วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU <p><strong>ภาษาไทย : </strong>วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม<br /><strong>English : </strong>Journal of Education Mahasarakham University</p> <p>ISSN: 3027-6268 (Online)<br /><br /><strong>การรับรองคุณภาพวารสาร</strong><br />วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ผ่านการรับรองคุณภาพของ ศูนย์ดัชนีอ้างอิงวารสารไทย Thai-Journal Citation Index Centre (TCI) ถึง 31 ธันวาคม 2572 อยู่ในฐานข้อมูล TCI กลุ่มที่ 2</p> <p><strong>จุดมุ่งหมายและขอบเขต</strong><br /> วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่ ผลงานทางวิชาการที่มีคุณภาพของนักวิชาการทั้งในและต่างประเทศโดยเผยแพร่ บทความวิชาการ บทความวิจัย/วิทยานิพนธ์ ในสาขาวิชาต่างๆ ได้แก่ การพัฒนาคุณภาพการศึกษา การพัฒนาการเรียนการสอน และการพัฒนาวิชาชีพครู โดยครอบคลุมสาขา<em>วิ</em>ชาหลักสูตรและการสอน การบริหารการศึกษา เทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์ศึกษา จิตวิทยาและแนะแนวการศึกษา การวัดและประเมินผลทางการศึกษา สถิติและวิจัยทางการศึกษา และสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องทางด้านการศึกษา </p> <p><strong>กำหนดการออกเผยแพร่</strong><br />วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กำหนดออกและตีพิมพ์เผยแพร่ ปีละ 4 ฉบับ<br />- ฉบับที่ 1 มกราคม – มีนาคม<br />- ฉบับที่ 2 เมษายน – มิถุนายน<br />- ฉบับที่ 3 กรกฎาคม – กันยายน<br />- ฉบับที่ 4 ตุลาคม – ธันวาคม<br />บทความที่พิมพ์เผยแพร่ในวารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ซึ่งวารสารนี้จัดทำเป็นรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Online) ในระบบ thaijo (ปีที่ 17 ฉบับที่ 4) เป็นต้นไป จะเผยแพร่บทความในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Online) เท่านั้น</p> <p><strong>บรรณาธิการ :</strong><br />รองศาสตราจารย์ ดร.จิระพร ชะโน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม<br /><br /><strong>กระบวนการพิจารณา</strong><br /> บทความที่ส่งพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จะต้องผ่านการพิจารณากลั่นกรองคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิในลักษณะผู้พิจารณาไม่ทราบชื่อผู้แต่งและผู้แต่งไม่ทราบชื่อผู้พิจารณา (Double-Blind Peer Review) ตามกระบวนการที่กองบรรณาธิการกำหนด ทั้งนี้บทความได้รับการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิ ไม่น้อยกว่า 2 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขานั้น ๆ จากหลากหลายสถาบัน และไม่อยู่ในสังกัดสถาบันเดียวกันกับผู้นิพนธ์</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์</strong></p> <p> * กรณีผู้นิพนธ์เป็น คณาจารย์และบุคลากร มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จ่ายค่าพิจารณาบทความในอัตรา 3,000 บาท/1 บทความ<br /> * กรณีผู้นิพนธ์เป็น สมาชิกตลอดชีพสมาคมศิษย์เก่า คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จ่ายค่าพิจารณาบทความในอัตรา 3,000 บาท/1 บทความ<br /> * กรณีผู้นิพนธ์เป็น บุคคลทั่วไป จ่ายค่าพิจารณาบทความในอัตรา 3,500 บาท/1 บทความ</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;"> </span><strong>การชำระเงิน</strong></p> <p><strong> </strong> * จะชำระเมื่อทางวารสารได้ตรวจสอบความถูกต้องเบื้องต้นจากกอง บก. และติดต่อกลับในช่องทางแชทในระบบ ThaiJo <strong>ก่อนนำเสนอต่อผู้ทรงคุณวุฒิ</strong><br /> * การชำระเงิน ชำระค่าธรรมเนียมผ่านทางธนาคาร<br /> ธนาคารทหารไทยธนชาต สาขาเสริมไทยคอมเพล็กซ์ มหาสารคาม<br /> ชื่อบัญชี คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม บัญชีเลขที่ 438-7-98306-9<br /><br /><strong>หมายเหตุ</strong><br /> * กองบรรณาธิการจะไม่คืนเงินในกรณีที่บทความไม่ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ ไม่ว่ากรณีใดๆ เพราะเป็นค่าตอบแทนการพิจารณาบทความของผู้ทรงคุณวุฒิ </p> th-TH joedumsu@gmail.com (รศ.ดร.จิระพร ชะโน (เริ่ม พ.ศ.2568-ปัจจุบัน)) thanadol.p@msu.ac.th (ผศ.ดร.ธนดล ภูสีฤทธิ์) Wed, 30 Sep 2026 20:02:15 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมสร้างนวัตกรรมในการทำงานของอาจารย์โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/article/view/9217 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับของความเพียร พฤติกรรมการทำงานเชิงรุก การออกแบบงานอย่างสนุกสนาน และพฤติกรรมสร้างนวัตกรรมในการทำงานของอาจารย์โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร 2) อิทธิพลของความเพียร พฤติกรรมการทำงานเชิงรุกและการออกแบบงานอย่างสนุกสนานที่มีต่อพฤติกรรมสร้างนวัตกรรมในการทำงานของอาจารย์โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างเป็นอาจารย์โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร จำนวน 395 คน ใช้วิธีการสุ่มตามสะดวก (Convenience Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบวัดความเพียร แบบวัดพฤติกรรมการทำงานเชิงรุก แบบวัดการออกแบบงานอย่างสนุกสนาน และแบบวัดพฤติกรรมสร้างนวัตกรรมในการทำงาน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) อาจารย์โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานครมีระดับความเพียรและพฤติกรรมการทำงานเชิงรุกอยู่ในระดับสูงมาก มีการออกแบบงานอย่างสนุกสนานอยู่ในระดับสูง และมีพฤติกรรมสร้างนวัตกรรมในการทำงานอยู่ในระดับปานกลาง 2) ความเพียร (β = .17, p &lt; .001) พฤติกรรมการทำงานเชิงรุก (β = .28, p &lt; .001) และการออกแบบงานอย่างสนุกสนาน (β = .50, p &lt; .001) สามารถร่วมกันพยากรณ์พฤติกรรมสร้างนวัตกรรมในการทำงานของอาจารย์โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ได้ร้อยละ 63 (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?R_{adj}^{2}" alt="equation" />= .63) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001</p> ศรัณยา มุขแก้ว, สมรรถพงศ์ ขจรมณี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/article/view/9217 Wed, 30 Sep 2026 00:00:00 +0700 ระบบดูแลช่วยเหลือเพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 2 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/article/view/9174 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา และ 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือเพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอน จำนวน 223 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ระหว่าง 0.67–1.00 ค่าอำนาจจำแนกรายข้ออยู่ระหว่าง 0.43–0.65 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.97 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง ได้แก่ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong>ระบบดูแลช่วยเหลือเพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 2 โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ด้านการพัฒนาและส่งเสริมนักเรียนเพื่อพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ได้แก่ ด้านการส่งต่อเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการ ส่วนแนวทางการพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือเพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 2 ที่สำคัญ 3 ด้านแรก ได้แก่ 1) การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคลเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการ 2) การคัดกรองนักเรียนเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการ และ 3) การป้องกันและแก้ไขปัญหา เพื่อพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์</p> กิยาวีย์ ทุมมี, เจริญวิชญ์ สมพงษ์ธรรม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/article/view/9174 Wed, 30 Sep 2026 00:00:00 +0700 Effectiveness of Flipped Classroom Teaching Activities on Learning Achievement of Second-Year Teacher Students in Vocational Colleges https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/article/view/9031 <p> The purposes of this study were to compare: 1) students' learning achievement in the Primary Classroom Management course before and after using the traditional teaching method, 2) students’ learning achievement in the Primary Classroom Management course before and after using the flipped classroom teaching activities and 3) post learning achievement between students taught through the flipped classroom teaching activities and learning through the traditional teaching method.</p> <p> The sample group of this study consisted of 100 second-year students majoring in Primary Education at Guangxi Modern Polytechnic College during the first semester of academic year 2025. The samples were selected using cluster random sampling and divided into an experimental group and a control group, with 50 students in each group. The research instruments included learning management plans based on the flipped classroom teaching activities and the traditional teaching method, as well as a primary classroom management test used as a pretest and posttest to measure learning achievement.</p> <p> The results of the study revealed that: 1) students' learning achievement after instruction using the traditional teaching method was significantly higher than before instruction at the .01 level, 2) students’ learning achievement after instruction using the flipped classroom teaching activities was significantly higher than before instruction at the .01 level and 3) students who learned through the flipped classroom teaching activities achieved significantly higher post learning achievement than those who learned through the traditional teaching method at the .01 level.</p> Zheng Jiang, พัชรพร ศุภกิจ, พรภิรมย์ หลงทรัพย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/article/view/9031 Wed, 30 Sep 2026 00:00:00 +0700 ผลลัพธ์ของการพัฒนาครูโรงเรียนเอกชนโดยใช้รูปแบบ AFTER ร่วมกับหลักอิทธิบาท 4 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/article/view/8448 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพและผลลัพธ์การพัฒนาครูโรงเรียนเอกชนโดยใช้รูปแบบ AFTER ร่วมกับหลักอิทธิบาท 4 และสังเคราะห์แนวทางการพัฒนาครูโรงเรียนเอกชน ด้วยระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงประเมิน ตามกรอบแนวคิด CIPP Model รวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการสืบค้นเอกสารย้อนหลังและแบบสัมภาษณ์เชิงลึก และข้อมูลเชิงปริมาณด้วยแบบประเมินความพึงพอใจ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ครูกลุ่มโรงเรียนศรทิพยศึกษา จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 52 คน ได้จากการเลือกแบบเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลแบบ Thematic Analysis ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า<br /><span style="font-size: 0.875rem;">1. สภาพทั่วไปของกลุ่มโรงเรียนศรทิพยศึกษา 1) มีข้อจำกัดด้านทรัพยากรและการสนับสนุนจากภายนอก 2) มีปัญหาครูลาออกกลางคัน 3) ผู้บริหารให้ความสำคัญต่อการพัฒนาครูเชิงระบบ<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ผลลัพธ์การพัฒนาครูโดยใช้รูปแบบ AFTER ร่วมกับหลักอิทธิบาท 4 ด้านบริบท โรงเรียนมีความมุ่งมั่นยกระดับคุณภาพครู ด้านปัจจัยนำเข้า ครูมีความตระหนักและแรงจูงใจในการพัฒนาตนเองตามหลักอิทธิบาท 4 ด้านกระบวนการ ครูมีส่วนร่วมพัฒนาทักษะการคิดเชิงกลยุทธ์ การเรียนรู้ร่วมกัน และด้านผลลัพธ์ ครูมีการพัฒนาทักษะการกำกับตนเอง มั่นใจในวิชาชีพ และมีความผูกพันกับองค์กรเพิ่มขึ้น ปัญหาการลาออกลดลง พึงพอใจต่อการพัฒนาในระดับมากที่สุด (= 4.55, SD = 0.57) ผู้ปกครองพึงพอใจต่อการปฏิบัติงานของครูในระดับมากที่สุด (= 4.61, SD = 0.57) ด้านสถานศึกษา พบว่าผลการประเมินภายนอกมีคุณภาพในระดับดีมาก<br /></span>3. แนวทางการพัฒนาครูโรงเรียนเอกชน ควรส่งเสริมการวางแผนพัฒนาตนเองเชิงยุทธศาสตร์ด้วยรูปแบบ AFTER ปฏิบัติตนตามหลักอิทธิบาท 4 อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง</p> อดิศร บาลโสง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/article/view/8448 Wed, 30 Sep 2026 00:00:00 +0700 ผลการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิคการคิดเป็นภาพ ที่มีต่อทักษะการคิดเชิงระบบของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/article/view/8357 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบทักษะการคิดเชิงระบบของนักเรียนก่อนและหลังจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิคการคิดเป็นภาพ การวิจัยเป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย นนทบุรี จำนวน 40 คน ซึ่งใช้วิธีสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แผนจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิคการคิดเป็นภาพ เรื่องตลาดและกลไกราคาในระบบเศรษฐกิจ และแบบวัดทักษะการคิดเชิงระบบ โดยค่าความเชื่อมั่นของแบบวัดทักษะการคิดเชิงระบบมีค่าเท่ากับ 0.76 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ ได้แก่ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบค่าทีแบบจับคู่ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .01</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่เรียนรู้โดยการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิคการคิดเป็นภาพมีทักษะการคิดเชิงระบบหลังเรียนของสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญ (t=-14.618, df=39, p&lt;.001) โดยทักษะการคิดเชิงระบบจากคะแนนเต็ม 18 ก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 8.41 (S.D.=3.11) หลังเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 14.90 (S.D.=2.94)</p> เกศราภรณ์ แซ่อุ้ย, สิรวิชญ์ ชูชมงาม, สุทธิพร แท่นทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/article/view/8357 Wed, 30 Sep 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง โจทย์ปัญหาเศษส่วน โดยใช้กระบวนการแก้ปัญหาของโพลยาร่วมกับเทคนิคบาร์โมเดล ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/article/view/8355 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาเศษส่วน และ 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการแก้ปัญหาของโพลยา (Polya) ร่วมกับเทคนิคบาร์โมเดล (Bar model) การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลัง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนบ้านหันทราย จำนวน 1 ห้องเรียน รวม 17 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย (Simple random sampling) โดยใช้โรงเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 8 แผน รวม 8 คาบเรียน 2) แบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหา และ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างสัมพันธ์กัน (Paired Samples t-test)</p> <p> ผลการวิจัยปรากฏ ดังนี้ 1) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ โดยใช้กระบวนการแก้ปัญหาของโพลยาร่วมกับเทคนิคบาร์โมเดล มีความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาเศษส่วนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการแก้ปัญหาของโพลยาร่วมกับเทคนิคบาร์โมเดล มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> ธนารักษ์ คล่องใจ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/article/view/8355 Wed, 30 Sep 2026 00:00:00 +0700 การออกแบบการใช้แชทบอทช่วยสอน ร่วมกับการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน เพื่อส่งเสริมทักษะการออกแบบอัลกอริทึม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/article/view/8339 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ออกแบบการใช้แชทบอทช่วยสอนร่วมกับการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน เพื่อส่งเสริมทักษะการออกแบบอัลกอริทึม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปี ที่ 2 และ 2) เพื่อศึกษาผลการใช้แชทบอทช่วยสอน ร่วมกับการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน เพื่อส่งเสริมทักษะการออกแบบอัลกอริทึม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวังเหนือวิทยา จังหวัดลำปาง จำนวน 60 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 30 คน กลุ่มทดลองได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้แชทบอทช่วยสอนร่วมกับการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แชทบอทช่วยสอน แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดความรู้การออกแบบอัลกอริทึม แบบประเมินทักษะการออกแบบอัลกอริทึมวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์ค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test แบบเป็นอิสระต่อกัน (Independent Sample t-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) แชทบอทช่วยสอนที่ออกแบบตามกระบวนการ ADDIE Model และแผนการจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานที่มีการออกแบบให้มีการใช้แชทบอทใน ขั้นที่ 3 (ดำเนินการศึกษาค้นคว้า) นั้นมีคุณภาพและความสอดคล้องอยู่ในระดับสูง 2) ผลการใช้แชทบอทช่วยสอนร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานพบว่า นักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 อย่างไรก็ตาม นักเรียนกลุ่มทดลองมีทักษะการออกแบบอัลกอริทึมในองค์ประกอบด้านการวิเคราะห์ปัญหา และการตรวจสอบข้อผิดพลาดและทดสอบ สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การใช้แชทบอทช่วยสอนร่วมกับการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานสามารถส่งเสริมทักษะกระบวนการคิดบางด้านที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบอัลกอริทึมได้อย่างเหมาะสม</p> สุรางคนา ติ๊บปาละ, นรินธน์ นนทมาลย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/article/view/8339 Wed, 30 Sep 2026 00:00:00 +0700 การจัดกิจกรรมสะเต็มศึกษานอกห้องเรียนที่บูรณาการแนวคิดเศรษฐกิจบีซีจี เรื่อง ผ้าฝ้ายทอมือสีธรรมชาติ เพื่อพัฒนาความสามารถในการสร้างคำอธิบาย เชิงวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษาในจังหวัดลำพูน https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/article/view/8278 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความสามารถในการสร้างคำอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สะเต็มศึกษานอกห้องเรียนที่บูรณาการแนวคิดเศรษฐกิจบีซีจี เรื่อง ผ้าฝ้ายทอมือสีธรรมชาติ และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมสะเต็มศึกษานอกห้องเรียนที่บูรณาการแนวคิดเศรษฐกิจบีซีจี เรื่อง ผ้าฝ้ายทอมือสีธรรมชาติ กลุ่มวิจัยเป็นนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดลำพูน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จํานวน 14 คน ซึ่งได้จากการคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบประเมินความสามารถในการสร้างคำอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ความสามารถในการสร้างคำอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สะเต็มศึกษานอกห้องเรียนที่บูรณาการแนวคิดเศรษฐกิจบีซีจี เรื่อง ผ้าฝ้ายทอมือสีธรรมชาติ อยู่ในระดับดี เมื่อพิจารณาคะแนนเฉลี่ยรายองค์ประกอบ ได้แก่ ข้อกล่าวอ้าง (Claim) มีค่าเท่ากับ 4.11 หลักฐาน (Evidence) มีค่าเท่ากับ 2.97 และการให้เหตุผล (Reasoning) มีค่าเท่ากับ 4.28 และความพึงพอใจของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สะเต็มศึกษานอกห้องเรียนที่บูรณาการแนวคิดเศรษฐกิจบีซีจีมีค่าเท่ากับ 4.23 (S.D. = 0.15) อยู่ในระดับมาก</p> ดวงจันทร์ แก้วกงพาน, สุขี สุขดี, ธัญลักษณ์ มณีวรรณ, ดวงพร อุ่นจิตต์, หฤทัย ไทยสุชาติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/article/view/8278 Wed, 30 Sep 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์โดยใช้ปัญหาเป็นฐานที่เชื่อมโยงกับบริบทชีวิตจริงของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/article/view/7824 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning: PBL) ที่เชื่อมโยงกับบริบทชีวิตจริงเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70 (2) ศึกษาการเปลี่ยนแปลงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานที่เชื่อมโยงกับบริบทชีวิตจริงระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านห้วยเขว้า จังหวัดลพบุรี จำนวน 6 คน ได้จากการคัดเลือกแบบเจาะจงตามบริบท (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ และแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) หลังการเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานที่เชื่อมโยงกับบริบทชีวิตจริง โดยนักเรียนมีทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ในทุกองค์ประกอบผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 (2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานที่เชื่อมโยงกับบริบทชีวิตจริงสามารถส่งเสริมทั้งทักษะการแก้ปัญหาและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> นครินทร์ นุ่มดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/article/view/7824 Wed, 30 Sep 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาหุ่นแขนจำลองฝึกทักษะการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำสำหรับนักศึกษาพยาบาล https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/article/view/7449 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาหุ่นแขนจำลองฝึกทักษะการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำสำหรับนักศึกษาพยาบาล และประเมินประสิทธิผลของหุ่นแขนจำลองต่อทักษะการปฏิบัติการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำในสถานการณ์จำลอง การวิจัยดำเนินการเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การพัฒนาหุ่นแขนจำลอง โดยศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ออกแบบโครงสร้าง เลือกวัสดุ และสร้างหุ่นแขนจำลองต้นแบบสำหรับฝึกทักษะการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ ระยะที่ 2 การทดลองใช้หุ่นแขนจำลองกับนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 3 จำนวน 30 คน เพื่อประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ ความสมจริง ความสะดวกในการใช้งาน และนำข้อเสนอแนะไปปรับปรุงหุ่นแขนจำลอง และระยะที่ 3 การประเมินผลการใช้งานจริงกับนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2 จำนวน 118 คน เพื่อประเมินประสิทธิผลของหุ่นแขนจำลองต่อทักษะการปฏิบัติการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) หุ่นแขนจำลองฝึกทักษะการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำและแผนการฝึกทักษะ 2) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการใช้หุ่นแขนจำลอง และ 3) แบบตรวจสอบทักษะการปฏิบัติการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ ซึ่งผ่านการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือด้วยค่าดัชนีความสอดคล้องของเนื้อหา และแบบสอบถามความพึงพอใจมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .89 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มสัมพันธ์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า หุ่นแขนจำลองที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมต่อการฝึกทักษะ สามารถใช้งานได้จริง มีความยืดหยุ่น ทนทาน และเอื้อต่อการฝึกซ้ำในสถานการณ์จำลอง นักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2 มีความพึงพอใจต่อการใช้หุ่นแขนจำลองโดยรวมอยู่ในระดับมาก (M = 4.36, SD = 0.39) โดยด้านที่มีคะแนนสูงสุดคือประโยชน์ต่อการเรียนรู้และการฝึกทักษะ (M = 4.47, SD = 0.36) และความมั่นใจที่เกิดขึ้นหลังการฝึก (M = 4.44, SD = 0.39) เมื่อเปรียบเทียบทักษะการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำก่อนและหลังการฝึก พบว่าคะแนนหลังการฝึก (M = 19.75, SD = 1.80) สูงกว่าก่อนการฝึก (M = 15.40, SD = 2.05) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 17.82, p &lt; .001) สรุปได้ว่า หุ่นแขนจำลองที่พัฒนาขึ้นสามารถใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนเพื่อสนับสนุนการฝึกทักษะการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำของนักศึกษาพยาบาลได้</p> มณีจันทร์ วงศ์พรัด, จุฑารัตน์ พลเมือง, พัณณิตา หน่อแก้ว, สุภาภรณ์ สิงวิสุทธิ์, อมรรัตน์ ดอนวิชา, อมลวรรณ ฆ้องก่ำ, ศักดิ์ขรินทร์ นรสาร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/article/view/7449 Wed, 30 Sep 2026 00:00:00 +0700