https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JDES/issue/feed วารสารพัฒนศึกษาศาสตร์ 2026-04-05T00:00:00+07:00 Open Journal Systems <p><strong>วารสารพัฒนศึกษาศาสตร์ <br />(Journal of Development and Education Science)<br /><br />ISSN: 3057-1995 (Online)</strong><br /><br /><strong>วารสารพัฒนศึกษาศาสตร์</strong> ดำเนินการโดยหน่วยงานเอกชน คือ สถาบันพัฒนาวิชาการปัญญาภา เริ่มต้นดำเนินการในเดือนมกราคม 2568 เป็นวารสารสาขาสังคมศาสตร์ (Social Sciences) ที่เน้นรับบทความด้านการพัฒนาสังคม รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ การศึกษา ภาษาศาสตร์ ไทยคดีศึกษา ศาสนาปรัชญา ศิลปวัฒนธรรม และสหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์<br /><br /></p> <p><strong>วัตถุประสงค์<br /></strong>วารสารพัฒนศึกษาศาสตร์มีวัตถุประสงค์เพื่อตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานวิชาการของคณาจารย์ นักศึกษาระดับปริญญาตรีและบัณฑิตศึกษา นักวิจัย และผู้สนใจทั่วไปที่เกิดขึ้นจากกระบวนการวิจัย การศึกษาค้นคว้าเรียบเรียงอย่างเป็นระบบในรูปแบบบทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ<strong><br /></strong></p> <p><strong>ขอบเขต</strong><br />วารสารพัฒนศึกษาศาสตร์เป็นวารสารสาขาสังคมศาสตร์ (Social Sciences) ที่เน้นรับบทความด้านต่าง ๆ ดังนี้<br />1.การพัฒนาสังคม <br />2.รัฐศาสตร์ <br />3.รัฐประศาสนศาสตร์ <br />4.การศึกษา <br />5.ภาษาศาสตร์ ไทยคดีศึกษา และ คติชนวิทยา<br />6.ศาสนาปรัชญา <br />7.ศิลปวัฒนธรรม และ<br />8.สหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</p> <p><strong>ประเภทของบทความที่รับตีพิมพ์<br /></strong>1.บทความวิจัย (Research article)<br />2.บทความวิชาการ (Academic article)<br />3.บทวิจารณ์หนังสือ (Book review)</p> <p><strong>กำหนดตีพิมพ์เผยแพร่:</strong> ปีละ 3 ฉบับ ได้แก่<br />ฉบับที่ 1 เดือน มกราคม-เมษายน<br />ฉบับที่ 2 เดือน พฤษภาคม-สิงหาคม<br />ฉบับที่ 3 เดือน กันยายน-ธันวาคม</p> <p><strong>ภาษาที่รับตีพิมพ์:</strong> ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ </p> <p><strong>กระบวนการพิจารณาบทความ:</strong> ทุกบทความที่ส่งเข้ารับการพิจารณาตีพิมพ์จะได้รับการตรวจสอบความถูกต้องและประเมินคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Reviewer) อย่างน้อย 2 คน (หรือ 3 คนตามบริบทเป้าหมายการส่งบทความของผู้นิพนธ์บทความ) โดยปกปิดข้อมูลของทั้งสองฝ่าย (Double Blinded) </p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมตีพิมพ์บทความ: </strong>วารสารยังไม่มีนโยบายเก็บค่าธรรมเนียมตีพิมพ์บทความ</p> https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JDES/article/view/7925 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง แหล่งอารยธรรมจีน วิชาประวัติศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/6 โรงเรียนยโสธรพิทยาคม โดยใช้เทคนิคแผนผังความคิดบูรณาการร่วมกับ แบบฝึกทักษะ 2026-02-06T16:09:04+07:00 พลพล บูรณกิตติ std.65121100109@ubru.ac.th สุเนตร ชัยป่ายาง sunate.c@ubru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง แหล่งอารยธรรมจีน วิชาประวัติศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/6 โรงเรียนยโสธรพิทยาคม โดยใช้เทคนิคแผนผังความคิด บูรณาการร่วมกับ แบบฝึกทักษะ 2) เพื่อเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน วิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง แหล่งอารยธรรมจีน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/6 โรงเรียนยโสธรพิทยาคม โดยใช้เทคนิคแผนผังความคิด บูรณาการร่วมกับ แบบฝึกทักษะ 3) เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ วิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง แหล่งอารยธรรมจีน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/6 โรงเรียนยโสธรพิทยาคม บูรณาการร่วมกับ เทคนิคแผนผังความคิด ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคแผนผังความคิด แบบฝึกทักษะ แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน(S.D.) ค่าพัฒนาการสัมพัทธ์(RG) ค่าการมีประสิทธิภาพนวัตกรรม(E1/E2) ผลวิจัยพบว่า 1) การประเมินพัฒนาการผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง แหล่งอารยธรรมจีน วิชาประวัติศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/6 โรงเรียนยโสธรพิทยาคมโดยใช้เทคนิคแผนผังความคิด บูรณาการร่วมกับ แบบฝึกทักษะมีพัฒนาการสัมพัทธ์โดยเฉลี่ยเท่ากับ 65.20 คะแนน เมื่อพิจารณาคะแนนแล้วมีพัฒนาการ อยู่ในระดับสูง 2) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/6 โรงเรียนยโสธรพิทยาคม มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง แหล่งอารยธรรมจีน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนเฉลี่ยอยู่ที่ 8.66 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2.70 นักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนเรียนเฉลี่ยอยู่ที่ 16.05ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2. 87 คะแนนหลังเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และ 3) แบบฝึกทักษะ เรื่อง แหล่งอารยธรรมจีน จำนวน 3 แบบฝึก ที่บูรณาการร่วมกับเทคนิคแผนผังความคิด พบว่าประสิทธิภาพแบบฝึกทักษะเรื่อง แหล่งอารยธรรมจีน วิชาประวัติศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/6 มีค่าประสิทธิภาพตัวแรกคิดจากคะแนนร้อยละของคะแนนระหว่างเรียน(E1) เท่ากับ 84.80 มีค่าประสิทธิภาพตัวที่สองคิดจากคะแนนร้อยละของคะแนนหลังเรียน(E2) เท่ากับ 80.26 พบว่ามีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 80/80</p> 2026-04-05T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพัฒนศึกษาศาสตร์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JDES/article/view/7463 การใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการบริหารข้อมูลสารสนเทศร่วมกับสมรรถนะ การบริหารสำหรับผู้บริหารสถานศึกษายุคใหม่ 2025-10-01T20:52:30+07:00 จาณุพร กองทา 678914045@crru.ac.th สุวดี อุปปินใจ suwadee123@gmail.com ไพรภ รัตนชูวงศ์ captpairop@gmail.com <p>ปัญญาประดิษฐ์เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเพื่อให้เครื่องจักรและคอมพิวเตอร์สามารถคิด วิเคราะห์ ตัดสินใจ และเรียนรู้ได้ใกล้เคียงมนุษย์ มีบทบาทสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดภาระบุคลากร และช่วยประมวลผลข้อมูลจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว แม้จะมีศักยภาพสูง แต่ยังคงมีข้อจำกัดด้านจริยธรรมและการใช้วิจารณญาณที่ต้องคำนึงถึงในการประยุกต์ใช้งาน การบริหารข้อมูลสารสนเทศเป็นกระบวนการจัดการอย่างเป็นระบบเพื่อสร้างสารสนเทศที่ถูกต้อง ทันสมัย และน่าเชื่อถือ ช่วยสนับสนุนการวางแผน การตัดสินใจ และการพัฒนาองค์กรให้สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที กระบวนการดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลที่มีคุณภาพ การสนับสนุนจากผู้บริหาร บุคลากรที่มีศักยภาพ และการใช้ทรัพยากรเทคโนโลยีที่เหมาะสม โดยการจัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบสามารถสรุปเป็น 6 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ การวางแผน การรวบรวมข้อมูล การตรวจสอบความถูกต้อง การประมวลผล การจัดเก็บ และการนำเสนอข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ สมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษายุคใหม่มีบทบาทสำคัญต่อการยกระดับคุณภาพการศึกษา ผู้บริหารจำเป็นต้องมีวิสัยทัศน์กว้างไกล ยึดมั่นคุณธรรม ส่งเสริมการทำงานร่วมกัน และสามารถประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการบริหารข้อมูลเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจและยกระดับการจัดการเรียนการสอนให้มีคุณภาพสูงสุด</p> 2026-04-13T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพัฒนศึกษาศาสตร์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JDES/article/view/7490 การบริหารแบบมีส่วนร่วมในการจัดประสบการณ์ สำหรับเด็กปฐมวัย ในภาวะ PM 2.5 ภายใต้โครงการห้องเรียนสู้ฝุ่น 2025-10-01T21:02:58+07:00 กนกวรรณ พันตา 678914016@crru.ac.th สุวดี อุปปินใจ suwadee123@gmail.com ไพรภ รัตนชูวงศ์ captpairop@gmail.com <p>ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ได้กลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการจัดประสบการณ์ เนื่องจากก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม โดยเฉพาะกิจกรรมกลางแจ้งที่จำเป็นต้องถูกจำกัดหรือยกเลิก การรับมือกับปัญหาดังกล่าวจึงต้องอาศัยแนวทางที่รอบด้านทั้งในระดับบุคคล ครอบครัว โรงเรียน และเชิงนโยบาย ในบริบทนี้ โครงการ “ห้องเรียนสู้ฝุ่น” ได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อสร้างความรู้ ความตระหนัก และทักษะในการป้องกันตนเองของเด็กและเยาวชน ผ่านการเรียนรู้เชิงบูรณาการด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และวิทยาศาสตร์ โดยอาศัยการบริหารแบบมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน ทำให้การจัดการศึกษาเป็นระบบ มีความต่อเนื่อง และสามารถเป็นต้นแบบขยายผลสู่สถานศึกษาอื่นที่เผชิญปัญหาเดียวกันได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน การบริหารแบบมีส่วนร่วมเป็นแนวทางสำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง และชุมชนเข้ามามีบทบาทตั้งแต่การกำหนดเป้าหมาย วางแผน ตัดสินใจ ปฏิบัติ และประเมินผลร่วมกัน ภายใต้บรรยากาศแห่งความไว้วางใจและความรับผิดชอบร่วมกัน กระบวนการดังกล่าวไม่เพียงแต่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมเชิงสัญลักษณ์ แต่ยังเป็นการสร้างความร่วมมือเชิงสร้างสรรค์ที่นำไปสู่การพัฒนาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่ตอบสนองความต้องการและสอดคล้องกับบริบทของเด็กปฐมวัย การจัดประสบการณ์สำหรับเด็กอายุ 3–6 ปี จึงเน้นการบูรณาการเพื่อพัฒนาเด็กอย่างสมดุลทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ผ่านกิจกรรมการเล่นและการปฏิบัติจริง โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ความยืดหยุ่น และความต่อเนื่อง พร้อมทั้งการประเมินผลอย่างเป็นระบบ เพื่อเสริมสร้างทักษะชีวิต คุณธรรม และรากฐานการเรียนรู้ที่มั่นคงในระยะยาว</p> 2026-04-13T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพัฒนศึกษาศาสตร์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JDES/article/view/7634 การพัฒนาสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่องทฤษฎีบทพีทาโกรัส ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ โดยใช้เทคนิค STAD ร่วมกับกระบวนการแก้ปัญหาตามแนวคิด STEAM 2025-11-05T20:45:25+07:00 นวพนต์ มณีวรรณ toei19962539@gmail.com <p style="font-weight: 400;">การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ทฤษฎีบทพีทาโกรัส ก่อนและหลังใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD ร่วมกับกระบวนการแก้ปัญหาตามแนวคิด STEAM ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ทฤษฎีบทพีทาโกรัส โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD ร่วมกับกระบวนการแก้ปัญหาตามแนวคิด STEAM กับเกณฑ์ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม 3. เพื่อศึกษาเจตคติต่อการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ทฤษฎีบทพีทาโกรัส ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD ร่วมกับกระบวนการแก้ปัญหาตามแนวคิด STEAM กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนรุ่งเรืองอุปถัมภ์ จำนวน 35 คน โดยใช้การสุ่มแบบยกกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน และ 3) แบบวัดเจตคติ สถิติสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่า t-test ผลการวิจัยพบว่า 1. คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. เจตคติต่อการเรียนการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ทฤษฎีบทพีทาโกรัสชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 อยู่ในระดับมากที่สุด</p> 2026-04-13T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพัฒนศึกษาศาสตร์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JDES/article/view/7715 การเสริมสร้างพลังอำนาจผู้บริหารสถานศึกษา ในยุค BANI WORLD 2025-11-07T21:15:05+07:00 เสาวลี สุขขี saowalee29@gmail.com ศรุติพงศ์ ภูวัชร์วรานนท์ ppcbe@hotmail.com มุจลินทร์ ผลกล้า Mudchalin.ph@skru.ac.th <p>บทความวิชาการ เรื่อง การเสริมสร้างพลังอำนาจผู้บริหารสถานศึกษา ในยุค BANI WORLD มีจุดมุ่งหมายเพื่อหาแนวทางการเสริมสร้างพลังอำนาจผู้บริหารสถานศึกษา การบริหารสถานศึกษาในยุคที่มีความเปราะบาง กังวล คาดเดายากและเข้าใจยาก ผู้บริหารต้องมีความพร้อมในการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้ ซึ่งการเสริมสร้างพลังอำนาจผู้บริหารต้องสร้างให้ได้อย่างรวดเร็วในการบริหารงานกำหนดทิศทางและให้ทีมปฏิบัติตามสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกและให้องค์กรเติบโตได้การยอมรับทางสังคมใช้อำนาจอย่างมีขอบเขตการใช้อำนาจให้มีประสิทธิภาพต้องสร้างความไว้ใจ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพและสร้างผลลัพธ์ที่ดี ใช้ความรู้ ทักษะ ประสบการณ์อันลึกซึ้งสร้างความน่าเชื่อถือเป็นที่ปรึกษาและได้รับความเคารพจากคนในสถานศึกษาซึ่งนำไปสู่การยอมรับและปฏิบัติตาม ผู้บริหารต้องกระตุ้นให้บุคลากรในสถานศึกษาแสดงพฤติกรรมที่สถานศึกษาต้องการ ทั้งนี้ผู้บริหารต้องตระหนักถึงความสำคัญในการบริหารสถานศึกษาในยุค BANI WORLD ปรับบทบาทตนเองให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยนำพาสถานศึกษาก้าวหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้เขียนได้พบองค์ความรู้โดยสามารถสรุปได้ว่าการเสริมสร้างพลังอำนาจผู้บริหารสถานศึกษา ในยุค BANI WORLD ซึ่งเป็นโลกที่เต็มไปด้วยความเปราะบาง ความกังวล คาดเดายาก และเข้าใจยาก นั้นต้องเสริมสร้างพลังอำนาจผู้บริหารสถานศึกษา ดังนี้ 1) คาดเดายากเสริมพลังอำนาจโดยใช้พลังอำนาจตามกฎหมายของผู้บริหาร 2) เปราะบางเสริมพลังอำนาจโดยใช้พลังอำนาจบังคับของผู้บริหาร 3) เข้าใจยากเสริมพลังอำนาจโดยใช้พลังอำนาจความเชี่ยวชาญของผู้บริหาร และ 4) กังวลเสริมพลังอำนาจโดยใช้พลังอำนาจ ให้รางวัลของผู้บริหาร โดยสรุปเป็นรูปแบบ LCER MODEL </p> 2026-04-13T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพัฒนศึกษาศาสตร์