วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU <p><strong>ภาษาไทย : </strong>วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม<br /><strong>English : </strong>Journal of Education Mahasarakham University</p> <p>ISSN: 3027-6268 (Online)<br /><br /><strong>การรับรองคุณภาพวารสาร</strong><br />วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ผ่านการรับรองคุณภาพของ ศูนย์ดัชนีอ้างอิงวารสารไทย Thai-Journal Citation Index Centre (TCI) ถึง 31 ธันวาคม 2572 อยู่ในฐานข้อมูล TCI กลุ่มที่ 2</p> <p><strong>จุดมุ่งหมายและขอบเขต</strong><br /> วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่ ผลงานทางวิชาการที่มีคุณภาพของนักวิชาการทั้งในและต่างประเทศโดยเผยแพร่ บทความวิชาการ บทความวิจัย/วิทยานิพนธ์ และบทวิจารณ์หนังสือ ในสาขาวิชาต่างๆ ได้แก่ การพัฒนาคุณภาพการศึกษา การพัฒนาการเรียนการสอน และการพัฒนาวิชาชีพครู โดยครอบคลุมสาขา<em>วิ</em>ชาหลักสูตรและการสอน การบริหารการศึกษา เทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์ศึกษา จิตวิทยาและแนะแนวการศึกษา การวัดและประเมินผลทางการศึกษา สถิติและวิจัยทางการศึกษา และสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องทางด้านการศึกษา </p> <p><strong>กำหนดการออกเผยแพร่</strong><br />วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กำหนดออกและตีพิมพ์เผยแพร่ ปีละ 4 ฉบับ<br />- ฉบับที่ 1 มกราคม – มีนาคม<br />- ฉบับที่ 2 เมษายน – มิถุนายน<br />- ฉบับที่ 3 กรกฎาคม – กันยายน<br />- ฉบับที่ 4 ตุลาคม – ธันวาคม<br />บทความที่พิมพ์เผยแพร่ในวารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ซึ่งวารสารนี้จัดทำเป็นรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Online) ในระบบ thaijo (ปีที่ 17 ฉบับที่ 4) เป็นต้นไป จะเผยแพร่บทความในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Online) เท่านั้น</p> <p><strong>บรรณาธิการ :</strong><br />รองศาสตราจารย์ ดร.จิระพร ชะโน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม<br /><br /><strong>กระบวนการพิจารณา</strong><br /> บทความที่ส่งพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จะต้องผ่านการพิจารณากลั่นกรองคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิในลักษณะผู้พิจารณาไม่ทราบชื่อผู้แต่งและผู้แต่งไม่ทราบชื่อผู้พิจารณา (Double-Blind Peer Review) ตามกระบวนการที่กองบรรณาธิการกำหนด ทั้งนี้บทความได้รับการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขานั้น ๆ จากหลากหลายสถาบัน และไม่อยู่ในสังกัดสถาบันเดียวกันกับผู้นิพนธ์</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์</strong></p> <p> * กรณีผู้นิพนธ์เป็น คณาจารย์และบุคลากร มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จ่ายค่าพิจารณาบทความในอัตรา 3,000 บาท/1 บทความ<br /> * กรณีผู้นิพนธ์เป็น สมาชิกตลอดชีพสมาคมศิษย์เก่า คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จ่ายค่าพิจารณาบทความในอัตรา 3,000 บาท/1 บทความ<br /> * กรณีผู้นิพนธ์เป็น บุคคลทั่วไป จ่ายค่าพิจารณาบทความในอัตรา 3,500 บาท/1 บทความ</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;"> </span><strong>การชำระเงิน</strong></p> <p><strong> </strong> * จะชำระเมื่อทางวารสารได้ตรวจสอบความถูกต้องเบื้องต้นจากกอง บก. และติดต่อกลับในช่องทางแชทในระบบ ThaiJo <strong>ก่อนนำเสนอต่อผู้ทรงคุณวุฒิ</strong><br /> * การชำระเงิน ชำระค่าธรรมเนียมผ่านทางธนาคาร<br /> ธนาคารทหารไทยธนชาต สาขาเสริมไทยคอมเพล็กซ์ มหาสารคาม<br /> ชื่อบัญชี คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม บัญชีเลขที่ 438-7-98306-9<br /><br /><strong>หมายเหตุ</strong><br /> * กองบรรณาธิการจะไม่คืนเงินในกรณีที่บทความไม่ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ ไม่ว่ากรณีใดๆ เพราะเป็นค่าตอบแทนการพิจารณาบทความของผู้ทรงคุณวุฒิ </p> th-TH joedumsu@gmail.com (รศ.ดร.จิระพร ชะโน (เริ่ม พ.ศ.2568-ปัจจุบัน)) thanadol.p@msu.ac.th (ผศ.ดร.ธนดล ภูสีฤทธิ์) Tue, 30 Dec 2025 13:05:52 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การจัดการเรียนรู้สะเต็มนอกห้องเรียนตามบริบทจังหวัดภูเก็ตเพื่อพัฒนาทักษะการสร้างแบบจำลองของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/article/view/6598 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาทักษะการสร้างแบบจำลองของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนเข้าร่วมการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษานอกห้องเรียนในบริบทจังหวัดภูเก็ต (2) พัฒนาทักษะการสร้างแบบจำลองของนักเรียนผ่านกระบวนการเรียนรู้นอกห้องเรียนตามแนวทางสะเต็มศึกษา และ (3) พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้สะเต็มศึกษานอกห้องเรียนที่ส่งเสริมทักษะการสร้างแบบจำลองอย่างมีประสิทธิภาพ กลุ่มวิจัยเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดภูเก็ต ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 36 คน ซึ่งได้จากการคัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) การเก็บข้อมูลใช้ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ผ่านแบบวัดทักษะการสร้างแบบจำลอง แบบสังเกตพฤติกรรม ใบกิจกรรมการเรียนรู้ และการสัมภาษณ์กลุ่มย่อย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ก่อนเข้าร่วมกิจกรรม นักเรียนส่วนใหญ่มีทักษะการสร้างแบบจำลองอยู่ในระดับต่ำ โดยเฉพาะขั้นการสร้างและออกแบบแบบจำลอง หลังการจัดกิจกรรมสะเต็มศึกษานอกห้องเรียน นักเรียนมีพัฒนาการชัดเจนครอบคลุมทั้ง 4 ขั้นตอนของทักษะการสร้างแบบจำลอง ได้แก่ การสร้างและออกแบบ (77.78%) การใช้แบบจำลอง (86.11%) การเปรียบเทียบและประเมินแบบจำลอง (83.33%) และการปรับปรุงแบบจำลอง (91.67%) คะแนนรวมหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงให้เห็นว่ากิจกรรมสะเต็มศึกษานอกห้องเรียนมีศักยภาพในการส่งเสริมทักษะการสร้างแบบจำลองของนักเรียนระดับประถมศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> ศิริวรรณ ฉัตรมณีรุ่งเจริญ, รุจิรดา จิตราวุธ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/article/view/6598 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง ลำดับและอนุกรม โดยใช้ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/article/view/6612 <p> การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง ลำดับและอนุกรม โดยใช้ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ผ่านการจัดกิจกรรมตามทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน (3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมตามทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง</p> <p> โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง (ฝ่ายมัธยม) ปีการศึกษา 2567 จำนวน 2 ห้องเรียน 55 คน ซึ่งผู้วิจัยใช้วิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster random sampling) ด้วยการจับฉลาก โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย (1) แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ลำดับและอนุกรม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (3) แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง สถิติที่ใช้ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า (1) กิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โดยใช้ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง มีประสิทธิภาพ 86.79/80.06 เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด คือ 80/80 (2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ผ่านการจัดกิจกรรมตามทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง มีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (3) ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมตามทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.93 ซึ่งอยู่ในระดับมาก</p> จิตรดา สมีเพ็ชร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/article/view/6612 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์เพื่อพัฒนาทักษะการเขียน: มุมมองของผู้เรียน English as a Foreign Language: EFL ชาวไทย https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/article/view/6613 <p>การเรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศ (EFL) ถือเป็นความท้าทายสำคัญของผู้เรียนชาวไทย โดยเฉพาะในด้านทักษะการเขียน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้และทัศนคติของผู้เรียน English as a Foreign Language: EFL ชาวไทย ที่มีต่อการใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ และเสนอแนะแนวทางการประยุกต์ใช้เครื่องมือดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods) ประกอบด้วยการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากแบบสอบถามและแบบทดสอบก่อน หลังใช้ AI (Pre-test/Post-test) กับกลุ่มตัวอย่างนักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาภาษาอังกฤษ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ จำนวน 100 คน โดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง และข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์เชิงลึก</p> <p>ผลการวิจัยเชิงปริมาณพบว่า ผู้เรียนมีความพึงพอใจโดยรวมต่อ AI อยู่ในระดับ "มาก" (x̄ = 4.29, S.D. = 0.54) โดยเฉพาะด้านความชัดเจนเข้าใจง่ายของข้อมูล (x̄ = 4.50) ความชัดเจนของข้อมูล ความน่าเชื่อถือ และความรวดเร็วในการตอบสนอง ขณะที่ผลการทดสอบหลังเรียน (Post-test) แสดงให้เห็นว่าผู้เรียนมีพัฒนาการด้านทักษะการเขียนดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนผลการวิจัยเชิงคุณภาพพบว่า เครื่องมือ AI เช่น Grammarly และ ChatGPT มีบทบาทสำคัญในการเพิ่มความแม่นยำทางไวยากรณ์ สร้างแนวคิดใหม่ และให้ข้อเสนอแนะแบบทันที ซึ่งช่วยเพิ่มความมั่นใจในการเขียน อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัด เช่น ความไม่แม่นยำของการวิเคราะห์บริบท และข้อเสนอแนะแบบอัตโนมัติที่อาจไม่สอดคล้องกับสไตล์การเขียนเฉพาะบุคคล</p> <p>การวิจัยนี้เสนอว่า การใช้เครื่องมือ AI ควรดำเนินควบคู่กับการสนับสนุนจากผู้สอนและการฝึกทักษะการประเมินผลด้วยตนเอง เพื่อเสริมสร้างทักษะการเขียนภาษาอังกฤษอย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว</p> พัชราพรรณ สุสมาวัตนะกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/article/view/6613 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้ปัญหาเป็นฐานด้วยเทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ รายวิชาคอมพิวเตอร์ 2 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/article/view/6620 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐาน 2) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ 3) เปรียบเทียบทักษะการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ก่อนและหลังการใช้รูปแบบ 4) ศึกษาผลการประเมินการใช้รูปแบบ กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วยครูผู้สอน ผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านค่ายวิทยา ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึกการประชุม แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบทักษะการแก้ปัญหา และแบบสอบถามความพึงพอใจ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และ t-test แบบ Dependent Samples</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการเรียนการสอนวิชาคอมพิวเตอร์ยังเน้นการบรรยาย ขาดการใช้เทคโนโลยีและการส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ นักเรียนยังมีทักษะดังกล่าวอยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 2) รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีองค์ประกอบ 6 ด้าน คือ หลักการ วัตถุประสงค์ กระบวนการเรียนรู้ บทบาทครูและนักเรียน ระบบสนับสนุน และสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ โดยผลประเมินคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด 3) นักเรียนมีทักษะการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 4) ความพึงพอใจของนักเรียนอยู่ในระดับมากที่สุด</p> สายัณห์ จ่าทัน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/article/view/6620 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ส่วนประสมทางการตลาดที่มีอิทธิพลต่อการเลือกเรียนหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครูของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/article/view/6621 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาส่วนประสมทางการตลาดที่มีอิทธิพลต่อการเลือกเรียนหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครูของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และเพื่อศึกษาส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อการเลือกเรียนหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครูจำแนกตามปัจจัยบุคคล ตัวอย่างในการวิจัย ได้แก่ นักศึกษาที่เรียนหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู วิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ในปีการศึกษา 2564-2566 จำนวน 270 คน เครื่องมือในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่การวิเคราะห์การถดถอยเชิงซ้อน (Multiple Regression Analysis) การทดสอบค่าที (t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One –way ANOVA)โดยกำหนดนัยสำคัญทางสถิติในการทดสอบที่ .05 ผลการวิจัย พบว่า ส่วนประสมทางการตลาดด้านราคาและด้านบุคลากรมีอิทธิพลต่อการเลือกเรียนหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู ส่วนปัจจัยบุคคล เพศที่แตกต่างกันมีผลต่อระดับความสำคัญของส่วนประสมทางการตลาดที่แตกต่างกัน ส่วนช่วงอายุและรายได้ที่แตกต่างกันมีผลต่อระดับความสำคัญของส่วนประสมทางการตลาดที่ไม่แตกต่างกัน</p> สมพร โกมารทัต, นักรบ หมี้แสน, สุธีรา นิมิตรนิวัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/article/view/6621 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 รูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างความสามารถใน การแก้ปัญหาและความสามารถในการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/article/view/6718 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานการปฏิบัติและความต้องการพัฒนาการจัดการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแก้ปัญหาและความสามารถในการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ 2) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ 3) ศึกษาผลการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ และ 4) ประเมินรูปแบบการจัดการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนสามชัยอุดมวิทย์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 1 ห้องเรียน 24 คน ได้จากการสุ่มแบบกลุ่มโดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ร่วมกับชุดกิจกรรม 2) แบบประเมินทักษะ 3) แบบทดสอบ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจ และ 5) แบบประเมินรูปแบบการจัดการเรียนรู้ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบ t-test แบบไม่อิสระ และการวิเคราะห์เนื้อหา<strong> <br /></strong> ผลการวิจัยพบว่า<br /> 1) ครูผู้สอนมีความคิดเห็นว่าการจัดการเรียนรู้อยู่ในระดับมากและมีความต้องการพัฒนาในระดับมากที่สุด ขณะที่นักเรียนเห็นว่าการจัดการเรียนรู้อยู่ในระดับปานกลางและมีความต้องการพัฒนาในระดับมาก<br /> 2) รูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแก้ปัญหาและความสามารถในการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ ประกอบด้วย 8 องค์ประกอบ คือ 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) กระบวนการจัดการเรียนรู้ มี 5 ขั้นตอนย่อย ได้แก่ 3.1 ขั้นกระตุ้นความสนใจ 3.2 ขั้นวิเคราะห์ผลงานร่วมกัน 3.3 ขั้นสรุปเป็นแผนผังมโนทัศน์ 3.4 ขั้นขยายความรู้ และ 3.5 ขั้นการประเมินผล 4) สาระหลัก 5) สิ่งส่งเสริมการเรียนรู้ 6) ระบบสังคม 7) หลักการตอบสนอง และ 8) สิ่งสนับสนุน<br /> 3) ผลการใช้รูปแบบที่พัฒนาขึ้น พบว่า มีค่าประสิทธิภาพ 84.50/83.06 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ค่าดัชนีประสิทธิผล 0.7376 ทักษะการแก้ปัญหาและการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์อยู่ในระดับดีมาก ผลการทดสอบความสามารถในการแก้ปัญหาและการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ <strong>.</strong>05 และความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยรูปแบบอยู่ในระดับมากที่สุด<br /> 4) ผลการประเมินรูปแบบโดยภาพรวมพบว่ามีคุณภาพและความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> ศิริวรรณ ถิตย์รัศมี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/article/view/6718 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การสังเคราะห์งานวิจัยเกี่ยวกับวิธีการจัดการเรียนรู้ที่ส่งผลต่อทักษะการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษา https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/article/view/7312 <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาคุณลักษณะงานวิจัย 2) ประเมินคุณภาพงานวิจัย 3) เปรียบเทียบค่าขนาดอิทธิพลของวิธีการจัดการเรียนรู้ที่ส่งผลต่อทักษะการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษา จำแนกตามคุณลักษณะงานวิจัย จากงานวิจัย จำนวน 50 เรื่อง โดยใช้แบบประเมินคุณภาพงานวิจัย และแบบบันทึกคุณลักษณะงานวิจัย วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงบรรยายและการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One way ANOVA) ผลการวิจัยพบว่า<br /><span style="font-size: 0.875rem;">1. งานวิจัยที่นำมาสังเคราะห์ส่วนใหญ่เป็นงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในปี 2560 จากมหาวิทยาลัยบูรพา และมหาวิทยาลัยนเรศวร (จาก 16 มหาวิทยาลัย) ในคณะศึกษาศาสตร์ สาขาคณิตศาสตร์ศึกษา ใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบแนะให้รู้คิด (CGI) และแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL) ส่วนมากเป็นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ทุกเรื่องใช้ระยะเวลาในการทดลอง 1 ภาคเรียน ประเภทของการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ คือ การเชื่อมโยงในรายวิชา สาระในวิชาคณิตศาสตร์ที่ใช้มากที่สุด คือ สาระที่ 1 จำนวนและพีชคณิต แบบแผนการวิจัยที่ใช้มากที่สุด คือ แบบแผนการวิจัยแบบกลุ่มเดียววัดผลหลังการทดลอง, แบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนการทดลองและหลังการทดลอง และแบบสองกลุ่มมีกลุ่มควบคุมวัดผลก่อนและหลังการทดลอง เครื่องมือที่ใช้มากที่สุด คือ ชุดกิจกรรมหรือ แผนการสอน และแบบทดสอบ</span></p> <p>ใช้การสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่มมากที่สุด จำนวนกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยที่มากที่สุดอยู่ในช่วง 40 – 49 คน ใช้การตรวจสอบคุณภาพด้วยความเที่ยงตรงมากที่สุด ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเป็นสถิติที่ใช้มากที่สุด และ t-test เป็นสถิติทดสอบสมมติฐานที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลมากที่สุด<br /><span style="font-size: 0.875rem;">2. ผลการประเมินคุณภาพงานวิจัย พบว่า ในภาพรวมมีผลการประเมินอยู่ในระดับดีมาก<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ผลการเปรียบเทียบค่าขนาดอิทธิพล พบว่า ค่าขนาดอิทธิพลไม่แตกต่างกันทั้ง 9 ตัวแปร</span></p> พงศกร แก้ววิเศษ, ญาณภัทร สีหะมงคล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/article/view/7312 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการเสริมสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 3 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/article/view/7457 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 3 2) เพื่อพัฒนาแนวทางการเสริมสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 3 ใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน ดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 3 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครู จำนวน 308 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ ระยะที่ 2 พัฒนาแนวทางการเสริมสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 3 โดยวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นจากสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ของแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู และข้อมูลจากการถอดองค์ความรู้ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนที่มีวิธีการปฏิบัติที่ดี (Best Practice) จำนวน 4 โรงเรียน ร่างเป็นแนวทางการเสริมสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู และประเมินแนวทางโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างและแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทาง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ<br />ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น (Priority Needs Index: PNI)</p> <p> ผลการวิจัย 1) สภาพปัจจุบันของแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 3 โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> =3.73, S.D.= 0.91) สภาพที่พึงประสงค์ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> =4.70, S.D.= 0.56) และลำดับความต้องการจำเป็น เรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ สภาพการทำงาน เงินเดือน วิธีการปกครองบังคับบัญชา นโยบายและการบริหารงาน ลักษณะของงาน ความก้าวหน้าในตำแหน่งการงาน การยอมรับนับถือ ความสัมพันธ์กับผู้อื่น ความรับผิดชอบ ความสำเร็จของงาน 2) แนวทางการเสริมสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 3 ที่พัฒนาได้ประกอบด้วย 10 องค์ประกอบ 40 แนวทาง ได้แก่ 1) ด้านสภาพการทำงาน 4 แนวทาง 2) ด้านเงินเดือน 4 แนวทาง 3) ด้านวิธีการปกครองบังคับบัญชา 4 แนวทาง 4) ด้านนโยบายและการบริหารงาน 4 แนวทาง 5) ด้านลักษณะของงาน 4 แนวทาง 6) ด้านความก้าวหน้าในตำแหน่งการงาน 4 แนวทาง 7) ด้านการยอมรับนับถือ 4 แนวทาง 8) ด้านความสัมพันธ์กับผู้อื่น 4 แนวทาง 9) ด้านความสำเร็จของงาน 4 แนวทาง และ 10) ด้านความรับผิดชอบ 4 แนวทาง ผลการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทางการเสริมสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 3 พบว่า แนวทางมีความเหมาะสมและความเป็นไปได้โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายข้อพบว่า ทุกแนวทางมีความเหมาะสมและความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุดเช่นเดียวกันทุกข้อ</p> ระวินท์วิภา เถาว์ชาลี, กาญจน์ เรืองมนตรี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/article/view/7457 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การเปรียบเทียบทักษะการแต่งคำประพันธ์โคลงสี่สุภาพของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ระหว่าง วิธีสอนแบบสร้างองค์ความรู้ (Constructivist) กับวิธีสอนแบบปกติ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/article/view/7517 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เปรียบเทียบทักษะการแต่งคำประพันธ์ประเภทโคลงสี่สุภาพของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ระหว่างวิธีสอนแบบสร้างองค์ความรู้ (Constructivist) กับวิธีสอนแบบปกติ (2) เปรียบเทียบทักษะการแต่งคำประพันธ์ประเภทโคลงสี่สุภาพของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยวิธีสอนแบบสร้างองค์ความรู้ (Constructivist) (3) เปรียบเทียบทักษะการแต่งคำประพันธ์ประเภทโคลงสี่สุภาพของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ระหว่างก่อนเรียน และหลังเรียนด้วยวิธีสอนแบบปกติ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสาธิต “พิบูลบำเพ็ญ” มหาวิทยาลัยบูรพา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบสุ่มอย่างง่าย โดยการนำคะแนนสอบกลางภาค วิชาภาษาไทยของนักเรียนทั้ง 10 ห้องมาหาค่าความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) แล้วเลือกคู่ของค่าเฉลี่ยที่ไม่แตกต่างกันจำนวน 1 คู่มาจับสลาก พบว่า นักเรียนห้องที่ 8 เป็นกลุ่มที่เรียนด้วยวิธีสอนแบบสร้างองค์ความรู้ (Constructivist) และนักเรียนห้องที่ 9 เป็นกลุ่มที่เรียนด้วยวิธีสอนแบบปกติ</p> <p>เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบสร้างองค์ความรู้ (Constructivist) จำนวน 6 แผน แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบปกติ จำนวน 6 แผน และแบบทดสอบวัดทักษะการแต่งคำประพันธ์ประเภทโคลงสี่สุภาพ โดยใช้เกณฑ์การประเมินผลการแต่งคำประพันธ์ประเภทโคลงสี่สุภาพ ซึ่งผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ และหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การทดสอบค่า (t-test) แบบ Dependent และ Independent ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ (1) ทักษะการแต่งคำประพันธ์ประเภทโคลงสี่สุภาพ ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 พบว่า ทักษะการแต่งคำประพันธ์ของนักเรียนที่เรียนด้วยวิธีสอนแบบสร้างองค์ความรู้ (Constructivist) สูงกว่าค่าเฉลี่ยคะแนนของนักเรียนที่เรียนด้วยวิธีสอนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (2) ทักษะการแต่งคำประพันธ์ประเภทโคลงสี่สุภาพ ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนด้วยวิธีสอนแบบสร้างองค์ความรู้ (Constructivist) พบว่า ทักษะการแต่งคำประพันธ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (3) ทักษะการแต่งคำประพันธ์ประเภทโคลงสี่สุภาพ ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนด้วยวิธีสอนแบบปกติ พบว่า ทักษะการแต่งคำประพันธ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> ศศิวงศ์ พูลพิพัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/article/view/7517 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลการประยุกต์ใช้บอร์ดเกมเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการเขียนสร้างสรรค์วรรณกรรมสำหรับเด็กของนักศึกษาหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/article/view/7534 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้บอร์ดเกมเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการเขียนสร้างสรรค์วรรณกรรมสำหรับเด็กของนักศึกษาหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการนำบอร์ดเกมมาประยุกต์ใช้เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการเขียนสร้างสรรค์วรรณกรรมสำหรับเด็ก กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้คือนักศึกษาชั้นปีที่ 3 หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ที่ลงทะเบียนเรียนในรายวิชาวรรณกรรมสำหรับเด็ก ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 1 หมู่เรียน รวม 40 คน ได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) ผลการวิจัยพบว่านักศึกษากลุ่มตัวอย่างที่นำบอร์ดเกมมาประยุกต์ใช้ในการเสริมสร้างความสามารถในการเขียนสร้างสรรค์วรรณกรรมสำหรับเด็ก มีค่าเฉลี่ยความสามารถหลังเรียน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{X}" alt="equation" />= 81.87, S.D. = 5.88) สูงกว่าความสามารถก่อนเรียน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{X}" alt="equation" />= 54.30 , S.D. = 5.89) อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 และมีระดับความพึงพอใจต่อการนำบอร์ดเกมมาประยุกต์ใช้ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{X}" alt="equation" />=4.53, S.D. =0.57)</p> ภัทรขวัญ ทองเถาว์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/article/view/7534 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700