https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/issue/feed วารสารสันติสุขปริทรรศน์ 2026-06-19T09:42:32+07:00 พระครูชลธารพิทักษ์ jppsantisuk.journal@gmail.com Open Journal Systems <table style="height: 1394px;" width="668"> <tbody> <tr> <td width="620"><strong>วัตถุประสงค์และขอบเขตของวารสาร</strong></td> </tr> <tr> <td width="620"> วารสารสันติสุขปริทรรศน์ Journal of Peace Periscope (JPP) มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและเผยแพร่ผลงานวิชาการและงานวิจัยที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เพื่อเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็นเชิงวิชาการ แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับผลงานวิจัยให้แก่คณาจารย์ นักวิชาการ นิสิตนักศึกษา และผู้สนใจทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์สู่สาธารณชนและแวดวงวิชาการ ขอบเขตวารสารมุ่งเน้นเปิดรับบทความจากสาขาด้านศาสนาและปรัชญา ศึกษาศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ การพัฒนาท้องถิ่น การบริหารธุรกิจ และสหวิทยาการด้านมนุษย์และสังคมศาสตร์ โดยทุกบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างน้อย 2 ท่าน ทั้งนี้เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</td> </tr> <tr> <td> </td> </tr> <tr> <td><strong>ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร </strong></td> </tr> <tr> <td width="620"> 1) บทความวิจัย (Research Article) บทความวิจัยมีลักษณะเด่นตรงที่เป็นการนำเสนอปัญหาที่ผู้เขียนได้ศึกษาหรือประเด็นที่ต้องการคำตอบ มีการกำหนดกรอบแนวคิด การเก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งสรุปปัญหาอย่างชัดเจน อันเป็นการสร้างฐานความรู้ที่มีคุณค่าทางวิชาการ</td> </tr> <tr> <td width="620"> 2) บทความวิชาการ (Academic Article) เป็นบทความที่นำเสนอเชิงการวิเคราะห์ วิจารณ์หรือเสนอความรู้ทางวิชาการที่เกิดองค์ความรู้ใหม่</td> </tr> <tr> <td width="620"> 3) บทความปริทรรศน์ (Review Article) เป็นบทความในลักษณะการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และวิจารณ์เปรียบเทียบ ที่รวบรวมความรู้จากตำรา หนังสือ หรือจากผลงานประพันธ์และประสบการณ์ของผู้นิพนธ์มาเรียบเรียงขึ้นในมุมมองทางวิชาการ</td> </tr> <tr> <td width="620"> 4) บทความวิจารณ์หนังสือ (Book Review) เป็นบทความในลักษณะวิพากษ์วิจารณ์หนังสือเพื่อชี้ให้เห็นถึงคุณค่าเนื้อหาสาระจากหนังสือ โดยการวิพากษ์วิจารณ์หนังสือประกอบด้วยรายละเอียดชื่อผู้เขียน จำนวนหน้า ปีที่พิมพ์ ครั้งที่พิมพ์และสถานที่พิมพ์ให้ชัดเจน</td> </tr> <tr> <td> </td> </tr> <tr> <td><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร</strong></td> </tr> <tr> <td width="620"> วารสารเผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ คือ ฉบับที่ 1 ระหว่างเดือนมกราคม – มิถุนายน และฉบับที่ 2 ระหว่างเดือนกรกฎาคม – ธันวาคม</td> </tr> <tr> <td><a href="https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP">เผยแพร่ที่ : https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP </a></td> </tr> <tr> <td> </td> </tr> <tr> <td><strong>กระบวนการพิจารณาบทความจากผู้ทรงคุณวุฒิ</strong></td> </tr> <tr> <td width="620"> บทความจะต้องผ่านการพิจารณาจากกองบรรณาธิการและกระบวนการประเมินคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาและไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้นิพนธ์ โดยบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างน้อย 2 ท่าน ในลักษณะปกปิดรายชื่อ (Double blind peer-reviewed) </td> </tr> <tr> <td> </td> </tr> <tr> <td><strong>การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์</strong></td> </tr> <tr> <td width="620"> ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ในวารสารสันติสุขปริทรรศน์ บทความภาษาไทย บทความละ 7,500 บาท (เจ็ดพันห้าร้อยบาทถ้วน) บทความภาษาอังกฤษ บทความละ 8,500 บาท (แปดพันห้าร้อยบาทถ้วน)<img src="blob:https://so09.tci-thaijo.org/22005286-0320-4dea-a719-a31a33663a71" /></td> </tr> <tr> <td width="620"> โดยจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียม หลังจากบทความผ่านการกลั่นกรองเบื้องต้นจากกองบรรณาธิการ (ก่อนเข้าสู่กระบวนการประเมินคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิ) โดยการดำเนินการชำระและแจ้งการชำระเงิน ภายใน 15 วัน หลังจากได้รับแจ้ง *วารสารไม่คืนเงินค่าธรรมเนียมให้กับผู้นิพนธ์ทุกกรณี กองบรรณาธิการวารสารขอสงวนสิทธิ์ในการปฏิเสธการตีพิมพ์ และไม่คืนเงินค่าธรรมเนียมดังต่อไปนี้</td> </tr> <tr> <td> 1. บทความมีความซ้ำซ้อนมากกว่า 25% จากการตรวจสอบของ CopyCatch จากระบบ Thaijo</td> </tr> <tr> <td> 2. ผู้เขียนไม่ปฏิบัติตามรูปแบบของวารสาร</td> </tr> <tr> <td> 3. ผู้เขียนบทความต้องการถอดถอนหรือยกเลิกการตีพิมพ์</td> </tr> <tr> <td width="620"> 4. บทความไม่ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ หรือไม่แก้ไขบทความตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิและกองบรรณาธิการ ตามระยะเวลาที่กำหนด นับจากวันที่ได้รับแจ้งให้ปรับแก้ไข (1 เดือน หลังการแจ้งของบรรณาธิการ) </td> </tr> <tr> <td>โดยชำระเงินที่บัญชีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาดอยสะเก็ด</td> </tr> <tr> <td width="620"> <strong>หมายเลขบัญชี: 020224914281</strong></td> </tr> <tr> <td width="620"> <strong>ชื่อบัญชี: วารสารสันติสุขปริทรรศน์</strong></td> </tr> <tr> <td width="620">เมื่อชำระแล้วให้ส่งสลิปการโอนเงินและแจ้งชื่อ-สกุล มาที่ E-mail: jppsantisuk.journal@gmail.com</td> </tr> </tbody> </table> <p> </p> https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7335 ก้าวใหม่: ผู้นำทางการเมืองกับการพัฒนาสังคมอย่างสร้างสรรค์ 2025-09-27T21:11:32+07:00 พัชรีญา ฟองจันตา khunpatamm@gmail.com ศิลาวัฒน์ ชัยวงศ์ m.po.sc.mculampang@gmail.com อนุรักษ์ วงค์เขียว m.po.sc.mculampang@gmail.com พระครูศรีปวรบัณฑิต m.po.sc.mculampang@gmail.com <p>บทความนี้ มุ่งนำเสนอมุมมองเกี่ยวกับบทบาทของผู้นำทางการเมืองกับการพัฒนาสังคมอย่างสร้างสรรค์ การพัฒนาอย่างสร้างสรรค์เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้นำในการนำพาองค์กรและสังคมไปสู่ความสำเร็จ ผู้นำการเมืองที่เข้มแข็งถือเป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งในการบริหารจัดการสังคมให้บรรลุผลตามนโยบายที่วางไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับมือกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของสังคมที่ผู้นำต้องมองสถานการณ์ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง บทบาทสำคัญของผู้นำทางการเมืองในการพัฒนาสังคมอย่างสร้างสรรค์ประกอบด้วย การกำหนดนโยบายที่เน้นให้เกิดความยั่งยืนจากวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและกำหนดแผนการพัฒนาที่ครอบคลุมทุกด้าน เสริมสร้างวัฒนธรรมการเมืองที่ดีผ่านการส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างมีเหตุผลและความรับผิดชอบ การกระจายโอกาสเข้าถึงทรัพยากร ด้วยการให้ทุกคนมีโอกาสเข้าถึงทรัพยากรอย่างเป็นธรรม การส่งเสริมบทบาทของภาคประชาสังคมด้วยการสนับสนุนงบประมาณให้กลุ่มภาคประชาสังคม</p> 2026-06-17T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/6617 ตำรวจในฐานะจำเลยสังคม: ความไม่ไว้วางใจของสาธารณชนท่ามกลางความขัดแย้งในสังคมไทย 2025-06-22T20:54:09+07:00 ภควรรณพร พิศุทธิสุวรรณ phachaph@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้ มุ่งวิเคราะห์บทบาทของสื่อสังคมออนไลน์ที่มีต่อการรับรู้และการแสดงออกของสาธารณชนต่อตำรวจไทย โดยเฉพาะในลักษณะที่ถูกทำให้ตกเป็นจำเลยของสังคม ภายใต้บริบทของสังคมดิจิทัล ที่ข้อมูลสามารถผลิตและเผยแพร่ได้อย่างรวดเร็ว ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ปรากฏการณ์ดังกล่าวเอื้อต่อการเกิดการตัดสินโดยสังคมออนไลน์ ซึ่งผู้ใช้งานสามารถแสดงความคิดเห็นเชิงวิพากษ์วิจารณ์ หรือแม้แต่กล่าวหาโดยยังไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะในกรณีอาชญากรรมรุนแรงหรือข้อพิพาทที่มีความไม่สมดุลทางอำนาจระหว่างคู่กรณี เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเป็นกลไกสำคัญในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา มักตกเป็นเป้าหมายของวาทกรรมแห่งความเกลียดชัง และการเหมารวม อาทิ การกล่าวหาว่าเลือกปฏิบัติ ระหว่างกลุ่มชนชั้นหรือการอยู่ภายใต้ระบบอุปถัมภ์ของผู้มีอำนาจ ทั้งที่คดีความยังไม่ผ่านการพิจารณาของศาล การสื่อสารลักษณะดังกล่าวไม่เพียงส่งผลต่อภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเท่านั้น แต่ยังบั่นทอนความไว้วางใจของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมโดยรวม อันอาจนำไปสู่การลดทอนความชอบธรรมของสถาบันในระยะยาว บทความนี้ จึงชี้ชวนให้พิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบของการใช้ถ้อยคำรุนแรง การตีตราทางสังคม และบทบาทของสื่อสังคมออนไลน์ในการกำหนดกรอบการรับรู้ของสาธารณชนต่อตำรวจซึ่งเป็นหน้าด่านกระบวนการยุติธรรมในสังคมไทย</p> 2026-06-17T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/6410 ยุทธศาสตร์การจัดทำแผนชุมชนแบบมีส่วนร่วมของชุมชนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2025-10-29T12:13:36+07:00 นเรศ แก้วบังเกิด sutee@aru.ac.th สุธี โกสิทธิ์ sutee@aru.ac.th นฤมล อนุสนธิ์พัฒน์ sutee@aru.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษายุทธศาสตร์การจัดทำแผนชุมชนแบบมีส่วนร่วมของชุมชนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ 2) เสนอยุทธศาสตร์การจัดทำแผนชุมชนแบบมีส่วนร่วมที่เหมาะสมกับบริบทของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ ประชากรที่ใช้ในการวิจัยเชิงปริมาณ ได้แก่ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน ได้มาด้วยวิธีการสุ่มตามสัดส่วนพื้นที่ ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 30 คน ประกอบด้วยผู้นำชุมชน ตัวแทนหน่วยงานในระดับจังหวัด และผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาชุมชน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเชิงปริมาณ คือ แบบสอบถามเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำแผนชุมชนแบบมีส่วนร่วม ครอบคลุม 6 ด้าน ได้แก่ ด้านการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ด้านการคิดพัฒนา ด้านการตัดสินใจ ด้านการปฏิบัติ ด้านการติดตามประเมินผล และด้านการรับประโยชน์ ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งมีโครงสร้างและการสนทนากลุ่ม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ขณะที่การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำแผนชุมชนแบบมีส่วนร่วมของชุมชนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านทั้ง 6 ด้าน พบว่า ด้านการคิดพัฒนามีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ขณะที่ด้านการรับประโยชน์มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนมีโอกาสในการเสนอความคิดเห็นและแนวคิดในการพัฒนาชุมชนในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่สามารถเข้าถึงผลลัพธ์จากการนำแผนไปสู่การปฏิบัติได้อย่างชัดเจน 2) การเสนอยุทธศาสตร์การจัดทำแผนชุมชนแบบมีส่วนร่วมที่เหมาะสม จำเป็นต้องมุ่งเน้นการพัฒนากระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทุกขั้นตอนของการจัดทำแผน ตั้งแต่การรับรู้ข้อมูลข่าวสาร การร่วมคิดและตัดสินใจ การนำแผนไปปฏิบัติ ตลอดจนการติดตามประเมินผลและการรับประโยชน์จากการพัฒนา องค์ความรู้จากการวิจัย คือ รูปแบบกระบวนการจัดทำแผนชุมชนแบบมีส่วนร่วมที่บูรณาการการมีส่วนร่วมของประชาชน การกำหนดแผนหรือยุทธศาสตร์ การนำแผนไปปฏิบัติ และการติดตามประเมินผล ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาแผนชุมชนในพื้นที่อื่นที่มีบริบทใกล้เคียงกันได้</p> 2026-06-17T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7179 การพัฒนาการจัดการน้ำเพื่อการบริโภคและอุปโภคในครัวเรือนโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนบ้านห้วยหอย เมืองงอย แขวงหลวงพระบาง 2025-09-05T09:59:15+07:00 พระสุลิวรรณ แก้ววิไล sulivanh7725@gmail.com พระสุธีวัชรบัณฑิต sulivanh7725@gmail.com ทิพาภรณ์ เยสุวรรณ์ sulivanh7725@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบริบทและสภาพปัญหาการพัฒนาการจัดการน้ำเพื่อการบริโภคและอุปโภคในครัวเรือนของชุมชนบ้านห้วยหอย 2) พัฒนาการจัดการน้ำเพื่อการบริโภคและอุปโภคในครัวเรือนโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนบ้านห้วยหอย 3) เสนอแนวทางการพัฒนาการจัดการน้ำเพื่อการบริโภคและอุปโภคในครัวเรือนโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนบ้านห้วยหอย เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ ทำการรวบรวมข้อมูลภาคสนาม สำรวจพื้นที่ การสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญได้แก่ ผู้ใหญ่บ้านและคณะกรรมการต่าง ๆ ของหมู่บ้าน คนในชุมชน พระสงฆ์ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาน้ำ และกลุ่มข้าราชการ จำนวน 20 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุมชนบ้านห้วยหอย เมืองงอย แขวงหลวงพระบาง เผชิญปัญหาหลักด้านการจัดการน้ำ ได้แก่ (1) ด้านแหล่งน้ำและการเข้าถึง (2) ด้านคุณภาพน้ำและสุขอนามัย (3) ด้านพฤติกรรมและความรู้ของครัวเรือน (4) การขาดความรู้ด้านเทคโนโลยี นอกจากนี้ ปัญหาการเสื่อมโทรมทรัพยากรน้ำและภัยพิบัติทางธรรมชาติยังส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหารและวิถีชีวิตของชาวบ้าน 2) การจัดการน้ำในชุมชนบ้านห้วยหอย เป็นกระบวนการมีส่วนร่วมที่เน้นการเรียนรู้จากชุมชนต้นแบบและนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทท้องถิ่น โดยชุมชนร่วมกันวิเคราะห์ปัญหา ออกแบบกิจกรรม และลงมือปฏิบัติจริงโดยใช้ทรัพยากรและแรงงานของตนเอง ส่งผลให้เกิดระบบกรองน้ำต้นทุนต่ำที่ใช้งานได้จริง และเสริมสร้างศักยภาพในการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาต่อยอดในอนาคต ทั้งด้านการติดตามคุณภาพน้ำ การขยายผล และการเสริมสร้างองค์ความรู้ภายในชุมชนให้เข้มแข็งขึ้น 3) แนวทางการพัฒนาในการสร้างระบบน้ำที่ยั่งยืนต้องอาศัยทั้งการมีส่วนร่วมของสมาชิกชุมชนและการสนับสนุนด้านเทคนิคและโครงสร้างพื้นฐาน ในชุมชนบ้านห้วยหอย สมาชิกทุกกลุ่มมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ปัญหา ออกแบบระบบน้ำ และพัฒนาองค์ความรู้ด้านคุณภาพน้ำ การก่อสร้างและบำรุงรักษาระบบน้ำง่าย ๆ รวมถึงสุขาภิบาล ทำให้ชุมชนสามารถดูแลระบบน้ำด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง ระบบเฝ้าระวังและติดตามผลแบบมีส่วนร่วมช่วยสร้างวินัยและวัฒนธรรมการดูแลร่วมกัน ขณะเดียวกันเครือข่ายความร่วมมือกับภาคีภายนอกช่วยเสริมศักยภาพและการเข้าถึงทรัพยากร ทำให้ระบบน้ำของชุมชนมีประสิทธิภาพ เหมาะสมกับบริบท และสร้างความยั่งยืนด้านทรัพยากรน้ำในระยะยาว</p> 2026-06-17T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7225 การท่องเที่ยวทางพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมของชุมชนชายแดนไทย-พม่า จังหวัดกาญจนบุรี 2025-09-03T16:10:02+07:00 พระใบฎีกาอุทัย สุจิณฺโณ uthai.sucinno@gmail.com พระมหาศุภวัฒน์ ฐานวุฑฺโฒ uthai.sucinno@gmail.com พระเจริญพงษ์ ธมฺมทีโป uthai.sucinno@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) สำรวจข้อมูลและเส้นทางการท่องเที่ยวทางพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมในเขตชุมชนชายแดนไทย–พม่า จังหวัดกาญจนบุรี (2) พัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวทางพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมที่สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น และ (3) ส่งเสริมกลไกการตลาดการท่องเที่ยวเชิงพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมเพื่อสร้างความยั่งยืนของชุมชน การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม โดยดำเนินการในชุมชนบ้านวังกะ ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ผู้ให้ข้อมูลที่สำคัญ ได้แก่ ผู้นำชุมชน พระสงฆ์ ครู เยาวชน และชาวบ้าน รวมทั้งสิ้น 15 คน คัดเลือกด้วยวิธีเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม การสังเกต การใช้แผนที่มือ และแบบสะท้อนผล เครื่องมือทั้งหมดผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เนื้อหา และการเปรียบเทียบก่อน–หลังการเข้าร่วมกิจกรรม</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) ชุมชนมีทุนทางศรัทธาและวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง สามารถกำหนดเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงพระพุทธศาสนาได้ในลักษณะเส้นทางแห่งศรัทธาที่เชื่อมโยงศาสนา วัฒนธรรม และวิถีชีวิต (2) กิจกรรมต้นแบบการท่องเที่ยว 3 วัน 2 คืน เน้นการมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยวกับชุมชนอย่างแท้จริง เช่น การเดินธรรม การเจริญสติริมแม่น้ำ การเวียนเทียน และการถอดบทเรียนทางจิตใจ และ (3) การส่งเสริมกลไกการตลาดเชิงวัฒนธรรมผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เว็บไซต์ คู่มือท่องเที่ยว และเครือข่ายความร่วมมือสามประสานระหว่างรัฐ เอกชน และชุมชน ช่วยยกระดับการรับรู้และสร้างความเชื่อมั่นในการท่องเที่ยวเชิงพระพุทธศาสนา องค์ความรู้ใหม่ที่ได้จากการวิจัยคือการสังเคราะห์ โมเดล SANGKHLA ซึ่งประกอบด้วย 8 องค์ประกอบ ได้แก่ Spiritual Experience, Authentic Community Life, Nature &amp; Culture Harmony, Genuine Interactions, Knowledge-based Learning, Heritage Preservation, Local Ownership &amp; Benefit Sharing และ Accessibility &amp; Appreciation โดยโมเดลนี้สามารถใช้เป็นกรอบเชิงนโยบายและแนวทางปฏิบัติในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมในพื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืน</p> 2026-06-17T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7252 ปัจจัยภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ภาวะผู้ตาม และการจัดการที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดเชียงใหม่ 2025-08-30T20:12:25+07:00 นัฐพล ภาคภูมิ bkmas@mju.ac.th บงกชมาศ เอกเอี่ยม bkmas@mju.ac.th ธรรมพร ตันตรา bkmas@mju.ac.th สุริยจรัส เตชะตันมีนสกุล bkmas@mju.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ภาวะผู้ตามการจัดการ และประสิทธิภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดเชียงใหม่ 2) วิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยดังกล่าวที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพองค์กร และ 3) เสนอแนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น งานวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน โดยการวิจัยเชิงปริมาณเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 100 แห่ง ด้วยแบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและการถดถอยพหุคูณ ขณะเดียวกัน งานวิจัยเชิงคุณภาพได้เก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 9 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงและการจัดการขององค์กรอยู่ในระดับมากที่สุด ขณะที่ภาวะผู้ตามอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนประสิทธิภาพองค์กรอยู่ในระดับมากที่สุด โดยเฉพาะด้านธรรมาภิบาล 2) การวิเคราะห์การถดถอยพบว่า การจัดการมีอิทธิพลสูงสุดต่อประสิทธิภาพองค์กร (β=0.716, p &lt; .001) รองลงมาคือภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง (β=0.159, p &lt; .05) สามารถอธิบายความแปรปรวนของประสิทธิภาพองค์กรได้ร้อยละ 72.5 ส่วนภาวะผู้ตามแม้ไม่ปรากฏนัยสำคัญทางสถิติ แต่มีบทบาทเกื้อหนุนเชิงโครงสร้าง 3) แนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้จากการวิเคราะห์เชิงคุณภาพประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ (1) การเสริมสร้างธรรมาภิบาล (2) การพัฒนาศักยภาพบุคลากร (3) การจัดการองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ (4) การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี และ (5) การสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการยกระดับประสิทธิภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจำเป็นต้องพัฒนาอย่างบูรณาการ ทั้งในด้านภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ภาวะผู้ตาม และการจัดการขององค์กร โดยมีธรรมาภิบาลเป็นฐานรากสำคัญ บุคลากรและเทคโนโลยีเป็นพลังสนับสนุนการจัดการองค์กร และการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นกลไกกำกับตรวจสอบ อันนำไปสู่ความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือ และความยั่งยืนของการพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น</p> 2026-06-17T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7251 ระบบการจัดสวัสดิการชุมชนบนฐานวัฒนธรรมปกาเกอะญอ กรณีศึกษาชุมชนบ้านแม่แดดน้อย ตำบลแม่แดด อำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ 2025-08-30T20:09:31+07:00 กาญจนาพร สายวงค์ฝั้น thammaporn@mju.ac.th ธรรมพร ตันตรา thammaporn@mju.ac.th บงกชมาศ เอกเอี่ยม thammaporn@mju.ac.th สมคิด แก้วทิพย์ thammaporn@mju.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) บริบทของชุมชนบ้านแม่แดดน้อย ตำบลแม่แดด อำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ (2) พัฒนาการของการจัดสวัสดิการชุมชนบนฐานวัฒนธรรมปกาเกอะญอ และ (3) ระบบการจัดสวัสดิการชุมชนที่ผสานทุนทางวัฒนธรรมเข้ากับกลไกการจัดการร่วมสมัย งานวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยอาศัยการสังเกตอย่างมีส่วนร่วมและการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้นำชุมชน ผู้นำทางศาสนา ผู้นำทางจิตวิญญาณ ปราชญ์ชาวบ้าน และตัวแทนชุมชน รวมจำนวน 30 คน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า บ้านแม่แดดน้อย เป็นชุมชนปกาเกอะญอในพื้นที่สูง ที่มีวิถีชีวิตผสมผสานระหว่างการผลิตเพื่อยังชีพและเชิงพาณิชย์บนพื้นฐานความสัมพันธ์กับธรรมชาติ ชุมชนมีทุนมนุษย์ สังคม กายภาพ ธรรมชาติ และการเงินที่หล่อหลอมการพึ่งพาตนเองและความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน พัฒนาการของสวัสดิการชุมชนแบ่งออกเป็น 3 ช่วง ได้แก่ (1) ยุคดั้งเดิมที่อิงกับเครือญาติ ประเพณี และความเชื่อ (2) ยุคการเปลี่ยนผ่านที่ผสมผสานกลไกสมัยใหม่ เช่น กองทุนหมู่บ้าน และกลุ่มออมทรัพย์ กับภูมิปัญญาดั้งเดิม และ (3) ยุคเฟื่องฟูที่เกิดระบบสวัสดิการหลากหลาย ครอบคลุมด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคม โดยมีกองทุนทั้งที่เกิดจากชุมชนและที่ได้รับการสนับสนุนจากภายนอก ดังนั้น ระบบการจัดสวัสดิการชุมชนของบ้านแม่แดดน้อย เป็นการบูรณาการทุนวัฒนธรรมปกาเกอะญอเข้ากับแนวทางการจัดการร่วมสมัย ภายใต้การมีส่วนร่วมของคนในชุมชนและการสนับสนุนจากเครือข่ายภายนอก ระบบดังกล่าวทำหน้าที่เป็นกลไกสร้างหลักประกันชีวิต เสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม และธำรงไว้ซึ่งอัตลักษณ์วัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างยั่งยืน</p> 2026-06-17T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7353 กลไกการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของกลุ่มคนไร้สัญชาติ บ้านแก่งทรายมูล อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ 2025-09-21T20:03:33+07:00 ทิพาภรณ์ เยสุวรรณ์ rinriwrif@hotmail.com สหัทยา วิเศษ rinriwrif@hotmail.com ชนกันต์ ปัญญาวัธนสกุล rinriwrif@hotmail.com เยื้อง ปั่นแหน่งเพชร rinriwrif@hotmail.com <p>บทความวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สำรวจสภาพการเข้าถึงสิทธิ์ขั้นพื้นฐานของกลุ่มคนไร้สัญชาติ 2) พัฒนารูปแบบการเข้าถึงสิทธิ์ของกลุ่มคนไร้สัญชาติ 3) สร้างและประเมินกลไกการเข้าถึงสิทธิ์ของกลุ่มคนไร้สัญชาติ ในพื้นที่บ้านแก่งทรายมูล อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการศึกษาเอกสาร ร่วมกับวิจัยเชิงปฏิบัติการ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างและแนวคำถามสำหรับการสนทนากลุ่ม กลุ่มผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย ผู้นำชุมชน ผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และกลุ่มคนไร้สัญชาติทีมีประสบการณ์และไม่มีประสบการณ์ในการเข้าถึงสิทธิรวมทั้งสิ้นจำนวน 32 คน การเก็บข้อมูลใช้วิธีการสำรวจ การสัมภาษณ์เชิงลึกและเวทีสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาแบบอุปนัย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. กลุ่มคนไร้สัญชาติบ้านแก่งทรายมูล ประสบปัญหาในการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน อาทิ สิทธิในการศึกษา การรักษาพยาบาล การเดินทาง และการประกอบอาชีพ โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่มีเลขประจำตัวประชาชน หรือมีเลขที่ขึ้นต้นด้วย 6 และ 7 ซึ่งอยู่ในสถานะที่กฎหมายยังจำกัดสิทธิ์ อีกทั้งยังมีอุปสรรคด้านภาษา ความเข้าใจระบบราชการ และการขาดข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับสิทธิของตนเอง ส่งผลให้ไม่สามารถใช้สิทธิได้อย่างเต็มที่ 2. การพัฒนารูปแบบการเข้าถึงสิทธิของกลุ่มคนไร้สัญชาติ เน้นการส่งเสริมบทบาทของชุมชน สนับสนุนการเรียนรู้ผ่านการอบรมโดยใช้ภาษาท้องถิ่น และการจัดทำคู่มือความรู้สองภาษา โดยกระบวนการการมีส่วนร่วมของผู้นำชุมชน ส่งผลให้ประชาชนในชุมชนมีความเข้าใจสิทธิของตนมากยิ่งขึ้น และสามารถติดต่อสื่อสารกับหน่วยงานภาครัฐได้อย่างมั่นใจ 3. การสร้างกลไกที่มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิของกลุ่มคนไร้สัญชาติ อาศัยการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในชุมชน โดยเฉพาะผู้นำท้องถิ่นและเครือข่ายภาคประชาสังคม กลไกที่ได้รับการพัฒนา ได้แก่ การให้ความรู้เรื่องสิทธิขั้นพื้นฐาน การสนับสนุนกระบวนการพิสูจน์สถานะบุคคล และการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเพื่อสะท้อนปัญหาอย่างต่อเนื่อง กลไกดังกล่าวช่วยส่งเสริมความรู้ความเข้าใจด้านสิทธิ ลดความกลัวในการติดต่อกับหน่วยงานรัฐ และเสริมสร้างความไว้วางใจระหว่างชุมชนกับภาครัฐ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเข้าถึงสิทธิ และยังสามารถพัฒนาไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบาย ในการส่งเสริมสิทธิของกลุ่มคนไร้สัญชาติในพื้นที่อื่นได้อย่างยั่งยืน</p> 2026-06-17T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7417 แนวทางการดูแลพระสงฆ์อาพาธติดเตียงในสถานชีวาภิบาลวัดดอยสัพพัญญู อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ 2025-09-24T21:11:57+07:00 พระณรงค์ ญาณกโร phranarongyanakro.mcu@gmail.com ทิพาภรณ์ เยสุวรรณ์ phranarongyanakro.mcu@gmail.com สหัทยา วิเศษ phranarongyanakro.mcu@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาบริบทและสภาพปัญหาของพระสงฆ์อาพาธติดเตียง ในอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 2) พัฒนากิจกรรมในการดูแลพระสงฆ์อาพาธติดเตียงในสถานชีวาภิบาลวัดดอยสัพพัญญู 3) เสนอแนวทางการดูแลพระสงฆ์อาพาธติดเตียงในสถานชีวาภิบาลวัดดอยสัพพัญญู เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ และการพัฒนากิจกรรมในพื้นที่ โดยคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลสำคัญแบบเจาะจง จำนวน 4 กลุ่ม จำนวน 27 คน เครื่องมือในการวิจัยแนวคำถามในการสัมภาษณ์และสนทนากลุ่มแบบกึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยวิเคราะห์เนื้อหาแบบอุปนัย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัญหาการดูแลพระสงฆ์อาพาธติดเตียง พบปัญหา 5 ด้าน 1. ด้านสุขภาวะทางกาย 2. ด้านสุขภาวะทางจิตใจ 3. ด้านความสัมพันธ์ทางสังคม 4. ด้านสิ่งแวดล้อม 5. ด้านจิตวิญญาณ ส่งผลให้เกิดภาวะไร้ที่พึ่งพิงในวาระสุดท้ายสำหรับพระสงฆ์สูงอายุ และอาพาธระยะสุดท้าย 2) การพัฒนากิจกรรมในการดูแลพระสงฆ์อาพาธติดเตียงในสถานชีวาภิบาลวัดดอยสัพพัญญู อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ประกอบด้วย ขั้นตอนที่ 1 การวิเคราะห์ปัญหาในการดูแลพระสงฆ์อาพาธติดเตียง พบปัญหาด้านบุคลากรขาดแคลน ปัญหาด้านองค์ความรู้ที่จำเป็นการดูแลพระสงฆ์อาพาธ และปัญหาด้านการประสานงานกับเครือข่าย ขั้นตอนที่ 2 การออกแบบกิจกรรมโดยการกระบวนการมีส่วนร่วมจากพระสงฆ์ หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องและประชาชนในพื้นที่ ขั้นตอน 3 ปฏิบัติกิจกรรมในการดูแลพระสงฆ์อาพาธติดเตียง ได้แก่ กิจกรรมประชุมพัฒนากลไกในสถานชีวาภิบาลวัดดอยสัพพัญญู กิจกรรมจัดทำแผนพัฒนาสถานชีวาภิบาลวัดดอยสัพพัญญู และ กิจกรรมพัฒนาศักยภาพบุคลากรโดยการอบรมพระคิลานุปัฐฏาก ขั้นตอนที่ 4 การประเมินผลกิจกรรมและความพร้อม 3) แนวทางการดูแลพระสงฆ์อาพาธติดเตียงในสถานชีวาภิบาลวัดดอยสัพพัญญู อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ประกอบด้วย (1) การจัดระบบดูแลและส่งเสริมพระพี่เลี้ยงหรือพระอาสาสมัครภายในวัดเพื่อดูแลพระอาพาธติดเตียง (2) การมีส่วนร่วมของชุมชนและเครือข่ายภาคีในการดูแลพระสงฆ์อาพาธติดเตียงสถานชีวาภิบาลวัดดอยสัพพัญญู (3) การพัฒนาแนวปฏิบัติและคู่มือเฉพาะสำหรับสถานชีวาภิบาลวัดดอยสัพพัญญู (4) การดูแลสุขภาพเชิงพุทธบูรณาการเพื่อการบรรเทาและการดับทุกข์ทั้งทางกายและใจ</p> 2026-06-17T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/8070 การพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษานอกระบบโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน เพื่อเสริมสร้างการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการลุ่มน้ำวังตอนบน 2025-12-20T12:36:31+07:00 ภัทรา มาน้อย pattharamanoi39@gmail.com ชนกนารถ บุญวัฒนะกุล pattharamanoi39@gmail.com สุมาลี สังข์ศรี pattharamanoi39@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบริบทชุมชนและสภาพการมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารจัดการลุ่มน้ำวังตอนบน และ 2) พัฒนารูปแบบการจัดการศึกษานอกระบบโดยใช้ชุมชนเป็นฐานเพื่อเสริมสร้างการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการลุ่มน้ำวังตอนบน งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน ใช้เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลด้วย แบบสังเกต แบบสัมภาษณ์เชิงลึก การประชุมกลุ่มย่อย กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน แบบบันทึกข้อมูล และ แบบฟอร์มการประเมินรูปแบบมีประชากรและกลุ่มตัวอย่างจำนวน 80 คน ข้อมูลที่ได้นํามาวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาสังเคราะห์ตามประเด็นการวิจัย หาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ เรียบเรียงผลการวิจัยในรูปแบบเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) บริบทชุมชนในพื้นที่ลุ่มน้ำวังตอนบนมีความลาดชันสูง พบปัญหาหลัก 3 ด้าน คือ (1) ปัญหาการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง (2) ปัญหาผลกระทบจากน้ำป่าไหลหลาก และ (3) ปัญหาการบริหารจัดการลุ่มน้ำมีความซ้ำซ้อน การมีส่วนร่วมมีความโดนเด่นด้านทางกายภาพแต่ยังขาดอำนาจการตัดสินใจ 2) ผลการพัฒนารูปแบบ มี 6 องค์ประกอบ คือ (1) หลักการและความเป็นมา (2) วัตถุประสงค์ (3) เนื้อหา/สาระการเรียนรู้ (4) กระบวนการเรียนรู้ (5) แหล่งเรียนรู้และสถานที่ในการจัดการเรียนรู้ และ (6) การประเมินรูปแบบ ใช้กระบวนการสร้างการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน ตามแนวทางของ PAR ประกอบด้วย (1) การวิเคราะห์สภาพปัญหา (2) การวิเคราะห์แนวทางการแก้ไข (3) การวางแผนปฏิบัติการ (4) การทดลองปฏิบัติ และ (5) การสรุปบทเรียน 3) ผลการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ สรุปได้ว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีคุณค่าและความสำคัญมีความเหมาะสมและถูกต้องตามหลักการพัฒนารูปแบบ และ นำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในพื้นที่เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และนำไปใช้เพื่อแก้ไขปัญหาลุ่มน้ำได้อย่างยั่งยืน มีค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />) 4.60 และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) 0.35 ผ่านเกณฑ์การยอมรับในทุกองค์ประกอบ</p> 2026-06-17T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/8137 พระสงฆ์เซเลบริตี้: การมีชื่อเสียงของพระสงฆ์ในวงการพระสงฆ์ไทย 2025-12-29T19:53:25+07:00 พระมหาศุลสักฎิ์ สุวณฺณกาโย (สีดาราช) 65011390008@msu.ac.th นิลุบล ไพเราะ 65011390008@msu.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายและวิเคราะห์พระสงฆ์ตามหลักธรรมและหลักปฏิบัติของสงฆ์ กับการกลายมาเป็นพระสงฆ์ที่มีชื่อเสียง เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยศึกษาข้อมูลจากพระไตรปิฎก พระธรรมวินัย งานวิชาการ และสื่อออนไลน์ ควบคู่กับการสำรวจความคิดเห็นเชิงนำร่อง เพื่อคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 5 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการพรรณนาเชิงวิเคราะห์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า แม้พระสงฆ์โดยทั่วไปจะอยู่ภายใต้กรอบวัตรปฏิบัติและพระธรรมวินัยเดียวกัน แต่การกลายมาเป็นพระสงฆ์ที่มีชื่อเสียงเกิดจากการผสานระหว่างปัจจัยภายใน ได้แก่ คุณธรรม จริยวัตร ความรู้ทางพระพุทธศาสนา พรรษา และความสามารถในการถ่ายทอดธรรมะ กับปัจจัยภายนอก ได้แก่ การสนับสนุนจากวัด ชุมชน เครือข่ายศิษยานุศิษย์ และการยอมรับจากสังคม โดยเฉพาะบทบาทของสื่อดิจิทัลและสื่อสังคมออนไลน์ ที่ทำให้การเผยแผ่ธรรมะมีความกว้างขวางและรวดเร็ว การศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า พระสงฆ์เซเลบริตี้ไม่ได้เกิดจากการละทิ้งหลักธรรม หากเป็นผลจากการแปลงทุนทางศาสนาให้สอดรับกับบริบทการสื่อสารสมัยใหม่ ซึ่งส่งผลต่อการสร้างความศรัทธา ความน่าเชื่อถือ และการยอมรับในสังคมร่วมสมัย</p> 2026-06-17T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/8150 การพัฒนาการตลาดท่องเที่ยวเชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ตำบลห้วยพระ อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม 2025-12-31T16:00:57+07:00 ปิยพงศ์ พลับพลึง piyapong.plu@rmutr.ac.th บัลลังก์ สันทัด piyapong.plu@rmutr.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์อัตลักษณ์และทุนทางวัฒนธรรมของตำบล ห้วยพระที่สามารถพัฒนาเป็นจุดขายด้านการท่องเที่ยวเชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 2) ศึกษาปัจจัยที่มี อิทธิพลต่อการพัฒนาการตลาดท่องเที่ยวเชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 3) พัฒนาโมเดลการจัดการ การตลาดท่องเที่ยวเชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ 4) เสนอแนวทางการพัฒนาการตลาดท่องเที่ยว เชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน การวิจัยเชิงคุณภาพแบบกรณีศึกษานี้ มีผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 50 คน ประกอบด้วยผู้นำชุมชนและหน่วยงานภาครัฐ 8 คน ผู้ประกอบการ 8 คน ประชาชนในพื้นที่ 8 คน และนักท่องเที่ยว 6 คน สำหรับการสัมภาษณ์เชิงลึก รวมทั้งผู้เข้าร่วมสนทนากลุ่มอีก 20 คน (2 ครั้ง ครั้งละ 10 คน) โดยเป็นผู้ให้ข้อมูลที่ไม่ซ้ำกับกลุ่มสัมภาษณ์เชิงลึก เครื่องมือประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แนวทางสนทนากลุ่ม แบบบันทึกการสังเกต และแบบประเมินศักยภาพ แหล่งท่องเที่ยว ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการ วิเคราะห์เนื้อหา การวิเคราะห์แก่นสาระ และการวิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อนโอกาสและอุปสรรค</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ตำบลห้วยพระมีทุนทางวัฒนธรรมที่โดดเด่น ได้แก่ วัดห้วยพระที่ ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ศิลปะการปั้นหุ่นขี้ผึ้ง ภูมิปัญญาอาหารท้องถิ่นและแหล่งเรียนรู้ การเกษตรอินทรีย์ ปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาประกอบด้วยโครงสร้างพื้นฐานการเปิด ทางด่วนมอเตอร์เวย์เอ็ม 81 ที่ทำให้พื้นที่เป็นประตูแรกของอำเภอดอนตูม ความเข้มแข็งของกลุ่ม อาชีพชุมชนและความต้องการประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ การวิจัยได้พัฒนาโมเดลการตลาดท่องเที่ยว 5 องค์ประกอบหลักประกอบด้วย 1) ผลิตภัณฑ์เชิง ประสบการณ์ที่บูรณาการวัฒนธรรมและการเกษตร 2) ราคาที่เป็นธรรมและกระจายรายได้สู่ชุมชน 3) สถานที่ที่ใช้ประโยชน์จากตำแหน่งเอ็ม 81 4) การส่งเสริมการตลาดแบบบูรณาการ และ 5) การมีส่วนร่วมของชุมชนและเครือข่ายความร่วมมือ แนวทางการพัฒนาเน้นการสร้างโปรแกรม ท่องเที่ยว 2 วัน 1 คืน การจัดตั้งศูนย์แปรรูปมาตรฐานการผลิตที่ดี และการพัฒนาบุคลากรด้าน การบริการ</p> 2026-06-17T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/8111 รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด 2025-12-29T18:23:02+07:00 สุขุมาลย์ อินทเสวก sukhumal@gmail.com กฤษกนก ดวงชาทม sukhumal@gmail.com ปองภพ ภูจอมจิตร sukhumal@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาองค์ประกอบ ตัวชี้วัดและแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา (2) สร้างรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา (3) ศึกษาผลการใช้รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา และ (4) ประเมินและปรับปรุงรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา การดำเนินการวิจัยใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนา การดำเนินการวิจัยโดยการสัมภาษณ์ การสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 327 คน จากจำนวนประชากร 2,290 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม และแบบประเมิน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น (PNIR<sub>Modified</sub>R)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา ประกอบด้วย 8 องค์ประกอบ ได้แก่ การเป็นพลเมืองในยุคดิจิทัล การใช้เทคโนโลยีเพื่อการบริหาร ทักษะการสื่อสาร การสร้างสรรค์นวัตกรรม การพัฒนาวิชาชีพของบุคลากรด้านทักษะดิจิทัล วิสัยทัศน์ดิจิทัล การสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ในโลกยุคดิจิทัล และสมรรถนะและความรู้ความเข้าใจดิจิทัล โดยแนวทางการพัฒนายึดแนวคิดการเรียนรู้แบบ 70 : 20 : 10 (2) รูปแบบประกอบด้วย 8 โมดูล และองค์ประกอบของรูปแบบ ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ เนื้อหา กระบวนการพัฒนา การวัดและประเมินผล และเงื่อนไขความสำเร็จ ผลการประเมินรูปแบบโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (3) ผลการใช้รูปแบบพบว่าผู้บริหารสถานศึกษามีภาวะผู้นำดิจิทัลเพิ่มขึ้นในทุกองค์ประกอบ และ (4) รูปแบบมีจุดเด่นด้านความครอบคลุม ความเหมาะสมกับบริบทการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล สามารถสร้างแรงจูงใจและความตระหนักรู้ต่อบทบาทผู้บริหารยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยผู้เข้าร่วมมีความพึงพอใจต่อรูปแบบในระดับมากที่สุด</p> 2026-06-17T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/8145 การพัฒนารูปแบบการบริหารเชิงกลยุทธ์สู่การยกระดับคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 2026-01-17T11:29:52+07:00 กรรศิญา ปัทมาวิไล kansiya1002@gmail.com นพรัตน์ ชัยเรือง kansiya1002@gmail.com วีระยุทธ ชาตะกาญจน์ kansiya1002@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็น 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารเชิงกลยุทธ์สู่การยกระดับคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา และ 3) เพื่อตรวจสอบรูปแบบการบริหารเชิงกลยุทธ์สู่การยกระดับคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี กลุ่มตัวอย่างและผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ ผู้บริหารสถานศึกษา และผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 30 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 3 ชนิด คือ 1) แบบสอบถามเพื่อสำรวจสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็น 2) การสนทนากลุ่ม และการสัมภาษณ์เชิงลึก และ 3) แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบโดยผู้เชี่ยวชาญ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ สถิติพื้นฐาน (ค่าเฉลี่ย, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) และ สถิติอ้างอิง (ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น: PNI) ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้วิเคราะห์เนื้อหาแล้วเขียนบรรยายเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันของการบริหารเชิงกลยุทธ์และคุณภาพการศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมาก แต่มีความต้องการที่พึงประสงค์ในระดับมากที่สุด ทำให้เกิดช่องว่างสูง 2. ได้ "รูปแบบ FIEI Model" ซึ่งประกอบด้วยหลักการสำคัญ 3 ด้าน คือ การมีส่วนร่วม การบริหารเชิงกลยุทธ์ และการสร้างเครือข่าย และ 3. รูปแบบมีความ เป็นไปได้ และ เป็นประโยชน์ ในการนำไปใช้ในระดับมากที่สุด รูปแบบการบริหารเชิงกลยุทธ์สู่การยกระดับคุณภาพการศึกษา (FIEI Model) ซึ่งเป็นแนวทางบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ที่บูรณาการการวิเคราะห์สภาพปัญหาและความต้องการจำเป็นสูงสุด (PNI) โดยเฉพาะด้านการติดตามประเมินผลและคุณภาพผู้เรียน เข้ากับหลักการมีส่วนร่วมและการสร้างเครือข่าย สามารถเป็นเครื่องมือให้ผู้บริหารใช้เป็นแนวทางในการวางแผนกลยุทธ์และปรับปรุงคุณภาพการศึกษาได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพในบริบทของสถานศึกษาในพื้นที่</p> 2026-06-17T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/8200 กลยุทธ์การบริหารงานบุคลากรตามแนวคิดว่าด้วยอุปนิสัยของผู้มีประสิทธิผลสูงเสริมด้วยหลักพละ 5 สำหรับผู้บริหารวิทยาลัย สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษา จังหวัดหนองบัวลำภู 2026-01-08T18:38:07+07:00 ศิวกร อินภูษา siwakornin@gmail.com ประจิตร มหาหิง siwakornin@gmail.com ยิ่งสรรค์ หาพา siwakornin@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการบริหารงานบุคลากร 2) สร้างและพัฒนากลยุทธ์ และ 3) ประเมินกลยุทธ์การบริหารงานบุคลากรตามแนวคิดว่าด้วยอุปนิสัยของผู้มีประสิทธิผลสูงเสริมด้วยหลักพละ 5 สำหรับผู้บริหารวิทยาลัยสังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดหนองบัวลำภู ดำเนินการวิจัยแบบผสมวิธีแบ่งเป็น 3 ระยะ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหาร 10 คน และครู 142 คน รวม 152 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง เครื่องมือวิเคราะห์สภาพแวดล้อม การสนทนากลุ่ม และแบบประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยด้านการวางแผนอัตรากำลังและการกำหนดตำแหน่งมีค่าเฉลี่ยสูงสุด ส่วนสภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมาก ผลการวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นพบว่า ด้านที่มีลำดับความต้องการจำเป็นสูงสุดคือ ด้านการพัฒนาบุคลากร รองลงมาคือ ด้านการประเมินผลการปฏิบัติงาน 2) กลยุทธ์ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย วิสัยทัศน์ 1 ประการ พันธกิจ 5 ประการ เป้าประสงค์ 5 ประการ ประเด็นกลยุทธ์หลัก 5 ด้าน และกลยุทธ์ย่อย 21 กลยุทธ์ โดยมีวิสัยทัศน์มุ่งสร้างบุคลากรสู่ความเป็นเลิศด้วยอุปนิสัยผู้มีประสิทธิผลสูง บูรณาการพลังแห่งพละ 5 เพื่อขับเคลื่อนอาชีวศึกษายุคดิจิทัลอย่างยั่งยืน และ 3) ผลการประเมินกลยุทธ์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุดในทุกด้าน โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ความเป็นประโยชน์ รองลงมาคือ ความเหมาะสม และความเป็นไปได้ ตามลำดับ</p> 2026-06-17T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/8308 ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับความเจริญงอกงามของครูตามแนวคิดรูปแบบ PERMA ในยุคพลิกผัน 2026-01-27T12:31:03+07:00 ชญาณี สุขะธรรมโม chayaneexs@gmail.com สุชาด นันทะไชย chayaneexs@gmail.com วรรณวิศา สืบนุสรณ์ คล้ายจำแลง chayaneexs@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ในยุคพลิกผัน สหวิทยาเขตวิทยปราการ 2) ระดับความเจริญงอกงามของครูตามแนวคิดจิตวิทยาเชิงบวกของรูปแบบ PERMA ในยุคพลิกผัน สหวิทยาเขตวิทยปราการ และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับความเจริญงอกงามของครูตามแนวคิดจิตวิทยาเชิงบวกของรูปแบบ PERMA ในยุคพลิกผัน สหวิทยาเขตวิทยปราการ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ครูในสหวิทยาเขตวิทยปราการ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ จำนวน 238 คน ซึ่งกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางเครจซี่และมอร์แกน โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ โดยมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.927 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />= 3.90, S.D.=0.50) 2) ระดับความเจริญงอกงามของครูตามแนวคิดจิตวิทยาเชิงบวกของรูปแบบ PERMA พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />= 3.98, S.D.=0.45) และ 3) ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับความเจริญงอกงามของครูตามแนวคิดจิตวิทยาเชิงบวกของรูปแบบ PERMA ในยุคพลิกผัน สหวิทยาเขตวิทยปราการ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ ในภาพรวม มีความสัมพันธ์กันในทางบวกอยู่ในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r=.631)</p> 2026-06-17T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/8239 กลยุทธ์การพัฒนาโรงเรียนคุณธรรม สพฐ. สู่ความสำเร็จแบบสมดุล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช 2026-03-03T11:48:43+07:00 ชณิดาภา ศรีเปารยะ chanedapa45499@gmail.com นพรัตน์ ชัยเรือง chanedapa45499@gmail.com เอกรินทร์ สังข์ทอง chanedapa45499@gmail.xn--com-3rla <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการพัฒนาโรงเรียนคุณธรรม สพฐ. สู่ความสำเร็จแบบสมดุล 2) พัฒนากลยุทธ์การพัฒนาโรงเรียนคุณธรรม สพฐ. สู่ความสำเร็จแบบสมดุล และ 3) ตรวจสอบกลยุทธ์การพัฒนาโรงเรียนคุณธรรม สพฐ. สู่ความสำเร็จแบบสมดุล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช วิธีดำเนินการวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนา กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 331 คน เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสอบถามและแบบประเมินกลยุทธ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น พร้อมทั้งตรวจสอบกลยุทธ์ด้วยการสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 10 ท่าน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันโดยรวมอยู่ในระดับมาก ส่วนสภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยความต้องการจำเป็นที่มีค่าดัชนีสูงสุดคือ มิติด้านนักเรียน 2) กลยุทธ์ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 4 ประเด็นยุทธศาสตร์ ได้แก่ การพัฒนากิจกรรมและกระบวนการส่งเสริมคุณธรรมอย่างยั่งยืน การสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การเสริมสร้างความสามารถในการส่งเสริมคุณธรรม และการพัฒนาครูและนักเรียนให้เป็นแบบอย่างที่ดี โดยขับเคลื่อนภายใต้กรอบการบริหารแบบสมดุล 4 มุมมอง คือ ด้านนักเรียน ด้านการบริหารจัดการ ด้านทรัพยากร และด้านการเรียนรู้และการเติบโต 3) ผลการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญพบว่า กลยุทธ์มีความถูกต้อง ความเหมาะสม และความเป็นไปได้ในการปฏิบัติ มีความสอดคล้องกับบริบทของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช</p> 2026-06-17T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/8225 โคขาวลำพูน: พระโคแรกนาขวัญ การพัฒนาสินค้าที่ระลึกเพื่อการอนุรักษ์เชิงประวัติศาสตร์และการท่องเที่ยวจังหวัดลำพูน 2026-01-17T20:05:32+07:00 พระครูภาวนาโสภิต (บุญญวิศิษฏ์ เมืองวงศ์) bunyavisit6626@gmail.com นิกร ยาอินตา yainta977@gmail.com บุญญาดา ประภัทรสิริ bunyada2559@gmail.com จันทรัสม์ ตาปูลิง chantarat.ta@mcu.ac.th ประเด่น แบบปิง bunyavisit6626@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) อัตลักษณ์โคขาวลำพูนที่ถูกคัดเลือกเป็นพระโค 2) ถอดแบบอัตลักษณ์โคขาวลำพูนสู่การพัฒนาสินค้าที่ระลึก และ3) ประเมินผลการพัฒนาสินค้าที่ระลึก ใช้ระเบียบวิจัยแบบผสมผสาน เก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 20 รูป/คน ใช้แบบสัมภาษณ์ และการวิจัยเชิงปฏิบัติการในกลุ่มเป้าหมายจำนวน 30 คน ใช้แบบประเมินผล วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปฏิบัติการใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) อัตลักษณ์ของโคขาวลำพูนที่ถูกคัดเลือกเป็นพระโคแรกนาขวัญประกอบด้วยความพอดี 3 ด้าน คือความพอดีด้านรูปร่าง ความพอดีด้านอารมณ์ และความพอดีด้านลักษณะ 2) การถอดแบบอัตลักษณ์โคขาวลำพูนมีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ การออกแบบที่สื่อประวัติศาสตร์ ภูมิปัญญาชุมชน ราคา ความงาม บรรจุภัณฑ์สมัยใหม่ ช่องทางการจัดจำหน่ายหลากหลาย พกพาสะดวก การใช้วัสดุและแรงงานในท้องถิ่น การพัฒนาสินค้าที่ระลึกจากอัตลักษณ์โคขาวลำพูนแบ่งเป็นการพัฒนาเป็นภาพวาดดิจิทัล และการปักลวดลาย 3) การประเมินผลสินค้าที่พัฒนา โดยรวมมีคุณค่าอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด ทั้งในด้านคุณค่าของสินค้าที่ระลึกและด้านคุณค่าการอนุรักษ์เชิงประวัติศาสตร์ สินค้าที่ได้รับคะแนนสูงสุด ได้แก่ กระเป๋าผ้าสกรีนลาย รองลงมาคือ โปสการ์ด กระเป๋าผ้าปักเครื่อง และพวงกุญแจอะคริลิก การส่งเสริมการใช้ประโยชน์และการจำหน่ายสินค้าที่ระลึกจากอัตลักษณ์โคขาวลำพูน ใช้ช่องทางจำหน่ายทั้งแบบออฟไลน์ และออนไลน์ สินค้าล้วนได้รับความสนใจจากผู้บริโภคเนื่องจากเป็นสินค้าแปลกใหม่ที่บอกเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ผลตอบรับจากตลาดแสดงให้เห็นว่าสินค้ามีศักยภาพทั้งในแง่ของการสร้างรายได้ให้ชุมชน การยกระดับคุณค่าทางวัฒนธรรม และการสืบสานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ องค์ความรู้ใหม่ที่ได้ คือ “White Model” เป็นโมเดลการพัฒนาการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจบนฐานอัตลักษณ์โคขาว</p> 2026-06-17T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/8268 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารกับสุขภาวะ ของสถานศึกษาเอกชนในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดนครราชสีมา 2026-02-21T11:21:57+07:00 วรพนิต เกื้อสกุล worapanit.ku@ku.th สุชาดา นันทะไชย worapanit.ku@ku.th สุดารัตน์ สารสว่าง worapanit.ku@ku.th <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาเอกชน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดนครราชสีมา 2) เพื่อศึกษาระดับสุขภาวะที่ดีของสถานศึกษาเอกชน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดนครราชสีมา และ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำจริยธรรมกับการมีสุขภาวะที่ดีของสถานศึกษาเอกชนในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดนครราชสีมา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษาในโรงเรียนเอกชน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดนครราชสีมา ปีการศึกษา 2568 จำนวน 215 คน โดยวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ แบบสอบถามฉบับนี้ มีค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.67 – 1.00 และมีความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.986 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน (Pearson’s Product Moment Correlation Coefficient)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาเอกชนในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านความเคารพ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />=4.49) 2) ระดับสุขภาวะที่ดีของสถานศึกษาเอกชนในยุคดิจิทัล ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านสภาพแวดล้อมเป็นสุข (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />=4.61) และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำจริยธรรมกับการมีสุขภาวะที่ดีของสถานศึกษาเอกชนในยุคดิจิทัล มีความสัมพันธ์เชิงบวก ในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r=.766, p &lt; .01)</p> 2026-06-17T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/8262 การเมืองในการกำหนดพุทธศิลป์ประจำจังหวัดมหาสารคาม: แนวทางการพัฒนาและอนุรักษ์พุทธศิลป์ที่มีอิทธิพลต่อสังคม และวัฒนธรรมในจังหวัดมหาสารคาม 2026-01-31T10:01:25+07:00 พระเจตพล อินฺทปญฺโญ (สีลา) 65011390001@msu.ac.th วนิดา ศิริวัฒนธาดากุล 65011390001@msu.ac.th <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์แนวทางการพัฒนาและอนุรักษ์พุทธศิลป์ที่มีอิทธิพลต่อสังคมและวัฒนธรรมของประชาชนในจังหวัดมหาสารคาม เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยกลุ่มประชากรที่สัมภาษณ์ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) กลุ่มพระสงฆ์ 2) กลุ่มผู้บริหารหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับงานศาสนา 3) กลุ่มพระเครื่อง และ 4) กลุ่มพุทธสมาคมและยุวพุทธิกสมาคม จำนวน 13 รูป/คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์เชิงลึกและใช้วิธีวิทยาพรรณนาเชิงวิเคราะห์</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า แนวทางการพัฒนาและอนุรักษ์พุทธศิลป์ที่มีอิทธิพลต่อสังคม และวัฒนธรรมของประชาชนในจังหวัดมหาสารคาม ประกอบด้วย การขับเคลื่อนแบบพหุภาคีระหว่างภาครัฐ สถาบันสงฆ์ สถาบันการศึกษา ศิลปิน (ช่าง) และชุมชน การรักษาอัตลักษณ์ท้องถิ่นควบคู่การสร้างสรรค์พุทธศิลป์ร่วมสมัย การบูรณาการด้านการเรียนรู้ อนุรักษ์ บูรณะ และสร้างเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างเคารพคุณค่าทางศาสนา และการกระจายการมีส่วนร่วมสู่พื้นที่เมืองรองเพื่อสร้างความเป็นเจ้าของร่วมของประชาชน ดังนั้น พุทธศิลป์เป็นมรดกที่มีชีวิต และมีบทบาทต่อการหล่อหลอมวิถีชีวิต อัตลักษณ์ และความสามัคคีในจังหวัดมหาสารคาม และควรได้รับการพัฒนาอย่างยั่งยืนผ่านความร่วมมือทุกภาคส่วน</p> 2026-06-17T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/8304 ประสิทธิผลของโปรแกรมทุนจิตวิทยาเชิงบวกต่อการเสริมสร้างความผูกพันของพนักงานสำหรับครอบครัวอุปถัมภ์ในองค์กรไม่แสวงหากำไร เพื่อเด็กด้อยโอกาสในประเทศไทย 2026-01-30T20:38:16+07:00 สมพระยา จินดาภาณุกูล sompraya.c@gmail.com สุดารัตน์ ตันติวิวัทน์ sudarattu@g.swu.ac.th พลเทพ พูนพล p.poonpol@gmail.com <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ ได้แก่ (1) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมทุนจิตวิทยาเชิงบวกต่อการเสริมสร้างความผูกพันของพนักงานสำหรับครอบครัวอุปถัมภ์ ในองค์กรไม่แสวงหากำไร เพื่อเด็กด้อยโอกาสในประเทศไทย โดยเปรียบเทียบผลในระยะก่อนการทดลอง หลังการทดลอง และระยะติดตามผล 1 เดือน ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม และ (2) เพื่อพัฒนาแนวทางการเสริมสร้างความผูกพันของพนักงานดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม งานวิจัยใช้รูปแบบการวิจัยผสานวิธีแบบขั้นตอนเชิงอธิบาย กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณเป็นครอบครัวอุปถัมภ์ของสหทัยมูลนิธิ จำนวน 40 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 20 คน และกลุ่มควบคุม 20 คน และผู้ให้ข้อมูลหลักเชิงคุณภาพคือครอบครัวอุปถัมภ์จากกลุ่มทดลอง 10 คน ที่ผ่านการเข้าโปรแกรมแล้ว เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบประเมินทุนจิตวิทยาเชิงบวก แบบประเมินความผูกพันของพนักงาน และแบบสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งมีโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความผูกพันของพนักงานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากระยะก่อนการทดลอง (M=3.13, S.D.=0.38) เป็นระยะหลังการทดลอง (M=3.53, S.D.=0.43) และระยะติดตามผล 1 เดือน (M=3.80, S.D.=0.39) โดยความผูกพันด้านอารมณ์ความรู้สึกแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทั้งในระยะหลังการทดลองและระยะติดตามผล 1 เดือน ขณะที่ความผูกพันด้านสติปัญญาแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในระยะติดตามผล 1 เดือน ส่วนความผูกพันด้านสังคมไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และ (2) ผลการวิเคราะห์เชิงคุณภาพนำไปสู่ข้อเสนอแนะแนวทางการเสริมสร้างความผูกพันของพนักงาน 7 แนวทาง ได้แก่ การส่งเสริมการรับรู้คุณค่าของงาน การสร้างชุมชนแห่งการให้กำลังใจ การฝึกตั้งเป้าหมายเชิงพัฒนา การสร้างเวทีสะท้อนความสำเร็จ การจัดตั้งโครงการเพื่อนคู่ใจในงานดูแลเด็ก การจัดกิจกรรมขอบคุณและสะท้อนความสุข และการจัดอบรมอย่างต่อเนื่องทุก 6 เดือน องค์ความรู้ที่ได้สะท้อนว่าโปรแกรมทุนจิตวิทยาเชิงบวก สามารถใช้เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาทุนจิตวิทยาเชิงบวก และยกระดับความผูกพันของพนักงานสำหรับครอบครัวอุปถัมภ์ ในบริบทองค์กรไม่แสวงหากำไรได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> 2026-06-17T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/8345 กฎหมายลิขสิทธิ์เพื่อคุ้มครองปัญญาประดิษฐ์ (AI) และงานที่เกิดจากปัญญาประดิษฐ์ (AI): ประสบการณ์ประเทศเอเชียตะวันออก 2026-02-02T20:23:41+07:00 ทวีพฤทธิ์ ศิริศักดิ์บรรจง chuchiwrrntmisannth@gmail.com ชูชีวรรณ ตมิศานนท์ chuchiwrrntmisannth@gmail.com รัฐศิรินทร์ ตมิศานนท์ chuchiwrrntmisannth@gmail.com <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษามาตรการกฎหมายลิขสิทธิ์ตามกรอบพันธกรณีความตกลงทริปส์ 2) ศึกษากฎหมายลิขสิทธิ์ในการคุ้มครองปัญญาประดิษฐ์และผลงานที่เกิดจากปัญญาประดิษฐ์ของประเทศเอเชียตะวันออก และ 3) ศึกษารูปแบบกฎหมายลิขสิทธิ์ที่เหมาะสมกับประเทศไทย เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยรวบรวมข้อมูลจากหนังสือ บทความ วิทยานิพนธ์ รายงานการวิจัย และเอกสารที่เกี่ยวข้อง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ความตกลงทริปส์กำหนดมาตรฐานขั้นต่ำในการคุ้มครองลิขสิทธิ์ โดยคุ้มครองผู้สร้างสรรค์ควบคู่กับประโยชน์สาธารณะ และเปิดให้รัฐภาคีกำหนดกฎหมายและการตีความตามนโยบายของตนภายในกรอบดังกล่าว 2) ประเทศเอเชียตะวันออกใช้กฎหมายลิขสิทธิ์สนับสนุนการพัฒนา AI โดยคุ้มครอง AI เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ส่วนผลงานจาก AI คุ้มครองแตกต่างกันตามบทบาทของมนุษย์ และ 3) กำหนดให้ผู้ใช้ ผู้พัฒนา หรือผู้จัดเตรียมระบบเป็นผู้ทรงสิทธิ พร้อมกำหนดสิทธิทางเศรษฐกิจ สิทธิทางศีลธรรม และข้อยกเว้น เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการคุ้มครองและนวัตกรรม จากการวิเคราะห์เปรียบเทียบเชิงกฎหมาย งานวิจัยเสนอว่า ควรคงพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เป็นกฎหมายเฉพาะภายใต้ความตกลงทริปส์ และปรับให้รองรับ AI โดยกำหนดให้ผู้ใช้เป็นผู้ทรงลิขสิทธิ์เมื่อมีความคิดริเริ่มเพียงพอ กำหนดสิทธิในลักษณะสิทธิข้างเคียง ส่งเสริมการคุ้มครองแบบสหสิทธิ ขยายข้อยกเว้นเพื่อการพัฒนา AI และพัฒนากลไกเยียวยาทางปกครอง เพื่อรักษาดุลยภาพระหว่างสิทธิ นวัตกรรม และประโยชน์สาธารณะ</p> 2026-06-17T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/8483 การพัฒนาความสามารถในการจดจำคำศัพท์ภาษาจีนในชีวิตประจำวันของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้สื่อประสม 2026-03-22T10:15:59+07:00 ชุนหวา อู๋ phibun.t@rsu.ac.th พิบูลย์ ตัญญบุตร phibun.t@rsu.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการจดจำคำศัพท์ภาษาจีนในชีวิตประจำวันของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อประสม 2) ศึกษาความคงทนในการจดจำคำศัพท์ภาษาจีนในชีวิตประจำวัน และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อประสม เป็นการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้น ประชากรที่ใช้ในการวิจัยคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 สังกัดสำนักงานเขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร จำนวน 92 คน และกลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 1 ห้องเรียน รวม 31 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็น แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อประสม แบบทดสอบวัดความสามารถในการจดจำคำศัพท์ (มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.82) และแบบสอบถามความพึงพอใจ (มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาเท่ากับ 0.91) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณร่วมกับการแปลผลระดับความพึงพอใจ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ความสามารถในการจดจำคำศัพท์ภาษาจีนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t=14.72, <em>p</em> &lt; .001) ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐาน 2) นักเรียนมีความคงทนในการจดจำคำศัพท์ภาษาจีนหลังผ่านไป 2 สัปดาห์ โดยมีคะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 86.67 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 ตามสมมติฐาน และผลการทดสอบพบว่านักเรียนมีพัฒนาการการจดจำเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (<em>t</em>=-6.15, <em>p</em> &lt; .001) และ 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อประสมในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<em>M</em>=4.69, <em>S.D.</em>=0.30)</p> 2026-06-17T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/8520 รูปแบบการส่งเสริมการศึกษาตลอดชีวิตโดยภูมิปัญญาท้องถิ่นของประชากรในจังหวัดร้อยเอ็ด ตามหลักปัญญา 3 2026-02-28T21:14:38+07:00 กฤตยากร ลดาวัลย์ prapakae@kku.ac.th ประภาส แก้วเกตุพงษ์ poeprapas@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานและความต้องการจำเป็นของการส่งเสริมการศึกษาตลอดชีวิต โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นของประชาชนในจังหวัดร้อยเอ็ด ตามหลักปัญญา 3 2) สร้างรูปแบบการส่งเสริมการศึกษาตลอดชีวิตโดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น และ 3) ประเมินและถ่ายทอดรูปแบบการส่งเสริมการศึกษาตลอดชีวิต โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหาร ครูอาสาสมัคร ครู กศน. และครูศูนย์การเรียนชุมชน รวมจำนวน 254 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แบบสัมภาษณ์ 2) แบบสอบถาม และ 3) แบบประเมินคู่มือ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) จังหวัดร้อยเอ็ด มีบริบททางสังคมและวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง โดยใช้วัดและภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นฐานในการจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้ของประชาชนสอดคล้องกับหลักปัญญา 3 ได้แก่ การฟัง การคิดวิเคราะห์ และการลงมือปฏิบัติจริง ความสำเร็จเกิดจากความร่วมมือของวัด โรงเรียน กศน. หน่วยงานภาครัฐ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้ ความต้องการจำเป็นในการส่งเสริมการศึกษาตลอดชีวิต โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ การเรียนรู้ตามอัธยาศัย การเรียนรู้นอกระบบ และการเรียนรู้ในระบบ 2) รูปแบบการส่งเสริมการศึกษาตลอดชีวิตโดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1) การเรียนรู้ตามอัธยาศัย 2) การเรียนรู้นอกระบบ และ 3) การเรียนรู้ในระบบ โดยแต่ละองค์ประกอบประกอบด้วย 5 องค์ประกอบย่อย รวมทั้งสิ้น 15 องค์ประกอบย่อย และ 75 ตัวชี้วัด 3) ผลการประเมินและการถ่ายทอดรูปแบบผ่านคู่มือการใช้รูปแบบ พบว่า รูปแบบมีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ อยู่ในระดับมากที่สุด องค์ความรู้จากการวิจัยครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า การบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นร่วมกับหลักปัญญา 3 สามารถพัฒนาการศึกษาตลอดชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอาศัยความร่วมมือของภาคีเครือข่ายในชุมชนเป็นกลไกสำคัญ</p> 2026-06-17T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/9007 การพัฒนาโมเดลเชิงบูรณาการเพื่อเสริมสร้างความไว้วางใจและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขในสังคมพหุวัฒนธรรม กรณีศึกษาพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ของประเทศไทย 2026-04-24T15:23:37+07:00 ชุมพล อังคณานนท์ dekjo_67@hotmail.com วินิจ ผาเจริญ dekjo_67@hotmail.com กรวิทย์ เกาะกลาง dekjo_67@hotmail.com อนิรุต หนูปลอด dekjo_67@hotmail.com <p class="1"><span lang="TH">การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์และปัจจัยที่ส่งผลต่อระดับความไว้วางใจและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขในชุมชนพหุวัฒนธรรม 2) วิเคราะห์กลไก รูปแบบ และแนวทางปฏิบัติที่มีศักยภาพในการเสริมสร้างความไว้วางใจ และ 3) พัฒนาโมเดลเชิงบูรณาการเพื่อเสริมสร้างความไว้วางใจและสันติสุข การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผสมผสานการวิจัยแบบมีส่วนร่วมและการวิจัยเชิงปฏิบัติการ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 35 คน ประกอบด้วยผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนา ตัวแทนภาครัฐ ภาคประชาสังคม และประชาชนในพื้นที่จังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม และการประชุมเชิงปฏิบัติการ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา การเข้ารหัส การจัดหมวดหมู่ และการสังเคราะห์เชิงแนวคิด พร้อมตรวจสอบความน่าเชื่อถือแบบสามเส้า</span></p> <p class="1"><span lang="TH">ผลการวิจัยพบว่า ความไว้วางใจในพื้นที่มีลักษณะเป็นความไว้วางใจเชิงเปราะบางที่ถูกกำหนดโดยปัจจัย 3 ระดับ ได้แก่ โครงสร้าง สังคม และวัฒนธรรม โดยกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความไว้วางใจประกอบด้วยการสื่อสารและพื้นที่ปลอดภัย บทบาทของผู้นำ เครือข่ายทางสังคม และการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นรูปแบบการดำเนินงาน ได้แก่ เวทีปฏิสัมพันธ์ข้ามวัฒนธรรม กิจกรรมร่วมของชุมชน และความร่วมมือเชิงสถาบัน นำไปสู่การพัฒนาโมเดลสันติสุขเชิงบูรณาการบนฐานความไว้วางใจ (</span>TIP Model) <span lang="TH">ที่เชื่อมโยงระดับโครงสร้าง สังคม และวัฒนธรรม ผ่าน 4 มิติหลัก ได้แก่ การสร้างความไว้วางใจ การมีส่วนร่วม ความเข้าใจข้ามวัฒนธรรม และธรรมาภิบาลเชิงความร่วมมือ โดยมีลักษณะเป็นวงจรพลวัต องค์ความรู้ใหม่ชี้ให้เห็นว่าความไว้วางใจเป็นกลไกเชิงระบบที่สามารถขับเคลื่อนการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขในสังคมพหุวัฒนธรรมได้อย่างยั่งยืน ทั้งในเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติ</span></p> 2026-06-17T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/9060 กระบวนการสลายกำแพงไซโลเพื่อเสริมสร้างการสื่อสารและความร่วมมือในองค์กร: กรณีศึกษาบริษัทอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ 2026-05-02T20:29:23+07:00 โอภาส กิจกำแหง opask@siamtechno.ac.th <p>การวิจัยเรื่องกระบวนการสลายกำแพงไซโลเพื่อเสริมสร้างการสื่อสารและความร่วมมือในองค์กร: กรณีศึกษาบริษัทอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ปัญหาและผลกระทบของการทำงานแบบไซโลต่อประสิทธิภาพการสื่อสารและความร่วมมือในองค์กร และ 2) เสนอแนวทางในการพัฒนาการสื่อสารและการทำงานร่วมกันผ่านกระบวนการสลายกำแพงไซโล การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้แนวทางการศึกษาแบบกรณีศึกษา ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ผู้บริหาร หัวหน้างาน และพนักงานจากหลายหน่วยงานในบริษัทอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ จำนวน 40 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม และการวิเคราะห์เอกสาร วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การทำงานแบบไซโลส่งผลให้เกิดการสื่อสารที่ไม่เชื่อมโยง ข้อมูลคลาดเคลื่อน การประสานงานล่าช้า และการทำงานซ้ำซ้อน ส่งผลให้ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานลดลงและกระทบต่อประสิทธิภาพโดยรวมขององค์กร ทั้งนี้ แนวทางสำคัญในการสลายกำแพงไซโลประกอบด้วย การพัฒนาระบบการสื่อสารภายในองค์กร การกำหนดเป้าหมายร่วม การส่งเสริมวัฒนธรรมความร่วมมือ และบทบาทของผู้นำในการสนับสนุนการทำงานข้ามหน่วยงาน องค์ความรู้ใหม่จากการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การสลายกำแพงไซโลจำเป็นต้องดำเนินควบคู่ทั้งด้านระบบและด้านพฤติกรรมองค์กร เพื่อสร้างการทำงานแบบบูรณาการ เพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสาร และเสริมสร้างความร่วมมืออย่างยั่งยืน</p> 2026-06-17T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7374 Developing an Innovative Competency Model for Agricultural Extension Officers in Driving Community Enterprises Toward Sustainability 2025-09-24T13:36:52+07:00 Xinyi Zhang snitst.rdm@gmail.com Snit Sitti snitst.rdm@gmail.com Weena Nilawonk snitst.rdm@gmail.com Pawinee Areesrisom snitst.rdm@gmail.com <p>This study aimed to (1) examine the innovative competencies required of agricultural extension officers in driving community enterprises toward sustainability and (2) develop an innovative competency model that can be applied to enhance the capacity and sustainable management of community enterprises. The research employed a quantitative design, with a sample of 181 agricultural extension officers from eight northern provinces of Thailand, selected through simple random sampling. The research instrument was a five-point Likert scale questionnaire, validated for content validity by three experts, with a reliability coefficient of 0.911. Data were analyzed using descriptive statistics (percentage, mean, and standard deviation), Pearson’s correlation, and multiple regression analysis.</p> <p>The findings revealed that the overall innovative competency of agricultural extension officers was at a moderate to high level, with a total mean score of 3.87. The highest mean scores were in creative thinking and innovation development (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />=4.01) and collaboration and networking (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />=3.92), while knowledge management and research scored the lowest (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />=3.72). Multiple regression analysis indicated that work experience (β=0.35), organizational support (β=0.29), and participation in professional development training (β=0.24) were significant predictors of innovative competency, collectively explaining 48% of the variance. The study suggests that developing the innovative competencies of agricultural extension officers should be implemented through practical training workshops, supportive policies, and the establishment of innovation extension networks. Such efforts would enhance their capacity to drive community enterprises toward sustainability and align with the development of the country’s grassroots economy.</p> 2026-06-17T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7422 Structural Factors and Farm Management of Beef Cattle in Relation to Readiness for GAP Standards a Case Study of Farmers in Chiang Mai Province 2025-09-20T19:43:42+07:00 Xintao Lu areesrisom2@gmail.com Koblap Areesrisom areesrisom2@gmail.com Snit Sitti areesrisom2@gmail.com Pawinee Areesrisom areesrisom2@gmail.com <p>This study aimed to (1) examine structural factors influencing beef cattle farm management, (2) analyze farm management practices and readiness for GAP standards, and (3) investigate the relationships among structural factors, farm management, and GAP readiness. A mixed-methods design was employed. Quantitative data were collected from 390 farmers using a five-point Likert-scale questionnaire, while qualitative data were obtained through in-depth interviews with 15 key informants. Data analysis employed descriptive statistics, multiple regression, and content analysis.</p> <p>Results showed that structural factors were at a moderate-to-low level, with farm data management scoring the lowest. Farm management was moderate overall but weak in marketing, environmental management, and animal welfare. Regression analysis revealed that data management and overall management had the strongest influence on GAP readiness, explaining 62% of the variance. The study contributes new knowledge by emphasizing the integration of structural and managerial factors, particularly the role of farm data as knowledge capital. Policy and practical recommendations include developing farm databases, providing low-interest credit, establishing GAP model farms, and promoting farmer cooperatives to enhance sustainable competitiveness.</p> 2026-06-17T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7874 The Affect Mechanism of Learning Leadership on Teachers' Extra Effort in China and Thailand 2025-12-01T14:41:44+07:00 Ke Zhang zhangkedpu@gmail.com <p>In the post-pandemic era, learning leadership is the key to successful education reform and meeting the challenges that lie ahead. And learning leadership is closely related to teachers' convergent behavior. Therefore, research objective of this study is to examine the direct and indirect (mediating) roles of both learning leadership and teachers' extra effort, and organizational attachment is used as a mediator. This study collected data from teaching staff at 6 colleges in Nanchang, China, and Bangkok, Thailand, between October and November 2022. Employing purposive sampling and electronic questionnaires, it ultimately received 359 valid responses from China (response rate: 89.75%) and 679 valid responses from Thailand (response rate: 84.87%). Employing a quantitative research methodology, this study utilized the learning leadership, extra effort, and organizational attachment scales. Hypotheses were tested through statistical analyses, including correlation, and mediation.</p> <p>The results show that learning leadership has a significant positive relationship with teachers' extra effort, and organizational attachment, and organizational attachment had a mediating effect in China and Thailand. Finally, the findings of this study also offer fresh insights and lessons for future research. In the post-pandemic era, higher education institutions in both China and Thailand must prioritise developing leadership that integrates motivation and learning. This will enable more targeted policy support for teaching staff, enhance the future practice of learning leadership, and better address the reforms required in the post-pandemic landscape. Moreover, higher education institutions in both nations should prioritise developing diverse programmes designed to improve teachers' behavioral and affective experiences, particularly by integrating teachers' extra effort and organizational attachment into enhancement initiatives.</p> 2026-06-17T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/8238 Social Empowerment Process for Hand Muscle Management Practises of the Elderly and Bedridden Patients in Pratu Pa Subdistrict, Mueang District, Lamphun Province 2026-01-20T19:40:30+07:00 Bursara Pothisook bussara.po@mcu.ac.th Phra Maha Atthaphon Narissaro bussara.po@mcu.ac.th Nikorn Ya-inta bussara.po@mcu.ac.th Puttipong Kantharot bussara.po@mcu.ac.th Bunyada Prapattarasiri bussara.po@mcu.ac.th Supatharn Sudachan bussara.po@mcu.ac.th <p>This research investigates the development of a social empowerment process designed to enhance hand muscle function and social interaction among the elderly and bedridden patients. Utilizing a mixed-methods approach the study gathered qualitative data from 20 key informants and applied a developmental intervention to 39 patients. Initial findings highlighted significant challenges including low health literacy, resource scarcity and social isolation. In response, a comprehensive support mechanism was synthesized, leveraging local administrative resources, health networks and indigenous wisdom. The core intervention called the Chang Phutthipanya Boonraksa integrated physical exercises with the Buddhist principles of the Four Bhāvanā to foster holistic well-being. Quantitative evaluation demonstrated a statistically significant improvement in hand-grip strength among mobile elderly participants (p &lt; 0.05). Although bedridden patients did not exhibit statistically significant gains in grip strength, clinical observations confirmed substantial improvements in hand function and fist-clenching ability. Moreover, the process successfully mitigated social isolation. Consequently, this study proposes the Buddhist-Inspired Community Empowerment Model a novel framework that harmonizes physical, social, and spiritual dimensions to empower community-based elderly care.</p> 2026-06-17T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์