standards. The study concludes with recommendations for improving teacher satisfaction, such as optimizing the salary structure, improving the fairness of performance bonuses, reducing the workload, and developing a fair assessment mechanism.</p> Zhou Zhang Winit Pharcharuen Non Naprathansuk Pit Jitpakdee ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-15 2025-12-15 6 2 282 293 The Performance Factors Effective to Teacher in Guizhou Vocational College of Industry and Commerce, Guizhou, China https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/5880 <p>This study aims to investigate the current state of teaching quality within the Accounting Department of Guizhou Vocational College of Industry and Commerce, identify the key factors influencing teaching performance, and propose practical approaches to enhance teaching effectiveness. Grounded in educational evaluation theory and performance management theory, the research adopts a quantitative methodology, utilizing structured questionnaires to gather data from a sample of 315 respondents, including both faculty members and students from the School of Digital Science and Economics. The research instruments were verified for reliability and validity prior to the main data collection. The Cronbach's Alpha coefficient was measured at 0.968, indicating excellent internal consistency. The Kaiser-Meyer-Olkin (KMO) value was 0.872, and Bartlett’s Test of Sphericity yielded a significance level of p &lt; 0.001, confirming the adequacy of the data for factor analysis.</p> <p>The findings revealed that 52.07% of participants perceived the current teaching content as highly suitable for their personal and professional development, whereas 47.93% felt improvements were necessary highlighting a clear need for further enhancement in teaching strategies. Statistical analysis involving mean, mode, and median values was employed to identify the most significant influencing factors. Based on the results, it is recommended that the college strengthen interactive platforms to facilitate teacher-student communication and invest in professional development programs to elevate faculty competencies. This research provides a data-driven foundation for formulating actionable strategies to improve teaching performance in vocational education settings, particularly in the context of Guizhou Province.</p> Luyin Wang Winit Pharcharuen Jariya Komen Non Napratansuk ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-15 2025-12-15 6 2 294 306 Teachers’ Professional Identity Model in Higher Vocational College in Shaanxi Province https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/6339 <p>This research aimed to 1) To study the level of teachers’ professional identity in higher vocational colleges in Shaanxi Province; 2) To analyze the components of teachers’ professional identity in higher vocational colleges in Shaanxi Province; and 3) To propose the teachers’ professional identity model in higher vocational colleges in Shaanxi Province. It is a Mixed Methods Research. The sample used in quantitative research is the sample used in the research of administrators and teachers in vocational colleges in Shaanxi Province, China. The total number of vocational colleges in Shaanxi Province is 36 and the received questionnaires is 504. The statistics used in the research are percentage, frequency, mean, standard deviation, and multiple regression analysis. The qualitative research was conducted by in-depth interviews with 9 key informants and data were analyzed by descriptive content analysis.</p> <p>The research results found that; 1. The study found that teachers in higher vocational colleges in Shaanxi Province exhibited a high to very high level of professional identity, with mean scores ranging from 3.84 to 4.19. The highest-rated dimension was Professional Competence Perception (PCP), while the lowest was Perceived Social Status (PSS). 2. An analysis of the components of teacher identity identified seven key dimensions: Professional Value Perception (PVP), Sense of Group Belonging (SGB), Professional Competence Perception (PCP), Perceived Social Status (PSS), Role Integration Ability (RIA), Perceived Development Opportunity (PDO), and School-Enterprise Collaboration Experience (SECE). All components significantly and positively influenced teacher identity. 3. A proposed model of teacher professional identity, developed through grounded theory and in-depth interviews with nine participants, was validated by expert review and found to align with theoretical frameworks. The model effectively represents the professional identity of vocational college teachers in the context of Shaanxi Province.</p> Quanbao Liu Thada Siththada Suttipong Boonphadung ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-15 2025-12-15 6 2 307 318 Cultural Diversity Management of Ethnic Minority Students in Yunnan Province's Universities https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/6340 <p>This research aimed to 1) study the level of cultural diversity management for ethnic minority students in universities in Yunnan Province. 2) explore the components of cultural diversity management for ethnic minority students in universities in Yunnan Province. and 3) propose a model of cultural diversity management for ethnic minority students in universities in Yunnan Province. This research is Mixed Methods Research. The quantitative sample was 504 teachers and administrators from 40 universities in Yunnan Province. The statistics used in this research were percentage, frequency, mean, standard deviation, and multiple regression analysis. The qualitative research used in-depth interviews with 9relevant people by purposive selection. The triangulation process was used to analyze the data by interpretation and inductive conclusion generation. The content analysis from documents and interviews was done by descriptive writing.</p> <p>The research results showed that: 1. The overall level of cultural diversity management for ethnic minority students in universities in Yunnan Province was at a high level, with an average value between 3.44-4.00 and a standard deviation between 0.65- 0.89. This indicates that the informants had opinions on the importance level of each important factor, with each important factor at a high and highest level for distribution. Most of the informants had opinions on the importance of the factors in order. 2. The components of cultural diversity management for ethnic minority students can be divided into 5factors: 1)educational equity and policy support, 2)multicultural education and teaching practices, 3)cultural identity and sense of belonging, 4) cross-cultural communication and interaction, 5) cultural competence and training of teachers, and 3.The cultural diversity management model for ethnic minority students should emphasize comprehensive policies, multicultural education, support for cultural identity, cross-cultural communication, and cultural competence of teachers to promote a supportive and inclusive academic environment for ethnic minority students. These factors are interrelated and important for the management model of cultural diversity for ethnic minority students, by designing the plan through the ethnographic futures research (EFR) technique, a model of cultural diversity management for ethnic minority students in universities in Yunnan Province can be built.</p> Zhu Jie Nuntiya Noichan Thada Siththada ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-15 2025-12-15 6 2 319 330