https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/issue/feed
วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
2026-03-31T19:54:28+07:00
รศ.ดร.จิระพร ชะโน (เริ่ม พ.ศ.2568-ปัจจุบัน)
joedumsu@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>ภาษาไทย : </strong>วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม<br /><strong>English : </strong>Journal of Education Mahasarakham University</p> <p>ISSN: 3027-6268 (Online)<br /><br /><strong>การรับรองคุณภาพวารสาร</strong><br />วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ผ่านการรับรองคุณภาพของ ศูนย์ดัชนีอ้างอิงวารสารไทย Thai-Journal Citation Index Centre (TCI) ถึง 31 ธันวาคม 2572 อยู่ในฐานข้อมูล TCI กลุ่มที่ 2</p> <p><strong>จุดมุ่งหมายและขอบเขต</strong><br /> วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่ ผลงานทางวิชาการที่มีคุณภาพของนักวิชาการทั้งในและต่างประเทศโดยเผยแพร่ บทความวิชาการ บทความวิจัย/วิทยานิพนธ์ และบทวิจารณ์หนังสือ ในสาขาวิชาต่างๆ ได้แก่ การพัฒนาคุณภาพการศึกษา การพัฒนาการเรียนการสอน และการพัฒนาวิชาชีพครู โดยครอบคลุมสาขา<em>วิ</em>ชาหลักสูตรและการสอน การบริหารการศึกษา เทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์ศึกษา จิตวิทยาและแนะแนวการศึกษา การวัดและประเมินผลทางการศึกษา สถิติและวิจัยทางการศึกษา และสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องทางด้านการศึกษา </p> <p><strong>กำหนดการออกเผยแพร่</strong><br />วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กำหนดออกและตีพิมพ์เผยแพร่ ปีละ 4 ฉบับ<br />- ฉบับที่ 1 มกราคม – มีนาคม<br />- ฉบับที่ 2 เมษายน – มิถุนายน<br />- ฉบับที่ 3 กรกฎาคม – กันยายน<br />- ฉบับที่ 4 ตุลาคม – ธันวาคม<br />บทความที่พิมพ์เผยแพร่ในวารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ซึ่งวารสารนี้จัดทำเป็นรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Online) ในระบบ thaijo (ปีที่ 17 ฉบับที่ 4) เป็นต้นไป จะเผยแพร่บทความในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Online) เท่านั้น</p> <p><strong>บรรณาธิการ :</strong><br />รองศาสตราจารย์ ดร.จิระพร ชะโน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม<br /><br /><strong>กระบวนการพิจารณา</strong><br /> บทความที่ส่งพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จะต้องผ่านการพิจารณากลั่นกรองคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิในลักษณะผู้พิจารณาไม่ทราบชื่อผู้แต่งและผู้แต่งไม่ทราบชื่อผู้พิจารณา (Double-Blind Peer Review) ตามกระบวนการที่กองบรรณาธิการกำหนด ทั้งนี้บทความได้รับการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขานั้น ๆ จากหลากหลายสถาบัน และไม่อยู่ในสังกัดสถาบันเดียวกันกับผู้นิพนธ์</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์</strong></p> <p> * กรณีผู้นิพนธ์เป็น คณาจารย์และบุคลากร มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จ่ายค่าพิจารณาบทความในอัตรา 3,000 บาท/1 บทความ<br /> * กรณีผู้นิพนธ์เป็น สมาชิกตลอดชีพสมาคมศิษย์เก่า คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จ่ายค่าพิจารณาบทความในอัตรา 3,000 บาท/1 บทความ<br /> * กรณีผู้นิพนธ์เป็น บุคคลทั่วไป จ่ายค่าพิจารณาบทความในอัตรา 3,500 บาท/1 บทความ</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;"> </span><strong>การชำระเงิน</strong></p> <p><strong> </strong> * จะชำระเมื่อทางวารสารได้ตรวจสอบความถูกต้องเบื้องต้นจากกอง บก. และติดต่อกลับในช่องทางแชทในระบบ ThaiJo <strong>ก่อนนำเสนอต่อผู้ทรงคุณวุฒิ</strong><br /> * การชำระเงิน ชำระค่าธรรมเนียมผ่านทางธนาคาร<br /> ธนาคารทหารไทยธนชาต สาขาเสริมไทยคอมเพล็กซ์ มหาสารคาม<br /> ชื่อบัญชี คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม บัญชีเลขที่ 438-7-98306-9<br /><br /><strong>หมายเหตุ</strong><br /> * กองบรรณาธิการจะไม่คืนเงินในกรณีที่บทความไม่ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ ไม่ว่ากรณีใดๆ เพราะเป็นค่าตอบแทนการพิจารณาบทความของผู้ทรงคุณวุฒิ </p>
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/article/view/7443
ผลการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบการอ่านและการเขียนจากภาพ (PWIM) ที่มีต่อความสามารถในการอ่านและการเขียนภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
2025-10-02T15:36:40+07:00
ปริมประภา ภูสมปอง
66010588004@msu.ac.th
มนตรี วงษ์สะพาน
montree.v@msu.ac.th
<p> การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมาย 1) เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบการอ่านและการเขียนจากภาพ (PWIM) เรื่อง มาตราตัวสะกดของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถด้านการอ่านภาษาไทย โดยใช้การจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบการอ่านและการเขียนจากภาพ (PWIM) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 กับเกณฑ์ร้อยละ 75 3) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถด้านการเขียนภาษาไทย โดยใช้การจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบการอ่านและการเขียนจากภาพ (PWIM) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 กับเกณฑ์ร้อยละ 75 ตัวอย่างในการวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านเขือง อำเภอ เชียงขวัญ จังหวัดร้อยเอ็ด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ดเขต 1 จำนวน 17 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 ซึ่งได้จากการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองวิจัย คือแผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง มาตราตัวสะกด ตามรูปแบบการอ่านและการเขียนจากภาพ (PWIM) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 8 แผน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แบบประเมินความสามารถด้านการอ่านภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งมีลักษณะเป็นการปฏิบัติการอ่าน จำนวน 15 ข้อ 2) แบบทดสอบความสามารถด้านการเขียนภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งมีลักษณะ เป็นข้อสอบอัตนัยเขียนตอบ จำนวน 15 ข้อสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานโดยใช้การใช้สถิติวิเคราะห์แบบ One sample t – test</p> <p> ผลการวิจัยปรากฏดังนี้ 1) ผลการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบการอ่านและการเขียนจากภาพ (PWIM) เรื่อง มาตราตัวสะกดของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 8 แผน มีขั้นตอนการจัดการจัดการเรียนรู้ 7 ขั้นตอน คือ 1.1) เตรียมเข้าสู่บทเรียน 1.2)โยงภาพกับคำและออกเสียงสะกด 1.3)นักเรียนอ่านและสะกดคำ 1.4)การจัดกลุ่มคำ 1.5)เพิ่มคำ 1.6)แต่งประโยค 1.7)อ่านและทบทวนประโยค โดยประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบการอ่านและการเขียนจากภาพ (PWIM) ที่มีต่อความสามารถในการอ่านและการเขียนภาษาไทยของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 พบว่าประสิทธิภาพของกระบวนการ (E<sub>1</sub>) เท่ากับ 81.29 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 130.06 และมีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 23.59 และประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E<sub>2</sub>) เท่ากับ 81.47 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 32.59 และมีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 5.12 ดังนั้นการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบการอ่านและการเขียนจากภาพ (PWIM) เรื่อง มาตราตัวสะกด ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เท่ากับ 81.29/81.47 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 2) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบการอ่านและการเขียนจากภาพ (PWIM) มีความสามารถด้านการอ่านภาษาไทย ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 16.35 และมีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.47 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 อย่างมี นัยสำคัญ ที่ระดับ .05 3) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบการอ่านและการเขียนจากภาพ (PWIM) มีความสามารถด้านการเขียนภาษาไทย มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 16.24 และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.73 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/article/view/7512
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องพลเมืองดีตามวิถีประชาธิปไตยโดยใช้บทบาทสมมติร่วมกับการสืบเสาะหาความรู้ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
2025-09-29T19:30:20+07:00
วีรวิชญ์ บุญส่ง
nookcm2000@hotmail.com
ธีรภัทร เขตนิมิตร
Veeravit.b@lawasri.tru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง พลเมืองดีตามวิถีประชาธิปไตย ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่ได้รับการจัด การเรียนรู้โดยใช้บทบาทสมมติร่วมกับการสืบเสาะหาความรู้ และ 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้บทบาทสมมติร่วมกับการสืบเสาะหาความรู้ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/2 โรงเรียนอนุบาลจังหวัดทหารบกลพบุรี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 33 คน ได้จากการสุ่มแบบกลุ่ม โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 13 แผน ๆ ละ 1 ชั่วโมง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบปรนัย จำนวน 30 ข้อ และ แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้ จำนวน 12 ข้อ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ t-test แบบ dependent samples</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้บทบาทสมมติร่วมกับการสืบเสาะหาความรู้ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 และ 2) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{X}" alt="equation" /> = 4.54, S.D. = 0.57) โดยรายการที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ กิจกรรมที่มีความสนุกและน่าสนใจ ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการบูรณาการเทคนิคบทบาทสมมติและการสืบเสาะหาความรู้สามารถ ส่งเสริมทั้งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทัศนคติเชิงบวกของผู้เรียนต่อรายวิชาหน้าที่พลเมืองได้ อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/article/view/7582
การพัฒนารายวิชาสติ เพื่อการเรียนรู้แบบเปิดสำหรับผู้สูงวัยในภาคตะวันออก
2025-11-22T21:16:44+07:00
พิมพ์สุพร สุนทรินทร์
pimsuporn@go.buu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นการพัฒนารายวิชาสติ เพื่อการเรียนรู้แบบเปิดสำหรับผู้สูงวัยในภาคตะวันออก 2) พัฒนารายวิชาสติ เพื่อการเรียนรู้แบบเปิดสำหรับผู้สูงวัย ในภาคตะวันออก และ3) ทดลองใช้และประเมินผลรายวิชาสติ เพื่อการเรียนรู้แบบเปิดสำหรับผู้สูงวัยในภาคตะวันออก มีวิธีการดำเนินการวิจัย 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาความต้องการจำเป็นฯ กลุ่มตัวอย่าง คือ กลุ่มผู้สูงวัย ในภาคตะวันออก จำนวน 400 คน กลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 12 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามความต้องการจำเป็น และแบบสัมภาษณ์เชิงลึก ขั้นตอนที่ 2 การพัฒนารายวิชาสติ เพื่อการเรียนรู้แบบเปิดสำหรับผู้สูงวัย ในภาคตะวันออก กลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบประเมินคุณภาพรายวิชาสติ เพื่อการเรียนรู้แบบเปิดสำหรับผู้สูงวัย ในภาคตะวันออก และขั้นตอนที่ 3 การทดลองใช้รายวิชาสติ เพื่อการเรียนรู้แบบเปิดสำหรับผู้สูงวัยในภาคตะวันออก กลุ่มผู้เรียน จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ รายวิชาสติ เพื่อการเรียนรู้แบบเปิดสำหรับผู้สูงวัยในภาคตะวันออก และแบบประเมินความพึงพอใจรายวิชาสติ เพื่อการเรียนรู้แบบเปิดสำหรับผู้สูงวัยในภาคตะวันออก สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าสถิติเชิงพรรณา ความต้องการจำเป็น ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ E1/E2 และ สถิติ t-test แบบ Dependent Samples ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) <span style="font-size: 0.875rem;">ความต้องการจำเป็นในแต่ละด้านเกี่ยวกับการฝึกสติ มีลำดับความสำคัญดังนี้ ด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุด คือ ด้านรูปแบบและวิธีการของการฝึกสติ (PNImodified = 0.39) รองลงมา ด้านการนำการฝึกสติไปใช้ในชีวิตประจำวัน (PNImodified = 0.36) และด้านการฝึกสติขั้นพื้นฐาน (PNImodified = 0.27) ตามในลำดับ ขณะที่ด้านความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับสติ (PNImodified = 0.19) เป็นด้านที่มีความต้องการจำเป็นน้อยที่สุด 2)</span><span style="font-size: 0.875rem;">ผลการพัฒนารายวิชาสติ (Mindfulness) เพื่อการเรียนรู้แบบเปิดสำหรับผู้สูงวัยในภาคตะวันออก โดยผู้ทรงคุณวุฒิประเมินคุณภาพรายวิชาสติอยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{X}" alt="equation" />= 4.47, S.D. = 0.50), ประสิทธิภาพเท่ากับ E</span><sub>1</sub><span style="font-size: 0.875rem;">/ E</span><sub>2</sub><span style="font-size: 0.875rem;"> = 81.86/82.98 เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 ซึ่งสะท้อนว่ารายวิชาสติมีประสิทธิภาพ และคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{X}" alt="equation" />= 7.67) (S.D.=0.79) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 แสดงว่าผู้สูงวัยที่เข้าร่วมมีการพัฒนาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสติอย่างชัดเจน 3) </span><span style="font-size: 0.875rem;">ผู้สูงวัยมีความพึงพอใจต่อบทเรียนออนไลน์ BUU MOOCs โดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{X}" alt="equation" />= 3.88, S.D. = 0.76) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านประโยชน์ที่ได้รับจากการเรียนออนไลน์มีค่าเฉลี่ยสูงสุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{X}" alt="equation" />= 3.97, S.D. = 0.74) รองลงมาคือด้านการออกแบบและการนำเสนอบทเรียนออนไลน์ (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{X}" alt="equation" />= 3.93, S.D. = 0.74) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าบทเรียนออนไลน์ BUU MOOCs สามารถสนับสนุนการจัดการเรียนการสอนในยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ</span></p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/article/view/7587
การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมการผลิตเห็ดเชิงพาณิชย์ สำหรับกลุ่มเกษตรกร ตำบลหาดคำ จังหวัดหนองคาย
2025-11-26T12:05:29+07:00
จุฬาวดี มีวันคำ
julawadee.m@gmail.com
ศศิพงษ์ ศรีสวัสดิ์
Julawadee.me@udru.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมการผลิตเห็ดเชิงพาณิชย์ สำหรับกลุ่มเกษตรกร ตำบลหาดคำ จังหวัดหนองคาย 2) ศึกษาผลการใช้หลักสูตรฝึกอบรม 3) ศึกษาความพึงพอใจของผู้เข้าอบรมที่มีต่อหลักสูตรฝึกอบรม การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ ประชาชนที่มีความสนใจในการผลิตเห็ดเชิงพาณิชย์ จำนวน 30 คน ได้มาโดยวิธีเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) หลักสูตรฝึกอบรม 2) แบบประเมินความรู้และความสามารถ และ 3) แบบประเมินความพึงพอใจ ข้อมูลที่ได้จากการศึกษานํามาวิเคราะห์โดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานการวิเคราะห์เนื้อหาและการทดสอบทีกรณีกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระต่อกัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมการผลิตเห็ดเชิงพาณิชย์ สำหรับกลุ่มเกษตรกร ตำบลหาดคำ จังหวัดหนองคาย มีองค์ประกอบ ดังนี้ 1. หลักการและเหตุผลของหลักสูตร 2. วัตถุประสงค์ของหลักสูตร 3. เนื้อหาของหลักสูตร 4. โครงสร้างของหลักสูตร 5. กิจกรรมการฝึกอบรม 6. สื่อ/วัสดุประกอบการฝึกอบรม และ 7. การวัดผลและการประเมินผล มีความเหมาะสมในระดับมาก 2) ผลการใช้หลักสูตรฝึกอบรม มีคะแนนหลังการฝึกอบรมสูงกว่าก่อนการฝึกอบรมอย่างมีนัยสำคัญ .05 และมีระดับความสามารถอยู่ในระดับดี 3) ความพึงพอใจของผู้เข้าอบรมที่มีต่อหลักสูตรฝึกอบรม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/article/view/7608
การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิคผังกราฟิกที่ส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหา เรื่อง การกำหนดราคาและค่าจ้าง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
2025-12-17T04:58:23+07:00
นิเวศ ตรีจันทร์
nivasetreejund@gmail.com
ทัชชวัฒน์ เหล่าสุวรรณ
ivasetreejund@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับผังกราฟิกที่ส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหา เรื่อง การกำหนดราคาและค่าจ้าง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาระหว่างก่อนและหลังเรียน 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนและหลังเรียน เรื่อง การกำหนดราคาและค่าจ้าง 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับผังกราฟิก ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนผาน้ำทิพย์วิทยา จำนวน 24 คน ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ แบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหา แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติ Dependent Samples t-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิคผังกราฟิก มีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.02/80.33 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 2) ความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน เรื่อง การกำหนดราคาและค่าจ้าง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยรวมอยู่ในระดับมาก</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/article/view/7620
การศึกษาความต้องการจำเป็นในการจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุกวิชาสังคมศึกษาของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 2
2025-12-12T10:08:36+07:00
กรวรรณ ทุมพิลา
korawan1929@gmail.com
อรัญ ซุยกระเดื่อง
korawan1929@gmail.com
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกวิชาสังคมศึกษาของครู 2) ศึกษาความต้องการจำเป็นในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกวิชาสังคมศึกษา 3) เปรียบเทียบสภาพปัจจุบันสภาพที่พึงประสงค์ในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกวิชาสังคมศึกษาของครู จำแนกตามเพศ อายุ และตำแหน่งของครูผู้สอน 4) ศึกษาข้อเสนอแนะในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกวิชาสังคมศึกษาของครู กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูผู้สอน จำนวน 302 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามเกี่ยวกับสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ในการจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุกของครูสังคมศึกษา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติ Independent Samples t-test และวิเคราะห์ความแปรปรวน F-test (One -way ANOVA) </p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูวิชาสังคมศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการออกแบบการเรียนรู้และด้านการจัดการเรียนรู้ผ่านกระบวนการคิดและการลงมือปฏิบัติอยู่ในระดับมาก ขณะที่ด้านการใช้และพัฒนาสื่อนวัตกรรมเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ และด้านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ตามสภาพจริงอยู่ในระดับปานกลาง 2) สภาพพึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าทุกด้านอยู่ในระดับมากที่สุด 3) ความต้องการจำเป็นเร่งด่วนในการพัฒนาจัดลำดับได้ดังนี้ ลำดับที่ 1 การใช้และพัฒนาสื่อนวัตกรรมเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ ลำดับที่ 2 การวัดและประเมินผลตามสภาพจริง ลำดับที่ 3 การจัดการเรียนรู้ผ่านกระบวนการคิดและการลงมือปฏิบัติ และลำดับที่ 4 การออกแบบการเรียนรู้ 4) การเปรียบเทียบสภาพพึงประสงค์จำแนกตามตำแหน่งงาน พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 5) ข้อเสนอแนะสำคัญคือ ควรพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุกใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ การออกแบบการเรียนรู้ การจัดกิจกรรมที่เน้นการคิดและการปฏิบัติจริง การใช้และพัฒนาสื่อนวัตกรรมเทคโนโลยี และการวัดและประเมินผลตามสภาพจริง เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้และสมรรถนะที่พึงประสงค์ของผู้เรียน</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/article/view/7627
สภาวะความเป็นปัญหาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เรื่องการบวกและการลบ ในชั้นเรียนคณิตศาสตร์ที่ใช้นวัตกรรมการศึกษาชั้นเรียนด้วยวิธีการแบบเปิด
2025-12-09T01:02:25+07:00
วชิรวิทย์ วังทะพันธ์
p_wachirawit@kkumail.com
สัมพันธ์ ถิ่นเวียงทอง
p_wachirawit@kkumail.com
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สภาวะความเป็นปัญหาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เรื่องการบวกและการลบในชั้นเรียนคณิตศาสตร์ภายใต้นวัตกรรม TLSOA ตามแนวคิดของ Inprasitha (2022) กลุ่มเป้าหมายคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2567 เลือกแบบเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลใช้เครื่องมือ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบบันทึกภาคสนาม ผลงานนักเรียน เครื่องบันทึกวีดิทัศน์ เสียง และภาพนิ่ง วิเคราะห์ข้อมูลตามกรอบแนวคิดของ Isoda & Katagiri (2012)<br> ผลการวิจัยสรุปตามวงจรการศึกษาชั้นเรียน 3 ขั้นตอน พบว่า (1) ขั้นการออกแบบแผนร่วมกัน ทีมการศึกษาชั้นเรียนร่วมกันวิเคราะห์หนังสือเรียน ออกแบบสถานการณ์ปัญหาและคำสั่ง คาดการณ์ตำแหน่งที่นักเรียนจะเกิดสภาวะความเป็นปัญหาเกี่ยวกับการบวกและการลบ (2) ขั้นการสังเกตการสอนร่วมกัน พบว่าชั้นเรียนที่ใช้นวัตกรรม TLSOA นักเรียนทุกคนเกิดสภาวะความเป็นปัญหาทั้ง 2 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ความต้องการแก้ปัญหาเกี่ยวกับการบวกและการลบที่มีความคลุมเครือ โดยแสดงความสงสัยใคร่รู้ผ่านการสังเกต ตั้งคำถาม การอภิปราย และการคาดการณ์คำตอบเบื้องต้น และ 2) การแก้ปัญหาด้วยตนเอง โดยใช้แนวคิดที่หลากหลาย ได้แก่ การรวมกัน การเพิ่มขึ้น การหักออก และการเปรียบเทียบ ช่วงท้ายของบทเรียนนักเรียนสามารถสรุปแนวคิดสำคัญอย่างชัดเจน คือ “การทำให้เต็มสิบ” (Make ten) ในการบวกและการใช้ “หน่วยสิบ” (Ten as a Unit) เป็นเครื่องมือในการลบและเปรียบเทียบจำนวน แสดงถึงความเข้าใจเชิงโครงสร้างของจำนวน (3) ขั้นการสะท้อนผลร่วมกัน ทีมการศึกษาชั้นเรียนสะท้อนผลจากผลงานนักเรียนและ แบบบันทึกภาคสนาม เพื่อปรับสถานการณ์ปัญหา สื่อ และการคาดการณ์สภาวะความเป็นปัญหา เพื่อกระตุ้นให้นักเรียนเกิดความต้องการและการลงมือแก้ปัญหาด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง</p> <p> </p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/article/view/7648
การพัฒนาทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์วรรณคดีไทย โดยใช้ห้องเรียนเสมือนจริง ด้วยจักรวาลนฤมิตร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
2025-12-11T15:39:31+07:00
ธนิดา วรฤทธิ์
thanidaworarit@gmail.com
กัญณภัทร นิธิศวราภากุล
kannaphat@pnru.ac.th
<p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เปรียบเทียบทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์วรรณคดีไทย ก่อนและหลังเรียนโดยใช้ห้องเรียนเสมือนจริงด้วยจักรวาลนฤมิตร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อห้องเรียนเสมือนจริงด้วยจักรวาลนฤมิตร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน ประชากรได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนวัดแหลมฟ้าผ่า 2 ห้องเรียน จำนวน 61 คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนวัดแหลมฟ้าผ่า จำนวน 31 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ห้องเรียนเสมือนจริงด้วยจักรวาลนฤมิตร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน 2) แบบวัดทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์วรรณคดีไทย และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อห้องเรียนเสมือนจริงด้วยจักรวาลนฤมิตร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิธีการทดสอบค่าที (t-test) และสถิติทดสอบสมมติฐานโดยใช้ t-test for dependent samples<br />ผลการวิจัยพบว่า:<span style="font-size: 0.875rem;"> 1) ทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์วรรณคดีไทย ก่อนและหลังเรียนโดยใช้ห้องเรียนเสมือนจริงด้วยจักรวาลนฤมิตร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 </span>2) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อห้องเรียนเสมือนจริงด้วยจักรวาลนฤมิตร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจหลังได้รับการจัดการเรียนการรู้โดยใช้ห้องเรียนเสมือนจริงด้วยจักรวาลนฤมิตร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน อยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{X}" alt="equation" /> = 4.34 , S.D. = 0.35)</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/article/view/7793
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนริมโขงวิทยาโดยใช้กิจกรรมเกมคณิตศาสตร์
2025-12-12T12:17:15+07:00
งามทิพย์ ภูชมศรี
551116070.cr.th@gmail.com
ศศิธร อินตุ่น
551116070.cr.th@gmail.com
บูรพา สิงหา
551116070.cr.th@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพบริบทและความต้องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนริมโขงวิทยา 2) พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนริมโขงวิทยาโดยใช้กิจกรรมเกมคณิตศาสตร์ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 และ3) พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนโดยใช้กิจกรรมเกมคณิตศาสตร์ โดยเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 75 กลุ่มเป้าหมายได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนริมโขงวิทยา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 18 คน เครื่องมือการวิจัยประกอบด้วย 1) แบบสัมภาษณ์สำหรับครูผู้สอนวิชาคณิตศาสตร์ระดับประถมศึกษา 2) แผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ และ3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{X}" alt="equation" /> ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่าร้อยละ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) บริบทการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนริมโขงวิทยายังคงเน้นการถ่ายทอดเนื้อหาจากครูสู่ผู้เรียนและการทำแบบฝึกหัดในตำราเป็นหลัก ซึ่งไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของนักเรียนในวัยตอนต้นที่ต้องการการเรียนรู้ผ่านการเล่นและการสัมผัส นักเรียนมีความจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ โดยจัดการเรียนรู้ควรมุ่งเน้นให้นักเรียนมีความสุข ลดความเครียด และสร้างความเข้าใจผ่านการลงมือปฏิบัติจริง การใช้กิจกรรมเกมคณิตศาสตร์เป็นสื่อการเรียนรู้ที่เหมาะสม เนื่องจากช่วยสร้างแรงจูงใจ ส่งเสริมการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง และสอดคล้องกับพัฒนาการของผู้เรียน ทั้งนี้การออกแบบการจัดการเรียนรู้เริ่มจากการวิเคราะห์ผู้เรียน สำรวจความสามารถพื้นฐาน แยกกลุ่มนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางคณิตศาสตร์ต่ำ และกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ตามตัวชี้วัด โดยเลือกใช้เกมคณิตศาสตร์ที่มีลักษณะง่าย สนุก และมีเป้าหมายชัดเจน 2) แผนการจัดการเรียนรู้ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนริมโขงวิทยาโดยใช้กิจกรรมเกมคณิตศาสตร์ มีค่าประสิทธิภาพของกระบวนการ (E<sub>1</sub>) เท่ากับ 79.93 และประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E<sub>2</sub>) เท่ากับ 85.56 ดังนั้น กิจกรรมการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ 79.93/85.56 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 75/75 ที่ตั้งไว้ 3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังใช้แผนการจัดการเรียนรู้ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ75</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/article/view/7854
การพัฒนาความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ FOCUS ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านแลแวะ
2025-12-24T11:07:54+07:00
มาริสา หมัดจิ
madjimarisa@gmail.com
นาริสา หะยีนิแว
hayeeniwae@gmail.com
ฮุสนา แล๊ะเจ
Husnalaeache@gmail.com
นูรอารีษา อุมา
aumanuralisa@gmail.com
นูรฮาฟีซา กาหลง
feesa2302@gmail.com
ณรงค์ศักดิ์ รอบคอบ
narongsak.r@psu.ac.th
ธีระยุทธ รัชชะ
teerayout.r@psu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบ FOCUS 2) เปรียบเทียบเจตคติต่อการเรียนภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบ FOCUS กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนบ้านแลแวะ อำเภอทุ่งยางแดง จังหวัดปัตตานี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปัตตานี เขต 3 จำนวน 1 ห้องเรียน มีนักเรียนรวมทั้งสิ้น 19 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ FOCUS จำนวน 6 แผน แผนละ 2 ชั่วโมง รวม 12 ชั่วโมง แบบวัดความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญ มีลักษณะเป็นแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (IOC) อยู่ในเกณฑ์ 0.67–1.00 และมีค่าความเชื่อมั่น.87 แบบวัดเจตคติต่อการเรียนภาษาไทย เป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับจำนวน 10 ข้อ มีค่าความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) อยู่ในเกณฑ์ 0.67–1.00 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .85 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{X}" alt="equation" />) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) และการทดสอบ Paired-sample t-test ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบ FOCUS มีคะแนนความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญหลังการเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 2) เจตคติต่อการเรียนภาษาไทยหลังการเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/article/view/7859
รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ EAPARNANO เพื่อส่งเสริมทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี
2026-02-14T11:49:44+07:00
รณชิต อภัยวาทิน
teamy49@hotmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) พัฒนาและหาคุณภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ EAPAR<sub>NANO</sub> เพื่อส่งเสริมทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของนักศึกษาระดับปริญญาตรี และ 2) ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบฯ ได้แก่ 2.1) ศึกษาพัฒนาการทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ และ 2.2) ศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนต่อการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบฯ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ ปีการศึกษา 2568 จำนวน 33 คน โดยการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ EAPAR<sub>NANO</sub> แผนการจัดการเรียนรู้ แบบประเมินทักษะ และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย (M) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ EAPAR<sub>NANO</sub> เป็นนวัตกรรมด้านการจัด การเรียนรู้ มี 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) กระบวนการเรียนรู้ ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 จุดประกายและนำเสนอ ขั้นตอนที่ 2 ซึมซับและวิเคราะห์ ขั้นตอนที่ 3 ฝึกฝนและประยุกต์ ขั้นตอนที่ 4 นำไปใช้ในสถานการณ์จริง และขั้นตอนที่ 5 ทบทวนและตอกย้ำ 4) ปัจจัยสนับสนุน และ 5) การวัดและการประเมินผล รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ EAPAR<sub>NANO</sub> มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (M= 4.70, SD = 0.44) และ 2) ประสิทธิผลของรูปแบบการเรียนรู้ฯ พบว่า ผู้เรียนมี 2.1) พัฒนาการทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษสูงขึ้น และ 2.2) ความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ตามรูปแบบฯ อยู่ในระดับมากที่สุด (M= 4.71, SD= 0.25)</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/article/view/7547
การศึกษาภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์และแบบกระจายอำนาจ ความต้องการพัฒนาภาวะผู้นำ และแนวทางทางการพัฒนาภาวะผู้นำของเจ้าหน้าที่ธุรการในสถานศึกษาขนาดเล็กจังหวัดสุพรรณบุรี
2025-10-18T16:02:51+07:00
พันธ์ศักดิ์ พึ่งงาม
phansak_com@hotmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์และภาวะผู้นำแบบกระจายอำนาจของผู้บริหารสถานศึกษา ตามการรับรู้ของบุคลากรธุรการในโรงเรียนขนาดเล็ก จังหวัดสุพรรณบุรี 2) เพื่อศึกษาระดับความต้องการพัฒนาภาวะผู้นำ ตามการรับรู้ของบุคลากรธุรการในโรงเรียนขนาดเล็ก จังหวัดสุพรรณบุรี 3) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำที่บูรณาการวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์กับการกระจายอำนาจ เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการที่ยั่งยืนของบุคลากรธุรการในโรงเรียนขนาดเล็ก เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามภาวะผู้นำเชิงพฤติกรรมที่ออกแบบตามกรอบภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ และภาวะผู้นำแบบกระจายอำนาจ กลุ่มตัวอย่างคือเจ้าหน้าที่ธุรการในโรงเรียนขนาดเล็ก จังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 255 แห่งในจังหวัดสุพรรณบุรี การเลือกกลุ่มตัวอย่างเป็นแบบเจาะจง ใช้สถิติสถิติเชิงพรรณนา ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยสรุปได้ว่า 1) ระดับภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาของบุคลากรธุรการในโรงเรียนขนาดเล็ก จังหวัดสุพรรณบุรี อยู่ในในระดับสูง (Mean = 4.10, S.D. = 0.71) และภาวะผู้นำแบบกระจายอำนาจของผู้บริหารสถานศึกษา ตามการรับรู้ของบุคลากรธุรการในโรงเรียนขนาดเล็ก จังหวัดสุพรรณบุรี อยู่ในระดับสูง (Mean=3.88, S.D.=0.78) 2) ระดับความต้องการพัฒนาภาวะผู้นำของบุคลากรธุรการในโรงเรียนขนาดเล็ก จังหวัดสุพรรณบุรี อยู่ในระดับสูง (Mean = 4.40, S.D. = 0.60) และ 3) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำที่บูรณาการวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์กับการกระจายอำนาจ เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการที่ยั่งยืนของบุคลากรธุรการในโรงเรียนขนาดเล็ก ควรเน้นการสมดุลระหว่าง การกำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ และการให้อำนาจตัดสินใจผ่าน 4 กลไกสำคัญ ได้แก่ 1) การมีส่วนร่วมกำหนดมาตรฐานงาน และตัวชี้วัด 2) การนิเทศติดตามงานเชิงบวก 3) การสร้างระบบแรงจูงใจและการยกย่อง และ 4) การใช้เทคโนโลยีลดภาระงานซ้ำซ้อน เพื่อสร้างประสิทธิภาพที่ยั่งยืนให้แก่โรงเรียนขนาดเล็ก</p>
2026-04-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม