https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JDES/issue/feed
วารสารพัฒนศึกษาศาสตร์
2026-08-16T00:00:00+07:00
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารพัฒนศึกษาศาสตร์ <br />(Journal of Development and Education Science)<br /><br />ISSN: 3057-1995 (Online)</strong><br /><br /><strong>วารสารพัฒนศึกษาศาสตร์</strong> ดำเนินการโดยหน่วยงานเอกชน คือ สถาบันพัฒนาวิชาการปัญญาภา เริ่มต้นดำเนินการในเดือนมกราคม 2568 เป็นวารสารสาขาสังคมศาสตร์ (Social Sciences) ที่เน้นรับบทความด้านการพัฒนาสังคม รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ การศึกษา ภาษาศาสตร์ ไทยคดีศึกษา ศาสนาปรัชญา ศิลปวัฒนธรรม และสหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์<br /><br /></p> <p><strong>วัตถุประสงค์<br /></strong>วารสารพัฒนศึกษาศาสตร์มีวัตถุประสงค์เพื่อตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานวิชาการของคณาจารย์ นักศึกษาระดับปริญญาตรีและบัณฑิตศึกษา นักวิจัย และผู้สนใจทั่วไปที่เกิดขึ้นจากกระบวนการวิจัย การศึกษาค้นคว้าเรียบเรียงอย่างเป็นระบบในรูปแบบบทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ<strong><br /></strong></p> <p><strong>ขอบเขต</strong><br />วารสารพัฒนศึกษาศาสตร์เป็นวารสารสาขาสังคมศาสตร์ (Social Sciences) ที่เน้นรับบทความด้านต่าง ๆ ดังนี้<br />1.การพัฒนาสังคม <br />2.รัฐศาสตร์ <br />3.รัฐประศาสนศาสตร์ <br />4.การศึกษา <br />5.ภาษาศาสตร์ ไทยคดีศึกษา และ คติชนวิทยา<br />6.ศาสนาปรัชญา <br />7.ศิลปวัฒนธรรม และ<br />8.สหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</p> <p><strong>ประเภทของบทความที่รับตีพิมพ์<br /></strong>1.บทความวิจัย (Research article)<br />2.บทความวิชาการ (Academic article)<br />3.บทวิจารณ์หนังสือ (Book review)</p> <p><strong>กำหนดตีพิมพ์เผยแพร่:</strong> ปีละ 3 ฉบับ ได้แก่<br />ฉบับที่ 1 เดือน มกราคม-เมษายน<br />ฉบับที่ 2 เดือน พฤษภาคม-สิงหาคม<br />ฉบับที่ 3 เดือน กันยายน-ธันวาคม</p> <p><strong>ภาษาที่รับตีพิมพ์:</strong> ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ </p> <p><strong>กระบวนการพิจารณาบทความ:</strong> ทุกบทความที่ส่งเข้ารับการพิจารณาตีพิมพ์จะได้รับการตรวจสอบความถูกต้องและประเมินคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Reviewer) อย่างน้อย 2 คน (หรือ 3 คนตามบริบทเป้าหมายการส่งบทความของผู้นิพนธ์บทความ) โดยปกปิดข้อมูลของทั้งสองฝ่าย (Double Blinded) </p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมตีพิมพ์บทความ: </strong>วารสารยังไม่มีนโยบายเก็บค่าธรรมเนียมตีพิมพ์บทความ</p>
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JDES/article/view/7871
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้เทคนิค GPAS 5 Steps บูรณาการแบบฝึกทักษะ เรื่อง วิถีชีวิตของคนในอดีตและปัจจุบัน รายวิชาประวัติศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/5 โรงเรียนอุบลวิทยาคม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1
2026-04-07T21:02:16+07:00
อัญญาณี พูลมาตย์
std.65121100228@ubru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง วิถีชีวิตของคนในอดีตและปัจจุบัน รายวิชาประวัติศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/5 โรงเรียนอุบลวิทยาคม โดยใช้เทคนิค GPAS 5 Steps บูรณาการแบบฝึกทักษะ และ 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนของนักเรียนกลุ่มดังกล่าว เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้แบบ เทคนิค GPAS 5 Steps จำนวน 1 แผน และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์แบบปรนัย 3 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ ใช้เป็นแบบทดสอบก่อนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 32 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) และค่าการมีประสิทธิภาพนวัตกรรม (E1/E2) ผลการวิจัยพบว่า 1) เครื่องมือที่ใช้มีคุณภาพและความสอดคล้องในระดับมากที่สุดตามการประเมินของผู้เชี่ยวชาญ 2) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์หลังเรียนเฉลี่ย พบว่านักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนเฉลี่ยอยู่ที่ 11.09 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2.51 และมีคะแนนผลสัมฤทธิ์หลังเรียนเฉลี่ยอยู่ที่ 16.94 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2.88 คะแนนหลังเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ผลการหาค่าประสิทธิภาพแบบฝึกหัด มีประสิทธิภาพโดยรวมเท่ากับ 80.56/82.52 พบว่ามีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด และ 3) การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน พบว่าคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปได้ว่าการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค GPAS 5 Steps บูรณาการแบบฝึกทักษะช่วยพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-08-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพัฒนศึกษาศาสตร์
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JDES/article/view/7873
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบเกมเป็นฐาน เรื่องบทบาทและหน้าที่ของเยาวชนที่มีต่อสังคมและประเทศชาติ วิชาหน้าที่พลเมือง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/3 โรงเรียนเทศบาล 2 หนองบัว
2026-04-08T19:51:11+07:00
นภัสสร เงินลุน
std.65121100119@ubru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบเกมเป็นฐาน เรื่องบทบาทและหน้าที่ของเยาวชนที่มีต่อสังคมและประเทศชาติ วิชาหน้าที่พลเมือง และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบเกมเป็นฐาน เรื่องบทบาทและหน้าที่ของเยาวชนที่มีต่อสังคมและประเทศชาติ วิชาหน้าที่พลเมือง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 2 หนองบัว และ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/3 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 31 คน ใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างโดยการเลือก แบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบเกมเป็นฐานและแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 20 ข้อ ซึ่งการวิเคราะห์ข้อมูลใช้ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(S.D.) ค่าการมีประสิทธิภาพนวัตกรรม (E1/E2)<br>ผลการวิจัยพบว่า 1. ประสิทธิภาพแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบเกมเป็นฐาน มีประสิทธิภาพรวม เท่ากับ 83.11/81.13 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ที่ 80/80 แสดงให้เห็นว่าแผนการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นมีคุณภาพสูงและสามารถนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนได้อย่างเหมาะสม 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเข้าร่วมกิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบเกมเป็นฐาน พบว่า ค่าเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 16.23 สูงกว่าค่าเฉลี่ยก่อนเรียนที่ 5.93 แสดงให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้แบบเกมเป็นฐานสามารถช่วยพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียนเพิ่มขึ้น</p>
2026-08-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพัฒนศึกษาศาสตร์
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JDES/article/view/7848
การพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้เกมเป็นฐาน เรื่องทวีปแอฟริกา วิชาภูมิศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล 2 หนองบัว
2026-02-11T21:15:31+07:00
ภัคจิรา ทิมา
std.65121100126@ubru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์โดยใช้การจัดการเรียนรู้เกมเป็นฐาน เรื่องทวีปแอฟริกา รายวิชาภูมิศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล 2 หนองบัว และ 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้เกมเป็นฐาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 35 คน ที่ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดทักษะการคิดวิเคราะห์ และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (𝑥̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการเปรียบเทียบผลก่อนและหลังการเรียนรู้</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) คะแนนทักษะการคิดวิเคราะห์ก่อนการเรียนมีค่าเฉลี่ย (𝑥̅ = 7.41, S.D. = 3.32) และหลังการเรียนมีค่าเฉลี่ย (𝑥̅ = 12.06, S.D. = 4.51) ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน แสดงว่าการจัดการเรียนรู้เกมเป็นฐานช่วยพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนได้จริง 2) ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้เกมเป็นฐานอยู่ในระดับมากที่สุด (𝑥̅ = 4.71, S.D. = 0.43) แสดงว่านักเรียนมีทัศนคติที่ดีและสนุกกับการเรียนรู้ ผลสอดคล้องกับสมมติฐานการวิจัยที่ตั้งไว้</p>
2026-08-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพัฒนศึกษาศาสตร์
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JDES/article/view/7931
แนวทางการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเพื่อป้องกันปัญหา การออกกลางคัน วิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่
2026-02-06T16:06:49+07:00
วาทินี เชิดชูสกุล
watineecherdchusakul@gmail.com
ธารณ์ ทองงอก
678914045@crru.ac.th
ยงยุทธ ยะบุญธง
watinee_ch@cmu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาของการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเพื่อป้องกันปัญหาการออกกลางคัน วิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่ และ 2) พัฒนาและตรวจสอบแนวทางการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเพื่อป้องกันปัญหาการออกกลางคัน วิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่ เก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 150 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือและวิธีการที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การพัฒนาและตรวจสอบ<br />แนวทางการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเพื่อป้องกันปัญหาการออกกลางคัน วิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่ จากผู้ทรงคุณวุฒิ เป็น ผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้างานครูที่ปรึกษา ครูที่ปรึกษา ศึกษานิเทศก์ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และนักจิตวิทยา รวมทั้งสิ้นจำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา และตรวจสอบแนวทาง ได้แก่ ด้านความถูกต้อง และด้านความเหมาะสม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษา พบว่า 1) สภาพปัญหาการดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในวิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) การพัฒนาการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเพื่อป้องกันปัญหาการออกกลางคัน วิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่ ประกอบด้วย หลักการและเหตุผล วัตถุประสงค์ แนวทางการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน และเงื่อนไขความสำเร็จ โดยการศึกษาแนวทางระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน เพื่อป้องกันปัญหาการออกกลางคัน อาชีวศึกษาที่มีแนวปฏิบัติที่ดีทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ ด้านการรู้จักผู้เรียนเป็นรายบุคคล ด้านการคัดกรอง ด้านการส่งเสริมและพัฒนา ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหา และด้านการส่งต่อ และผลการตรวจสอบแนวทางมีประสิทธิภาพ พบว่า โดยรวมมีความถูกต้อง อยู่ในระดับมากที่สุด ( x= 4.69) ด้านความเหมาะสม อยู่ในระดับมากที่สุด ( x= 4.87)</p>
2026-08-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพัฒนศึกษาศาสตร์
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JDES/article/view/8310
หลักพหูสูตในมงคล 38 กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนา
2026-03-31T14:47:37+07:00
พัชรพฤกษ์ ซ่อมจันทึก
6640117123@nrru.ac.th
มานิตย์ อรรคชาติ
manit.a@nrru.ac.th
<p>บทความวิชาการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหลักพหูสูตในมงคล 38 และความสัมพันธ์กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนา โดยศึกษาผ่านกระบวนการทำความเข้าใจ ในประเด็นต่าง ๆ ให้ชัดเจน และการปฏิบัติที่นำไปสู่การพัฒนาศักยภาพทางการเรียนรู้อย่างยั่งยืน โดยแยกมองเป็นประเด็นต่าง ๆ ที่สำคัญ เพื่อให้ได้ข้อมูลและเพื่อให้ผลการศึกษา ออกมาเป็นที่น่าพอใจและมีประสิทธิภาพสูงสุดด้วย จากการศึกษาพบว่า หลักพหูสูตในมงคล 38 นั้น เป็นหลักธรรมสำคัญที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต การพัฒนาปัญญา และการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี โดยเน้นความสำคัญของการศึกษา การรับฟัง และการแสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีความสอดคล้องกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตใน 4 มิติ ได้แก่ มิติทางปัญญา สังคม อารมณ์ และจิตวิญญาณ</p>
2026-08-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพัฒนศึกษาศาสตร์