วารสารวิชาการ สถาบันเทคโนโลยีภาคตะวันออกแห่งสุวรรณภูมิ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JEITS <p><strong>วารสารวิชาการ สถาบันเทคโนโลยีภาคตะวันออกแห่งสุวรรณภูมิ </strong>มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการศึกษาค้นคว้า และเพื่อเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการแก่นักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์ และนักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา ในมิติเพื่อสนับสนุนการศึกษา การสอน การวิจัยวารสารมุ่งเน้นบทความ ทางด้าน การศึกษาครุศาสตร์และศึกษาศาสตร์ นิเทศศาสตร์ การจัดการ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สังคมศาสตร์ ศาสนาและวัฒนธรรม บริหารธุรกิจ มนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ทุกบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างน้อย 3 ท่าน เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> สถาบันเทคโนโลยีภาคตะวันออกแห่งสุวรรณภูมิ (สทส) th-TH วารสารวิชาการ สถาบันเทคโนโลยีภาคตะวันออกแห่งสุวรรณภูมิ 2822-0919 การจัดการโลจิสติกส์อย่างยั่งยืนที่มีผลต่อการลดต้นทุนการขนส่งของธุรกิจ ในจังหวัดปทุมธานี https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JEITS/article/view/8376 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษารูปแบบการจัดการโลจิสติกส์อย่างยั่งยืนของธุรกิจในจังหวัดปทุมธานี และ 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการจัดการโลจิสติกส์อย่างยั่งยืนกับการลดต้นทุนการขนส่ง รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แนวคิดการจัดการซัพพลายเชนอย่างยั่งยืน (Sustainable Supply Chain Management) ของ Carter และ Rogers และแนวคิด Triple Bottom Line ของ Elkington เป็นกรอบการวิจัย พื้นที่วิจัยคือจังหวัดปทุมธานี กลุ่มตัวอย่างคือผู้ประกอบการหรือผู้รับผิดชอบด้านโลจิสติกส์ของธุรกิจในจังหวัดปทุมธานี จำนวน 200 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 3 ชนิด คือ 1) แบบสอบถาม 2) แบบสัมภาษณ์ และ 3) แนวทางการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอ้างอิง ได้แก่ การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหาและนำเสนอผลในรูปแบบการบรรยายเชิงพรรณนา<br />ผลการวิจัยพบว่า<br />1. ธุรกิจในจังหวัดปทุมธานีมีการจัดการโลจิสติกส์อย่างยั่งยืนในระดับปานกลางถึงมาก โดยให้ความสำคัญกับการวางแผนเส้นทางการขนส่ง การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม<br />2. การจัดการโลจิสติกส์อย่างยั่งยืนมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการลดต้นทุนการขนส่งของธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ<br />องค์ความรู้จากงานวิจัยนี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาการจัดการโลจิสติกส์อย่างยั่งยืนในระดับพื้นที่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง ลดต้นทุนการดำเนินงาน และสนับสนุนการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว</p> ธิดารัตน์ บำรุงญาติ โชติรัตน์ แกมจินดา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ สถาบันเทคโนโลยีภาคตะวันออกแห่งสุวรรณภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-15 2026-02-15 5 1 1 11 ปัจจัยด้านกระบวนการให้บริการโลจิสติกส์ที่มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจของลูกค้าที่ใช้บริการติดตั้งอินเทอร์เน็ตของ บริษัทซีเควนเชียล แอคเซส เมธอด จำกัด ในจังหวัดปทุมธานี https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JEITS/article/view/8379 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับความคิดเห็นของลูกค้าที่ใช้บริการติดตั้งอินเทอร์เน็ตของบริษัทซีเควนเชียล แอคเซส เมธอด จำกัด ในจังหวัดปทุมธานี ต่อปัจจัยด้านกระบวนการให้บริการโลจิสติกส์ในมิติต่าง ๆ ของการให้บริการ 2) เพื่อวิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยด้านกระบวนการให้บริการโลจิสติกส์ที่มีต่อความพึงพอใจของลูกค้าที่ใช้บริการติดตั้งอินเทอร์เน็ตของบริษัทซีเควนเชียล แอคเซส เมธอด จำกัด ในจังหวัดปทุมธานี และ3) เพื่อเสนอแนวทางเชิงระบบในการพัฒนากระบวนการให้บริการโลจิสติกส์เพื่อยกระดับความพึงพอใจของลูกค้าและคุณภาพการให้บริการติดตั้งอินเทอร์เน็ตในระดับองค์กรและระดับพื้นที่อย่างยั่งยืน รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แนวคิดการจัดการโลจิสติกส์บริการ แนวคิดการจัดการซัพพลายเชนเชิงบูรณาการ เป็นกรอบการวิจัยพื้นที่วิจัย คือ จังหวัดปทุมธานีกลุ่มตัวอย่าง คือ ลูกค้าที่ใช้บริการติดตั้งอินเทอร์เน็ตของบริษัทซีเควนเชียล แอคเซส เมธอด จำกัด ในจังหวัดปทุมธานี จำนวน 300 คน ซึ่งได้จากการคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างตามสูตรของ Yamane ใช้วิธีคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบ การสุ่มอย่างเป็นระบบ โดยอาศัยบัญชีรายชื่อลูกค้าผู้ใช้บริการเป็นกรอบประชากรเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 1 ชนิด คือ 1) แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิเคราะห์เนื้อหาแล้วเขียนบรรยายเชิงพรรณนา<br />ผลการวิจัยพบว่า 1. ลูกค้ามีระดับความคิดเห็นต่อปัจจัยด้านกระบวนการให้บริการโลจิสติกส์ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=4.21, S.D.=0.53) โดยเฉพาะด้านการวางแผนงานติดตั้ง การจัดตารางเวลา การประสานงาน และการจัดการข้อมูลการให้บริการ 2. ปัจจัยด้านกระบวนการให้บริการโลจิสติกส์มีอิทธิพลเชิงบวกต่อความพึงพอใจของลูกค้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยสามารถอธิบายความแปรปรวนของความพึงพอใจของลูกค้าได้ร้อยละ 68 (R² = 0.68) โดยปัจจัยด้านการวางแผนงาน การจัดสรรทรัพยากร และการประสานงานภายในองค์กรเป็นตัวแปรพยากรณ์สำคัญ 3. แนวทางการพัฒนาที่เหมาะสมควรดำเนินการในลักษณะเชิงระบบ โดยบูรณาการโครงสร้างองค์กร กระบวนการทำงาน ระบบสารสนเทศ และการบริหารทรัพยากรมนุษย์ เพื่อยกระดับคุณภาพการให้บริการและความพึงพอใจของลูกค้าอย่างยั่งยืน<br />องค์ความรู้จากงานวิจัยนี้ คือ โมเดลระบบโลจิสติกส์บริการเชิงบูรณาการ (Integrated Service Logistics System Model) ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาระบบการให้บริการขององค์กรบริการด้านโทรคมนาคมและธุรกิจบริการเชิงเทคนิคอื่น ๆ เพื่อยกระดับคุณภาพบริการ ความพึงพอใจของลูกค้า และความสามารถในการแข่งขันขององค์กรในระยะยาวอย่างยั่งยืน</p> สุจิณณา ยอดเกวียน จันทิมา พึ่งบุญลือ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ สถาบันเทคโนโลยีภาคตะวันออกแห่งสุวรรณภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-15 2026-02-15 5 1 12 27 ปัจจัยด้านการบริหารจัดการอะไหล่ซ่อมบำรุงที่มีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของแผนก Maintenance บริษัท ไทยซูซูกิ มอเตอร์ จำกัด จังหวัดปทุมธานี https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JEITS/article/view/8382 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับการบริหารจัดการอะไหล่ซ่อมบำรุงของแผนก Maintenance บริษัท ไทยซูซูกิ มอเตอร์ จำกัด จังหวัดปทุมธานี 2) เพื่อศึกษาระดับประสิทธิภาพการทำงานของแผนก Maintenance บริษัท ไทยซูซูกิ มอเตอร์ จำกัด จังหวัดปทุมธานี และ 3) เพื่อศึกษาปัจจัยด้านการบริหารจัดการอะไหล่ซ่อมบำรุงที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการทำงานของแผนก Maintenance บริษัท ไทยซูซูกิ มอเตอร์ จำกัด จังหวัดปทุมธานี รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยใช้การวิจัยเชิงปริมาณเป็นหลัก และการวิจัยเชิงคุณภาพเพื่ออธิบายผลการวิเคราะห์เชิงสถิติ ใช้แนวคิดการจัดการสินค้าคงคลัง และแนวคิดการบริหารงานซ่อมบำรุง เป็นกรอบการวิจัย พื้นที่วิจัย คือ แผนก Maintenance บริษัท ไทยซูซูกิ มอเตอร์ จำกัด จังหวัดปทุมธานี กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยเชิงปริมาณ คือ พนักงานแผนก Maintenance จำนวน 92 คน ซึ่งได้มาด้วยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามตำแหน่งงาน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 3 ชนิด คือ 1) แบบสอบถาม 2) แบบสัมภาษณ์เชิงลึก และ 3) แนวทางการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติสหสัมพันธ์ และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหาและนำเสนอผลในรูปแบบการบรรยายเชิงพรรณนา<br />ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการบริหารจัดการอะไหล่ซ่อมบำรุงของแผนก Maintenance โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) ระดับประสิทธิภาพการทำงานของแผนก Maintenance โดยรวมอยู่ในระดับมาก และ 3) ปัจจัยด้านการวางแผนและควบคุมสินค้าคงคลัง ปัจจัยด้านระบบสารสนเทศในการจัดการอะไหล่ และปัจจัยด้านความพร้อมใช้งานและความเพียงพอของอะไหล่ มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการทำงานของแผนก Maintenance อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ<br />องค์ความรู้จากงานวิจัยนี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาระบบบริหารจัดการอะไหล่ซ่อมบำรุง เพื่อลดระยะเวลาหยุดเครื่องจักร เพิ่มประสิทธิภาพการซ่อมบำรุง และสนับสนุนความสามารถในการแข่งขันขององค์กรในภาคอุตสาหกรรมการผลิต</p> จิราวรรณ ยะลา โชติรัตน์ แกมจินดา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ สถาบันเทคโนโลยีภาคตะวันออกแห่งสุวรรณภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-15 2026-02-15 5 1 28 38 การจัดการโลจิสติกส์สีเขียว (Green Logistics) ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการขนส่งของผู้ประกอบการโลจิสติกส์ในจังหวัดปทุมธานี https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JEITS/article/view/8371 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับการจัดการโลจิสติกส์สีเขียวของผู้ประกอบการโลจิสติกส์ในจังหวัดปทุมธานี และ 2) เพื่อศึกษาผลของการจัดการโลจิสติกส์สีเขียวต่อประสิทธิภาพการขนส่งของผู้ประกอบการโลจิสติกส์ในจังหวัดปทุมธานี การวิจัยครั้งนี้เป็น การวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แนวคิด การจัดการโลจิสติกส์สีเขียว (Green Logistics Management) และแนวคิดประสิทธิภาพการขนส่ง (Transport Efficiency) เป็นกรอบการวิจัย พื้นที่วิจัย คือ จังหวัดปทุมธานี กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ประกอบการและพนักงานฝ่ายโลจิสติกส์ของธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ในจังหวัดปทุมธานี จำนวน 132 คน ใช้วิธีคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบ สุ่มสะดวก (Convenience Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 3 ชนิด คือ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม แบบสอบถามเกี่ยวกับการจัดการโลจิสติกส์สีเขียว แบบสอบถามเกี่ยวกับประสิทธิภาพการขนส่ง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ สถิติอ้างอิง ได้แก่ การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ<br />ผลการวิจัยพบว่า ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 พบว่า ผู้ประกอบการโลจิสติกส์ในจังหวัดปทุมธานีมีระดับการจัดการโลจิสติกส์สีเขียวโดยรวมอยู่ในระดับมาก ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 2 พบว่า การจัดการโลจิสติกส์สีเขียวส่งผลเชิงบวกต่อประสิทธิภาพการขนส่งของผู้ประกอบการโลจิสติกส์ในจังหวัดปทุมธานีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ องค์ความรู้/ข้อค้นพบจากงานวิจัยนี้ ชี้ให้เห็นว่า การจัดการโลจิสติกส์สีเขียวเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ที่สามารถยกระดับประสิทธิภาพการขนส่ง ลดต้นทุนการดำเนินงาน และส่งเสริมความยั่งยืนของระบบโลจิสติกส์ในระดับพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> สมเกียรติ เกิดเรือง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ สถาบันเทคโนโลยีภาคตะวันออกแห่งสุวรรณภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-15 2026-02-15 5 1 39 51 การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลด้านโลจิสติกส์ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการบริหารจัดการรถยนต์ไฟฟ้าในโชว์รูม จังหวัดนนทบุรี https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JEITS/article/view/8372 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาระดับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลด้านโลจิสติกส์ในการดำเนินงานด้านสต๊อก การติดตาม และการส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าในโชว์รูม จังหวัดนนทบุรี และ (2) เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงสถิติระหว่างระดับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลด้านโลจิสติกส์กับประสิทธิภาพการบริหารจัดการรถยนต์ไฟฟ้าในโชว์รูม ในมิติการควบคุมสต๊อก การขนส่ง และการส่งมอบ รูปแบบการวิจัยเป็น การวิจัยแบบผสานวิธี โดยใช้แนวคิด Logistics 4.0 แนวคิดการจัดการซัพพลายเชน และแบบจำลองการยอมรับเทคโนโลยี เป็นกรอบการวิจัย พื้นที่วิจัย คือ โชว์รูมรถยนต์ไฟฟ้าในจังหวัดนนทบุรี กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารและพนักงานที่ปฏิบัติงานด้านโลจิสติกส์ สต๊อก และการส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้า จำนวน 108 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบ เจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 3 ชนิด คือ (1) แบบสอบถาม (2) แบบสัมภาษณ์เชิงลึก และ (3) แนวทางการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติพื้นฐานและสถิติอ้างอิง ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหาและการบรรยายเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ระดับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลด้านโลจิสติกส์ในโชว์รูมรถยนต์ไฟฟ้า จังหวัดนนทบุรี โดยภาพรวมอยู่ในระดับ มาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 4.07, S.D. = 0.59) โดยด้านการบริหารจัดการสต๊อกมีระดับการใช้สูงที่สุด</li> <li>การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลด้านโลจิสติกส์มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสิทธิภาพการบริหารจัดการรถยนต์ไฟฟ้าในระดับ สูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = 0.72, p &lt; .01) และด้านระบบดิจิทัลเพื่อการบริหารจัดการสต๊อกมีความสัมพันธ์สูงสุด (r = 0.75, p &lt; .01)</li> <li>ข้อมูลเชิงคุณภาพสะท้อนว่า ระบบสต๊อกและการติดตามแบบเรียลไทม์ช่วยลดความคลาดเคลื่อนของข้อมูลและระยะเวลาการส่งมอบ ขณะที่การใช้ระบบวิเคราะห์ข้อมูลและ AI ยังมีข้อจำกัดด้านทักษะบุคลากรและการบูรณาการข้อมูล</li> </ol> <p>องค์ความรู้จากงานวิจัยนี้ช่วยกำหนดแนวทางเชิงปฏิบัติในการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ดิจิทัลของโชว์รูมรถยนต์ไฟฟ้า และสามารถใช้เป็นต้นแบบการยกระดับประสิทธิภาพการจัดการสินทรัพย์มูลค่าสูงในบริบทธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าระดับพื้นที่</p> อภิญญา บุญประสม บัณฑิต ชวนขุนทด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ สถาบันเทคโนโลยีภาคตะวันออกแห่งสุวรรณภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-15 2026-02-15 5 1 52 63