วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการศึกษา https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JISSE <p><strong>"วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการศึกษา" </strong>เป็นวารสารสำหรับการเผยแพร่ผลงานวิชาการและผลงานวิจัยทางสังคมศาสตร์ของคณาจารย์ นักวิชาการ นิสิต นักศึกษาและผู้สนใจทั่วไป โดยแขนงวิชาที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นผลงานในเชิงบูรณาการด้านสหวิทยาการ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมวิทยา การพัฒนาชุมชน การพัฒนาสังคม นิติศาสตร์ การจัดการ บริหารธุรกิจ การศึกษา การบริหารการศึกษา และสาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องทางสังคมศาสตร์</p> <p><strong>กำหนดการตีพิมพ์เผยแพร่</strong><strong><br /></strong> กำหนดออกวารสารปีละ 3 ฉบับ ดังนี้</p> <ul> <li>ฉบับที่ 1 (มกราคม –เมษายน)</li> <li>ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม – สิงหาคม)</li> <li>ฉบับที่ 3 (กันยายน – ธันวาคม)</li> </ul> สมาคมนักวิชาการไทย (Thai Academic Association) th-TH วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการศึกษา 3057-1243 <p>บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร</p> สะตีมศึกษากับการพัฒนาทักษะการสื่อสารทางวิทยาศาสตร์ในระดับประถมศึกษา https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JISSE/article/view/7637 <p>ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่การศึกษาฐานสมรรถนะ และการขับเคลื่อนการสอนวิทยาศาสตร์เชิงรุก<br />ในระดับประถมศึกษา ส่งผลให้ทักษะการสื่อสารทางวิทยาศาสตร์ยิ่งทวีความสำคัญขึ้น ครอบคลุมทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน เพื่อให้นักเรียนสามารถถ่ายทอดข้อมูล และแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างชัดเจนและถูกต้อง ซึ่งการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะตีมศึกษา โดยเน้นกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม (EDP) นั้น เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนานักเรียนให้เป็นนวัตกรได้อย่างเป็นระบบ</p> <p>บทความวิชาการฉบับนี้ ผู้เขียนได้ใช้กระบวนการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ เพื่อรวบรวมและสังเคราะห์องค์ความรู้ จากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในช่วงปี พ.ศ.2564 –2568 โดยมุ่งนำเสนอ 1) ทักษะการสื่อสารทางวิทยาศาสตร์ เป็นความสามารถในการใช้ภาษา นำแนวคิดหลักทางวิทยาศาสตร์ที่ได้จากกิจกรรมการเรียนรู้สื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจอย่างถูกต้อง 2) การสอนวิทยาศาสตร์ที่พัฒนาทักษะการสื่อสารทางวิทยาศาสตร์ในระดับประถมศึกษา 3) แนวทางการประยุกต์ใช้สะตีมศึกษาเพื่อการพัฒนาทักษะการสื่อสารทางวิทยาศาสตร์ <br />ทั้ง 4 ด้าน ในทุกขั้นตอนของกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม (EDP) ตั้งแต่การฟังเพื่อระบุปัญหา จนถึงการนำเสนอผลงาน และ 4) ตัวอย่างการนำแนวทางสะตีมบีซีจี (STEAM-BCG) ไปใช้พัฒนาทักษะการสื่อสารทางวิทยาศาสตร์ที่จำลองประสบการณ์ความเป็นผู้ประกอบการขนาดย่อย โดยใช้การสื่อสารเพื่อโน้มน้าวใจและตอบสนองความต้องการของผู้รับสารด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ องค์ความรู้จากบทความนี้ เป็นแนวทางสำหรับครูผู้สอนสะตีมศึกษา นำไปประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ผูกโยงทักษะการสื่อสารทางวิทยาศาสตร์เข้ากับขั้นตอนการเรียนรู้ตามแนวคิดสะตีมศึกษา โดยเน้นกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม (EDP) <br />ในสถานการณ์จริง เพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนประถมศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ</p> รัชดา ยุโส๊ะ กิตติศักดิ์ ใจอ่อน อารี สาริปา จิราภรณ์ เหมพันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-16 2026-08-16 2 2 52 66 REVOLUTIONIZING EDUCATION THROUGH ARTIFICIAL INTELLIGENCE: TRANSFORMING TEACHING, ENGAGEMENT, AND FUTURE-READY LEARNING https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JISSE/article/view/8216 <p>The integration of Artificial Intelligence (AI) into education represents a paradigm shift in teaching, learning, and curriculum development. This conceptual article synthesizes emerging research and theoretical perspectives to examine how AI transforms traditional pedagogical practices into adaptive, data-driven learning environments that enhance both teaching effectiveness and learner engagement. The discussion highlights AI-powered personalized learning systems, intelligent tutoring platforms, and learning analytics as key mechanisms for promoting inclusivity, motivation, and competency-based education.</p> <p class="ENTextAB" style="text-indent: 36.0pt;">Furthermore, the article explores the role of AI in empowering teachers through data-informed insights and continuous professional development while addressing critical ethical considerations, including data privacy and algorithmic bias. By positioning AI as a pedagogical catalyst rather than merely a technological tool, this study argues that AI can support the development of future-ready learning ecosystems that foster critical thinking, collaboration, and lifelong learning. Ultimately, when implemented responsibly, AI has the potential to reduce educational disparities, enrich classroom interactions, and equip learners with the essential competencies needed to thrive in an increasingly complex, technology-driven world.</p> PRAKAPAT PHUMPHUANG ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-16 2026-08-16 2 2 67 78 การศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการชำระหนี้ของลูกค้าเงินกู้ธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์การเกษตร สาขาขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JISSE/article/view/6824 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการชำระหนี้ของลูกค้าเงินกู้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยคือ ลูกค้าเงินกู้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาขอนแก่น จำนวน 357 คน ที่เป็นลูกค้าเงินกู้อยู่ในพื้นที่เป้าหมาย ประกอบไปด้วย 4 ตำบล ได้แก่ โนนท่อน สำราญ ศิลา และบ้านค้อ จังหวัดขอนแก่น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรม SPSS โดยใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) ค่าเฉลี่ย (Mean) และ สถิติเชิงอนุมาน (Inferential Statistics) ไคสแควร์ (Chi-Square) โดยผลการวิจัยพบว่าปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยเกี่ยวกับความรู้ทางการเงินมีความสัมพันธ์กับการชำระหนี้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติโดยเฉพาะลูกค้าเงินกู้ที่มีความสามารถในการชำระหนี้ ส่วนใหญ่เป็นเพศชายซึ่งมีบทบาทเป็นผู้หารายได้หลักของครอบครัวแม้จะมีระดับการศึกษาต่ำกว่าประถมศึกษาและสถานภาพสมรสแยกกันอยู่ก็ตาม และปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมความสามารถในการชำระหนี้คือ การมีความรู้ทางการเงินพื้นฐาน ซึ่งจะนำไปสู่ ทัศนคติทางการเงินที่ดี ที่มองว่าการชำระหนี้เป็นสิ่งจำเป็น ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมทางการเงินคือการรู้จักวางแผนการเงินของลูกค้าเงินกู้จนนำไปสู่ความสัมพันธ์ในการชำระหนี้ซึ่งงานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นถึงแนวทางในการพัฒนาด้านสินเชื่อของสถาบันการเงินให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สามารถนำไปใช้ประกอบการจัดทำนโยบายในการแก้ปัญหาหนี้สินที่จำเพาะเจาะจงกับกลุ่มลูกค้าและมีการช่วยเหลือที่ยืดหยุ่นเพื่อรองรับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านธนาคาร เศรษฐกิจ การเมือง สิ่งแวดล้อม</p> ชนัญธิดา ชัยอามาตย์ ภคนันท์ สุทธิประภา วรดา สุรวรกิจ สุรเชษฐ์ คำพันธ์ วิภาวี กฤษณะภูติ ภัทรพร วีระนาคินทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-16 2026-08-16 2 2 1 16 การพัฒนาบอร์ดเกมการศึกษาเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ เรื่อง อัลกอริทึมเบื้องต้น สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JISSE/article/view/8258 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาบอร์ดเกมเพื่อส่งเสริมความสามารถในด้านอัลกอริทึมเบื้องต้น สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และ 2) เปรียบเทียบความสามารถในด้านอัลกอริทึมเบื้องต้นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังใช้บอร์ดเกมอัลโกฮันเตอร์ (Algo-Hunter) เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) แบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลัง (One Group Pretest-Posttest Design) การวิจัยดำเนินการในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านท่าเสียว จังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 11 คน ใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) บอร์ดเกมอัลโกฮันเตอร์ (Algo-Hunter) และ 2) แบบทดสอบวัดความสามารถในด้านอัลกอริทึมเบื้องต้น ซึ่งผ่านการตรวจสอบคุณภาพความเที่ยงตรง (Validity) และความเชื่อมั่น (Reliability) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีประสิทธิผล (Effectiveness Index: E.I.)</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) คุณภาพของบอร์ดเกมอัลโกฮันเตอร์ (Algo-Hunter) โดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน มีความเหมาะสมโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.54) และ 2) ผลการเปรียบเทียบความสามารถในด้านอัลกอริทึมเบื้องต้นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 พบว่านักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียน โดยมีค่าดัชนีประสิทธิผล (E.I.) เท่ากับ 0.68 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด องค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่า การใช้นวัตกรรมบอร์ดเกมแนวสืบสวนสอบสวน สามารถพัฒนาทักษะการคิดเชิงอัลกอริทึมของผู้เรียนในบริบทที่จำกัดด้านเทคโนโลยีได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> ภัทรวดี สุวรรณเทพ ทนันยา คำคุ้ม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-16 2026-08-16 2 2 17 31 แนวทางการส่งเสริมชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 1 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JISSE/article/view/8135 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน และสภาพที่พึงประสงค์ของการส่งเสริมชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นในการส่งเสริมชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการส่งเสริมชุมชนแห่ง การเรียนรู้ทางวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 1 เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยเชิงปริมาณ คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 322 คน ได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ และผู้ให้ข้อมูลสำคัญในการวิจัยเชิงคุณภาพ จำนวน 9 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น .998 และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น (PNIModified) และผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>สภาพปัจจุบัน และสภาพที่พึงประสงค์ของการส่งเสริมชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และมากที่สุดตามลำดับ</li> <li>ความต้องการจำเป็นในการส่งเสริมชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย คือ 1. การมีวัฒนธรรมร่วมมือร่วมพลัง (PNIModified = 0.224) 2. การเรียนรู้และพัฒนาวิชาชีพร่วมกัน (PNIModified = 0.219) 3. การมีค่านิยม วิสัยทัศน์ และเป้าหมายร่วมกัน (PNIModified = 0.193) และ 4. การมุ่งเน้นการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นสำคัญ (PNIModified = 0.185) และการมีภาวะผู้นำร่วมและการสนับสนุน (PNIModified = 0.172)</li> <li>แนวทางการส่งเสริมชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ควรเน้นให้ผู้บริหารสถานศึกษาปรับบทบาทเป็นผู้นำการเรียนรู้และสร้างวัฒนธรรมร่วมมือร่วมพลังเพื่อขับเคลื่อนชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ โดยใช้ข้อมูลผลสัมฤทธิ์ผู้เรียนเป็นฐานในการวิเคราะห์และพัฒนานวัตกรรมการสอนอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง</li> </ol> <p>ข้อค้นพบจากการวิจัยนี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารจัดการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพในสถานศึกษา เป็นข้อมูลสารสนเทศสำหรับผู้บริหารการศึกษาในการกำหนดนโยบายและจัดสรรทรัพยากรเพื่อส่งเสริมการพัฒนาครูอย่างเป็นระบบ</p> ชัยภัทร วทัญญู บุณยานุช เฉวียงหงส์ ภูวดล จุลสุคนธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-16 2026-08-16 2 2 32 51