https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/issue/feed
วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
2026-06-30T20:31:07+07:00
รศ.ดร.จิระพร ชะโน (เริ่ม พ.ศ.2568-ปัจจุบัน)
joedumsu@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>ภาษาไทย : </strong>วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม<br /><strong>English : </strong>Journal of Education Mahasarakham University</p> <p>ISSN: 3027-6268 (Online)<br /><br /><strong>การรับรองคุณภาพวารสาร</strong><br />วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ผ่านการรับรองคุณภาพของ ศูนย์ดัชนีอ้างอิงวารสารไทย Thai-Journal Citation Index Centre (TCI) ถึง 31 ธันวาคม 2572 อยู่ในฐานข้อมูล TCI กลุ่มที่ 2</p> <p><strong>จุดมุ่งหมายและขอบเขต</strong><br /> วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่ ผลงานทางวิชาการที่มีคุณภาพของนักวิชาการทั้งในและต่างประเทศโดยเผยแพร่ บทความวิชาการ บทความวิจัย/วิทยานิพนธ์ และบทวิจารณ์หนังสือ ในสาขาวิชาต่างๆ ได้แก่ การพัฒนาคุณภาพการศึกษา การพัฒนาการเรียนการสอน และการพัฒนาวิชาชีพครู โดยครอบคลุมสาขา<em>วิ</em>ชาหลักสูตรและการสอน การบริหารการศึกษา เทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์ศึกษา จิตวิทยาและแนะแนวการศึกษา การวัดและประเมินผลทางการศึกษา สถิติและวิจัยทางการศึกษา และสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องทางด้านการศึกษา </p> <p><strong>กำหนดการออกเผยแพร่</strong><br />วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กำหนดออกและตีพิมพ์เผยแพร่ ปีละ 4 ฉบับ<br />- ฉบับที่ 1 มกราคม – มีนาคม<br />- ฉบับที่ 2 เมษายน – มิถุนายน<br />- ฉบับที่ 3 กรกฎาคม – กันยายน<br />- ฉบับที่ 4 ตุลาคม – ธันวาคม<br />บทความที่พิมพ์เผยแพร่ในวารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ซึ่งวารสารนี้จัดทำเป็นรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Online) ในระบบ thaijo (ปีที่ 17 ฉบับที่ 4) เป็นต้นไป จะเผยแพร่บทความในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Online) เท่านั้น</p> <p><strong>บรรณาธิการ :</strong><br />รองศาสตราจารย์ ดร.จิระพร ชะโน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม<br /><br /><strong>กระบวนการพิจารณา</strong><br /> บทความที่ส่งพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จะต้องผ่านการพิจารณากลั่นกรองคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิในลักษณะผู้พิจารณาไม่ทราบชื่อผู้แต่งและผู้แต่งไม่ทราบชื่อผู้พิจารณา (Double-Blind Peer Review) ตามกระบวนการที่กองบรรณาธิการกำหนด ทั้งนี้บทความได้รับการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขานั้น ๆ จากหลากหลายสถาบัน และไม่อยู่ในสังกัดสถาบันเดียวกันกับผู้นิพนธ์</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์</strong></p> <p> * กรณีผู้นิพนธ์เป็น คณาจารย์และบุคลากร มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จ่ายค่าพิจารณาบทความในอัตรา 3,000 บาท/1 บทความ<br /> * กรณีผู้นิพนธ์เป็น สมาชิกตลอดชีพสมาคมศิษย์เก่า คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จ่ายค่าพิจารณาบทความในอัตรา 3,000 บาท/1 บทความ<br /> * กรณีผู้นิพนธ์เป็น บุคคลทั่วไป จ่ายค่าพิจารณาบทความในอัตรา 3,500 บาท/1 บทความ</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;"> </span><strong>การชำระเงิน</strong></p> <p><strong> </strong> * จะชำระเมื่อทางวารสารได้ตรวจสอบความถูกต้องเบื้องต้นจากกอง บก. และติดต่อกลับในช่องทางแชทในระบบ ThaiJo <strong>ก่อนนำเสนอต่อผู้ทรงคุณวุฒิ</strong><br /> * การชำระเงิน ชำระค่าธรรมเนียมผ่านทางธนาคาร<br /> ธนาคารทหารไทยธนชาต สาขาเสริมไทยคอมเพล็กซ์ มหาสารคาม<br /> ชื่อบัญชี คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม บัญชีเลขที่ 438-7-98306-9<br /><br /><strong>หมายเหตุ</strong><br /> * กองบรรณาธิการจะไม่คืนเงินในกรณีที่บทความไม่ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ ไม่ว่ากรณีใดๆ เพราะเป็นค่าตอบแทนการพิจารณาบทความของผู้ทรงคุณวุฒิ </p>
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/article/view/7691
ความยุ่งยากของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในการแก้ปัญหา เรื่อง การหารด้วยเลข 2 หลัก ในชั้นเรียนคณิตศาสตร์
2025-11-22T22:01:52+07:00
โกเมท อาวโห
komet.a@kkumail.com
สัมพันธ์ ถิ่นเวียงทอง
Sampan@kku.ac.th
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความยุ่งยากของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในการแก้ปัญหา เรื่อง การหารด้วยเลข 2 หลัก ในชั้นเรียนคณิตศาสตร์ กลุ่มเป้าหมายในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 12 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การหารด้วยเลข 2 หลัก จำนวน 6 แผน แบบบันทึกภาคสนาม เครื่องบันทึกวีดิทัศน์ เครื่องบันทึกเสียง เครื่องบันทึกภาพนิ่ง วิเคราะห์ข้อมูลเนื้อหาในหนังสือเรียนตรงตำแหน่งที่เกิดความยุ่งยากของนักเรียนในหนังสือเรียนคณิตศาสตร์สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่จัดทำขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่าง Center for Research on International Cooperation in Educational Development (CRICED), University of Tsukuba ประเทศญี่ปุ่น และศูนย์วิจัยคณิตศาสตรศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น ประกอบกับวิเคราะห์โพรโทคอลร่วมกับการบรรยายเชิงวิเคราะห์ ตามแนวทางการสอนคณิตศาสตร์แบ่งออกเป็น 2 ช่วง ประกอบไปด้วยช่วงที่ 1 การมีปัญหาของตนเอง (Problem Posing) และ ช่วงที่ 2 การแก้ปัญหา (Problem Solving)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนเกิดความยุ่งยากของนักเรียนในการแก้ปัญหาในชั้นเรียนคณิตศาสตร์ประกอบไปด้วย 1) ความยุ่งยากในการเรียนรู้การเขียนสัญลักษณ์ (Difficulties in learning written symbols) นักเรียนมีความพยายามที่จะเขียนสัญลักษณ์การหาร และประโยคสัญลักษณ์แล้วมีการติดขัดในการเขียนจึงต้องแก้ไขข้อผิดพลาดของตนเอง โดยนักเรียนมีการเขียนทับซ้อนกันหลายรอบ เกิดปัญหาในการเขียนสัญลักษณ์ ประโยคสัญลักษณ์ เครื่องหมาย จากที่นักเรียนจะเขียนประโยคสัญลักษณ์เป็นการบวกแต่ได้พูดคุยกับเพื่อนในกลุ่มปรากฏว่าได้เปลี่ยนเป็นประโยคสัญลักษณ์การคูณ หลังจากพูดคุยกับเพื่อนในกลุ่ม จากนั้นนักเรียนได้แก้ไขการเขียนประโยคสัญลักษณ์ซึ่งได้เขียนทับซ้อนกันหลายรอบและขีดฆ่าข้อความนั้นออกไป 2) ความยุ่งยากในการเรียนรู้แนวคิดและขั้นตอนพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ (Difficulties in learning elementary mathematical concepts and procedures) นักเรียนมีการติดขัดในการเขียนแนวคิดขั้นตอนการหาร มีการครุ่นคิดและได้แสดงสีหน้าท่าทางในการคิดแก้ปัญหาไม่ได้ นักเรียนมีความยุ่งยากในการแก้ปัญหาและยังพบอีกว่านักเรียนมีการเขียนแนวคิดของตนเองลงบนใบงานแล้วมีการขีดฆ่าข้อความหลังจากนั้นมีการทบทวนสถานการณ์ปัญหาและคำสั่งใหม่แล้วเกิดความคิดรวบยอดทำให้นักเรียนเห็นถึงการแก้ไขปัญหาจนเกิดการเขียนแนวคิดขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง ต่อมานักเรียนสามารถนำสื่อเสริมมาช่วยในการแก้ปัญหาจากการแบ่งกระดาษสีโดยการนับแผ่นกระดาษแยกออกเป็นกองจึงทำให้ผ่านการติดขัดในการแก้ปัญหาและมีวิธีการในการขยายแนวคิดของตนเอง</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/article/view/7692
ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานและการบริการสังคมเป็นฐาน ที่เน้นสมรรถนะทางคณิตศาสตร์ รายวิชาคณิตศาสตร์เพิ่มเติม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
2025-12-08T10:54:25+07:00
วัลธนีย์ มีโชติ
dr.nuttawadee@gmail.com
ณัฐวดี วังสินธ์
dr.nuttawadee@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิผลแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานและการบริการสังคมเป็นฐาน และ 2) เปรียบเทียบสมรรถนะทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยโครงงานและการบริการสังคมเป็นฐาน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อน-หลังเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/12 หลักสูตรพิเศษเน้นคณิตศาสตร์ โรงเรียนลือคำหาญวารินชำราบ จำนวน 35 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้ PSBL เรื่อง ความน่าจะเป็น จำนวน 6 แผน (12 ชั่วโมง) และแบบทดสอบสมรรถนะทางคณิตศาสตร์แบบเลือกตอบ 20 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีประสิทธิผล และการทดสอบทีแบบกลุ่มไม่อิสระ ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิผลแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานและการบริการสังคมเป็นฐาน มีค่าดัชนีประสิทธิผล เท่ากับ .89 2) ผลการเปรียบเทียบสมรรถนะทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยโครงงานและการบริการสังคมเป็นฐาน พบว่า ผู้เรียนมีสมรรถนะทางคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/article/view/8255
การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านและการเขียนภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค CIRC
2026-03-14T23:20:29+07:00
ชุติกาญจน์ จันใด
chutikan.j@rumail.ru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาความสามารถด้านการอ่านและการเขียนภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค CIRC ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์หลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 36 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ แบบทดสอบก่อน–หลังเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และ t-test ผลการวิจัยพบว่า การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค CIRC มีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.25/86.67 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 อีกทั้งผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้อยู่ในระดับมากที่สุด สะท้อนให้เห็นว่าเทคนิค CIRC สามารถส่งเสริมทักษะภาษาไทยได้อย่างมีประสิทธิผล ระดับ .05 นอกจากนี้ ผู้เรียนยังมีความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้ในระดับมากที่สุด แสดงให้เห็นว่าการใช้เทคนิค CIRC ส่งเสริมการพัฒนาทักษะภาษาไทยได้อย่างมีประสิทธิผล</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/article/view/8361
การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวอคิตะ (Akita) เพื่อส่งเสริมความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
2026-03-26T20:03:57+07:00
ทัศนียา ติดมา
63010558006@msu.ac.th
กันยารัตน์ สอนสุภาพ
kanyarat.s@msu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมาย 1)เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวอคิตะกับเกณฑ์ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม 2)เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวอคิตะกับเกณฑ์ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนผดุงนารี จังหวัดมหาสารคาม จำนวน 30 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1)แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวอคิตะ (Akita)<strong> </strong>เรื่อง ระบบภูมิคุ้มกัน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 6 แผน 9 ชั่วโมง 2)แบบทดสอบความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ 3)แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและทดสอบสมมติฐานโดยใช้สถิติ t-test (One sample t-test)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1)นักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวอคิตะ มีความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ เฉลี่ย 23.63 คะแนน จากคะแนนเต็ม 36 คะแนน ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05<strong> </strong>2)นักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวอคิตะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เฉลี่ย 15.53 คะแนน จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/article/view/8374
การพัฒนากลยุทธ์การประกันคุณภาพภายในสู่ความเป็นเลิศ (SQAEM) ของโรงเรียนพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี
2026-02-23T12:21:46+07:00
กฤติเดช แก้วสุภรัตน์
kittidechkaewsupharat@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและสังเคราะห์องค์ประกอบเชิงโครงสร้างและเชิงกลไกของระบบประกันคุณภาพภายในที่เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียนพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี 2) พัฒนาและออกแบบกลยุทธ์การประกันคุณภาพภายในสู่ความเป็นเลิศ (SQAEM) ของโรงเรียนพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี โดยใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนา 3) ประเมินประสิทธิผลของกลยุทธ์การประกันคุณภาพภายในสู่ความเป็นเลิศ (SQAEM) ของโรงเรียนพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี ที่พัฒนาขึ้น และ 4) ศึกษาระดับการยอมรับและความพึงพอใจของผู้บริหาร ครู บุคลากร และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่อกลยุทธ์การประกันคุณภาพภายในสู่ความเป็นเลิศ (SQAEM) ของโรงเรียนพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี</p> <p>การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) ประกอบด้วยการวิเคราะห์เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ทรงคุณวุฒิและผู้บริหาร การสำรวจความคิดเห็นของครูและบุคลากร และการตรวจสอบความเหมาะสมขององค์ประกอบโดยผู้เชี่ยวชาญ กลุ่มตัวอย่างรวม 155 คน ได้แก่ ผู้บริหาร ครู บุคลากร นักเรียน และคณะกรรมการสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวิเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม และแบบประเมินการยอมรับและความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และดัชนีความสอดคล้องของผู้เชี่ยวชาญ (IOC)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลยุทธ์การประกันคุณภาพภายในสู่ความเป็นเลิศ (SQAEM) ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ (1) การวิเคราะห์บริบทและสภาพแวดล้อมเชิงประจักษ์ (2) การกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ และเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ตามหลัก SMART (3) การวางแผนกลยุทธ์และการบูรณาการสู่แผนปฏิบัติการและตัวชี้วัด (4) การดำเนินงานและติดตามผลด้วยระบบนิเทศแบบมีส่วนร่วม และ (5) การประเมินผลและการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องตามแนวคิด CQI และวงจร PDCA โดยองค์ประกอบทั้งหมดมีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.67–1.00 ซึ่งอยู่ในระดับเหมาะสมทุกด้านผลการประเมินประสิทธิผลชี้ให้เห็นว่า โรงเรียนมีการพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในด้านการบริหารเชิงกลยุทธ์ ผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน และระบบติดตามประเมินผลเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ผู้บริหาร ครู และบุคลากรมีระดับการยอมรับและความพึงพอใจต่อกลยุทธ์ในระดับมากถึงมากที่สุด ขณะที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องภายนอกให้การยอมรับในระดับสูง และเห็นว่าสามารถขยายผลไปใช้ในสถานศึกษาอื่นได้ ผลการวิจัยสรุปได้ว่า กลยุทธ์ SQAEM เป็นกลยุทธ์ที่มีความเหมาะสม ใช้ได้จริง และช่วยเสริมสร้างระบบคุณภาพเชิงองค์รวมของสถานศึกษาอย่างยั่งยืน</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/article/view/9057
การศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3
2026-05-18T10:34:23+07:00
อนุรักษ์ ภูเต้าสูง
anurak218914@gmail.com
ปาริชา มารี เคน
218914@gmail.com
รัชฎาพร งอยภูธร
anurak218914@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ของการวิจัยคือ1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 2) เพื่อเปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 จำแนกตามสถานภาพ 3) เพื่อเปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 จำแนกตามประสบการณ์ทำงาน 4) เพื่อแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 เป็นวิจัยแบบผสมผสาน โดยมีขั้นตอนการวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ระยะที่ 1 ศึกษาภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนสังกัดสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 ตัวอย่างการวิจัย ผู้บริหารสถานศึกษาจำนวน 114 คนและครูผู้สอน จำนวน 228 คน รวมทั้งสิ้น 342 คน เครื่องมือใช้ในงานวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม ซึ่งมีค่าอำนาจจำแนกระหว่าง .35 -.83 และความเชื่อมั่น เท่ากับ.95 สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ตรวจสอบความเที่ยงตรง วิเคราะห์หาค่าอำนาจจำแนก วิเคราะห์หาค่าความเชื่อมั่น ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที t-test การทดสอบค่าเอฟ (F–test) โดยใช้วิธีการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (One - Way Anova)</p> <p>ระยะที่ 2 เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มเป้าหมาย จำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ระดับภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกสถานภาพแตกต่างกัน โดยรวมและรายด้านแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>3. ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามประสบการณ์ทำงานที่ต่างกัน โดยรวมและรายด้านแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>4. แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาด้านความยุติธรรม ได้แนวทางทั้งหมด 11 แนวทาง</li> </ol>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/article/view/9092
การบริหารงานบุคคลในยุคดิจิทัล ตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด
2026-05-07T00:44:47+07:00
พลากร อนุพันธ์
palakorn8052@gmail.com
สุรินทร์ นำนาผล
Palakorn8052@gmail.com
พีรวัฒน์ ชัยสุข
Palakorn8052@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพและความต้องการจำเป็น 2) ศึกษาวิธีการ และ 3) เสนอแนวทางการบริหารงานบุคคลในยุคดิจิทัลตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด ใช้ระเบียบวิธีวิจัยนี้แบบผสมวิธี ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยกลุ่มตัวอย่างจำนวน ทั้งหมด 345 คน จากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าความต้องการจำเป็นที่สถานศึกษาต้องการให้เกิดขึ้นด้วยวิธี Priority Needs Index (PNI) งานวิจัยเชิงคุณภาพ วิเคราะห์เนื้อหาการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 รูป/คน โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพและความต้องการจำเป็นในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยลำดับความเร่งด่วนแรกคือ การคัดเลือกบุคคล รองลงมาคือ การสรรหาอัตรากำลัง การจ่ายค่าตอบแทน และการวางแผนอัตรากำลัง 2) วิธีการบริหารงานบุคคล: การคัดเลือกควรใช้ระบบสารสนเทศเพื่อความโปร่งใส การสรรหาใช้เทคโนโลยีดิจิทัลลดความลำเอียงร่วมกับหลักธรรมาภิบาล ส่วนการจ่ายค่าตอบแทนใช้ระบบ e-Payroll พร้อมชี้แนะเกณฑ์อย่างสุภาพชัดเจน และ 3) แนวทางตามหลักสังคหวัตถุ 4 การคัดเลือก ใช้ระบบทดสอบออนไลน์และฐานข้อมูลดิจิทัลเพื่อความแม่นยำ (สมานัตตตา) ผสานการสัมภาษณ์เชิงกัลยาณมิตร (ปิยวาจา) เพื่อคัดเลือกผู้มีสมรรถนะจิตสาธารณะ (อัตถจริยา) อย่างเท่าเทียม (ทาน) การสรรหา ใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลประชาสัมพันธ์เชิงรุกเพื่อขยายโอกาส (ทาน) บนเกณฑ์มาตรฐานเดียวกัน (สมานัตตตา) และสื่อสารจูงใจ (ปิยวาจา) การจ่ายค่าตอบแทน บริหารสวัสดิการผ่าน e-Payroll เพื่อความถูกต้อง (สมานัตตตา) สื่อสารระเบียบชัดเจน (ปิยวาจา) และจัดสรรรางวัลตามผลสัมฤทธิ์ (อัตถจริยา) เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ (ทาน)</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/article/view/9199
การพัฒนาการให้บริการทรัพยากรสารสนเทศของผู้ใช้บริการ ห้องสมุดวิทยพัฒนา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
2026-05-18T16:11:46+07:00
ชไมพร ศรีหาเวช
srihawechc@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความคิดเห็นของผู้ใช้บริการที่มีต่อการให้บริการทรัพยากรสารสนเทศของห้องสมุดวิทยพัฒนา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และ 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาการให้บริการทรัพยากรสารสนเทศของห้องสมุดวิทยพัฒนา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ใช้บริการห้องสมุดวิทยพัฒนา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในปีการศึกษา 2568 จำนวน 400 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบบังเอิญ (Accidental Sampling) จากผู้ที่เข้ามาใช้บริการจริง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า</p> <ol> <li>ความคิดเห็นของผู้ใช้บริการที่มีต่อการให้บริการทรัพยากรสารสนเทศของห้องสมุดวิทยพัฒนา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.27, S.D. = 0.16) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ทุกด้านอยู่ในระดับมากโดยด้านบุคลากรผู้ให้บริการ ( = 4.37, S.D. = 0.81) รองลงมา ได้แก่ ด้านสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวก ( = 4.36 , S.D. = 0.78) ด้านการให้บริการตามจุดบริการต่าง ๆ ( = 4.25 , S.D. = 0.86) ด้านกระบวนการ/ขั้นตอนการให้บริการ ( = 4.24 S.D. = 0.80) และด้านทรัพยากรสารสนเทศห้องสมุด ( = 4.01 S.D. = 0.78) ตามลำดับ</li> <li>แนวทางการพัฒนาการให้บริการทรัพยากรสารสนเทศของห้องสมุดวิทยพัฒนา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ควรมุ่งเน้นการเพิ่มและปรับปรุงทรัพยากรสารสนเทศให้มีความทันสมัยและเพียงพอต่อความต้องการของผู้ใช้บริการ พัฒนาระบบฐานข้อมูลและเทคโนโลยีสารสนเทศให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ปรับปรุงประสิทธิภาพของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เพิ่มจำนวนบุคลากรในช่วงเวลาที่มีผู้ใช้บริการหนาแน่น พัฒนาระบบประชาสัมพันธ์ให้สามารถเข้าถึงผู้ใช้บริการได้อย่างทั่วถึง ตลอดจนปรับปรุงพื้นที่ให้บริการ ที่นั่ง และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ให้เพียงพอและเหมาะสม อันจะส่งผลต่อการยกระดับคุณภาพการให้บริการและตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพในยุคดิจิทัล </li> </ol>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JOEMSU/article/view/7851
บทวิจารณ์หนังสือ: กลยุทธ์การจัดการทรัพยากรมนุษย์ ฉบับที่ 4
2026-03-14T22:35:09+07:00
สุรพงษ์ โพธิ์ขาว
surapong.dr@gmail.com
<p>หนังสือ "Strategic Human Resource Management, Fourth Edition" โดย Jeffrey A. Mello นำเสนอแนวคิดการจัดการทรัพยากรมนุษย์เชิงกลยุทธ์ที่มองพนักงานเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ที่ต้องการการลงทุนและพัฒนาอย่างเป็นระบบ หนังสือแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ บริบทของการจัดการทรัพยากรบุคคลเชิงกลยุทธ์ และการนำไปปฏิบัติ หนังสือเล่มนี้มีจุดแข็งที่สำคัญ คือ มุมมองเชิงกลยุทธ์ที่ชัดเจน ความครอบคลุมของทุกหน้าที่ HR อย่างบูรณาการ และการเชื่อมโยงระหว่างกลยุทธ์ธุรกิจกับการบริหารจัดการคน หนังสือมีคุณค่าวิชาการสูงสำหรับการเรียนการสอนระดับบัณฑิตศึกษา และเหมาะสำหรับการนำมาใช้เป็นบริบทหนังสือในงานวิจัยด้านจิตวิทยาองค์การ โดยสามารถช่วยนักวิจัยในการระบุตัวแปรและกรอบการศึกษาที่มีพื้นฐานทางทฤษฎี</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม