https://so09.tci-thaijo.org/index.php/FEIJ/issue/feed
วารสารนวัตกรรมการศึกษาในอนาคต
2026-02-13T15:28:31+07:00
Asst. Prof. Dr.Phumphakhawat Phumphongkhochasorn
eitsthailand64@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารนวัตกรรมการศึกษาในอนาคต </strong>มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการศึกษาค้นคว้า และเพื่อเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการแก่นักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์ และนักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา ในมิติเพื่อสนับสนุนการศึกษา การสอน การวิจัยวารสารมุ่งเน้นเปิดรับบทความทางด้าน การศึกษาครุศาสตร์อุตสาหกรรม การศึกษาครุศาสตร์และศึกษาศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยีการศึกษา บริหารธุรกิจ และมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ ทุกบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างน้อย 3 ท่าน เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p>
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/FEIJ/article/view/8406
การเปรียบเทียบวิธีการพยากรณ์ความต้องการอย่างแม่นยำเพื่อการจัดเก็บสินค้าแบบ ABC Analysis กรณีศึกษา บริษัท โมเดไทย จำกัด
2026-02-05T09:05:39+07:00
วัชรินทร์ ใจศรี
watcharinnann@gmail.com
เอื้ออาทร จิตราวัฒน์
watcharinnann@gmail.com
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบความแม่นยำของวิธีการพยากรณ์ความต้องการสินค้า ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการจัดการสินค้าคงคลัง 2) เพื่อนำผลลัพธ์จากการพยากรณ์มาใช้ในการวางแผนจัดเก็บสินค้าแบบ ABC Analysis และ ลดปัญหาสินค้าค้างสต๊อก และเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการคลังสินค้า เพื่อเปรียบเทียบความแม่นยำของวิธีการพยากรณ์ความต้องการสินค้า และนำผลการพยากรณ์มาใช้ในการจัดเก็บสินค้าแบบ ABC Analysis กรณีศึกษา บริษัท โมเดไทย จำกัด ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าส่งและค้าปลีกรองเท้าสตรีภายใต้แบรนด์ CRAZY STEP โดยใช้ข้อมูลยอดขายย้อนหลังของสินค้ารุ่น CRAZY & CRAZY, CRAZY STEP, PASO และ CZ Collection ในช่วงปี พ.ศ. 2566–2568 เป็นกลุ่มตัวอย่างในการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ วิธีการพยากรณ์เชิงปริมาณ ได้แก่ ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average: MA) การปรับเรียบเอ็กซ์โพเนนเชียล (Single Exponential Smoothing: SES) และการปรับเรียบเอ็กซ์โพเนนเชียลซ้ำสอง (Single Exponential Smoothing: SES2) โดยทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรม Microsoft Excel และประเมินความแม่นยำของการพยากรณ์ด้วยตัวชี้วัดความคลาดเคลื่อน ได้แก่ ค่าเบี่ยงเบนสัมบูรณ์เฉลี่ย (MAD) ค่าเฉลี่ยกำลังสองของความคลาดเคลื่อน (MSE) และรากที่สองของค่าเฉลี่ยกำลังสองของความคลาดเคลื่อน (RMSE) คลัง และนำผลการพยากรณ์มาการจัดเก็บสินค้าแบบ ABC Analysis โดยการแบ่งสินค้าตามความสำคัญ (A, B, C) เพื่อช่วยในการจัดการสินค้าคงคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. วิธีการพยากรณ์ Double Exponential Smoothing (SES2) มีความแม่นยำสูงสุดเมื่อเปรียบเทียบกับวิธีอื่น 2. การนำผลการพยากรณ์ไปใช้ในการจัดเก็บสินค้าแบบ ABC Analysis ช่วยให้การจัดการสินค้าคงคลังมีประสิทธิภาพมากขึ้น</p> <p>การพยากรณ์ความต้องการสินค้าสามารถช่วยปรับปรุงการบริหารสินค้าคงคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการใช้วิธีที่เหมาะสมในการพยากรณ์และการจัดกลุ่มสินค้าใน ABC Analysis จะช่วยลดต้นทุนและปรับปรุงการตัดสินใจในการสั่งซื้อสินค้า</p>
2026-02-13T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาในอนาคต
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/FEIJ/article/view/8405
การเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตฝาพลาสติกและการลำเลียงภายในโรงงานของฝาพลาสติกกลุ่มเครื่องดื่มผลิตภัณฑ์น้ำชา กรณีศึกษา: บริษัทผลิตฝาเครื่องดื่มแห่งหนึ่งในจังหวัดปทุมธานี
2026-02-05T09:02:51+07:00
กษม กลิ่นขจร
puvapat.endu@gmail.com
ภูวพัฒน์ เอ็นดู
puvapat.endu@gmail.com
ภัทราภรณ์ แสงสุริยวงษ์
puvapat.endu@gmail.com
จันทิมา พึ่งบุญลือ
puvapat.endu@gmail.com
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตและการลำเลียงภายในโรงงานผลิตฝาพลาสติกสำหรับเครื่องดื่มกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำชา กรณีศึกษาโรงงานแห่งหนึ่งในจังหวัดปทุมธานี ซึ่งประสบปัญหาอัตราของเสียในกระบวนการผลิตอยู่ในระดับสูง สอดคล้องกับข้อค้นพบในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ระบุว่าความสูญเปล่าในกระบวนการผลิตและการลำเลียงเป็นสาเหตุสำคัญของต้นทุนแฝง การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงปริมาณร่วมกับการวิจัยเชิงปฏิบัติการในสถานประกอบการ โดยประยุกต์ใช้เครื่องมือควบคุมคุณภาพ 7 QC Tools ได้แก่ ใบตรวจสอบ แผนภูมิควบคุม และแผนผังก้างปลา ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในการวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาคุณภาพ <br />ผลการวิจัยเชิงเปรียบเทียบก่อนและหลังการปรับปรุง โดยใช้ตัวชี้วัดด้านประสิทธิภาพ ได้แก่ อัตราของเสีย เวลาในกระบวนการผลิต และประสิทธิภาพการลำเลียง พบว่าอัตราของเสียรวมลดลงจากร้อยละ 0.1078 เหลือร้อยละ 0.0798 ภายหลังการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องตลอด 3 ไตรมาส ผลดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิด Lean Manufacturing ที่มุ่งลดกิจกรรมที่ไม่ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่ม และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานโดยรวม งานวิจัยนี้จึงสามารถใช้เป็นแนวทางเชิงกรอบความคิดในการปรับปรุงกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์พลาสติกและอุตสาหกรรมที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน</p>
2026-02-13T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาในอนาคต
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/FEIJ/article/view/8409
ปัจจัยด้านการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนที่ส่งผลต่อระยะเวลาในการขุดเจาะอุโมงค์รถไฟฟ้าด้วยเครื่อง TBM กรณีศึกษา บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน)
2026-02-05T09:17:43+07:00
นริศรา ฉิมแป้น
Narisara.chim@unique.co.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาปัจจัยด้านการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนที่เกี่ยวข้องกับการขุดเจาะอุโมงค์รถไฟฟ้าด้วยเครื่อง TBM (2) เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนกับระยะเวลาในการขุดเจาะอุโมงค์ และ (3) เพื่อเสนอแนวทางปรับปรุงการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนเพื่อลดระยะเวลาโครงการ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี โดยเก็บข้อมูลจากผู้บริหารโครงการ วิศวกร และบุคลากรด้านโลจิสติกส์ของบริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 120 คน ด้วยแบบสอบถาม การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติพรรณนาและสถิติอ้างอิง และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา<br />ผลการวิจัยพบว่า (1) ปัจจัยด้านการวางแผนการจัดหา การบริหารคลังวัสดุ การขนส่ง และการสื่อสารข้อมูลในห่วงโซ่อุปทาน เป็นปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการขุดเจาะอุโมงค์ด้วยเครื่อง TBM ในระดับมาก (2) ปัจจัยด้านการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนมีความสัมพันธ์เชิงลบกับระยะเวลาในการขุดเจาะอุโมงค์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แสดงให้เห็นว่าการจัดการที่มีประสิทธิภาพสามารถลดความล่าช้าของโครงการได้ และ (3) แนวทางปรับปรุงที่เสนอประกอบด้วยการบูรณาการแผนงาน การจัดการข้อมูล และการประสานงานระหว่างหน่วยงาน เพื่อเพิ่มความต่อเนื่องของการทำงานเครื่อง TBM และลดระยะเวลาโครงการโดยรวม งานวิจัยนี้ให้ความรู้เชิงระบบเกี่ยวกับบทบาทของการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนในโครงการอุโมงค์ TBM และสามารถประยุกต์ใช้ในโครงการก่อสร้างระบบรางในอนาคต</p>
2026-02-13T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาในอนาคต
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/FEIJ/article/view/8408
การพัฒนาระบบคำสั่งซื้อผ่านแอปพลิเคชัน Wixx เพื่อลดความผิดพลาดของคำสั่งซื้อ ในกระบวนการจัดส่งสินค้า กรณีศึกษา: บริษัท เอส เค บี โฮลเซล จำกัด (สำนักงานใหญ่) จังหวัดปทุมธานี
2026-02-05T09:14:14+07:00
วรัญญา จำชาติ
waranyaj40@gmail.com
สุชัญญา อวบสันเทียะ
waranyaj40@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษากระบวนการจัดการคำสั่งซื้อและการจัดส่งสินค้า รวมถึงปัจจัยที่ก่อให้เกิดความผิดพลาดของคำสั่งซื้อในกระบวนการจัดส่งสินค้าของบริษัท เอส เค บี โฮลเซล จำกัด (สำนักงานใหญ่) จังหวัดปทุมธานี 2) เพื่อพัฒนาระบบคำสั่งซื้อผ่านแอปพลิเคชัน Wixx <br />ให้สอดคล้องกับกระบวนการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์ขององค์กร และสามารถลดความคลาดเคลื่อนของข้อมูลคำสั่งซื้อในกระบวนการจัดส่งสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ 3) เพื่อประเมินผลการใช้ระบบคำสั่งซื้อผ่านแอปพลิเคชัน Wixx ต่อการลดความผิดพลาดของคำสั่งซื้อในกระบวนการจัดส่งสินค้า โดยพิจารณาจากตัวชี้วัดผลการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์และความคิดเห็นของพนักงานที่เกี่ยวข้อง รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ในลักษณะการวิจัยเชิงพัฒนา โดยใช้แนวคิดการจัดการคำสั่งซื้อและการปฏิบัติตามคำสั่งซื้อ แนวคิดระบบสารสนเทศโลจิสติกส์ และแนวคิดการวัดผลการดำเนินงานด้วยตัวชี้วัด เป็นกรอบการวิจัย พื้นที่วิจัย คือ บริษัท เอส เค บี โฮลเซล จำกัด (สำนักงานใหญ่) จังหวัดปทุมธานี กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ พนักงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการรับคำสั่งซื้อ การจัดเตรียมสินค้า และการจัดส่งสินค้า จำนวน 10 คน ซึ่งได้มาจากการคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 3 ชนิด คือ <br />1) แบบสอบถาม 2) แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และ 3) แนวทางการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหาและการบรรยายเชิงพรรณนา<br />ผลการวิจัยพบว่า 1) ก่อนการพัฒนาระบบคำสั่งซื้อผ่านแอปพลิเคชัน Wixx กระบวนการจัดการคำสั่งซื้อและการจัดส่งสินค้ามีความผิดพลาดในระดับปานกลาง โดยเฉพาะด้านการจัดส่งสินค้าผิดรายการ ผิดจำนวน และความล่าช้าในการจัดส่งสินค้า 2) ระบบคำสั่งซื้อผ่านแอปพลิเคชัน Wixx ที่พัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกับกระบวนการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์ขององค์กร และช่วยเพิ่มความถูกต้องและความเป็นระบบของข้อมูลคำสั่งซื้อ และ 3) หลังการนำระบบไปใช้งาน ความผิดพลาดของคำสั่งซื้อในกระบวนการจัดส่งสินค้าลดลงอย่างชัดเจน ขณะที่ประสิทธิภาพของการจัดส่งสินค้าเพิ่มขึ้น<br />องค์ความรู้จากงานวิจัยนี้ คือ รูปแบบการพัฒนาระบบคำสั่งซื้อผ่านแอปพลิเคชันที่สามารถลดความผิดพลาดของคำสั่งซื้อในกระบวนการจัดส่งสินค้า ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ดิจิทัลในองค์กรธุรกิจค้าส่งและองค์กรที่มีลักษณะใกล้เคียงกันได้</p>
2026-02-13T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาในอนาคต
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/FEIJ/article/view/8407
การประยุกต์ใช้หลักการลีน (Lean) ในการปรับปรุงกระบวนการตรวจสอบคุณภาพวัตถุดิบให้มีประสิทธิภาพ กรณีศึกษา: คลังสินค้า บริษัทนารายณ์ อินเตอร์เทรด จำกัด
2026-02-05T09:12:15+07:00
วณิชศรา น้ำเต้าทอง
flim2870f@gmail.com
ปาริชาติ บัวทรัพย์
flim2870f@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพกระบวนการตรวจสอบคุณภาพวัตถุดิบในคลังสินค้า กรณีศึกษา บริษัท นารายณ์ อินเตอร์เทรด จำกัด โดยประยุกต์ใช้หลักการลีน (Lean Principles) ร่วมกับเครื่องมือวิเคราะห์กระบวนการ ได้แก่ แผนที่สายธารคุณค่า (Value Stream Mapping) และการวิเคราะห์สาเหตุของความสูญเปล่า งานวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสานวิธี โดยเก็บข้อมูลจากการสังเกตกระบวนการจริง การสัมภาษณ์เชิงลึก และการบันทึกข้อมูลการเกิดข้อผิดพลาดในกระบวนการตรวจสอบคุณภาพวัตถุดิบในช่วงเดือนกรกฎาคม–ธันวาคม พ.ศ. 2566<br />ผลการวิจัยเชิงเปรียบเทียบก่อนและหลังการปรับปรุง พบว่าจำนวนข้อผิดพลาดในกระบวนการตรวจสอบคุณภาพลดลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะปัญหางานไม่ตรงตามมาตรฐานและงานปน ซึ่งลดลงจากสูงสุด 15 ครั้งต่อเดือนในช่วงก่อนปรับปรุง เหลือเพียง 1–3 ครั้งต่อเดือนในช่วงหลังการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ระยะเวลาการตรวจสอบและปริมาณงานคงค้างในคลังสินค้ามีแนวโน้มลดลง พร้อมทั้งทำให้กระบวนการทำงานมีความเป็นระบบและสอดคล้องกับการไหลของงานมากขึ้น ผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่าการประยุกต์ใช้หลักการลีนสามารถช่วยลดความสูญเปล่า เพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบคุณภาพวัตถุดิบ และสนับสนุนการบริหารจัดการคลังสินค้าในบริบทอุตสาหกรรมไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม</p>
2026-02-13T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาในอนาคต