วารสารโพธิศาสตร์ปริทัศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/BRJ <p><strong>จุดมุ่งหมายและขอบเขต (</strong><strong>Aim and Scope) <br /></strong> วารสารโพธิศาสตร์ปริทัศน์ (Bodhisastra Review Journal) ISSN: <a href="https://portal.issn.org/resource/ISSN/2651-1452?fbclid=IwAR1YqVbVDhDMCOcr4sBokCIVE8yG8IaaieCLUyn3uZKSBKJYfcmi51zy_b8">2651-1452</a> (Online) มีจุดมุ่งหมายเพื่อเผยแพร่บทความวิจัย และบทความวิชาการ ในสาขาที่เกี่ยวข้องด้านสังคมศาสตร์ ได้แก่ สาขารัฐศาสตร์ สาขารัฐประศาสนศาสตร์ สาขาการจัดการ สาขาศึกษาศาสตร์ และรวมถึงสหวิทยาการเชิงประยุกต์ด้านสังคมศาสตร์ ปีละ 2 ฉบับ โดยทุกบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร<br /></strong> 1) บทความวิจัย (Research Article) เป็นบทความที่นำเสนอการค้นคว้าวิจัย เกี่ยวกับด้านสังคมศาสตร์ และรวมถึงสหวิทยาการเชิงประยุกต์ด้านสังคมศาสตร์ ไม่เกิน 15 หน้า <br /> 2) บทความวิชาการ (Academic Article) เป็นบทความวิเคราะห์ วิจารณ์หรือเสนอแนวคิดใหม่ ไม่เกิน 15 หน้า </p> <p><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร<br /></strong> วารสารโพธิศาสตร์ปริทัศน์ (Bodhisastra Review Journal) มีกำหนดการเผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ ดังนี้<br />- ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน <br />- ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม <br /><br /></p> <p><strong>อัตราค่าธรรมเนียมตีพิมพ์บทความ<br /></strong> บทความวิจัย และบทความวิชาการ มีอัตราค่าตีพิมพ์ ดังนี้<br /> 1) บทความวิจัย และบทความวิชาการ (ภาษาไทย) บทความละ 3,000 บาท<br /> 2) บทความวิจัย และบทความวิชาการ (ภาษาอังกฤษ) บทความละ 5,000 บาท<br /> โดยชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ภายหลังจากที่กองบรรณาธิการพิจารณาความสมบูรณ์ และความถูกต้องตามรูปแบบแล้ว และส่งผู้ทรงคุณวุฒิประเมินพิจารณาบทความ <strong>(เก็บค่าธรรมเนียมตีพิมพ์เมื่อเข้าสู่กระบวนการ Review)</strong> อนึ่ง การพิจารณารับบทความเพื่อลงตีพิมพ์หรือไม่ตีพิมพ์ อยู่ที่ดุลยพินิจของบรรณาธิการถือเป็นอันสิ้นสุด </p> <p><strong>การพิจารณาบทความ</strong></p> <ol> <li>บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้นในด้านคุณภาพของบทความ โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณ 5 วันทำการหากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน</li> <li>บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชานั้น พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณอย่างน้อย 20 วันทำการ</li> <li>เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ ภายในเวลา 3 วันทำการ หลังจากได้รับจากผู้ทรงคุณวุฒิ</li> <li>ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์ และระยะเวลาการแก้ไขไม่ควรเกิน 15 วันทำการ</li> </ol> <p><strong>เกณฑ์การพิจารณาบทความ</strong></p> <ol> <li>บทความวิจัย และบทความวิชาการ ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้น ในด้านคุณภาพของบทความ และการจัดรูปแบบให้เป็นไปตามข้อกำหนดของวารสารฯ หากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชา พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) </li> <li>เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ</li> <li>ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์</li> <li>เมื่อมีการปรับแก้เป็นไปตามผู้ทรงคุณวุฒิ กองบรรณาธิการจะตรวจสอบความสมบูรณ์เนื้อหาบทความให้เป็นไปตามรูปแบบของวารสาร และตรวจสอบไฟล์รูปภาพที่ใช้ในบทความที่มีความคมชัดในการจัดพิมพ์ก่อนเผยแพร่บทความ</li> </ol> <p><strong>แนวทางการต่อติดประสานงานและมีความประสงค์ขอตีพิมพ์<br /></strong> ประสานเจ้าหน้าที่วารสาร เพื่อทราบรายละเอียดเบื้องต้น (เช่น รอบการตีพิมพ์, หนังสือตอบรับการตีพิมพ์ ฯลฯ) โทร: 081-4545265 (ดร. ศักดิ์ ประสานดี) e-mail: ajbjournal07@gmail.com, bodhisastra@gmail.com</p> <p>ชำระค่าตีพิมพ์บทความได้ที่ มูลนิธิโพธิศาสตร์ ธนาคารกสิกรไทย เลขที่บัญชี 1213301817 (แจ้งได้ที่ไลน์ไอดี: 0814545265)</p> th-TH Thu, 25 Jun 2026 17:42:42 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ภาวะผู้นำที่ส่งผลต่อขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน ของพนักงาน บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด https://so09.tci-thaijo.org/index.php/BRJ/article/view/7969 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำและขวัญและกำลังใจของพนักงาน (2) ศึกษาเปรียบเทียบขวัญและกำลังใจของพนักงาน จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ (3) ศึกษาภาวะผู้นำที่ส่งผลต่อขวัญและกำลังใจของพนักงานบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างเป็นพนักงานบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด สำนักงานใหญ่ กรุงเทพมหานคร จำนวน 389 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ t-test, One-way ANOVA และการวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson's Correlation Coefficient) ผลการศึกษาพบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำของผู้บริหารโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.97 ส่วนระดับขวัญและกำลังใจของพนักงานโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.99 2) ผลการเปรียบเทียบขวัญและกำลังใจของพนักงานจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ สถานภาพ ระดับการศึกษา ตำแหน่งงาน อายุงาน และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน พบว่าไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (p &gt; 0.05 ทุกด้าน) 3) จากการทดสอบสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน พบว่าโดยภาพรวมภาวะผู้นำทั้ง 4 ด้าน ไม่มีความสัมพันธ์เชิงเส้นตรงที่มีนัยสำคัญทางสถิติกับขวัญและกำลังใจของพนักงานในเกือบทุกมิติ ยกเว้นเพียง 1 คู่ คือ ภาวะผู้นำแบบชี้นำมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความผูกพันต่อองค์กรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = 0.122)</p> ธนนธรณ์ วันอรุณโรจน์, ภาวัช รุจาฉันท์, กฤษณะ จันทร์เรือง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโพธิศาสตร์ปริทัศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/BRJ/article/view/7969 Thu, 25 Jun 2026 00:00:00 +0700 การตัดสินใจเลือกที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวชาวจีนในอำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา https://so09.tci-thaijo.org/index.php/BRJ/article/view/8461 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดและการตัดสินใจเลือกที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวชาวจีน นอกจากนี้ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดและการตัดสินใจเลือกที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวชาวจีน จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล อีกทั้งเพื่อศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวชาวจีน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในอำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 384 คน ซึ่งได้มาด้วยวิธีการสุ่มแบบบังเอิญ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม โดยด้านปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.97 และด้านการตัดสินใจเลือกที่พักมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.96 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว การทดสอบแอลเอสดี และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดของธุรกิจที่พักและการตัดสินใจเลือกที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวชาวจีน ทั้งในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวชาวจีนที่มีอาชีพและรายได้เฉลี่ยต่อเดือนแตกต่างกัน มีความคิดเห็นต่อปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดของธุรกิจที่พักและมีการตัดสินใจเลือกที่พักแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อีกทั้ง ผลการวิเคราะห์ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวชาวจีน โดยใช้การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณด้วยวิธีเอ็นเทอร์ พบว่า ปัจจัยด้านบุคลากร ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย ด้านกระบวนการให้บริการ และด้านการส่งเสริมการตลาด สามารถร่วมกันพยากรณ์การตัดสินใจเลือกที่พักของนักท่องเที่ยวชาวจีนในอำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ร้อยละ 75.5 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่ปัจจัยด้านราคาและด้านลักษณะทางกายภาพไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกที่พักของนักท่องเที่ยวชาวจีนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> ณัฐศักดิ์ ปุญญวิจิตร, ศุภลักษณ์ ศรีวิไลย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโพธิศาสตร์ปริทัศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/BRJ/article/view/8461 Thu, 25 Jun 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการบริหารศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวี จากมุมมองของนักเรียนเดินเรือพาณิชย์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/BRJ/article/view/7973 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการบริหารงานของศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวี จากมุมมองของนักเรียนเดินเรือพาณิชย์ จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรที่ใช้ในการศึกษาคือ นักเรียนเดินเรือพาณิชย์ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรี ศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวี กรมเจ้าท่า ชั้นปีที่ 1 ถึง 3 จำนวน 475 คน กลุ่มตัวอย่างคำนวณโดยใช้สูตรของทาโร่ ยามาเน่ ที่ระดับความคลาดเคลื่อนร้อยละ 5 ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่างจำนวน 217 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม ซึ่งผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (IOC) โดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน และมีค่าความเชื่อมั่น (Cronbach's Alpha) เท่ากับ 0.985 จากการทดสอบกับกลุ่มลองใช้ (Try-out) จำนวน 30 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า (1) นักเรียนเดินเรือพาณิชย์ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีอายุระหว่าง 18–20 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 2 และสังกัดฝ่ายเดินเรือ (2) ระดับความคิดเห็นต่อปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการบริหารงานของศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวีในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่าด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดไปหาต่ำสุด ได้แก่ ด้านภาวะผู้นำของผู้บริหาร ด้านนโยบายและการบริหารจัดการ และด้านสิ่งอำนวยความสะดวกและทรัพยากรพื้นฐาน ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า (1) ปัจจัยด้านนโยบายและการบริหารจัดการมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (β = 0.252, p = 0.002) จึงยอมรับสมมติฐาน (2) ปัจจัยด้านภาวะผู้นำของผู้บริหารไม่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการบริหารงาน (p = 0.133) จึงปฏิเสธสมมติฐาน และ (3) ปัจจัยด้านสิ่งอำนวยความสะดวกและทรัพยากรพื้นฐานมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (β = 0.301, p = 0.004) จึงยอมรับสมมติฐาน</p> กนก โพธิ์กนกวัฒน์, ภาวัช รุจาฉันท์, เกษม มานะสาคร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโพธิศาสตร์ปริทัศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/BRJ/article/view/7973 Thu, 25 Jun 2026 00:00:00 +0700 ผลการจัดประสบการณ์แบบโครงการที่มีต่อการมีวินัยในตนเองของเด็กปฐมวัยของโรงเรียนของกลุ่มเครือข่ายแม่เล่ย์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 2 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/BRJ/article/view/7991 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการมีวินัยในตนเองของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์แบบโครงการ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 ของโรงเรียนบ้านคลองไทร อำเภอแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 กลุ่มตัวอย่างรวม 30 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ แผนการจัดประสบการณ์แบบโครงการซึ่งผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 คน และแบบทดสอบวัดการมีวินัยในตนเองของเด็กปฐมวัย เป็นแบบทดสอบปรนัยจำกัดขอบเขตคำตอบ มีรูปภาพแสดงสถานการณ์ประกอบคำถาม จำนวน 15 ข้อ ค่าความยากง่ายตั้งแต่ 0.36–0.80 ค่าอำนาจจำแนก 0.36–0.50 ค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.91 ผู้วิจัยดำเนินการทดลองกับกลุ่มทดลองกลุ่มเดียว ทดสอบก่อนและหลังเรียน (One-Group Pretest-Posttest Design) แล้วจึงรวบรวมข้อมูลและนำข้อมูลมาวิเคราะห์โดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับ การจัดประสบการณ์แบบโครงการมีวินัยในตนเองอยู่ในระดับดีมาก โดยก่อนการจัดประสบการณ์แบบโครงการมีร้อยละของค่าเฉลี่ยเท่ากับ 65.67 และหลังการจัดประสบการณ์แบบโครงการมี ร้อยละของค่าเฉลี่ยเท่ากับ 88.87 จะเห็นได้ว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนหลังการจัดประสบการณ์สูงกว่าก่อนการจัดประสบการณ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ( t=13.58, p=.000)</p> สุนทรี ดุลมา, อุบล ผลจันทน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโพธิศาสตร์ปริทัศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/BRJ/article/view/7991 Thu, 25 Jun 2026 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อทักษะการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง https://so09.tci-thaijo.org/index.php/BRJ/article/view/9013 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาทักษะการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของครู 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับทักษะการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของครู และ 4) ศึกษาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อทักษะการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง กลุ่มตัวอย่าง คือ ครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง จำนวน 310 คน ได้มาวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิแล้วจึงใช้การสุ่มแบบง่ายด้วยวิธีการจับสลาก (Lottery method) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.982 และทักษะการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของครู ที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.972 และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ทักษะการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของครู ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหาร โดยรวมมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับทักษะการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของครู โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 4) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อทักษะการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของครู ในภาพรวม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ประกอบด้วย การมีวิสัยทัศน์การเปลี่ยนแปลงเชิงนวัตกรรม และการทำงานเป็นทีมและมีส่วนร่วม โดยทั้ง 2 ตัวแปรร่วมกันพยากรณ์ทักษะการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของครู โดยรวมได้ร้อยละ 19.7</p> พนิดา พิกุลขาว, พรเทพ รู้แผน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโพธิศาสตร์ปริทัศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/BRJ/article/view/9013 Thu, 25 Jun 2026 00:00:00 +0700 การรับรู้ข้อมูลข่าวสารเพื่อการเข้าถึงบริการสาธารณะของประชาชนในเขตเทศบาลตำบลบางสีทอง อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี กรณีศึกษาหมู่บ้านพฤกษาวิลเลจ 22 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/BRJ/article/view/8126 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับการรับรู้ข้อมูลข่าวสารเพื่อการเข้าถึงบริการสาธารณะของประชาชนในเขตเทศบาลตำบลบางสีทอง และ (2) ศึกษาเปรียบเทียบการรับรู้ข้อมูลข่าวสารเพื่อการเข้าถึงบริการสาธารณะของประชาชนในเขตเทศบาลตำบลบางสีทอง อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ ประชาชนหมู่บ้านพฤกษาวิลเลจ 22 จำนวน 220 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางคอมพิวเตอร์ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานด้วย Independent Sample t-test และเปรียบเทียบความสัมพันธ์ของกลุ่มตัวอย่างที่มากกว่า 2 กลุ่มด้วย One-Way ANOVA ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการรับรู้ข้อมูลข่าวสารเพื่อการเข้าถึงบริการสาธารณะของประชาชนในเขต เทศบาลตำบลบางสีทอง โดยรวมอยู่ในระดับน้อย เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าด้านสื่อบุคคล มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือด้านสื่อภาพ ด้านสื่อลายลักษณ์อักษร และด้านสื่อเสียง ตามลำดับ 2) ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า อาชีพและรายได้ต่อเดือนเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้การรับรู้ข้อมูลข่าวสาร แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกด้าน (p &lt; 0.05) ระดับการศึกษาส่งผลต่อการรับรู้โดยรวม และด้านสื่อลายลักษณ์อักษรอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับปัจจัยด้านเพศ พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ เฉพาะด้านสื่อภาพ และปัจจัยด้านอายุ พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญเฉพาะด้านสื่อลายลักษณ์อักษร และด้านสื่อเสียง ในขณะที่เพศและอายุไม่ส่งผลต่อการรับรู้ข้อมูลข่าวสารโดยรวม</p> สรศักดิ์ การินทร์, ภูมิภัทร รัตนประภา, วันชัย แก้วแสน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโพธิศาสตร์ปริทัศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/BRJ/article/view/8126 Thu, 25 Jun 2026 00:00:00 +0700 คุณภาพชีวิตในการทำงานและความผูกพันต่อองค์การของข้าราชการธุรการ สังกัดสำนักงานเลขาธิการสำนักงานอัยการสูงสุด https://so09.tci-thaijo.org/index.php/BRJ/article/view/8173 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับคุณภาพชีวิตในการทำงานของข้าราชการธุรการ 2) ระดับความผูกพันต่อองค์การของข้าราชการธุรการ และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพชีวิตในการทำงานกับความผูกพันต่อองค์การ สังกัดสำนักงานเลขาธิการสำนักงานอัยการสูงสุด การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือหลัก ประชากร ได้แก่ ข้าราชการธุรการสังกัดสำนักงานเลขาธิการสำนักงานอัยการสูงสุด จำนวน 429 คน กลุ่มตัวอย่างคำนวณโดยใช้สูตรของ Taro Yamane ได้จำนวน 207 คน โดยใช้วิธีการเก็บข้อมูลแบบตามสะดวก (Convenience Sampling) เครื่องมือวิจัยผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา ได้ค่า IOC เฉลี่ย = 0.96 และค่าความเชื่อมั่น Cronbach's Alpha = 0.95 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์หาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับคุณภาพชีวิตในการทำงานในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.07 2) ระดับความผูกพันต่อองค์การในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.39 3) ความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพชีวิตในการทำงานกับความผูกพันต่อองค์การ มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูง (r = 0.695) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p> โชคภิวัสร์ เลิศสุรสีห์, เกษม มานะสาคร, ภูมิภัทร รัตนประภา, ทวีศักดิ์ ใหม่ประยูร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโพธิศาสตร์ปริทัศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/BRJ/article/view/8173 Thu, 25 Jun 2026 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาในจังหวัดตาก https://so09.tci-thaijo.org/index.php/BRJ/article/view/8218 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับภาวะผู้นำทางวิชาการ และ 2) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการกับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาในจังหวัดตาก กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูโรงเรียนประถมศึกษาในจังหวัดตาก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 1 จำนวน 274 คน การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามและสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์โดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านการส่งเสริมบรรยากาศทางวิชาการ ด้านการส่งเสริมการจัดการเรียนการสอน ด้านการกำหนดเป้าหมายและภารกิจ และด้านการจัดให้มีการพัฒนาวิชาชีพ ตามลำดับ 2) ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการกับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารโรงเรียน พบว่า ตัวแปรภาวะผู้นำทางวิชาการ จำนวน 1 ตัวแปร คือ ด้านการส่งเสริมบรรยากาศทางวิชาการ มีความสัมพันธ์กับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = .15)</p> จารุวรรณ แก่นทรัพย์, สุภาภรณ์ กิตติรัชฏานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโพธิศาสตร์ปริทัศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/BRJ/article/view/8218 Thu, 25 Jun 2026 00:00:00 +0700 ความฉลาดทางอารมณ์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง https://so09.tci-thaijo.org/index.php/BRJ/article/view/9012 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความฉลาดทางอารมณ์ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครู 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความฉลาดทางอารมณ์ของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครู และ 4) ศึกษาความฉลาดทางอารมณ์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง จำนวน 92 คน ได้มาโดยวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ แล้วสุ่มแบบง่ายด้วยวิธีการจับสลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม ซึ่งประกอบด้วย แบบวัดความฉลาดทางอารมณ์ของผู้บริหารสถานศึกษา ที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.94 และแบบวัดประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครู ที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.90 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบการนำตัวแปรเข้าทั้งหมด ผลการวิจัยพบว่า 1) ความฉลาดทางอารมณ์ของผู้บริหารสถานศึกษา ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง ในภาพรวม อยู่ในระดับมาก 3) ความฉลาดทางอารมณ์ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวม มีความสัมพันธ์ทางบวก กับประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครู โดยรวม อยู่ในระดับค่อนข้างสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 4) ความฉลาดทางอารมณ์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครู ในภาพรวม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ประกอบด้วย ความสามารถในการรู้จักและสร้างแรงจูงใจให้ตนเอง ความสามารถในการรับผิดชอบในการตัดสินใจและแก้ปัญหา ความสามารถในการเห็นใจผู้อื่น ความสามารถในการมีสัมพันธภาพกับผู้อื่น และความสามารถในการควบคุมอารมณ์และความต้องการของตนเอง โดยร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครู ได้ร้อยละ 61.8</p> ขวัญใจ มีวารา, พรเทพ รู้แผน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโพธิศาสตร์ปริทัศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/BRJ/article/view/9012 Thu, 25 Jun 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาความเป็นเมืองอัจฉริยะ ของเทศบาลเมืองหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี https://so09.tci-thaijo.org/index.php/BRJ/article/view/8433 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการรับรู้เกี่ยวกับเมืองอัจฉริยะและระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการก้าวสู่ความเป็นเมืองอัจฉริยะของเทศบาลเมืองหนองปรือ 2) เปรียบเทียบการมีส่วนร่วมของประชาชนในการก้าวสู่ความเป็นเมืองอัจฉริยะของเทศบาลเมืองหนองปรือ จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้เกี่ยวกับเมืองอัจฉริยะกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการก้าวสู่ความเป็นเมืองอัจฉริยะของเทศบาลเมืองหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี กลุ่มตัวอย่างคือประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป ซึ่งอาศัยอยู่ในเขตเทศบาลเมืองหนองปรือ จำนวน 398 คน โดยแบ่งสัดส่วนตามจำนวนประชากรของแต่ละโซนพื้นที่ แล้วดำเนินการสุ่มตัวอย่างตามความสะดวก (Convenience Sampling) การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ (Likert Scale) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) และการวิเคราะห์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson's Correlation) ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการรับรู้เกี่ยวกับเมืองอัจฉริยะโดยรวมอยู่ในระดับมาก และระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการก้าวสู่ความเป็นเมืองอัจฉริยะโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ผลการเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมของประชาชนพบว่า ประชาชนที่มีปัจจัยส่วนบุคคลแตกต่างกันมีระดับการมีส่วนร่วมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) การรับรู้เกี่ยวกับเมืองอัจฉริยะมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการก้าวสู่เมืองอัจฉริยะ (r = .308, p &lt; .01)</p> ศักดิ์สิทธิ์ ธีระพรสถานนท์, พนธ์ พุทธานุกรณ์, อภิญญา สาตประดับ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโพธิศาสตร์ปริทัศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/BRJ/article/view/8433 Thu, 25 Jun 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากร สังกัดเทศบาลนครแหลมฉบัง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี https://so09.tci-thaijo.org/index.php/BRJ/article/view/8434 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน ปัจจัยภายในองค์กร และแรงจูงใจในการทำงาน 2) เปรียบเทียบความคิดเห็นที่มีต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากร จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากร สังกัดเทศบาลนครแหลมฉบัง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยสูตร Taro Yamane ได้จำนวน 311 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามแบบประเมินค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย t-test, F-test, ANOVA และการถดถอยพหุคูณ ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ผลการศึกษาพบว่า 1) ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน ปัจจัยภายในองค์กร และแรงจูงใจในการทำงานโดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ ประเภทบุคลากร ระยะเวลาการทำงาน และรายได้ต่อเดือน ไม่ทำให้ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานแตกต่างกัน แต่ระดับการศึกษาทำให้ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานด้านคุณภาพของงานแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ 3) ปัจจัยภายในองค์กรทั้ง 7 ด้านอธิบายความผันแปรของประสิทธิภาพฯ ได้ร้อยละ 51.5 โดยปัจจัยที่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ด้านความสามารถ (β = 0.379) ด้านค่านิยมของคนในองค์กร (β = 0.362) และด้านกลยุทธ์ (β = 0.299) และปัจจัยแรงจูงใจในการทำงานทั้ง 5 ด้านอธิบายความผันแปรได้ร้อยละ 66.8 โดยปัจจัยที่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ด้านความสำเร็จในการทำงาน ด้านลักษณะของงานที่สร้างสรรค์ และด้านความก้าวหน้าในอาชีพ</p> ศิดารัศ รักธรรมสงบ, พนธ์ พุทธานุกรณ์, พรรณรักษ์ ขันทะสีมา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโพธิศาสตร์ปริทัศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/BRJ/article/view/8434 Thu, 25 Jun 2026 00:00:00 +0700 ผลกระทบและการปรับตัวต่อการบริหารจัดการของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19: กรณีศึกษาอำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/BRJ/article/view/8457 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ผลกระทบของการแพร่ระบาดโควิด-19 ต่อการบริหารจัดการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในอำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 2) มาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐและเอกชนต่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในสถานการณ์โควิด-19 การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 คน คัดเลือกโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured In-depth Interview) เป็นเครื่องมือหลักในการเก็บข้อมูล ผลการศึกษาพบว่า 1) ผลกระทบโควิด-19 ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผู้ประกอบการในภาคบริการ โดยเฉพาะการลดลงของรายได้ร้อยละ 50-90 จากการขาดนักท่องเที่ยวต่างจังหวัด ส่งผลกระทบต่อการเงิน การเข้าใช้บริการ และบุคลากรอย่างรุนแรง 2) มาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ ได้แก่ โครงการคนละครึ่ง เราชนะ และสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ มีประสิทธิผลแตกต่างกันตามประเภทธุรกิจ ธุรกิจค้าปลีกได้รับประโยชน์อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ธุรกิจบริการได้รับการบรรเทาเพียงชั่วคราว</p> วิชชาญ จุลหริก, นิติศาสตร์ นิติศาสตร์โยธิน, เกรียงศักดิ์ แสงจันทร์, วราห์วรารัตน์ ทองเชื้อ, ภูชิสส์ ศรีเจริญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโพธิศาสตร์ปริทัศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/BRJ/article/view/8457 Thu, 25 Jun 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานและประสิทธิภาพในการทำงาน ของพนักงานฝ่ายผลิตยานยนต์แห่งหนึ่งในจังหวัดกรุงเทพมหานคร https://so09.tci-thaijo.org/index.php/BRJ/article/view/9500 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับสภาพแวดล้อมในการทำงาน การจัดการความปลอดภัย ปัจจัยเสริมสร้างความปลอดภัย พฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงาน และประสิทธิภาพในการทำงาน 2) สภาพแวดล้อมในการทำงาน การจัดการความปลอดภัยใน และ ปัจจัยเสริมสร้างความปลอดภัยที่มีผลต่อพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงาน และ 3) พฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงานในอุตสาหกรรมการผลิต กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ พนักงานผลิตยานยนต์แห่งหนึ่ง จำนวน 300 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือแบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และแบบจำลองสมการโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพแวดล้อมในการทำงาน การจัดการความปลอดภัย ปัจจัยเสริมสร้างความปลอดภัย พฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงาน และประสิทธิภาพในการทำงาน อยู่ในระดับมากที่สุด 2) สภาพแวดล้อมในการทำงาน การจัดการความปลอดภัยใน และ ปัจจัยเสริมสร้างความปลอดภัยมีผลต่อพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 3) พฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานมีผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงานในอุตสาหกรรมการผลิต อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> ชัยธวัช แสนวงศ์สิริ, อมรินทร์ เทวตา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโพธิศาสตร์ปริทัศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/BRJ/article/view/9500 Thu, 25 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาความเป็นนวัตกรและผลงานสร้างสรรค์ทางด้านฟิสิกส์ โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ GPAS 5 STEPS ร่วมกับสื่อประสม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 https://so09.tci-thaijo.org/index.php/BRJ/article/view/9204 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพัฒนาการความเป็นนวัตกรของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ GPAS 5 STEPS ร่วมกับสื่อประสม 2) ศึกษาผลงานสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ GPAS 5 STEPS ร่วมกับสื่อประสม และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ GPAS 5 STEPS ร่วมกับสื่อประสม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา 6 อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 25 คน โดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ GPAS 5 STEPS ร่วมกับสื่อประสม จำนวน 3 แผน 2) แบบประเมินความเป็นนวัตกร 3) แบบประเมินผลงานสร้างสรรค์ และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (<em>M</em>) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (<em>S.D.</em>) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ ผลการวิจัย พบว่า 1) พัฒนาการความเป็น นวัตกรของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ GPAS 5 STEPS ร่วมกับสื่อประสม เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 2) ผลงานสร้างสรรค์ของนักเรียนในภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก และ 3) ความพึงพอใจของนักเรียนในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> อรัญญา ทองสายธาร, สุวิมล สพฤกษ์ศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโพธิศาสตร์ปริทัศน์ https://so09.tci-thaijo.org/index.php/BRJ/article/view/9204 Thu, 25 Jun 2026 00:00:00 +0700