https://so09.tci-thaijo.org/index.php/AJntc/issue/feed
วารสารวิชาการนอร์ทเทิร์น
2025-12-25T16:21:05+07:00
Asst. Prof. Dr.Sirinee Wongvilairat
research.northern@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>1. ความเป็นมา</strong><br /> การจัดทำวารสารวิชาการนอร์ทเทิร์น ถือเป็นภารกิจสำคัญของวิทยาลัยในการส่งเสริมให้บุคลากรทั้งภายในและภายนอกหน่วยงานได้เผยแพร่ผลงานวิชาการ สู่หน่วยงานภายนอกและความก้าวหน้าทางวิชาการในสาขานั้นๆ เป็นการสร้างเครือข่ายเผยแพร่อันนำสู่ความก้าวหน้าทางวิชาการของบุคลากร เป็นการเผยแพร่และถ่ายทอดเทคโนโลยีผลงานทางวิชาการในรูปแบบสื่อสิ่งพิมพ์ และเป็นการสร้างเครือข่ายการเผยแพร่ผลงานวิชาการ ระหว่างวิทยาลัยกับหน่วยงานภายนอกทั้งภาครัฐและเอกชน</p> <p><strong>2. วัตถุประสงค์</strong><br /> 1) เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยและผลงานวิชาการที่มีคุณภาพของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา อาจารย์ และนักวิจัยที่ต้องการเผยแพร่ผลงานวิจัยและผลงานวิชาการ ทั้งภายในและภายนอก<br /> 2)เป็นสื่อกลางในการนำเสนอความก้าวหน้าทางการวิจัยของนิสิต อาจารย์ นักวิจัย ตลอดจนผู้ทรงคุณวุฒิ และนักวิชาการภายนอกได้สร้างสรรค์ และเผยแพร่ผลงานวิชาการ<br /> 3) เพื่อเป็นการส่งเสริมและพัฒนางานวิชาการของคณาจารย์ในมหาวิทยาลัยให้มีความก้าวหน้า และนำไปสู่การเพิ่มพูนตำแหน่งทางวิชาการ</p>
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/AJntc/article/view/7994
การศึกษาเพื่อพัฒนากฎหมายเกี่ยวกับมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ให้รองรับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในอนาคต
2025-12-06T16:27:45+07:00
ภัทรพงษ์ จันทร์พรหม
Batzasodasing@gmail.com
<p> ในยุคดิจิทัลปัจจุบัน เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทอย่างมากในชีวิตประจำวัน ส่งผลให้เกิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (Cybercrime) ที่มีความซับซ้อนและหลากหลายมากขึ้น เช่น การหลอกลวงออนไลน์ การขโมยข้อมูล และการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือ Deepfake เป็นเครื่องมือในการกระทำผิด แม้ประเทศไทยจะมีการตรากฎหมายพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 และกฎหมายพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีฉบับแก้ไข พ.ศ. 2568แล้ว แต่ยังคงพบปัญหาช่องว่างทางกฎหมายที่ไม่สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา ศึกษาช่องโหว่ทางกฎหมาย วิเคราะห์ข้อจำกัดของกฎหมายที่มีอยู่ และศึกษากฎหมายของต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และสิงคโปร์ เพื่อเสนอแนวทางเชิงกฎหมายที่ทันสมัยและเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย งานวิจัยใช้วิธีการศึกษาเอกสารเชิงคุณภาพ โดยวิเคราะห์จากแนวคิด ทฤษฎี และบทความวิชาการที่เกี่ยวข้อง /จากการศึกษาแนวทางกฎหมายไซเบอร์ในต่างประเทศ พบว่าประเทศพัฒนาแล้วมีการออกแบบระบบกฎหมายที่เน้นการปรับตัวต่อเทคโนโลยีใหม่อย่างต่อเนื่อง ใช้กลไกเชิงรุกผ่านการกำหนดบทบาทของแพลตฟอร์มเอกชนในการแจ้งเตือนและจัดการความเสี่ยงไซเบอร์ พร้อมทั้งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างรัฐกับภาคเอกชนในรูปแบบพันธมิตรด้านความมั่นคงไซเบอร์ รวมถึงการจัดตั้งหน่วยงานกลางที่มีอำนาจเต็มในการกำกับ ดูแล สืบสวน และประสานงานระดับระหว่างประเทศ บทเรียนสำคัญที่ประเทศไทยสามารถนำมาประยุกต์ได้คือการยกระดับกรอบกฎหมายให้มีความยืดหยุ่นและตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอย่างทันท่วงที พร้อมส่งเสริมกลไกการทำงานเชิงรุกทั้งในระดับนโยบาย แพลตฟอร์ม และความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อให้สามารถรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนในระยะยาว จึงควรมีการปรับปรุงและพัฒนานโยบายในหลายมิติอย่างเป็นระบบ เริ่มจากการปรับแก้บทบัญญัติของกฎหมายให้ครอบคลุมและชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการกำหนดนิยามของอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI และ Deepfake ให้เป็นที่รับรู้ทางกฎหมาย อาทิ การปลอมแปลงบุคคลโดยใช้เทคโนโลยี Deepfake หรือการสร้างเนื้อหาหลอกลวงผ่านระบบอัตโนมัติ ซึ่งการบัญญัตินิยามและฐานความผิดเหล่านี้อย่างชัดเจนจะช่วยป้องกันความคลุมเครือในการบังคับใช้กฎหมาย และเปิดทางให้กระบวนการยุติธรรมสามารถดำเนินการได้อย่างทันการณ์</p> <p> นอกจากนี้ ควรมีการจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะทางด้านอาชญากรรม AI ภายใต้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ คือการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ พนักงานสอบสวน หรือผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล ประเทศไทยควรผลักดันให้เกิดการจัดตั้ง “คณะกรรมการความร่วมมืออาเซียนว่าด้วยการปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์”</p>
2025-11-11T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/AJntc/article/view/8080
ภูมิปัญญาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะพร้าวชุมชนท่าคา ตำบลท่าคา อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม
2025-12-18T14:05:13+07:00
วันดี งามน้อย
wandee.ngamnoi.pu@nachi.com
ศุภการ สิริไพศาล
s_siripaisan@hotmail.com
<p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาภูมิหลังและพัฒนาการของการใช้ประโยชน์จากมะพร้าวของชุมชนท่าคาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน 2) เพื่อศึกษาวิวัฒนาการทางภูมิปัญญาของชาวบ้านชุมชนท่าคาในการประยุกต์คิดค้นสิ่งประดิษฐ์รูปแบบต่างๆ จนเกิดเป็นผลิตภัณฑ์จากมะพร้าว และ 3) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาและยกระดับผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวรูปแบบใหม่ตามความต้องการของตลาด โดยมีการสุ่มตัวอย่างจากประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปผลิตภัณฑ์จากก้านมะพร้าว 5 ราย ผู้ใหญ่บ้านและผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 6 2 ราย ผู้ประกอบการจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากมะพร้าว 2 กลุ่ม 5 ราย ปราชญ์ชาวบ้านด้านการจักสานทางมะพร้าว 3 ราย และนักท่องเที่ยวในตลาดน้ำชุมชนท่าคา 15 ราย รวมจำนวน 30 ราย มีการเก็บรวบรวมข้อมูลแบบสังเกต แบบสัมภาษณ์ และการสนทนากลุ่ม และใช้การวิจัยแบบผสมผสานทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่รอบด้านสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น</p> <p> ผลการศึกษา พบว่าภูมิปัญญาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะพร้าวชุมชนท่าคา ได้ใช้ประโยชน์จากมะพร้าวที่เป็นวัสดุเหลือใช้ในท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์ สร้างมูลค่า คุณค่าและรายได้ให้แก่ครอบครัว และชุมชน ซึ่งเกิดจากภูมิปัญญา ความคิดสร้างสรรค์ ประสบการณ์ฝีมือ ทักษะ ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จนเกิดเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายตามวิถีชีวิต วัฒนธรรม ค่านิยม เทคโนโลยี การแข่งขัน และความเจริญที่เปลี่ยนไป ทำให้ผู้คน ต้องเรียนรู้ พัฒนา ปรับตัว เพื่อการดำรงชีพ ถึงแม้วัสดุจะมาจากธรรมชาติสามารถย่อยสลายได้ง่าย และเป็นวัสดุในท้องถิ่น มีต้นทุนต่ำ แต่ผลิตภัณฑ์ที่ได้เป็นผลงานที่มีความประณีต ผู้ผลิตต้องใช้เวลาและจินตนาการในการออกแบบ และต้องมีใจรักในงานศิลปะ มีความเพียร พยายามและความอดทนเป็นอย่างสูง ซึ่งในปัจจุบันพบว่ามีเฉพาะผู้สูงอายุที่อยู่ในชุมชนเป็นผู้ผลิต จึงทำให้สินค้ามีจำหน่ายไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ทั้งนี้ควรมีหน่วยงานภาครัฐหรือภาคเอกชนเข้ามาสนับสนุนหรือให้ความรู้ในการปลุกจิตสำนึกให้คนในชุมชนเห็นถึงความสำคัญ และคุณค่าของภูมิปัญญาการนำวัสดุที่เหลือใช้มาเพิ่มมูลค่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์และเป็นการเพิ่มรายได้ให้แก่คนในชุมชนอย่างยั่งยืน</p>
2025-11-11T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/AJntc/article/view/8134
วัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยของประชาชนในองค์การบริหารส่วนตำบลศรีสองรัก อำเภอเมือง จังหวัดเลย
2025-12-25T16:21:05+07:00
ภาวินี แสงนาก
Pavinee.sang@mbu.ac.th
สุขพัฒน์ อนนท์จารย์
gays.2515@hotmail.com
วีรนุช พรมจักร์
weranuch13032525@gmail.com
<p> งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยของประชาชนในองค์การบริหารส่วนตำบลศรีสองรัก อำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย 2) เปรียบเทียบวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยของประชาชนในองค์การบริหารส่วนตำบลศรีสองรัก อำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย จำแนกตามลักษณะส่วนบุคคล และ 3) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยของประชาชนในองค์การบริหารส่วนตำบลศรีสองรัก อำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ได้กำหนดมาจากจำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่มีภูมิลำเนาอยู่ในองค์การบริหารส่วนตำบลศรีสองรัก อำเภอเมืองเลย จังหวัดเลยจำนวน 381 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยแบบสอบถาม แบ่งออกเป็น 3 ตอน ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม 2) แบบสอบถามเกี่ยวกับวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตย และ 3) ข้อเสนอแนะสำหรับพัฒนาวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติด้วยสถิติ t-test Independent และความแปรปรวนทางเดียว (ANOVA) ผลการวิจัย พบว่า 1) วัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยของประชาชนในองค์การบริหารส่วนตำบลศรีสองรัก อำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย มีวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยมีระดับที่เห็นด้วยมาก 2) ประชาชนที่มีสิทธิ์ในการเลือกตั้งที่มี สถานภาพสมรส เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ต่อเดือน แตกต่างกันมีความเห็นวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยไม่แตกต่างกัน และ 3) ข้อเสนอแนะ คือ การมีจิตใจที่ปรารถนาการปกครองแบบประชาธิปไตย ความยึดมั่นในความสำคัญและศักดิ์ศรีของบุคคล ควรมีความเชื่อมั่นในความสามารถของบุคคล ควรเคารพสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น</p>
2025-11-11T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025