วารสารพัฒนศึกษาศาสตร์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JDES <p><strong>วารสารพัฒนศึกษาศาสตร์ <br />(Journal of Development and Education Science)<br /><br />ISSN: 3057-1995 (Online)</strong><br /><br /><strong>วารสารพัฒนศึกษาศาสตร์</strong> ดำเนินการโดยหน่วยงานเอกชน คือ สถาบันพัฒนาวิชาการปัญญาภา เริ่มต้นดำเนินการในเดือนมกราคม 2568 เป็นวารสารสาขาสังคมศาสตร์ (Social Sciences) ที่เน้นรับบทความด้านการพัฒนาสังคม รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ การศึกษา ภาษาศาสตร์ ไทยคดีศึกษา ศาสนาปรัชญา ศิลปวัฒนธรรม และสหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์<br /><br /></p> <p><strong>วัตถุประสงค์<br /></strong>วารสารพัฒนศึกษาศาสตร์มีวัตถุประสงค์เพื่อตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานวิชาการของคณาจารย์ นักศึกษาระดับปริญญาตรีและบัณฑิตศึกษา นักวิจัย และผู้สนใจทั่วไปที่เกิดขึ้นจากกระบวนการวิจัย การศึกษาค้นคว้าเรียบเรียงอย่างเป็นระบบในรูปแบบบทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ<strong><br /></strong></p> <p><strong>ขอบเขต</strong><br />วารสารพัฒนศึกษาศาสตร์เป็นวารสารสาขาสังคมศาสตร์ (Social Sciences) ที่เน้นรับบทความด้านต่าง ๆ ดังนี้<br />1.การพัฒนาสังคม <br />2.รัฐศาสตร์ <br />3.รัฐประศาสนศาสตร์ <br />4.การศึกษา <br />5.ภาษาศาสตร์ ไทยคดีศึกษา และ คติชนวิทยา<br />6.ศาสนาปรัชญา <br />7.ศิลปวัฒนธรรม และ<br />8.สหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</p> <p><strong>ประเภทของบทความที่รับตีพิมพ์<br /></strong>1.บทความวิจัย (Research article)<br />2.บทความวิชาการ (Academic article)<br />3.บทวิจารณ์หนังสือ (Book review)</p> <p><strong>กำหนดตีพิมพ์เผยแพร่:</strong> ปีละ 3 ฉบับ ได้แก่<br />ฉบับที่ 1 เดือน มกราคม-เมษายน<br />ฉบับที่ 2 เดือน พฤษภาคม-สิงหาคม<br />ฉบับที่ 3 เดือน กันยายน-ธันวาคม</p> <p><strong>ภาษาที่รับตีพิมพ์:</strong> ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ </p> <p><strong>กระบวนการพิจารณาบทความ:</strong> ทุกบทความที่ส่งเข้ารับการพิจารณาตีพิมพ์จะได้รับการตรวจสอบความถูกต้องและประเมินคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Reviewer) อย่างน้อย 2 คน (หรือ 3 คนตามบริบทเป้าหมายการส่งบทความของผู้นิพนธ์บทความ) โดยปกปิดข้อมูลของทั้งสองฝ่าย (Double Blinded) </p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมตีพิมพ์บทความ: </strong>วารสารยังไม่มีนโยบายเก็บค่าธรรมเนียมตีพิมพ์บทความ</p> สถาบันพัฒนาวิชาการปัญญาภา th-TH วารสารพัฒนศึกษาศาสตร์ 3057-1995 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง แหล่งอารยธรรมจีน วิชาประวัติศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/6 โรงเรียนยโสธรพิทยาคม โดยใช้เทคนิคแผนผังความคิดบูรณาการร่วมกับ แบบฝึกทักษะ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JDES/article/view/7925 <p>การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง แหล่งอารยธรรมจีน วิชาประวัติศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/6 โรงเรียนยโสธรพิทยาคม โดยใช้เทคนิคแผนผังความคิด บูรณาการร่วมกับ แบบฝึกทักษะ 2) เพื่อเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน วิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง แหล่งอารยธรรมจีน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/6 โรงเรียนยโสธรพิทยาคม โดยใช้เทคนิคแผนผังความคิด บูรณาการร่วมกับ แบบฝึกทักษะ 3) เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ วิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง แหล่งอารยธรรมจีน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/6 โรงเรียนยโสธรพิทยาคม บูรณาการร่วมกับ เทคนิคแผนผังความคิด ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคแผนผังความคิด แบบฝึกทักษะ แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน(S.D.) ค่าพัฒนาการสัมพัทธ์(RG) ค่าการมีประสิทธิภาพนวัตกรรม(E1/E2) ผลวิจัยพบว่า 1) การประเมินพัฒนาการผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง แหล่งอารยธรรมจีน วิชาประวัติศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/6 โรงเรียนยโสธรพิทยาคมโดยใช้เทคนิคแผนผังความคิด บูรณาการร่วมกับ แบบฝึกทักษะมีพัฒนาการสัมพัทธ์โดยเฉลี่ยเท่ากับ 65.20 คะแนน เมื่อพิจารณาคะแนนแล้วมีพัฒนาการ อยู่ในระดับสูง 2) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/6 โรงเรียนยโสธรพิทยาคม มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง แหล่งอารยธรรมจีน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนเฉลี่ยอยู่ที่ 8.66 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2.70 นักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนเรียนเฉลี่ยอยู่ที่ 16.05ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2. 87 คะแนนหลังเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และ 3) แบบฝึกทักษะ เรื่อง แหล่งอารยธรรมจีน จำนวน 3 แบบฝึก ที่บูรณาการร่วมกับเทคนิคแผนผังความคิด พบว่าประสิทธิภาพแบบฝึกทักษะเรื่อง แหล่งอารยธรรมจีน วิชาประวัติศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/6 มีค่าประสิทธิภาพตัวแรกคิดจากคะแนนร้อยละของคะแนนระหว่างเรียน(E1) เท่ากับ 84.80 มีค่าประสิทธิภาพตัวที่สองคิดจากคะแนนร้อยละของคะแนนหลังเรียน(E2) เท่ากับ 80.26 พบว่ามีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 80/80</p> พลพล บูรณกิตติ สุเนตร ชัยป่ายาง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพัฒนศึกษาศาสตร์ 2026-04-05 2026-04-05 2 1 1 10