https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/issue/feed วารสารสันติสุขปริทรรศน์ 2026-04-15T19:33:03+07:00 พระครูชลธารพิทักษ์ jppsantisuk.journal@gmail.com Open Journal Systems <table style="height: 1394px;" width="668"> <tbody> <tr> <td width="620"><strong>วัตถุประสงค์และขอบเขตของวารสาร</strong></td> </tr> <tr> <td width="620"> วารสารสันติสุขปริทรรศน์ Journal of Peace Periscope (JPP) มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและเผยแพร่ผลงานวิชาการและงานวิจัยที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เพื่อเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็นเชิงวิชาการ แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับผลงานวิจัยให้แก่คณาจารย์ นักวิชาการ นิสิตนักศึกษา และผู้สนใจทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์สู่สาธารณชนและแวดวงวิชาการ ขอบเขตวารสารมุ่งเน้นเปิดรับบทความจากสาขาด้านศาสนาและปรัชญา ศึกษาศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ การพัฒนาท้องถิ่น การบริหารธุรกิจ และสหวิทยาการด้านมนุษย์และสังคมศาสตร์ โดยทุกบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างน้อย 2 ท่าน ทั้งนี้เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</td> </tr> <tr> <td> </td> </tr> <tr> <td><strong>ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร </strong></td> </tr> <tr> <td width="620"> 1) บทความวิจัย (Research Article) บทความวิจัยมีลักษณะเด่นตรงที่เป็นการนำเสนอปัญหาที่ผู้เขียนได้ศึกษาหรือประเด็นที่ต้องการคำตอบ มีการกำหนดกรอบแนวคิด การเก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งสรุปปัญหาอย่างชัดเจน อันเป็นการสร้างฐานความรู้ที่มีคุณค่าทางวิชาการ</td> </tr> <tr> <td width="620"> 2) บทความวิชาการ (Academic Article) เป็นบทความที่นำเสนอเชิงการวิเคราะห์ วิจารณ์หรือเสนอความรู้ทางวิชาการที่เกิดองค์ความรู้ใหม่</td> </tr> <tr> <td width="620"> 3) บทความปริทรรศน์ (Review Article) เป็นบทความในลักษณะการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และวิจารณ์เปรียบเทียบ ที่รวบรวมความรู้จากตำรา หนังสือ หรือจากผลงานประพันธ์และประสบการณ์ของผู้นิพนธ์มาเรียบเรียงขึ้นในมุมมองทางวิชาการ</td> </tr> <tr> <td width="620"> 4) บทความวิจารณ์หนังสือ (Book Review) เป็นบทความในลักษณะวิพากษ์วิจารณ์หนังสือเพื่อชี้ให้เห็นถึงคุณค่าเนื้อหาสาระจากหนังสือ โดยการวิพากษ์วิจารณ์หนังสือประกอบด้วยรายละเอียดชื่อผู้เขียน จำนวนหน้า ปีที่พิมพ์ ครั้งที่พิมพ์และสถานที่พิมพ์ให้ชัดเจน</td> </tr> <tr> <td> </td> </tr> <tr> <td><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร</strong></td> </tr> <tr> <td width="620"> วารสารเผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ คือ ฉบับที่ 1 ระหว่างเดือนมกราคม – มิถุนายน และฉบับที่ 2 ระหว่างเดือนกรกฎาคม – ธันวาคม</td> </tr> <tr> <td><a href="https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP">เผยแพร่ที่ : https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP </a></td> </tr> <tr> <td> </td> </tr> <tr> <td><strong>กระบวนการพิจารณาบทความจากผู้ทรงคุณวุฒิ</strong></td> </tr> <tr> <td width="620"> บทความจะต้องผ่านการพิจารณาจากกองบรรณาธิการและกระบวนการประเมินคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาและไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้นิพนธ์ โดยบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างน้อย 2 ท่าน ในลักษณะปกปิดรายชื่อ (Double blind peer-reviewed) </td> </tr> <tr> <td> </td> </tr> <tr> <td><strong>การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์</strong></td> </tr> <tr> <td width="620"> ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ในวารสารสันติสุขปริทรรศน์ บทความภาษาไทย บทความละ 7,500 บาท (เจ็ดพันห้าร้อยบาทถ้วน) บทความภาษาอังกฤษ บทความละ 8,500 บาท (แปดพันห้าร้อยบาทถ้วน)<img src="blob:https://so09.tci-thaijo.org/22005286-0320-4dea-a719-a31a33663a71" /></td> </tr> <tr> <td width="620"> โดยจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียม หลังจากบทความผ่านการกลั่นกรองเบื้องต้นจากกองบรรณาธิการ (ก่อนเข้าสู่กระบวนการประเมินคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิ) โดยการดำเนินการชำระและแจ้งการชำระเงิน ภายใน 15 วัน หลังจากได้รับแจ้ง *วารสารไม่คืนเงินค่าธรรมเนียมให้กับผู้นิพนธ์ทุกกรณี กองบรรณาธิการวารสารขอสงวนสิทธิ์ในการปฏิเสธการตีพิมพ์ และไม่คืนเงินค่าธรรมเนียมดังต่อไปนี้</td> </tr> <tr> <td> 1. บทความมีความซ้ำซ้อนมากกว่า 25% จากการตรวจสอบของ CopyCatch จากระบบ Thaijo</td> </tr> <tr> <td> 2. ผู้เขียนไม่ปฏิบัติตามรูปแบบของวารสาร</td> </tr> <tr> <td> 3. ผู้เขียนบทความต้องการถอดถอนหรือยกเลิกการตีพิมพ์</td> </tr> <tr> <td width="620"> 4. บทความไม่ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ หรือไม่แก้ไขบทความตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิและกองบรรณาธิการ ตามระยะเวลาที่กำหนด นับจากวันที่ได้รับแจ้งให้ปรับแก้ไข (1 เดือน หลังการแจ้งของบรรณาธิการ) </td> </tr> <tr> <td>โดยชำระเงินที่บัญชีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาดอยสะเก็ด</td> </tr> <tr> <td width="620"> <strong>หมายเลขบัญชี: 020224914281</strong></td> </tr> <tr> <td width="620"> <strong>ชื่อบัญชี: วารสารสันติสุขปริทรรศน์</strong></td> </tr> <tr> <td width="620">เมื่อชำระแล้วให้ส่งสลิปการโอนเงินและแจ้งชื่อ-สกุล มาที่ E-mail: jppsantisuk.journal@gmail.com</td> </tr> </tbody> </table> <p> </p> https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/6642 การพัฒนาเกษตรต้นแบบในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ภายใต้ศูนย์ค้นคว้าข้าวและพืชเศรษฐกิจ นครหลวงเวียงจันทร์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 2025-06-14T10:07:28+07:00 Charouvanh Bouathong koblap27@gmail.com ภาวีณี อารีศรีสม koblap27@gmail.com รัชนีวรรณ คำตัน koblap27@gmail.com กอบลาภ อารีศรีสม koblap27@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับการมีส่วนร่วมของเกษตรกรต้นแบบในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว 2) วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งเสริมการพัฒนาเกษตรกรต้นแบบ ภายใต้ศูนย์ค้นคว้าข้าวและพืชเศรษฐกิจ นครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และ 3) เสนอแนวทางการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยกลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ คือเกษตรกรต้นแบบที่มีประสบการณ์ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวไม่น้อยกว่า 2 ปี จำนวน 120 ราย เก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถาม และวิเคราะห์ด้วยสถิติ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการถดถอยเชิงพหุคูณ สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ ดำเนินการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ เกษตรกรต้นแบบ 10 ราย เจ้าหน้าที่ศูนย์ฯ 5 ราย และผู้เกี่ยวข้องอื่น ๆ อีก 5 ราย รวม 20 ราย โดยใช้วิธีเก็บข้อมูลแบบหลากหลาย เช่น การลงพื้นที่ การสังเกต และการสนทนากลุ่ม</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า เกษตรกรต้นแบบ มีระดับการมีส่วนร่วมในกระบวนการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวในทุกมิติอยู่ในระดับมากที่สุด โดยเฉพาะด้านการประเมินผลการผลิต และการวางแผนดูแลแปลงผลิต ซึ่งสะท้อนถึงความตระหนักและความรับผิดชอบของเกษตรกร ในการมีส่วนร่วมอย่างเข้มแข็ง นอกจากนี้ ปัจจัยที่เอื้อต่อการพัฒนาเกษตรกรต้นแบบ ทั้งด้านภายใน เช่น ความสามารถ ความรู้ และการจัดการของศูนย์ฯ และด้านภายนอก เช่น แปลงเรียนรู้และหลักสูตรการฝึกอบรม ล้วนมีบทบาทสนับสนุนอย่างเด่นชัด โดยมีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุดเช่นกัน ในส่วนของแนวทางการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานระบบชลประทาน การพัฒนาองค์ความรู้ด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ การบริหารจัดการกลุ่ม การพัฒนาตลาด และการส่งเสริมบทบาทเกษตรกรต้นแบบให้เป็นผู้นำทางการเรียนรู้ โดยเน้นการพัฒนาแบบบูรณาการและมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ทั้งรัฐ เอกชน และชุมชน เพื่อสร้างระบบการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพยั่งยืน</p> 2026-04-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/6806 วิธีวิทยาการยกระดับกลไกการแก้ไขปัญหาความยากจน โดยฐานท้องถิ่น กรณีศึกษาศูนย์ประสานงานการพัฒนาเชิงพื้นที่ในเงาอย่างยั่งยืนขององค์การบริหารส่วนตำบลแม่สวด อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน 2025-07-04T19:00:10+07:00 ปณิธี บุญสา paniti-bunsa@hotmail.com มุกดา สุวรรณศรี paniti-bunsa@hotmail.com ถนอมสิน พลลาภ paniti-bunsa@hotmail.com มนตรี พิมพ์ใจ paniti-bunsa@hotmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาวิธีวิทยาการยกระดับกลไกการแก้ไขปัญหาความยากจนโดยฐานท้องถิ่น และ 2) สังเคราะห์รูปแบบการพัฒนากลไกเชิงสถาบันในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาความยากจนเชิงพื้นที่ กรณีศึกษาศูนย์ประสานงานการพัฒนาเชิงพื้นที่ในเงาอย่างยั่งยืน ตำบลแม่สวด อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้แนวทางการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ประชากรและกลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่คัดเลือกแบบเจาะจง ได้แก่ คณะกรรมการศูนย์ประสานงาน จำนวน 12 คน สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล จำนวน 12 คน เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 4 คน และผู้แทนวิสาหกิจชุมชน จำนวน 4 คน รวมทั้งสิ้น 32 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่มย่อย การสังเกตแบบมีส่วนร่วม และการถอดบทเรียนด้วยกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR) การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ร่วมกับการสังเคราะห์เชิงตีความ </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า สถานการณ์ความยากจนในภาคเหนือจากประชากรประมาณ 12 ล้านคน โดยเฉพาะจังหวัดแม่ฮ่องสอน มีสัดส่วนคนจนสูงที่สุดถึงร้อยละ 25.26 โดยมีปัจจัยที่ส่งผลต่อความยากจน ภายใต้ข้อจำกัดเชิงพื้นที่เช่น พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ ภูมิประเทศเป็นภูเขา มีการซ้อนทับระหว่างพื้นที่อนุรักษ์และที่ดินทำกินภายใต้กฎหมายการใช้ประโยชน์ที่ดิน การเข้าถึงบริการของรัฐและเป็นพื้นที่ชายแดน ชี้ให้เห็นถึงแบบแผนการใช้ชีวิตถูกกดทับภายใต้นิยามความยากจนทั้งที่มีต้นทุนภูมิปัญญา วัฒนธรรมที่หลากหลายของบริบทกลุ่มชาติพันธุ์ โดยเฉพาะความเข้าใจต่อบริบทเชิงกายภาพการตั้งที่อยู่อาศัย ลักษณะหย่อมบ้านหรือบ้านบริวารนอกเขตปกครองของรัฐไทย การลดข้อจำกัดต้องอาศัยกลไกท้องถิ่น ฉะนั้น การบริหารการวิจัยเป็นการเสริมพลัง ให้กับกลไกระดับพื้นที่ และปฏิบัติการวิจัย การสะท้อนกลับ การจัดการข้อมูลและการใช้ประโยชน์ข้อมูลในการออกแบบกระบวนการ การทบทวนหลังการดำเนินกระบวนการ (AAR) เป็นวิธีวิทยาในการพัฒนากลไกเชิงพื้นที่ ร่วมทั้งภาคีร่วมพัฒนา ใช้ความรู้และบทเรียนที่ได้ ผลักดันนโยบายและกฎหมายการกระจายอำนาจ ในการจัดทำข้อบัญญัติ ใช้ข้อมูลในการจัดทำแผน จัดตั้งกลไกการบริหารและยกระดับเป็นศูนย์ประสานงานการพัฒนาเชิงพื้นที่ในเงาอย่างยั่งยืนทำหน้าที่แก้ไขปัญหาความยากจน ทั้งการพัฒนาระบบข้อมูล ระบบสารสนเทศหรือ GIS ผนวกกับข้อมูลศักยภาพของทุน 5 ด้านในระบบการดำรงชีพที่ยั่งยืน และ การกำหนดกลยุทธในการเปิดพื้นที่กลาง การเชื่อมโยงภาคีร่วมพัฒนาเข้ามาเป็นกลไกร่วมในการออกแบบกลไกการแก้ไขปัญหาโดยฐานท้องถิ่น</p> 2026-04-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7606 มีมลาว: กลวิธีการใช้ภาษายุคใหม่และภาพสะท้อนบนสื่อออนไลน์ 2025-10-17T12:57:00+07:00 สุลิยา บุบผาปันยา souliya.b@msu.ac.th เฉลิมศักดิ์ บุตรพวง souliya.b@msu.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแบบพรรณนาและเชิงภาษาศาสตร์สังคม มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาลักษณะคำยืมจากภาษาอังกฤษที่ถูกนำมาทับศัพท์เป็นภาษาลาว 2) ศึกษาการยืมคำศัพท์แสลงของวัยรุ่นไทยที่ปรากฏในภาษาลาว และ 3) วิเคราะห์กลวิธีทางภาษาและการใช้ภาพประกอบในมีมลาวที่สะท้อนและถ่ายทอดกระแสสังคมบนสื่อออนไลน์ โดยเก็บข้อมูลจากมีมที่เผยแพร่ในกลุ่มเฟซบุ๊ก “PLAYMEME_LAOS” ระหว่างปี พ.ศ. 2565–2567 ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลตามแนวทางการวิเคราะห์เนื้อหาและการตีความเชิงสังคม-ภาษา</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) มีมลาวได้รับอิทธิพลจากภาษายุคใหม่ผ่านคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษจำนวนมากซึ่งถูกปรับให้เข้ากับระบบเสียงลาว 2) มีการนำคำแสลงของวัยรุ่นไทยมาใช้ในบริบทภาษาลาวอย่างแพร่หลายจนเกิดการสร้างคำใหม่ผสมผสานระหว่างสองวัฒนธรรมภาษา และ 3) มีมลาวสะท้อนประเด็นเกี่ยวกับความรัก เพศ กระแสสังคมร่วมสมัย การเมือง การเสียดสี และอารมณ์ขัน ผ่านการผสาน “ภาษา–ภาพ” ที่ทำให้ผู้รับสารเข้าใจได้รวดเร็วและตรงประเด็น งานวิจัยนี้จึงชี้ให้เห็นปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงของภาษาลาวยุคใหม่ที่เกิดจากอิทธิพลข้ามวัฒนธรรมและการใช้สื่อดิจิทัล ซึ่งเป็นองค์ความรู้ใหม่ด้านภาษาศาสตร์สังคมร่วมสมัยของลาว</p> 2026-04-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7607 การพัฒนารูปแบบภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมสมรรถนะดิจิทัลของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตรัง กระบี่ 2025-10-16T16:28:43+07:00 จันทร์เพ็ญ ภารา krulookpatpara2528@gmail.com พณกฤษ บุญพบ krulookpatpara2528@gmail.com นพรัตน์ ชัยเรือง krulookpatpara2528@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) ศึกษาความต้องการภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมสมรรถนะดิจิทัลของครู 2) พัฒนารูปแบบภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน เพื่อใช้เป็นแนวทางในการยกระดับสมรรถนะดิจิทัลของครู 3) ตรวจสอบความเหมาะสมและประโยชน์ใช้สอยของรูปแบบที่พัฒนาขึ้น การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยและพัฒนา ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ประชากรคือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาญจนบุรี กลุ่มตัวอย่างได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น ประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษา 50 คน และครู 200 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ (1) แบบสอบถามความต้องการภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนและสมรรถนะดิจิทัลของครู มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.94 และ (2) แบบสัมภาษณ์เชิงลึกและแบบตรวจสอบความเหมาะสมของรูปแบบโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความจำเป็น (PNI Modified) ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา และการสังเคราะห์เชิงอธิบาย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนของผู้บริหารและความต้องการสมรรถนะดิจิทัลของครูโดยรวมอยู่ในระดับสูงมาก โดยด้านที่มีความต้องการสูงสุดคือ การสร้างวิสัยทัศน์ และ การปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลตามลำดับ 2) รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ องค์ประกอบภาวะผู้นำและสมรรถนะดิจิทัล วิธีการดำเนินการและเงื่อนไขความสำเร็จ ผลการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่ารูปแบบมีความถูกต้องและเหมาะสม 3) การตรวจสอบโดยการสนทนากลุ่มพบว่า รูปแบบมีความเป็นไปได้และมีประโยชน์ สามารถนำไปใช้พัฒนาภาวะผู้นำและเสริมสร้างสมรรถนะดิจิทัลของครูได้จริง</p> 2026-04-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/8000 การเมืองในการกำหนดพุทธศิลป์ประจำจังหวัดมหาสารคาม: รูปแบบและลักษณะทางการเมืองในการกำหนดพุทธศิลป์ประจำจังหวัดมหาสารคาม 2025-12-22T14:39:49+07:00 พระเจตพล อินฺทปญฺโญ (สีลา) 65011390001@msu.ac.th วนิดา ศิริวัฒนธาดากุล 65011390001@msu.ac.th <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับรูปแบบและลักษณะทางการเมืองในการกำหนดพุทธศิลป์ประจำจังหวัดมหาสารคาม เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้เทคนิคการเก็บข้อมูลแบบ Oral History “ประวัติศาสตร์ปากเปล่า” เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสัมภาษณ์เชิงลึก กับกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 13 รูป/คน จากนั้นจึงนำข้อมูลที่ได้มาทำการวิเคราะห์เนื้อหาด้วยวิธีการพรรณนาเชิงวิเคราะห์ เพื่อให้เห็นภาพความเชื่อมโยงระหว่างพุทธศิลป์กับบริบททางสังคม</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า พุทธศิลป์ประจำจังหวัดมหาสารคาม ไม่ใช่งานศิลปะที่เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นผลผลิตจากการประสานกันระหว่างมิติทางศาสนา วัฒนธรรม และการเมือง ภายใต้บริบทของพหุสังคมที่ได้รับอิทธิพลจากหลากหลายแหล่งวัฒนธรรมมาบรรจบกัน นอกจากนี้ยังพบว่าตัวแสดงทางการเมืองในระดับต่าง ๆ ตั้งแต่ภาครัฐ สถาบันหลักของชาติ สถาบันการศึกษา ไปจนถึงผู้นำชุมชนและช่างท้องถิ่น ต่างมีบทบาทสำคัญในการร่วมกำหนดรูปแบบพุทธศิลป์ การศึกษานี้ชี้ให้เห็นชี้ให้เห็นว่า พุทธศิลป์คือ ภาพสะท้อนของความสัมพันธ์ทางอำนาจและการหลอมรวมทางสังคมในพื้นที่อย่างมีนัยสำคัญ</p> 2026-04-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/6888 แนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศเพื่อการอนุรักษ์ของตำบลสันทราย อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ 2025-09-20T20:01:15+07:00 อาณุภาพ โฆษิวณิชกุล mju6501735021@mju.ac.th รัชนีวรรณ คำตัน mju6501735021@mju.ac.th กอบลาภ อารีศรีสม mju6501735021@mju.ac.th ภาวิณี อารีศรีสม mju6501735021@mju.ac.th <p>บทความวิจัยนี้ มุ่งศึกษาระดับศักยภาพและปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศเพื่อการอนุรักษ์ในตำบลสันทราย อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ รวมถึงการเสนอแนวทางพัฒนาที่ตอบโจทย์ความยั่งยืนของชุมชนในพื้นที่วิจัย โดยใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน เพื่อให้ได้มุมมองที่ครบถ้วนทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยสมาชิกในชุมชนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ จำนวน 340 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ และวิเคราะห์ด้วยสถิติเบื้องต้น ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน พร้อมกันนี้ยังได้ดำเนินการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 8 คน ประกอบด้วยผู้นำชุมชน หน่วยงานท้องถิ่น ผู้ประกอบการ และผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่ เพื่อเจาะลึกประเด็นเชิงคุณภาพด้วยวิธีการตีความเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) ชุมชนมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวอยู่ในระดับมาก ทั้งด้านทัศนคติ ความรู้ ความพึงพอใจ การมีส่วนร่วม การบริหารจัดการ และทรัพยากรการท่องเที่ยว โดยเฉพาะด้านทรัพยากรและการบริหารจัดการที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด แสดงถึงความพร้อมของชุมชนในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศอย่างยั่งยืน 2) การวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างยังพบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลรวมสูงสุดต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศได้แก่ ศักยภาพของสมาชิกในชุมชน รองลงมาคือการบริหารจัดการ การใช้ทรัพยากร และการมีส่วนร่วมของชุมชน 3) เสนอแนวทางการพัฒนาที่เน้นการวางแผนอย่างเป็นระบบบนฐานข้อมูลทรัพยากร การส่งเสริมบทบาทของชุมชนในการบริหารจัดการ การออกแบบกิจกรรมที่หลากหลายและสอดคล้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่น การสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การพัฒนาศักยภาพมนุษย์ การบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือแบบพหุภาคี การสื่อสารที่รับผิดชอบ การจัดสรรผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม และการใช้ทรัพยากรบนหลักการอนุรักษ์ องค์ความรู้จากงานวิจัยนี้สามารถใช้เป็นกรอบแนวทางในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศระดับชุมชนที่ยั่งยืนและสมดุลในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง</p> 2026-04-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/6927 การบริหารจัดการขยะมูลฝอยแบบมีส่วนร่วมของเทศบาลตำบลเมืองงาย อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ 2025-07-31T13:57:17+07:00 ปรีชานนท์ แสงเขื่อน preechanonsangkhuean@gmail.com ธรรมพร ตันตรา preechanonsangkhuean@gmail.com สุริยะจรัส เตชะตันมีนสกุล preechanonsangkhuean@gmail.com วินิจ ผาเจริญ preechanonsangkhuean@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สภาพการบริหารจัดการขยะมูลฝอยและระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในเขตเทศบาลตำบลเมืองงาย อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ และ 2) เสนอแนวทางที่เหมาะสมในการบริหารจัดการขยะมูลฝอยแบบมีส่วนร่วม รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ประชากรและกลุ่มตัวอย่างคือ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการขยะมูลฝอยจำนวน 66 คน ประกอบด้วยคณะผู้บริหารเทศบาล สมาชิกสภาเทศบาล ข้าราชการ เจ้าหน้าที่และลูกจ้าง ผู้นำชุมชน ผู้แทนหน่วยงานรัฐ ผู้แทนผู้ประกอบการ และประชาชนในพื้นที่ เครื่องมือที่ใช้คือแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและการสนทนากลุ่มย่อย โดยดำเนินการเก็บข้อมูลทั้งข้อมูลทุติยภูมิจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง และข้อมูลปฐมภูมิจากการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่ม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา โดยสังเคราะห์ข้อมูลตามประเด็นวิจัย</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า เทศบาลตำบลเมืองงาย มีงบประมาณ บุคลากร และเครื่องมือเพียงพอ ทำให้สามารถเก็บขยะได้อย่างต่อเนื่องและไม่เกิดปัญหาขยะตกค้างรุนแรง อย่างไรก็ตาม ระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนยังจำกัดอยู่ที่การปฏิบัติตามข้อกำหนด เช่น การซื้อถุงขยะหรือเข้าร่วมกิจกรรมรณรงค์ มากกว่าการมีส่วนร่วมเชิงคิด วางแผน และร่วมตัดสินใจ แนวทางที่เหมาะสมจึงควรเน้นการบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน การสร้างชุมชนต้นแบบด้านสิ่งแวดล้อม การจัดทำแผนยุทธศาสตร์ขยะเฉพาะพื้นที่ และการผลักดันเชิงนโยบายให้ปัญหาขยะเป็นวาระแห่งชาติ ข้อเสนอแนะจากการวิจัย ได้แก่ (1) เชิงนโยบาย: รัฐบาลควรจัดสรรงบประมาณและสนับสนุนกฎหมายเพื่อเสริมศักยภาพท้องถิ่น (2) เชิงปฏิบัติการ: เทศบาลควรสร้างกลไกการมีส่วนร่วมที่ต่อเนื่องและพัฒนาชุมชนต้นแบบ และ (3) การศึกษาครั้งต่อไป: ควรมุ่งศึกษาระดับจังหวัดและเปรียบเทียบรูปแบบต่างประเทศ องค์ความรู้สำคัญที่ได้คือ การจัดการขยะที่ยั่งยืนต้องอาศัยทั้งกลไกเชิงโครงสร้างและวัฒนธรรมการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างสิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิต และการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน</p> 2026-04-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7150 กระบวนการแก้ไขปัญหาการกลั่นแกล้งแนวพุทธของนักเรียนชั้นประถมศึกษาในโรงเรียนวัดไร่ขิง (สุนทรอุทิศ) 2025-09-03T16:10:57+07:00 อัจฉราพร ฉากครบุรี plouknat927@gmail.com พระเจริญพงษ์ ธมฺมทีโป plouknat927@gmail.com พระมหาศุภวัฒน์ ฐานวุฑฺโฒ plouknat927@gmail.com <p>งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ปัญหาการกลั่นแกล้งของนักเรียนชั้นประถมศึกษาในโรงเรียนวัดไร่ขิง (สุนทรอุทิศ) 2) เพื่อพัฒนากระบวนการแก้ไขปัญหาการกลั่นแกล้งของนักเรียนชั้นประถมศึกษาในโรงเรียนวัดไร่ขิง (สุนทรอุทิศ) 3) เพื่อถ่ายทอดกระบวนการแก้ไขปัญหาการกลั่นแกล้งของนักเรียนชั้นประถมศึกษาในโรงเรียนวัดไร่ขิง (สุนทรอุทิศ) ใช้การวิจัยเชิงคุณภาพแบบปฏิบัติมีส่วนร่วม (PAR) กลุ่มผู้ให้ข้อมูลได้แก่ ครูและผู้ปกครอง 20 คน เด็กนักเรียนประถมศึกษาเข้าร่วมกิจกรรม 30 คน ใช้แบบสัมภาษณ์และชุดกิจกรรมเป็นเครื่องมือในการวิจัย การเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลจากการสัมภาษณ์และการสังเกตพฤติกรรม นำเสนอผลด้วยการเล่าเรื่อง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัญหาการกลั่นแกล้งในโรงเรียนวัดไร่ขิง (สุนทรอุทิศ) ที่พบมีทั้งการกลั่นแกล้งทางร่างกาย ได้แก่ การผลัก ตี ดึงผม การทำลายทรัพย์สิน การกลั่นแกล้งทางวาจา ได้แก่ การล้อเลียน ใส่ร้าย ข่มขู่ และการกลั่นแกล้งทางสังคม ได้แก่ การกีดกันเพื่อนไม่ให้เข้ากลุ่ม ซึ่งพบมากในช่วงพักกลางวันและก่อนกลับบ้าน 2) กระบวนการแก้ไขปัญหาที่พัฒนาขึ้นเน้นการปลูกฝังหลักพรหมวิหาร 4 ผ่านกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ การระดมความคิด การแสดงบทบาทสมมติ และการฝึกสติ 3) การถ่ายทอดกระบวนการจัดทำในรูปแบบคู่มือและจัดฝึกอบรมสำหรับครูและนักเรียน ซึ่งได้รับการตอบรับเชิงบวก สามารถนำไปใช้ในห้องเรียนและกิจกรรมในโรงเรียนได้จริง องค์ความรู้เป็น CARE Model (Compassion, Appreciation, Respect, Equanimity) ผ่านกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ การระดมความคิด การแสดงบทบาทสมมติ และการฝึกสติ ทำให้นักเรียนลดพฤติกรรมรุนแรงทั้งทางร่างกายและวาจา เรียนรู้ที่จะเห็นอกเห็นใจ เคารพ และยอมรับความแตกต่าง<br />ของเพื่อน</p> 2026-04-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7461 กลยุทธ์การส่งเสริมการออกกำลังกายแบบไทยฤาษีดัดตน เพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย 2025-10-06T11:55:05+07:00 มยุรี วรรณไกรโรจน์ mayureewanpong@gmail.com โกมินทร์ วังอ่อน mayureewanpong@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ผลของการใช้รูปแบบการออกกำลังกายแบบไทยฤาษีดัดตน ที่เหมาะสมในการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ และเพื่อสร้างกลยุทธ์การส่งเสริมการออกกำลังกายดังกล่าว วิธีดำเนินการวิจัยเป็นแบบผสานวิธี โดยใช้กลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย จำนวน 34 คน ที่สมัครใจเข้าร่วม เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย การวิจัยกึ่งทดลอง แบบประเมินคุณภาพชีวิต 4 ด้าน (ร่างกาย จิตใจ สัมพันธภาพทางสังคม และสิ่งแวดล้อม) และแบบสัมภาษณ์กลุ่ม โดยการทดลองออกกำลังกายด้วยท่าฤาษีดัดตน 9 ท่า ใช้ระยะเวลา 3 เดือน และการประชุมกลุ่มย่อยกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จำนวน 17 คน การวิเคราะห์ข้อมูลด้านปริมาณ ใช้สถิติเชิงพรรณนาด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน พร้อมสถิติเชิงอนุมานด้วยการทดสอบ Paired-Samples t-test ส่วนด้านคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การออกกำลังกายแบบไทยฤาษีดัดตน 9 ท่า มีความเหมาะสมในการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ คุณภาพชีวิตโดยรวมของผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกด้าน ซึ่งด้านสัมพันธภาพทางสังคมมีการพัฒนามากที่สุด รองลงมาคือ ด้านจิตใจ สิ่งแวดล้อม และด้านร่างกาย กลยุทธ์การส่งเสริมการออกกำลังกายแบบไทยฤาษีดัดตนเพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ คือ 1) กลยุทธ์เสริมแกร่งภายใน ขยายโอกาสสู่ภายนอก 2) กลยุทธ์ต่อยอดภูมิปัญญา สร้างคุณค่าสู่สากล 3) กลยุทธ์พิทักษ์ภูมิปัญญา ยืนหยัดฝ่าอุปสรรค และ 4) กลยุทธ์ปรับฐานองค์กร ป้องกันภัยรอบด้าน โดยได้มีการกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมาย และค่านิยมร่วมไว้เพื่อขับเคลื่อนกลยุทธ์ ซึ่งเป็นแนวคิดองค์รวมแบบวนซ้ำ เพื่อพัฒนาสุขภาวะเริ่มจากด้านร่างกาย ก้าวสู่จิตใจ ขยายผลไปสู่สังคม และเชื่อมโยงกลับสู่สิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุในชุมชนอื่น โรงเรียนผู้สูงอายุ และศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ</p> 2026-04-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7622 อุดมการณ์ความเป็นชายผ่านแบบเรียนประเทศเมียนมา รายวิชาภาษาเมียนมา ระดับชั้นมัธยมศึกษา 2025-10-21T19:10:34+07:00 ธนชาติ เกิดเกรียงไกร thanachat.k@msu.ac.th เฉลิมศักดิ์ บุตรพวง thanachat.k@msu.ac.th <p>การเปลี่ยนแปลงทางสังคม วัฒนธรรม และโครงสร้างอำนาจในประเทศเมียนมาหลังยุคปฏิรูป ได้ส่งผลให้บทบาทและภาพแทนอุดมการณ์ความเป็นชายเกิดการปรับตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในสื่อการเรียนรู้ระดับโรงเรียนซึ่งทำหน้าที่ถ่ายทอดค่านิยมของรัฐและวัฒนธรรมสู่เยาวชน การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์อุดมการณ์ความเป็นชายที่ปรากฏในแบบเรียนรายวิชาภาษาเมียนมา ระดับมัธยมศึกษา โดยใช้ระเบียบวิจัยเชิงคุณภาพเชิงพรรณนา ผ่านการวิเคราะห์เนื้อหา และการตีความเชิงวาทกรรมเชิงวิพากษ์ จากแบบเรียนฉบับล่าสุดของกระทรวงศึกษาธิการเมียนมา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า แบบเรียนถ่ายทอดอุดมการณ์ความเป็นชายหลัก 3 ประการ ได้แก่ 1) อุดมการณ์ความเป็นชายในช่วงวัยเด็กและเยาวชน เน้นบทบาทเชื่อฟัง ตั้งใจเรียน และปฏิบัติตามหน้าที่ของลูกผู้ชาย 2) อุดมการณ์ความเป็นชายช่วงวัยผู้ใหญ่ เน้นบทบาทผู้นำ ครอบครัว การเสียสละ ความกล้าหาญ และการรับผิดชอบต่อสังคม และ 3) อุดมการณ์ความเป็นชายช่วงวัยชรา เน้นบทบาทผู้มีปัญญา เป็นที่เคารพ และทำหน้าที่สืบทอดคุณธรรม ความดีงามแก่คนรุ่นหลัง องค์ความรู้ใหม่จากงานวิจัยชี้ให้เห็นว่า แบบเรียนเมียนมามีบทบาทสำคัญในการสร้างและผลิตซ้ำอุดมการณ์ความเป็นชายแบบดั้งเดิม แม้อยู่ในช่วงบริบทสังคมที่กำลังเปลี่ยนผ่าน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของรัฐในการคงไว้ซึ่งค่านิยมชายเป็นใหญ่ และการกำหนดบทบาทชายตามลำดับช่วงวัยอย่างเป็นระบบ อันเป็นประเด็นสำคัญต่อการทำความเข้าใจพลวัตอัตลักษณ์ความเป็นชายร่วมสมัยในสังคมเมียนมา</p> 2026-04-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7171 การพัฒนาธุรกิจท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแบบสร้างสรรค์ประเพณีบุญบั้งไฟ จังหวัดยโสธร 2025-08-15T16:00:54+07:00 สนุก สิงห์มาตร singmart2512@gmail.com พิกุล มีมานะ singmart2512@gmail.com <p>บทความนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนา ประเมิน และส่งเสริมแนวทางการพัฒนาธุรกิจท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแบบสร้างสรรค์ประเพณีบุญบั้งไฟจังหวัดยโสธร โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี พัฒนาแนวทางโดยกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมีทั้งแบบสัมภาษณ์ ประเมินแนวทางโดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 21 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบประเมิน ส่วนการส่งเสริมเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชุมชนโดยกล่มผู้เข้าร่วมอบรม จำนวน 30 คน (คัดเลือกแบบเจาจง)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) แนวทางการพัฒนาประเพณีบุญบั้งไฟ สามารถจัดแบ่งออกเป็น 4 มิติหลัก ได้แก่ มิติจารีตความเชื่อ มิติการแข่งขันเชิงศิลปวัฒนธรรม มิติการอนุรักษ์ และมิติเศรษฐกิจ 2) ผลการประเมินแนวทางโดยผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นว่าแนวทางดังกล่าวมีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=4.56) โดยเฉพาะด้านความถูกต้อง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=4.65) 3) ผลการการถ่ายทอดองค์ความรู้แก่ชุมชนได้รับการตอบรับที่ดี กลุ่มเป้าหมายมีความเข้าใจแนวทางพัฒนาในระดับมากที่สุดเช่นกัน พบข้อเสนอแนะคือ ควรผลักดันการประยุกต์ใช้แนวทางการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรมผ่านการมีส่วนร่วมของชุมชน หน่วยงานภาครัฐ และภาคธุรกิจ เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์วัฒนธรรมกับการสร้างมูลค่าเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระดับท้องถิ่น</p> 2026-04-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7210 รูปแบบการสร้างความยั่งยืนของชุมชนคุณธรรมจริยธรรมต้นแบบในชุมชนเขาสามสิบหาบ จังหวัดกาญจนบุรี 2025-09-03T16:07:21+07:00 พระครูปลัดเฉลิม โชติกโร plouknat927@gmail.com พระเจริญพงษ์ ธมฺมทีโป plouknat927@gmail.com พระมหาศุภวัฒน์ ฐานวุฑฺโฒ plouknat927@gmail.com <p>งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สังเคราะห์รูปแบบการสร้างความยั่งยืนของชุมชนคุณธรรม 2) พัฒนารูปแบบที่เหมาะสมกับบริบทของชุมชน และ 3) ขับเคลื่อนกระบวนการสร้างความยั่งยืนในพื้นที่จริง เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแบบมีส่วนร่วม กลุ่มตัวอย่างคือผู้นำชุมชน พระสงฆ์ ครู เยาวชน กลุ่มสตรี และหน่วยงานท้องถิ่น รวม 45 คน เลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม การสังเกตแบบมีส่วนร่วม และแบบสอบถามติดตาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและตรวจสอบแบบสามเส้า</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) รูปแบบการสร้างความยั่งยืนประกอบด้วย 4 มิติ คือ คุณธรรม จิตวิญญาณ สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม (2) ผลการพัฒนารูปแบบนำไปสู่กิจกรรมต้นแบบ 5 ประเภท ได้แก่ ปลูกข้าวเลี้ยงธรรม โรงทานขนมหน่อไม้ ล้อมวงธรรมะข้ามรุ่น เล่าเรื่องธรรมะจากชีวิต และสอนสานตะกร้า ซึ่งสอดคล้องกับหลักธรรมพุทธศาสนาและวิถีชุมชน (3) การขับเคลื่อนด้วยวงจร 6 ขั้นตอน ทำให้ชุมชนมีส่วนร่วมสูง เกิดคณะทำงานและแกนนำเยาวชน กิจกรรมถูกบรรจุในปฏิทินประจำปีและมีทุนสนับสนุนต่อเนื่อง องค์ความรู้ใหม่คือ SĀM Model (Sustainable Ācāra Model) ซึ่งประกอบด้วย S – Setting in Real Life กิจกรรมคุณธรรมเกิดในสถานที่จริงที่คุ้นเคย ทำให้การเรียนรู้เป็นธรรมชาติ Ā – Ānāpana-based Design การออกแบบกิจกรรมบนฐานสติ ทำให้ผู้เข้าร่วมเกิดการตระหนักรู้และซึมซับคุณธรรมขณะปฏิบัติ และ M – Mutual Empowerment การเปิดพื้นที่ให้คนต่างวัยเสริมพลังและแลกเปลี่ยนคุณธรรมร่วมกัน โมเดลนี้เป็นต้นแบบการประพฤติคุณธรรมอย่างยั่งยืน ที่สามารถขยายผลไปสู่ชุมชนอื่นได้</p> 2026-04-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7221 รูปแบบการพัฒนาสมาธิเพื่อลดปัญหาเด็กติดเกมของนักเรียนในโรงเรียนวัดหลักสี่พิพัฒน์ราษฎร์อุปถัมถ์ จังหวัดสมุทรสาคร 2025-09-03T14:44:29+07:00 พระศุภชัย สุทฺธิรตโน (โตแก้ว) s.suddhiratano.tokaew@gmail.com พระเจริญพงษ์ ธมฺมทีโป s.suddhiratano.tokaew@gmail.com พระมหาศุภวัฒน์ ฐานวุฑฺโฒ s.suddhiratano.tokaew@gmail.com <p>งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัญหาและผลกระทบของการติดเกมในนักเรียนโรงเรียนวัดหลักสี่พิพัฒน์ราษฎร์อุปถัมถ์ จังหวัดสมุทรสาคร 2) พัฒนากิจกรรมการเสริมสร้างสมาธิเพื่อลดปัญหาการติดเกมของนักเรียน และ 3) นำเสนอรูปแบบกิจกรรมการพัฒนาสมาธิที่เหมาะสมสำหรับการแก้ไขปัญหาการติดเกมในนักเรียน เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแบบปฏิบัติการ กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นที่มีพฤติกรรมเสี่ยงการติดเกม จำนวน 30 คน คัดเลือกแบบเจาะจง และได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย การสังเกตพฤติกรรม การสัมภาษณ์เชิงลึก และแบบสะท้อนผลการเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงคุณภาพ เพื่อสังเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมและทัศนคติ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่มีปัญหาการติดเกม มักมีความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ขาดความอบอุ่น ขาดการสื่อสารทางอารมณ์ และใช้เกมเป็นกลไกทดแทนความต้องการทางจิตใจ กิจกรรมที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 4 กิจกรรมหลัก ได้แก่ 1) “ฉันกับเกม เรื่องเล่าของเรา” 2) “ในโลกของเกม ฉันเรียนรู้อะไร” 3) “เวลาของฉัน กับสิ่งที่ฉันเลือกทำ” และ 4) “เมื่อฉันเลือกได้ สิ่งที่อยากทำให้ดีขึ้น” ซึ่งมุ่งเน้นการรู้จักตนเอง การสะท้อนคิด และการกำหนดเป้าหมายชีวิต ทำให้นักเรียนมีพัฒนาการด้านการตระหนักรู้ในตนเอง การจัดการเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ และความสามารถในการกำหนดเป้าหมายอย่างชัดเจน พฤติกรรมการเล่นเกมลดลงและอยู่ในระดับเหมาะสมมากขึ้น องค์ความรู้ใหม่ที่ได้จากการวิจัย คือ รูปแบบกิจกรรมการพัฒนาสมาธิ “GAME Model” ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ Grounded Awareness (การตระหนักรู้พื้นฐาน) Active Reflection (การสะท้อนคิดเชิงรุก) Mindful Time Management (การจัดการเวลาอย่างมีสติ) และ Empowered Goal Setting (การกำหนดเป้าหมายเชิงเสริมพลัง) </p> 2026-04-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7224 รูปแบบการส่งเสริมการปลุกเร้าสัมมาทิฎฐิ เพื่อพัฒนาทักษะการใช้ชีวิตของเยาวชนในสังคมยุคติจิทัล อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี 2025-09-03T14:57:22+07:00 พระครูกิตติกาญจนคุณ phrakhrukittikhanchanakun.k@gmail.com พระเจริญพงษ์ ธมฺมทีโป phrakhrukittikhanchanakun.k@gmail.com พระมหาศุภวัฒน์ ฐานวุฑฺโฒ phrakhrukittikhanchanakun.k@gmail.com <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) วิเคราะห์รูปแบบและวิธีการปลุกเร้าสัมมาทิฏฐิของเยาวชนในสังคมยุคดิจิทัล 2) พัฒนารูปแบบกิจกรรมการปลุกเร้าสัมมาทิฏฐิเพื่อพัฒนาทักษะการใช้ชีวิต และ 3) นำเสนอรูปแบบกิจกรรมที่ผ่านการทดลองใช้ในอำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบปฏิบัติการ (PAR) ตามวงจรแผน–ปฏิบัติ–สังเกต–สะท้อน ผู้ให้ข้อมูลคือเยาวชน ครู พระวิทยากร และผู้นำชุมชน รวม 40 คน เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ การสนทนากลุ่ม การสังเกต และเวิร์กช็อป วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและการวิเคราะห์เชิงปฏิบัติการ พร้อมตรวจสอบความน่าเชื่อถือด้วย Triangulation และ Member Check</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) รูปแบบการปลุกเร้าสัมมาทิฏฐิที่ใช้ในปัจจุบันยังจำกัด เน้นการบรรยายและเทศน์ฟังธรรม ทำให้เยาวชนรู้สึกว่าธรรมะเป็นเรื่องไกลตัวและไม่เชื่อมโยงชีวิตจริง (2) พัฒนากิจกรรมต้นแบบ 3 ประเภท ได้แก่ 1) กิจกรรม “พิสูจน์ความคิดด้วยการลงมือทำจริง” เปิดโอกาสให้เยาวชนเลือกทำความดีและสะท้อนผลที่เกิดขึ้น 2) กิจกรรม Circle Sharing เปิดวงสนทนาแบบปลอดภัยให้เยาวชนถอดความรู้สึกและประสบการณ์ตรง และ 3) กิจกรรม “สื่อสร้างสรรค์ธรรมะ” ให้เยาวชนผลิตสื่อสะท้อนผลของกรรมจากประสบการณ์จริง (3) นำเสนอรูปแบบกิจกรรม 3 กระบวนการหลัก คือ เปิดพื้นที่ปลอดภัย ลงมือทำจริง และเชื่อมโยงหลักธรรมองค์ความรู้ใหม่ที่สำคัญคือโมเดล ME TOO: ฉันก็เคยรู้สึกแบบนี้ ซึ่งสกัดจากกระบวนการเรียนรู้ ธรรมะของฉัน ชีวิตของเรา ประกอบด้วย 5 หลักคิด: M–Mindfulness (มีสติ), E–Empathy (มีเมตตา), T–Truthfulness (ซื่อสัตย์ต่อความจริง), O–Openness (เปิดใจเรียนรู้), O–Originality (กล้าทำดีด้วยตนเอง)</p> 2026-04-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7239 บูรณาการหลักพุทธธรรมในการปฏิบัติตนเพื่อป้องกันโรคระบาด 2025-09-30T18:17:33+07:00 ถาวร วรบุตร thaworn.wor@mbu.ac.th <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) แนวคิดทฤษฎีการป้องกันโรคระบาด 2) หลักพุทธธรรมในการปฏิบัติตนเพื่อป้องกันโรคระบาด 3) บูรณาการหลักพุทธธรรมในการปฏิบัติตน เพื่อป้องกันโรคระบาด และ 4) นำเสนอองค์ความรู้ใหม่เกี่ยวกับหลักพุทธธรรมในการปฏิบัติตน เพื่อป้องกันโรค โดยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เอกสารและงานวิชาการที่เกี่ยวข้อง ควบคู่ไปกับการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 15 รูป/ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านพุทธศาสนา สาธารณสุข และสังคมสงเคราะห์ จากนั้นจึงนำข้อมูลมาวิเคราะห์เนื้อหา และนำเสนอผลการวิจัย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า หลักพุทธธรรมสำคัญที่มีบทบาทโดยตรงในการป้องกันโรคระบาด ได้แก่ หลักอินทรียสังวร ซึ่งช่วยให้บุคคลสามารถควบคุมการรับรู้ของอายตนะทั้งหก ทำให้จิตนิ่ง ไม่หลงไปกับความกลัวและความวิตกกังวลที่เกิดจากข่าวสารในสถานการณ์โรคระบาด หลักอายุสสธรรม ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายและจิตใจให้แข็งแรงผ่านการดำรงชีวิตอย่างมีสมดุล และ หลักปาริสุทธิศีล 4 ซึ่งเป็นกรอบวินัยที่ช่วยยกระดับพฤติกรรมสุขภาพของบุคคลในระยะยาว ทั้งยังสร้างจิตสำนึกต่อส่วนรวมและความรับผิดชอบต่อสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากการบูรณาการแนวทางการรับมือกับโรคระบาดในมิติสาธารณสุขและสังคมสงเคราะห์เข้ากับหลักพุทธธรรมที่ศึกษา งานวิจัยนี้จึงได้นำเสนอองค์ความรู้ใหม่คือ “BEMD: Holistic Health Model” ซึ่งเป็นโมเดลการเสริมสร้างสุขภาพแบบองค์รวมตามหลักพุทธธรรมเพื่อป้องกันโรคระบาด โดยโมเดลนี้บูรณาการหลักธรรมเข้ากับแนวทางการปฏิบัติผ่านกรอบแนวคิด “4 รู้” ได้แก่ รู้กาย <br />รู้สภาพแวดล้อม รู้ประมาณ และรู้ธรรม ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติที่ครอบคลุมและสามารถสร้างภูมิคุ้มกันที่ยั่งยืนทั้งทางกายและทางใจได้</p> 2026-04-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7976 คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต สาขาวิชาชีพครู มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย 2025-12-26T21:23:47+07:00 อัครเดช นีละโยธิน akara2511@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สำรวจและวิเคราะห์องค์ประกอบของคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต สาขาวิชาชีพครู มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย โดยการวิเคราะห์ปัจจัยเชิงสำรวจ (Exploratory Factor Analysis: EFA) และ 2) ยืนยันความสอดคล้องของโมเดลองค์ประกอบกับข้อมูลเชิงประจักษ์โดยการวิเคราะห์ปัจจัยเชิงยืนยัน (Confirmatory Factor Analysis: CFA) ประชากรที่ใช้ในการวิจัยคือนักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ปีการศึกษา 2568 จำนวน 1,832 คน กลุ่มตัวอย่างจำนวน 720 คน ได้มาจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตรส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 45 ข้อ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงและความเชื่อมั่นมาแล้ว วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์ปัจจัยเชิงสำรวจ (EFA) และการวิเคราะห์ปัจจัยเชิงยืนยัน (CFA) ด้วยโปรแกรม SPSS และ AMOS</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า โมเดลคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก 13 ตัวบ่งชี้ย่อย ได้แก่ 1) ทักษะการจัดการเรียนรู้ (3 ตัวบ่งชี้) 2) ความรู้เชิงวิชาชีพครู (3 ตัวบ่งชี้) 3) คุณธรรมและจริยธรรมวิชาชีพ (4 ตัวบ่งชี้) และ 4) การพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง (3 ตัวบ่งชี้) โดยองค์ประกอบทั้งสี่สามารถอธิบายความแปรปรวนรวมได้ร้อยละ 89.428 ผลการวิเคราะห์ CFA พบว่าโมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ในระดับดีมาก (χ² = 33.559, df = 26, p-value = 0.146, GFI = 0.993, CFI = .999, RMSEA = 0.020) ค่าน้ำหนักองค์ประกอบ (λ) เรียงลำดับจากมากไปน้อยดังนี้ คุณธรรมและจริยธรรมวิชาชีพ (1.00) การพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง (1.00) ความรู้เชิงวิชาชีพครู (0.98) และทักษะการจัดการเรียนรู้ (0.75)</p> 2026-04-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/8027 การพัฒนารูปแบบภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารในการยกระดับสถานศึกษาสู่การเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 2025-12-20T12:51:43+07:00 จิราภรณ์ เรืองรักษ์ jijeejiraporn@gmail.com วีระยุทธ ชาตะกาญจน์ jijeejiraporn@gmail.com ชูศักดิ์ เอกเพชร jijeejiraporn@gmail.com <p> การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารในการยกระดับสถานศึกษาสู่การเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม 2) พัฒนารูปแบบภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารในการยกระดับสถานศึกษาสู่การเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม และ 3) ตรวจสอบรูปแบบภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารในการยกระดับสถานศึกษาสู่การเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูวิชาการและครูผู้สอน รวม 333 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญเชิงคุณภาพ 22 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ การสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญและการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันและการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า องค์ประกอบของภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหาร ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ วิสัยทัศน์ผู้นำดิจิทัล ความรู้ความสามารถดิจิทัล การสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ดิจิทัล การเป็นพลเมืองดิจิทัล และการสื่อสารดิจิทัล สำหรับองค์ประกอบของการยกระดับสถานศึกษาสู่การเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ วิสัยทัศน์ร่วมขององค์กร โครงสร้างองค์กรนวัตกรรม การพัฒนาบุคลากร ผู้นำองค์กร วัฒนธรรม ค่านิยมองค์กร และบรรยากาศองค์กร รูปแบบที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย ชื่อ หลักการ วัตถุประสงค์ วิธีดำเนินงาน และเงื่อนไขความสำเร็จ และผลการประเมินรูปแบบพบว่า มีความถูกต้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุด องค์ความรู้ที่ได้สะท้อนแนวคิดการบูรณาการภาวะผู้นำดิจิทัลเพื่อขับเคลื่อนสถานศึกษาสู่การเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมอย่างยั่งยืน</p> 2026-04-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7968 การพัฒนาอัตลักษณ์องค์กรและสินค้าที่ระลึกของจังหวัดร้อยเอ็ด 2025-12-12T21:03:13+07:00 เชษฐพัฒน์ สิริวัฒนตระการ chetthaphat.msu@gmail.com ประภาภรณ์ รัตโน Chetthaphat.reru@gmail.com สุธัญญา กฤตาคม chetthaphat.reru@gmail.com รชยา พรมวงศ์ chetthaphat.reru@gmail.com สราวุธ ศรีงาม chetthaphat.reru@gmail.com กันตภณ คชพันธ์ chetthaphat.reru@gmail.com <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวทางการนำศิลปวัฒนธรรมของจังหวัดร้อยเอ็ดมาใช้ในการพัฒนาอัตลักษณ์องค์กรและสินค้าที่ระลึกของจังหวัดร้อยเอ็ด และ 2) ออกแบบอัตลักษณ์องค์กรและพัฒนาสินค้าที่ระลึกของจังหวัดร้อยเอ็ดโดยอิงจากอัตลักษณ์องค์กรและทุนทางวัฒนธรรมท้องถิ่น การวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนา ร่วมกับการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างได้จากการคัดเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วย 1) ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 34 คน จาก 5 ภาคส่วน ได้แก่ หน่วยงานราชการ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคการศึกษา และภาคประชาชนรุ่นใหม่ 2) ผู้ประกอบการสร้างสรรค์จำนวน 7 ราย และ 3) นักออกแบบสร้างสรรค์จำนวน 7 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แนวทางการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมสร้างสรรค์ และแบบสังเกตการณ์ภาคสนาม เก็บรวบรวมข้อมูลผ่านกิจกรรมร่วมสร้างสรรค์ การสำรวจบริบทพื้นที่ และการศึกษาเชิงลึกแหล่งศิลปวัฒนธรรมผ้าผะเหวดโบราณ (100 ปี) วัดป่าศักดาราม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เนื้อหาตามแนวทางของ Braun และ Clarke ร่วมกับการสังเคราะห์เชิงออกแบบแบบวนซ้ำ ตั้งแต่การสกัดรหัสวัฒนธรรม การกำหนดแนวคิดหลัก การพัฒนาต้นแบบ และการปรับปรุงต้นแบบให้เหมาะสมต่อการใช้งานและการตลาด</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ศิลปวัฒนธรรมจังหวัดร้อยเอ็ด สามารถนำมาใช้เป็นฐานในการพัฒนาอัตลักษณ์องค์กรและสินค้าที่ระลึกได้อย่างมีศักยภาพ โดยเฉพาะการสกัดองค์ประกอบทางวัฒนธรรมอย่างเป็นระบบและแปลงสารทางวัฒนธรรมสู่ภาษาการออกแบบร่วมสมัย แนวทางสำคัญประกอบด้วย การใช้ทุนวัฒนธรรมเป็นแกนเรื่องเล่า การใช้ลวดลายและสีสันเป็นรหัสอัตลักษณ์ การแปลงคุณค่าดั้งเดิมสู่ความร่วมสมัย และการเชื่อมเครือข่ายผู้ประกอบการกับนักออกแบบผ่านกระบวนการร่วมสร้างสรรค์ ทั้งนี้ ผ้าผะเหวดโบราณ (100 ปี) วัดป่าศักดาราม เป็นทุนทางวัฒนธรรมที่มีศักยภาพสูงสุดในการใช้เป็นแนวคิดหลัก เนื่องจากโดดเด่นทั้งลวดลาย สีสัน และเรื่องเล่าทางจารีตประเพณี 2. กระบวนการร่วมสร้างสรรค์ระหว่างนักออกแบบและผู้ประกอบการนำไปสู่การพัฒนาอัตลักษณ์องค์กรที่มีเอกภาพ และสามารถต่อยอดสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบสินค้าที่ระลึกจำนวน 7 รายการ เช่น แก้วกาแฟ แผนที่นำเที่ยว แผนที่เส้นทางปั่นจักรยาน และบรรจุภัณฑ์สินค้าเกษตรแปรรูป ซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์จังหวัดร้อยเอ็ดอย่างร่วมสมัยและเพิ่มมูลค่าเชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม ข้อเสนอแนะจากการวิจัย ได้แก่ การจัดทำนโยบายอัตลักษณ์จังหวัดและคู่มือการใช้อัตลักษณ์องค์กรเพื่อสร้างมาตรฐานการสื่อสารให้เป็นเอกภาพ การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการผ่านกิจกรรมร่วมสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง และการทดลองตลาดเพื่อขยายผลผลิตภัณฑ์ต้นแบบสู่การผลิตเชิงพาณิชย์</p> 2026-04-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/8179 โมเดลสมการโครงสร้างปัจจัยเชิงสาเหตุที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์การของบุคลากรบริษัทยาภาคเอกชนในประเทศไทย 2026-01-05T18:09:06+07:00 หรรษา มะณีป่ำ hansamaneepam1989@gmail.com ระพินทร์ โพธิ์ศรี hansamaneepam1989@gmail.com สุพัตตรา ตันติจริยาพันธ์ hansamaneepam1989@gmail.com <p>งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อความผูกพันต่อองค์การของบุคลากรบริษัทยาภาคเอกชนในประเทศไทย 2) วิเคราะห์ระดับของปัจจัยเชิงสาเหตุที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์การ 3) ตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลสมการโครงสร้างของปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อความผูกพันต่อองค์การ และ 4) เสนอกลยุทธ์ในการพัฒนาปัจจัยเชิงสาเหตุเพื่อเสริมสร้างความผูกพันต่อองค์การ รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ประชากร ได้แก่ บุคลากร ผู้บริหาร และผู้แทนยาที่ปฏิบัติงานในบริษัทยาภาคเอกชน 10 อันดับแรกของประเทศไทย ซึ่งขึ้นทะเบียนกับสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ในปี พ.ศ. 2559 จำนวน 2,166 คน กลุ่มตัวอย่างจำนวน 675 คน ได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามภูมิภาคและจังหวัดในเขตภาคเหนือ ขณะที่การเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยการสนทนากลุ่มและแบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เนื้อหา สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง เพื่ออธิบายความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความผูกพันต่อองค์การอย่างเป็นระบบ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) จากการสังเคราะห์ปัจจัยเชิงสาเหตุที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์การของบุคลากรบริษัทยาภาคเอกชนในประเทศไทย สามารถจำแนกได้เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ปัจจัยภายนอกมี 1 ปัจจัยคือ เจตคติต่ออาชีพผู้แทนยา และปัจจัยภายในมี 4 ปัจจัย คือ สมรรถนะการทำงานของผู้แทนยา ค่านิยมต่ออาชีพผู้แทนยา วัฒนธรรมองค์การ และความผูกพันต่อองค์การ 2) ระดับปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อความผูกพันต่อองค์การของบุคลากรบริษัทยาภาคเอกชนในประเทศไทยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3) โมเดลสมการโครงสร้างปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อความผูกพันต่อองค์การของบุคลากรบริษัทยาภาคเอกชนในประเทศไทยสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ 4) แนวทางการพัฒนานำเสนอ กลยุทธ์ในการพัฒนาปัจจัยเชิงสาเหตุต่ออิทธิพลความผูกพันต่อองค์การของบุคลากรบริษัทยา ได้รับการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิว่าอยู่ในระดับเหมาะสมและสามารถนำไปใช้ได้ทุกแนวทาง</p> 2026-04-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/8162 การพัฒนานวัตกรรมการบริการสาธารณะเพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุผ่านบริการดิจิทัลของเทศบาลในจังหวัดปทุมธานี 2026-01-12T21:58:02+07:00 จิระนันท์ อนันต์ไทย groupjasmedia@gmail.com ปธาน สุวรรณมงคล groupjasmedia@gmail.com <p>งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สภาพการจัดบริการสาธารณะดิจิทัลของเทศบาลในจังหวัดปทุมธานี 2) วิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคของการให้บริการสาธารณะดิจิทัลที่ส่งผลต่อการเข้าถึงและการใช้บริการของผู้สูงอายุ และ 3) พัฒนารูปแบบนวัตกรรมการบริการสาธารณะดิจิทัลของเทศบาลที่สามารถเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุให้เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญประกอบด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่เทศบาล ผู้สูงอายุในเขตเทศบาล และผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารท้องถิ่นและรัฐบาลดิจิทัล จำนวน 54 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์ และแบบวิเคราะห์เอกสาร ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และการวิเคราะห์เชิงตีความ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การจัดบริการสาธารณะดิจิทัลของเทศบาลในจังหวัดปทุมธานี ยังอยู่ในระยะของการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง โดยแม้จะมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้มากขึ้น แต่บริการส่วนใหญ่ ยังเป็นเพียงช่องทางสื่อสารข้อมูลและการสนับสนุนกระบวนการเดิม มิได้เป็นระบบบริการดิจิทัลที่ยึดผู้สูงอายุเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง 2) ปัญหาและอุปสรรคของการให้บริการสาธารณะดิจิทัลมีลักษณะเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างหลายระดับ ครอบคลุมทั้งการขาดการบูรณาการข้อมูล ข้อจำกัดด้านทรัพยากรบุคคลและสมรรถนะดิจิทัล การออกแบบบริการที่ไม่สอดคล้องกับข้อจำกัดของผู้สูงอายุ รวมถึงทักษะและความมั่นใจในการใช้เทคโนโลยีของผู้สูงอายุ 3) รูปแบบนวัตกรรมการบริการสาธารณะดิจิทัลของเทศบาลเพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ 6 รูปแบบหลัก ได้แก่ การออกแบบบริการที่ยึดผู้สูงอายุเป็นศูนย์กลางและการออกแบบร่วม ศูนย์กลางบริการดิจิทัลแบบเบ็ดเสร็จ กลไกสนับสนุนและการพัฒนาทักษะดิจิทัลในชุมชน การบูรณาการฐานข้อมูลผู้สูงอายุเพื่อการบริการเชิงรุก ความร่วมมือเชิงเครือข่ายหลายภาคส่วน และการกำกับติดตามบริการอย่างต่อเนื่อง</p> 2026-04-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/8260 สภาพปัญหาและความต้องการในการพัฒนาสมรรถนะการคิดขั้นสูงสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 2026-01-18T16:16:18+07:00 กิตติพิชญ์ วรโชติสุพัฒภาคิน kittipit.wutdy@gmail.com เมตตา มาเวียง kittipit.wutdy@gmil.com <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการในการพัฒนาสมรรถนะการคิดขั้นสูง และ 2) เสนอแนวทางในการพัฒนาสมรรถนะการคิดขั้นสูง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยครูผู้สอนวิชาประวัติศาสตร์ จำนวน 12 คน และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 324 คน จากกลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย 12 แห่ง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัญหาในการพัฒนาสมรรถนะการคิดขั้นสูงสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาอยู่ในระดับมาก โดยมีปัญหาสำคัญที่สุดคือด้านการวัดและประเมินผล ตามมาด้วยด้านครูผู้สอน ครูและนักเรียนมีความต้องการในการพัฒนาในระดับมากที่สุด โดยครูต้องการการพัฒนาด้านครูผู้สอนสูงสุด และนักเรียนต้องการการพัฒนาด้านกิจกรรมการเรียนรู้สูงสุด เมื่อพิจารณาค่าดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น พบว่า ด้านครูผู้สอนเป็นประเด็นที่มีความเร่งด่วนในการพัฒนาสูงสุด และ 2) แนวทางในการพัฒนาจึงมุ่งเน้นที่การเสริมสร้างความเข้มแข็งของครูและกิจกรรมการเรียนรู้เป็นหลัก โดยเสนอให้มี (2.1) การส่งเสริมความรู้ของครูและโรงเรียน อย่างเป็นระบบ เช่น การจัดอบรมและสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ และ (2.2) การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นทักษะการคิด โดยครูควรจัดกิจกรรมที่เน้นทักษะการคิด 4 ด้าน (วิจารณญาณ, เชิงระบบ, สร้างสรรค์, แก้ปัญหา) และใช้สถานการณ์จำลองเป็นเครื่องมือสำคัญในการฝึกฝนทักษะเหล่านี้เพื่อให้นักเรียนได้ฝึกคิดและแก้ปัญหาในบริบทที่ใกล้เคียงความจริง</p> 2026-04-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/6409 การจัดการความรู้ภูมิปัญญาพื้นบ้านลิเกเพื่อเสริมสร้างอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมท้องถิ่น จังหวัดอ่างทอง 2025-10-23T11:41:47+07:00 กษิดิ์เดช เมฆกระจ่าง analaumon@aru.ac.th นฤมล อนุสนธิ์พัฒน์ analaumon@aru.ac.th สุธี โกสิทธิ์ analaumon@aru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สภาพการจัดการความรู้ภูมิปัญญาพื้นบ้านลิเกในจังหวัดอ่างทอง และ 2) จัดทำรูปแบบการจัดการความรู้ภูมิปัญญาพื้นบ้านลิเกของจังหวัดอ่างทองเพื่อเสริมสร้างอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมท้องถิ่น การวิจัยเป็นแบบผสมผสาน โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากกลุ่มตัวอย่าง 140 คน เป็นสมาชิกคณะลิเกในจังหวัดอ่างทอง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า และการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกจากคณะลิเกในจังหวัดอ่างทอง และผู้ทรงคุณวุฒิด้านวัฒนธรรมท้องถิ่น จากนั้นนำรูปแบบการจัดการความรู้ที่จัดทำขึ้นไปนำเสนอผ่านการสนทนากลุ่มเพื่อรับฟังข้อเสนอแนะและประเมินระดับความพึงพอใจ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า คณะลิเกในจังหวัดอ่างทอง มีการดำเนินการเกี่ยวกับการจัดการความรู้ตามความเป็นจริงในด้านการแสวงหาความรู้ การจัดเก็บความรู้ การแลกเปลี่ยนความรู้ อยู่ในระดับปานกลาง แต่ในด้านการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้อยู่ในระดับมาก ซึ่งแตกต่างกับสภาพที่คาดหวังที่ทุกด้านอยู่ในระดับมากทั้งหมด ในส่วนของการวิจัยเชิงคุณภาพผ่านแบบสัมภาษณ์เชิงลึกนั้นผู้ตอบแบบสัมภาษณ์ส่วนใหญ่ให้ความเห็นว่า คณะลิเกในจังหวัดอ่างทองมีศักยภาพด้านองค์ความรู้ที่เข้มแข็ง มีทักษะการแสดงลิเกและประสบการณ์สืบทอดจากครูรุ่นเก่าเป็นจุดเด่นสำคัญ แต่ยังขาดรูปแบบการจัดการความรู้ที่เป็นระบบ ทำให้มีความเสี่ยงที่องค์ความรู้ดังกล่าว จะสูญหายได้ ผู้วิจัยจึงได้จัดทำรูปแบบการจัดการความรู้ “LIKAY Model” ซึ่งประกอบด้วย Learning (การเรียนรู้), Identification (การระบุรายละเอียด), Knowledge Access (การเข้าถึงความรู้), Activity (กิจกรรมต่อเนื่อง) และ Yield (ผลผลิต) จากนั้นนำรูปแบบการจัดการความรู้ดังกล่าว ไปนำเสนอผ่านการสนทนากลุ่ม (Focus Group) โดยระดับความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมการสนทนากลุ่มที่มีต่อรูปแบบการจัดการความรู้ “LIKAY Model” อยู่ในระดับมาก</p> 2026-04-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7071 Effective Convergence Management for International Students in Guangxi Universities 2025-07-28T09:50:41+07:00 Li Jing poramatdha.ch@ssru.ac.th Poramatdha Chutimant poramatdha.ch@ssru.ac.th <p>This research aims to 1) study the effectiveness level of convergence management for international students in Guangxi University, 2) analyze the exploratory factors of effective convergence management for international students in Guangxi University, and 3) propose an effective convergence management guideline for international students in Guangxi University. The research method is a mixed-method quantitative research. The researchers collected data from a sample of 520 people. The statistics used in this research are percentage, frequency, mean, standard deviation, and exploratory factor analysis (EFA). The qualitative research used in-depth interviews with relevant people by selecting a purposive sampling method. The data were analyzed by interpretation and inductive conclusion generation. The content analysis from documents and interviews were done by writing descriptive text.</p> <p>The results of the research found that: 1. The overall level of effective convergence management for international students in Guangxi universities is high, though performance across different dimensions is uneven. Institutional Regulations were perceived as the most effective area, while Organizational Structure was rated the lowest. 2. T The exploratory factor analysis identified seven critical factors of effective convergence management: institutional regulations, cross-cultural support, staff competence, student adaptation, consistency of management, admission standards, and organizational structure. 3. Based on the findings, a set of targeted recommendations is proposed to effectively improve the convergence management of international students in Guangxi universities. These include establishing comprehensive and detailed management regulations, developing a culturally inclusive support system, enhancing staff’s intercultural communication competence and service awareness, guiding international students to improve their adaptability, promoting consistency in management, optimizing admission standards, and strengthening organizational coordination mechanisms. The findings of this research can effectively enhance the effectiveness of convergence management for international students in Guangxi universities and promote the sustainable development of Guangxi’s international education sector.</p> 2026-04-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/6643 An Analysis of Competency-Based Supply Chain Operations of Community Enterprises and Organic Vegetable Entrepreneurs in Chiang Mai Province 2025-06-14T10:10:51+07:00 Peng Guo koblap27@gmail.com Snit Sitti koblap27@gmail.com Pawinee Areesrisom koblap27@gmail.com Koblap Areesrisom koblap27@gmail.com <p>This study aimed to (1) analyze the competencies of supply chain processes among community enterprises and chemical free vegetable entrepreneurs in Chiang Mai Province, and (2) propose practical guidelines for enhancing their operations. A quantitative research approach was employed with a sample of 385 participants. Data were collected through questionnaires and analyzed using descriptive statistics (frequency, percentage, mean, and standard deviation) and multiple regression analysis.</p> <p>The results indicated that the overall competency levels across supply chain processes planning, sourcing, production, delivery, and return were rated high. Collectively, these five variables explained 71.7% of the variance in operational performance with statistical significance (p &lt; 0.05). The proposed development guidelines emphasize strengthening business management knowledge, upgrading production standards to meet international levels, expanding marketing channels (particularly online platforms), and fostering strong local brand identities. Furthermore, the study highlights the importance of human capital development and collaboration among government, private sector, and educational institutions to reinforce and sustain the growth of community enterprises in the long term.</p> 2026-04-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7470 Involvement Load Hypothesis: Vocabulary Knowledge Acquisition Through Reading with Target Words 2025-09-25T19:53:45+07:00 Thisirak Charoensil thisirak.charoensil@gmail.com <p>This study aimed to (1) examine learners’ acquisition of target vocabulary through reading tasks based on the Involvement Load Hypothesis (ILH) and (2) analyze the effects of task-induced involvement on the development of learners’ vocabulary knowledge. The research employed a quasi-experimental design. The sample consisted of 18 first-year Business English students selected through simple random sampling. The research instruments included (1) the Vocabulary Knowledge Scale (VKS) to assess vocabulary knowledge and (2) ILH-based reading tasks designed to incorporate the three components of involvement: need, search, and evaluation. Data were analyzed using mean, standard deviation, and paired-sample t-test.</p> <p>The findings revealed that (1) learners demonstrated a statistically significant improvement in receptive vocabulary knowledge at the .05 level, particularly in their ability to recognize and explain the meanings of target words after the intervention, and (2) task-induced involvement, as conceptualized by ILH, had a positive effect on vocabulary acquisition, especially in terms of retention and comprehension. However, learners’ productive vocabulary knowledge, particularly their ability to use target words in context, remained limited and showed no significant improvement. These results suggest that ILH-based reading tasks are effective in enhancing receptive vocabulary learning but are insufficient on their own to develop productive vocabulary skills. The study highlights the importance of integrating output-oriented activities to complement ILH-based tasks. The findings contribute to pedagogical knowledge by providing a practical framework for designing vocabulary instruction that promotes deeper cognitive engagement and supports effective vocabulary learning in EFL contexts.</p> 2026-04-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7908 The Influence of Foreign Teachers' Future Time Perspective and Ego Depletion: Role of Friendship Satisfaction and Diversity Climate 2025-12-01T09:49:54+07:00 Lei Li zhangkedpu@gmail.com Zhaoyun Wen zhangkedpu@gmail.com Ke Zhang zhangkedpu@gmail.com <p>This study aimed to (1) examine the relationship between foreign teachers’ future time perspective and ego depletion, (2) analyze the mediating role of friendship satisfaction, and (3) investigate the moderating role of diversity climate in this relationship. The research employed a quantitative approach grounded in conservation of resources theory. The sample consisted of 306 foreign teachers from 18 higher education institutions in Guangxi, Zhejiang, and Jiangsu provinces in China, selected through purposive sampling. Data were collected using a structured questionnaire comprising four validated scales: future time perspective, ego depletion, friendship satisfaction, and diversity climate. Statistical analyses included descriptive statistics, correlation analysis, mediation analysis, moderation analysis, and moderated mediation analysis.</p> <p>The findings revealed that future time perspective had a significant negative relationship with ego depletion. Friendship satisfaction significantly mediated the relationship between future time perspective and ego depletion, indicating that higher levels of future-oriented thinking enhance positive interpersonal relationships, which in turn reduce psychological exhaustion. In addition, diversity climate significantly moderated both the direct relationship between future time perspective and ego depletion and the relationship between future time perspective and friendship satisfaction. Furthermore, diversity climate strengthened the indirect effect of future time perspective on ego depletion through friendship satisfaction at different levels. These results suggest that future time perspective is a critical antecedent of ego depletion, while friendship satisfaction and diversity climate function as important psychological and organizational mechanisms in mitigating negative psychological states. The study contributes to theoretical and practical knowledge by extending the application of conservation of resources theory in explaining ego depletion among foreign teachers in multicultural contexts. It highlights the importance of fostering future-oriented perspectives, promoting positive social relationships, and cultivating an inclusive and supportive organizational climate. The findings suggest that higher education institutions should implement targeted human resource strategies, enhance interpersonal support systems, and develop diversity-friendly environments to effectively reduce ego depletion and improve the well-being and performance of foreign teachers.</p> 2026-04-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7980 Employees' AI Literacy and Green Innovation Efficiency: The Mediating Role of Dynamic Capabilities and the Moderating Effect of ESG Performance in Chinese Listed Firms 2025-12-19T20:03:06+07:00 Xueqiang Tan 02447@qdbhu.edu.cn Xinpeng Cai 02447@qdbhu.edu.cn Zhaoyun Wen 02447@qdbhu.edu.cn <p>This study aimed to (1) examine the impact of employees’ AI literacy on green innovation efficiency in Chinese listed firms, (2) investigate the mediating role of dynamic capabilities, and (3) analyze the moderating effect of environmental, social, and governance (ESG) performance on this relationship. The research employed a quantitative research design using panel data analysis. The sample consisted of 15,700 firm-year observations from Chinese A-share listed companies during the period 2015–2021, selected through purposive sampling based on data availability and completeness. The research instruments were constructed from secondary data sources, including corporate annual reports, ESG rating databases, and financial and patent databases. Employees’ AI literacy was measured using text mining and word frequency analysis, while green innovation efficiency, dynamic capabilities, and ESG performance were operationalized using established indices.</p> <p>Statistical analyses included descriptive statistics, correlation analysis, fixed-effects regression, mediation analysis, moderation analysis, and moderated mediation analysis. The results indicated that employees’ AI literacy had a significant positive effect on green innovation efficiency. Dynamic capabilities were found to play a mediating role in this relationship, demonstrating that AI literacy enhances firms’ ability to integrate, adapt, and reconfigure resources, thereby improving innovation outcomes. Furthermore, ESG performance significantly moderated both the direct and indirect relationships, strengthening the positive impact of AI literacy on green innovation efficiency through dynamic capabilities. Additional heterogeneity analysis revealed that the effects were more pronounced in high-tech firms and varied across regions, with the strongest impact observed in central China. The findings contribute to theoretical and practical knowledge by highlighting employees’ AI literacy as a critical micro-level driver of green innovation efficiency and by integrating dynamic capability theory with ESG frameworks. The study suggests that firms should invest in enhancing employees’ AI competencies, strengthen organizational dynamic capabilities, and foster ESG-oriented governance environments to maximize green innovation performance. These insights provide valuable guidance for policymakers and corporate managers in promoting sustainable development through the synergistic integration of human capital, organizational capabilities, and sustainability strategies.</p> 2026-04-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/6860 Supply Chain Management Model Based on the SCOR Framework for Community Enterprises and Organic Vegetable Entrepreneurs in Chiang Mai Province 2025-07-29T12:17:05+07:00 Peng Guo koblap27@gmail.com Snit Sitti koblap27@gmail.com Pawinee Areesrisom koblap27@gmail.com Koblap Areesrisom koblap27@gmail.com <p>This study examines supply chain management (SCM) practices of community enterprises and organic vegetable entrepreneurs in Chiang Mai Province through the Supply Chain Operations Reference (SCOR) model framework. The research objectives were: (1) to analyze current SCM processes; (2) to identify key problems and obstacles; and (3) to propose strategies for improving supply chain performance. A mixed-methods approach was employed. Quantitative data were collected from 385 respondents using structured questionnaires, and analyzed with descriptive statistics and multiple regression analysis. Qualitative data were obtained through in-depth interviews with 15 key informants, including community enterprise leaders, entrepreneurs, and SCM experts, complemented by document reviews, field observations, focus group discussions, and participatory learning forums.</p> <p>Findings indicated that overall SCM performance was at a good level, especially in sourcing and delivery, where raw material management and transportation were effective. However, weaknesses were observed in planning and production, notably in demand forecasting, market information, access to modern technologies, labor availability, and waste management. These issues reduced supply chain efficiency. The study recommends strategies such as strengthening data-driven planning systems, enhancing flexibility in procurement and production through technology and workforce development, and fostering collaborative networks among local entrepreneurs. These strategies are expected to improve supply chain efficiency and competitiveness, supporting the sustainable growth of organic agriculture in the region.</p> 2026-04-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7152 แนวโน้มรัฐประศาสนศาสตร์ของไทยในปัจจุบัน 2025-08-22T19:42:32+07:00 พระครูปริยัติวิสุทธิบัณฑิต niwetkorat2568@gmail.com เบญญาภา อัจฉฤกษ์ niwetkorat2568@gmail.com สุริยะ มาธรรม niwetkorat2568@gmail.com พระครูศรีปริยัตยารักษ์ niwetkorat2568@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มและข้อท้าทายสำคัญของรัฐประศาสนศาสตร์ไทยในปัจจุบัน โดยเน้นการเปลี่ยนแปลงในการบริหารนโยบาย การปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัล และการเสริมสร้างธรรมาภิบาลในภาครัฐ ผลการวิเคราะห์พบว่า รัฐประศาสนศาสตร์ไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ที่ได้รับอิทธิพลจากปัจจัยหลากหลาย เช่น การปฏิวัติทางเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคม และความคาดหวังของประชาชนที่เพิ่มขึ้นต่อความโปร่งใสและธรรมาภิบาล แนวโน้มหลักที่ปรากฏ ได้แก่ การพัฒนานโยบายที่เน้นความยั่งยืน การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริการภาครัฐ การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และการสร้างความยืดหยุ่นเพื่อรับมือกับวิกฤต อย่างไรก็ตาม การบริหารงานภาครัฐยังคงเผชิญกับข้อท้าทายที่สำคัญ เช่น ข้อจำกัดในการกระจายอำนาจ ปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงดิจิทัล และปัญหาการคอร์รัปชัน การพัฒนาในอนาคต จึงต้องมุ่งเน้นการปรับปรุงระบบราชการให้มีความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน และสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสม</p> 2026-04-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JPP/article/view/7630 แนวทางการขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ ด้านวัฒนธรรม ประเพณีไทย ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเทศกาลลอยกระทง 2025-11-07T14:31:41+07:00 เอมอร ศรีกงพาน nutttapong2023@gmail.com ณัฐพงษ์ จตุรชาติสุคนธ์ nutttapong2023@gmail.com อภิชาติ ศิริบุญญกาล nutttapong2023@gmail.com สมภพ จูโล่ห์ nutttapong2023@gmail.com ก่อวิท พรมจักร์ nutttapong2023@gmail.com <p>บทความวิชาการเรื่อง แนวทางการขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ ด้านวัฒนธรรม ประเพณีไทยในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเทศกาลลอยกระทง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดและบทบาทของซอฟต์พาวเวอร์ด้านวัฒนธรรม ที่มีต่อการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศไทย โดยรวบรวมข้อมูลจากเอกสารวิชาการ หนังสือ ตำรา งานวิจัยที่เกี่ยวข้องรวมถึงสื่อออนไลน์ต่าง ๆ วิธีการศึกษาใช้การวิเคราะห์เอกสารจากแหล่งข้อมูล ที่มีความน่าเชื่อถือโดยเน้นการศึกษาเกี่ยวกับแนวคิดด้านวัฒนธรรม ประเพณีไทย การท่องเที่ยวเทศกาลลอยกระทง กลุ่มประชากรผู้ให้ข้อมูลหลัก คือ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาเป็นการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและการสังเคราะห์ข้อมูลจากแหล่งที่มา</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า การขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ด้านวัฒนธรรมประเพณีไทย ผ่านเทศกาลลอยกระทงมีศักยภาพสูงในการส่งเสริมการท่องเที่ยว ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ โดยประเพณีลอยกระทงสะท้อนถึงคุณค่าทางวัฒนธรรม ความเชื่อ วิถีชีวิต และอัตลักษณ์ความเป็นไทยที่สามารถดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี ทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ การวิเคราะห์ข้อมูลด้านการรับรู้ของนักท่องเที่ยว พบว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มีความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมลอยกระทงเนื่องจากความสวยงามของพิธีกรรม แสง สี เสียง ความเป็นเอกลักษณ์ของกิจกรรม และบรรยากาศทางวัฒนธรรม รวมทั้งเห็นว่า เทศกาลลอยกระทงช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับการท่องเที่ยวไทยในระดับนานาชาติ และด้านการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐและภาคที่เกี่ยวข้อง พบว่า มีการสนับสนุนด้านงบประมาณ การประชาสัมพันธ์ และการจัดกิจกรรมในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ยังพบข้อจำกัดด้านการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน การต่อยอดกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ และการใช้สื่อดิจิทัลเพื่อขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์อย่างเป็นระบบ</p> 2026-04-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติสุขปริทรรศน์