https://so09.tci-thaijo.org/index.php/AJ-SHaDa/issue/feed วารสารภูมินิเวศพัฒนาอย่างยั่งยืน 2026-04-21T12:02:00+07:00 นายคณิต ธนูธรรมเจริญ journal.shada@gmail.com Open Journal Systems https://so09.tci-thaijo.org/index.php/AJ-SHaDa/article/view/8243 การบวชป่ากับการพัฒนาศักยภาพชุมชนในการจัดการทรัพยากรและพื้นที่จิตวิญญาณ กรณีศึกษาอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ 2026-02-03T15:14:41+07:00 กฤษตธี สุนันตา kristathi@mju.ac.th วินิจ ผาเจริญ kristathi@mju.ac.th <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์บทบาทของการบวชป่าในฐานะกลไกวัฒนธรรมที่เสริมสร้างศักยภาพชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและพื้นที่จิตวิญญาณ กรณีศึกษาอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้บริบทความขัดแย้งจากโครงการเหมืองแร่ถ่านหินซึ่งซ้อนทับพื้นที่ทำกิน แหล่งน้ำ และพื้นที่จิตวิญญาณของชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยง การศึกษาใช้กรอบแนวคิดการเสริมสร้างศักยภาพชุมชนและการพัฒนาแบบมีส่วนร่วม วิเคราะห์การบวชป่าในเชิงระบบว่าทำหน้าที่เชื่อมโยงมิติวัฒนธรรม ทุนทางสังคม การมีส่วนร่วม ธรรมาภิบาลทรัพยากร และการต่อรองเชิงนโยบายอย่างไร</p> <p>ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าการบวชป่ามิได้เป็นเพียงพิธีกรรมทางศาสนา หากแต่เป็นนวัตกรรมทางวัฒนธรรมที่แปรคุณค่าทางจิตวิญญาณให้เป็นบรรทัดฐานสาธารณะและกลไกกำกับการใช้ทรัพยากรอย่างมีจริยธรรม กระบวนการดังกล่าวช่วยเสริมสร้างทุนทางสังคม พัฒนาภาวะผู้นำ และยกระดับศักยภาพของชุมชนจากการเป็นผู้รับผลกระทบไปสู่การเป็นผู้มีบทบาทกำหนดทิศทางการพัฒนาอย่างมีศักดิ์ศรี บทความสังเคราะห์องค์ความรู้ใหม่ในรูปแบบโมเดลการจัดการทรัพยากรโดยชุมชนเชิงบูรณาการ 5 มิติ ได้แก่ วัฒนธรรม ศักยภาพชุมชน การมีส่วนร่วม ธรรมาภิบาล และการต่อรองเชิงนโยบาย ซึ่งสะท้อนแนวทางการพัฒนาชุมชนที่บูรณาการจิตวิญญาณ วัฒนธรรม และโครงสร้างอำนาจเข้าด้วยกันอย่างยั่งยืน</p> 2026-04-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารภูมินิเวศพัฒนาอย่างยั่งยืน https://so09.tci-thaijo.org/index.php/AJ-SHaDa/article/view/6424 การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตประชาชนของเทศบาลตำบลหนองแหย่ง อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ 2025-08-22T19:44:24+07:00 อัมเบกา แซ่เตีย ambikadeva768@gmail.com ประเสริฐ ปอนถิ่น ambikadeva768@gmail.com นพดณ ปัญญาวีรทัต ambikadeva768@gmail.com <p class="05" style="margin: 0in; margin-bottom: .0001pt;"><span lang="TH">บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับการส่งเสริมคุณภาพชีวิตประชาชนของเทศบาลตำบลหนองแหย่ง อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ 2) เปรียบเทียบการส่งเสริมคุณภาพชีวิตประชาชนของเทศบาลตำบลหนองแหย่ง อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล 3) เสนอแนวทางการพัฒนาการบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตประชาชนของเทศบาลตำบลหนองแหย่ง อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ วิธีการดำเนินการวิจัยเป็นแบบผสานวิธี กลุ่มตัวอย่างการวิจัยเชิงปริมาณประกอบด้วยประชาชน จำนวน 377 คน โดยใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานโดยการทดสอบค่าเอฟ สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 รูปหรือคน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้เทคนิควิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</span></p> <p class="05" style="margin: 0in; margin-bottom: .0001pt;"><span lang="TH" style="color: windowtext;">ผลการวิจัยพบว่า</span> <span class="7Char"><span lang="TH" style="color: windowtext;">1) ระดับการส่งเสริมคุณภาพชีวิตประชาชนของเทศบาลตำบลหนองแหย่ง อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ โดยภาพรวมและตามหลักภาวนา </span></span><span class="7Char"><span style="color: windowtext;">4 <span lang="TH">อยู่ในระดับมาก </span></span></span><span lang="TH" style="color: windowtext;">2) เปรียบเทียบการส่งเสริมคุณภาพชีวิตประชาชนของเทศบาลตำบลหนองแหย่ง อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า ระดับการศึกษาของประชาชนมีผลต่อการส่งเสริมคุณภาพชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ </span><span style="color: windowtext;">0.05 <span lang="TH">จึงยอมรับสมมติฐานการวิจัย ขณะที่ปัจจัยเพศ อายุ อาชีพ และรายได้ไม่มีผลต่อการส่งเสริมคุณภาพชีวิตโดยรวม </span></span><span lang="TH">และ </span><span lang="TH" style="color: windowtext;">ตามหลักภาวนา 4</span><span lang="TH"> โดยรวม</span><span lang="TH" style="color: windowtext;"> จึงปฏิเสธสมมติฐานการวิจัย 3) </span><span lang="TH">นำเสนอการบูรณาการหลักพุทธธรรม</span><span lang="TH" style="color: windowtext;">เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตประชาชนของเทศบาลตำบลหนองแหย่ง อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ได้แก่ </span><span style="color: windowtext;"><span lang="TH">(1) กายภาวนา พัฒนากาย เช่น จัดอบรมด้านสาธารณสุขและส่งเสริมการออกกำลังกาย (2) จิตตภาวนา ส่งเสริมสุขภาพจิตผ่านการฝึกสมาธิและศิลปะบำบัด (3) สีลภาวนา ส่งเสริมระเบียบวินัยในสังคมผ่านการอบรมศีลธรรมและมาตรการรักษาความปลอดภัย (4) ปัญญาภาวนา เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข่าวสารโดยง่าย ผ่านสื่อออนไลน์และสร้างเครือข่ายความร่วมมือกันเพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน</span></span></p> 2026-04-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารภูมินิเวศพัฒนาอย่างยั่งยืน https://so09.tci-thaijo.org/index.php/AJ-SHaDa/article/view/6444 การประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อการบริหารจัดการน้ำของผู้บริหารท้องถิ่นในองค์การบริหารส่วนตำบลหัวเมือง อำเภอสอง จังหวัดแพร่ 2025-08-11T22:22:30+07:00 บุษบากร เลิศประเสริฐ butsabakon485@gmail.com สมจิต ขอนวงค์ butsabakon485@gmail.com สายัณห์ อินนันใจ butsabakon485@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้ มุ่งศึกษาระดับการบริหารจัดการน้ำของผู้บริหารท้องถิ่นในองค์การบริหารส่วนตำบลหัวเมือง อำเภอสอง จังหวัดแพร่ รวมไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างหลักพละธรรม 4 กับการบริหารจัดการน้ำของผู้บริหารท้องถิ่น และเสนอแนวทางการประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อการบริหารจัดการน้ำของผู้บริหารท้องถิ่น การวิจัยเป็นรูปแบบผสานวิธี ด้วยการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุ 18 ปี ขึ้นไป จำนวน 372 คน มีเครื่องมือเป็นแบบสอบถามใช้สถิติเชิงพรรณนาในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน เพื่อหาค่าความสัมพันธ์ระหว่างหลักพละธรรม 4 กับการบริหารจัดการน้ำของผู้บริหารท้องถิ่น และข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 รูปหรือคน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ระดับการบริหารจัดการน้ำของผู้บริหารท้องถิ่น โดยรวมอยู่ในระดับมาก ขณะที่หลักพละธรรม 4 มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการบริหารจัดการน้ำของผู้บริหารท้องถิ่นในระดับสูง และแนวทางการประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อการบริหารจัดการน้ำของผู้บริหารท้องถิ่น ได้แก่ 1) ปัญญาพละ (ความรู้ความสามารถ) ผู้บริหารท้องถิ่นมีความรู้ความสามารถและมีประสบการณ์มีการวางแผนและแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำให้ชัดเจนได้ 2) วิริยพละ (ความเพียร) ผู้บริหารท้องถิ่นมีความขยันที่ลงตรวจสอบพื้นที่น้ำในชุมชนอย่างต่อเนื่อง 3) อนวัชชพละ (ความซื่อสัตย์สุจริต) ผู้บริหารท้องถิ่นต้องทำงานการจัดการน้ำด้วยความบริสุทธ์และยุติธรรม 4) สังคหพละ (การสงเคราะห์) ผู้บริหารท้องถิ่นเป็นตัวอย่างที่ดีในการแก้ไขปัญหา เพื่อประโยชน์ส่วนรวมในการบริหารจัดการน้ำ</p> 2026-04-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารภูมินิเวศพัฒนาอย่างยั่งยืน https://so09.tci-thaijo.org/index.php/AJ-SHaDa/article/view/6574 การพัฒนาศักยภาพการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้านในเขตพื้นที่อำเภอเมืองตาก จังหวัดตาก 2025-07-18T18:31:13+07:00 ศิวัธน์ วงศ์ยุทธนนท์ wongyutthanon12@gmail.com ภาสกร ดอกจันทร์ wongyutthanon12@gmail.com ยุวดี พ่วงรอด wongyutthanon12@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ศักยภาพการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้านในเขตพื้นที่อำเภอเมืองตาก จังหวัดตาก และ 2) แนวทางเชิงนโยบายในการพัฒนาศักยภาพการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้านในเขตพื้นที่อำเภอเมืองตาก จังหวัดตาก เป็นการศึกษาวิจัยเชิงปริมาณ ใช้กลุ่มตัวอย่างที่ได้จากการกำหนดขนาด โดยใช้ตารางสำเร็จรูปของทาโร่ยามาเน่ จำนวน 318 คน เครื่องมือที่ใช้การวิจัยคือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ระดับความคิดเห็นของผู้ตอบแบบสอบถาม ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านการปฏิบัติหน้าที่ รองลงมาคือด้านการสื่อสารและ การมีส่วนร่วม และด้านคุณธรรม จริยธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ ด้านการฝึกอบรมและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ตามลำดับ แนวทางเชิงนโยบายในการพัฒนาศักยภาพการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้าน นั้นควรได้รับการพัฒนาศักยภาพด้านการศึกษา และการเสริมสร้างทักษะ การกำหนดนโยบายมีผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้าน ควรทำการฝึกอบรมให้ความรู้กับผู้ใหญ่บ้านเกี่ยวกับงานในหน้าที่ตามกฎหมายเพื่อให้สามารถปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปใช้ในการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับกฎหมายเบื้องต้นแก่ประชาชนได้ดีมากยิ่งขึ้น</p> 2026-04-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารภูมินิเวศพัฒนาอย่างยั่งยืน https://so09.tci-thaijo.org/index.php/AJ-SHaDa/article/view/6623 การบริหารจัดการศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงจังหวัดเชียงใหม่กับการพัฒนาชุมชนบนพื้นที่สูง 2025-10-08T10:31:04+07:00 เฉลิมลาภ ศิริวรรณ poplomasport@gmail.com ธรรมพร ตันตรา poplomasport@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) การบริหารจัดการและการพัฒนาชุมชนบนพื้นที่สูงของศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงจังหวัดเชียงใหม่ (2) เงื่อนไขและปัจจัยสนับสนุนการบริหารจัดการและการพัฒนาชุมชนบนพื้นที่สูง (3) รูปธรรมความสำเร็จในการบริหารจัดการการพัฒนาชุมชนบนพื้นที่สูง และ (4) แนวทางการบริหารจัดการที่เหมาะสมเพื่อการพัฒนาชุมชนบนพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน การวิจัยนี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพใช้รูปแบบการวิเคราะห์–สังเคราะห์ข้อมูลจากเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่ม โดยกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 41 คน ประกอบด้วย ผู้อำนวยการและเจ้าหน้าที่ศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงจังหวัดเชียงใหม่ ภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ผู้นำท้องที่ ผู้นำชุมชน และราษฎรบนพื้นที่สูงที่เข้าร่วมกิจกรรม เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลคือ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และแบบบันทึกการสังเกต การวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา และการสังเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงจังหวัดเชียงใหม่ มีบทบาทสำคัญในฐานะกลไกรัฐที่เชื่อมโยงนโยบายส่วนกลางสู่พื้นที่ โดยใช้แนวทางการบริหารจัดการแบบบูรณาการเชิงพื้นที่ที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ปัจจัยสนับสนุนความสำเร็จได้แก่ นโยบายภาครัฐ บุคลากรเชิงพื้นที่ การมีส่วนร่วมของชุมชน และทุนทางวัฒนธรรม ส่วนอุปสรรคสำคัญคือ ภูมิประเทศที่ทุรกันดารและข้อจำกัดด้านทรัพยากร ผลการถอดบทเรียนจากบ้านผาหมอนโมเดล พบว่า การบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วมช่วยสร้างความเข้มแข็งและความยั่งยืนของชุมชนบนพื้นที่สูง ข้อเสนอแนะจากการวิจัย ได้แก่ (1) ภาครัฐควรกระจายอำนาจการบริหารและงบประมาณสู่พื้นที่ เพื่อให้ศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูง สามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง (2) ควรพัฒนาศักยภาพบุคลากรและระบบการจัดการความรู้ในระดับพื้นที่ และ (3) ควรขยายผลต้นแบบชุมชนเข้มแข็ง เช่น “ผาหมอนโมเดล” สู่พื้นที่สูงอื่น ๆ เพื่อเสริมสร้างการพัฒนาอย่างยั่งยืนบนฐานทุนสังคมและวัฒนธรรมของชุมชน</p> 2026-04-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารภูมินิเวศพัฒนาอย่างยั่งยืน https://so09.tci-thaijo.org/index.php/AJ-SHaDa/article/view/6792 แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนเพื่อการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน จังหวัดอุทัยธานี 2025-07-31T11:02:19+07:00 รติพงษ์ เรืองพูล ratipong1810@gmail.com ไพศาล เครือแสง ratipong1810@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) บริบท และสภาพปัจจุบันในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนเพื่อการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน 2) ปัญหา และความต้องการในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนเพื่อการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน และ 3) แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนเพื่อการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน จังหวัดอุทัยธานี การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 20 คน ประกอบด้วย คณะกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์จังหวัดอุทัยธานี จำนวน 5 คน และผู้แทนภาคประชาชนจากทั้งหมด 8 อำเภอ จำนวน 15 คน คัดเลือกผู้ให้ข้อมูลด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจงเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร และการสัมภาษณ์แบบเชิงลึก การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา<br />แบบอุปนัย</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า บริบทของเศรษฐกิจชุมชนจังหวัดอุทัยธานี มุ่งเน้นการพัฒนาเกษตรปลอดภัย การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และการยกระดับเศรษฐกิจชุมชน เพื่อนำไปสู่ความยั่งยืนและความสุขของประชาชนในจังหวัด กรอบทิศทางการพัฒนาจังหวัดอุทัยธานีมุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน พบว่าปัญหา และความต้องการในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนเพื่อการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน พบปัญหา ดังนี้ 1) ปัญหาด้านการวางแผน 2) ปัญหาด้านการจัดการองค์กร 3) ปัญหาและความต้องการด้านผู้นำ <br />4) ปัญหาด้านการควบคุม 5) ปัญหาด้านการควบคุม ซึ่งแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนเพื่อการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน จังหวัดอุทัยธานี มีดังนี้ 1) ด้านการวางแผน การวางแผนร่วมกับชุมชน การพัฒนาข้อมูลที่ถูกต้องและเพียงพอ และการวางแผนให้สอดคล้องกับบริบทของชุมชน 2) ด้านการจัดการองค์กร การพัฒนาการเงินและการบริหารงบประมาณ การพัฒนาองค์ความรู้และการฝึกอบรม และการหาช่องทางการตลาด 3) ด้านผู้นำ การพัฒนาวิสัยทัศน์และความสามารถในการบริหาร และการพัฒนาเครือข่าย และการปรับตัวและการนำเทคโนโลยีมาใช้ 4) ด้านการควบคุม การพัฒนาระบบติดตามและประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ การบังคับใช้กฎระเบียบและมาตรฐานการทำงาน 5) ด้านการมีส่วนร่วม การพัฒนาความตระหนักและความสนใจของประชาชน การส่งเสริมการมีส่วนร่วม การพัฒนากลไกการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ</p> 2026-04-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารภูมินิเวศพัฒนาอย่างยั่งยืน https://so09.tci-thaijo.org/index.php/AJ-SHaDa/article/view/6881 การพัฒนาคุณภาพการให้บริการเชิงพุทธบูรณาการของเทศบาลตำบลป่าบง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ 2025-08-12T18:36:37+07:00 กฤตาณัฐ ญาณปิน srideuan757@gmail.com ประเสริฐ ปอนถิ่น srideuan757@gmail.com นพดณ ปัญญาวีรทัต srideuan757@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับการให้บริการของเทศบาลตำบลป่าบง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ 2) เปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับคุณภาพการให้บริการเชิงพุทธบูรณาการ โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) เสนอแนวทางการพัฒนาคุณภาพการให้บริการเชิงพุทธบูรณาการของเทศบาลฯ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ในการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือประชาชนผู้รับบริการงานสาธารณะ จำนวน 370 คน ใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูล และวิเคราะห์ด้วยสถิติพื้นฐาน เช่น ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 9 คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการให้บริการของเทศบาลอยู่ในระดับมาก ครอบคลุม 5 ด้าน ได้แก่ ความเสมอภาค ความทันเวลา ความเพียงพอ ความต่อเนื่อง และความก้าวหน้า โดยประชาชนมีความเห็นเชิงบวกต่อการให้บริการเชิงพุทธบูรณาการในทุกด้าน 2) การเปรียบเทียบความคิดเห็นพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ อายุ อาชีพ ระดับการศึกษา และรายได้ มีผลต่อความคิดเห็นต่อคุณภาพการให้บริการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ยกเว้นปัจจัยด้านเพศที่ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ 3) แนวทางการพัฒนาคุณภาพการให้บริการของเทศบาลป่าบงภายใต้กรอบพุทธบูรณาการ มุ่งเน้นการประยุกต์ใช้หลักสังคหวัตถุ 4 ได้แก่ ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา และ สมานัตตตา ให้สอดคล้องกับภารกิจบริการสาธารณะทั้ง 5 ด้าน เพื่อส่งเสริมความเสมอภาค ความโปร่งใส ความใส่ใจ และความยั่งยืนในการให้บริการแก่ประชาชน ฉะนั้นการบูรณาการหลักพุทธธรรมจึงไม่เพียงเป็นแนวทางด้านศีลธรรม หากยังเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ช่วยยกระดับคุณภาพการบริหารภาครัฐให้มีทั้งประสิทธิภาพและความมีเมตตาธรรม นำไปสู่ความพึงพอใจ ความไว้วางใจ และความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับประชาชนอย่างยั่งยืน</p> 2026-04-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารภูมินิเวศพัฒนาอย่างยั่งยืน https://so09.tci-thaijo.org/index.php/AJ-SHaDa/article/view/6882 การส่งเสริมการจัดการด้านศาสนาและวัฒนธรรมตามแนวพุทธบูรณาการของเทศบาลตำบลไชยสถาน อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ 2025-08-12T18:37:41+07:00 พระปลัดวีระคุณ พรฺหมญาโณ (กองราช) wirkhun990@gmail.com อภิรมย์ สีดาคำ wirkhun990@gmail.com ประเสริฐ ปอนถิ่น wirkhun990@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับการจัดการด้านศาสนาและวัฒนธรรมของเทศบาลตำบลไชยสถาน อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ (2) เปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนตามปัจจัยส่วนบุคคล และ (3) เสนอแนวทางพุทธบูรณาการเพื่อส่งเสริมการจัดการด้านศาสนาและวัฒนธรรม โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ ได้แก่ ประชาชนในเขตเทศบาล จำนวน 378 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการทดสอบค่าที ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การจัดการด้านศาสนาและวัฒนธรรมโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยด้านการกำหนดนโยบายและแผนมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ขณะที่ด้านการนำนโยบายไปปฏิบัติ การควบคุมตรวจสอบ และการประเมินผลยังอยู่ในระดับปานกลาง สะท้อนข้อจำกัดเชิงการดำเนินงานและการติดตามผล เมื่อพิจารณาตามหลักสังคหวัตถุ 4 พบว่า ประชาชนมีการรับรู้และมีส่วนร่วมในระดับปานกลาง โดยด้านปิยวาจามีระดับสูงสุด และด้านสมานัตตตาต่ำสุด นอกจากนี้ ปัจจัยเพศ อายุ และรายได้มีผลต่อความคิดเห็นของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ขณะที่ระดับการศึกษาและอาชีพไม่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญ ข้อเสนอเชิงนโยบายจากการวิจัย ได้แก่ แนวทางพุทธบูรณาการเพื่อพัฒนาการจัดการด้านศาสนาและวัฒนธรรมในท้องถิ่น ประกอบด้วย 6 แนวทางสำคัญ คือ การบูรณาการหลักธรรมในการกำหนดนโยบาย การสนับสนุนกิจกรรมทางศาสนา การฟื้นฟูประเพณีท้องถิ่น การส่งเสริมการศึกษาและการถ่ายทอดองค์ความรู้ทางพระพุทธศาสนา การสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน และการอนุรักษ์ศาสนสถานเชื่อมโยงการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ทั้งนี้เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งทางวัฒนธรรมและคุณภาพพลเมืองในระดับท้องถิ่นอย่างยั่งยืน</p> 2026-04-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารภูมินิเวศพัฒนาอย่างยั่งยืน https://so09.tci-thaijo.org/index.php/AJ-SHaDa/article/view/7153 การรับรู้และทัศนคติต่อกฎหมายป่าไม้ของประชาชนที่ใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ตื่น จังหวัดตาก 2025-08-17T18:25:50+07:00 วรรณกนก ชัยพันธ์ punchaporn2525@gmail.com ปิยะพิศ ขอนแก่น punchaporn2525@gmail.com อิสรีย์ ฮาวปินใจ punchaporn2525@gmail.com ปัญจพร คำโย punchaporn2525@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาข้อมูลสภาพเศรษฐกิจและสังคมของประชาชน (2) ศึกษาระดับการรับรู้และทัศนคติต่อกฎหมายป่าไม้ (3) วิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อการรับรู้และทัศนคติ และ (4) ศึกษาผลกระทบจากการใช้ประโยชน์ที่ดินในการเลี้ยงปศุสัตว์ การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรคือประชาชนที่ถือครองพื้นที่อยู่อาศัยหรือทำกินในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ตื่น จำนวน 622 ราย กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของ Yamane ได้จำนวน 244 ราย และใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิอย่างเป็นสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม แบ่งออกเป็น 5 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลทั่วไป การรับรู้ข่าวสาร การรับรู้กฎหมายป่าไม้ ทัศนคติต่อกฎหมายป่าไม้ และผลกระทบจากการใช้ประโยชน์ที่ดิน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA) และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) ประชาชนส่วนใหญ่มีลักษณะทางเศรษฐกิจและสังคมเป็นเพศหญิง อายุ 41–50 ปี การศึกษาระดับประถมศึกษา ประกอบอาชีพเลี้ยงปศุสัตว์ มีรายได้ต่ำกว่า 10,000 บาท และอาศัยอยู่ในพื้นที่มากกว่า 20 ปี (2) ระดับการรับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับกฎหมายป่าไม้อยู่ในระดับน้อย ขณะที่การรับรู้กฎหมายป่าไม้อยู่ในระดับปานกลาง และทัศนคติอยู่ในระดับมาก (3) ปัจจัยด้านอายุ การใช้ประโยชน์พื้นที่ และการเข้าร่วมกิจกรรมของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า มีผลต่อระดับการรับรู้กฎหมายป่าไม้ ส่วนปัจจัยด้านระยะเวลาการอยู่อาศัย การถือครองและการใช้ประโยชน์ที่ดิน และการรับรู้ข่าวสาร มีผลต่อระดับทัศนคติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และ (4) ผลกระทบจากการใช้ประโยชน์ที่ดินในการเลี้ยงปศุสัตว์อยู่ในระดับปานกลาง ทั้งในด้านเชิงบวกและเชิงลบ องค์ความรู้จากการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การรับรู้และทัศนคติต่อกฎหมายป่าไม้ของประชาชนมีความสัมพันธ์กับปัจจัยด้านโครงสร้างทางสังคม การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และรูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดิน ซึ่งสามารถสังเคราะห์เป็นกรอบแนวคิดเชิงบูรณาการในการกำหนดแนวทางเชิงนโยบาย ได้แก่ การพัฒนาการสื่อสารกฎหมายป่าไม้ การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน และการจัดการการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างสมดุลกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนระหว่างชุมชนกับป่าอนุรักษ์</p> 2026-04-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารภูมินิเวศพัฒนาอย่างยั่งยืน https://so09.tci-thaijo.org/index.php/AJ-SHaDa/article/view/8280 ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จของวิสาหกิจชุมชนในอำเภอบุ่งคล้า จังหวัดบึงกาฬ 2026-01-22T13:40:47+07:00 ลัฎธิกา ขนอม 2669001980@stou.ac.th เบญจมาศ อยู่ประเสริฐ 2669001980@stou.ac.th บำเพ็ญ เขียวหวาน 2669001980@stou.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) สภาพพื้นฐานทางสังคมและเศรษฐกิจของสมาชิกวิสาหกิจชุมชน (2) สภาพการดำเนินงานและระดับความสำเร็จของวิสาหกิจชุมชน และ (3) วิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จของวิสาหกิจชุมชนในอำเภอบุ่งคล้า จังหวัดบึงกาฬ การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงสำรวจ ประชากรที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ สมาชิกวิสาหกิจชุมชนที่ขึ้นทะเบียนในอำเภอบุ่งคล้า จังหวัดบึงกาฬ ปี พ.ศ. 2568 จำนวน 42 กลุ่ม รวม 403 คน กลุ่มตัวอย่างจำนวน 201 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยสูตรทาโร ยามาเน ที่ระดับความคลาดเคลื่อน 0.05 และสุ่มตัวอย่างด้วยวิธีสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิร่วมกับการสุ่มแบบบังเอิญ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง ประกอบด้วยข้อมูลพื้นฐาน สภาพการดำเนินงาน ระดับความสำเร็จ ปัญหาและข้อเสนอแนะ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา (ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า (1) สมาชิกส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุเฉลี่ย 53.7 ปี ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก และมีรายได้ต่อปีส่วนใหญ่อยู่ในช่วง 100,001–300,000 บาท (2) สภาพการดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชนโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยด้านการสนับสนุนจากภาครัฐมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ขณะที่ระดับความสำเร็จโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านภาวะผู้นำมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด และ (3) ผลการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณพบว่า การสนับสนุนจากภาครัฐ การผลิต การตลาด การเงินและบัญชี และการบริหารจัดการองค์กร ส่งผลเชิงบวกต่อความสำเร็จของวิสาหกิจชุมชนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยความสัมพันธ์ที่เด่นชัดที่สุดคือ ระหว่างการผลิตกับการตลาด (ค่า r=0.587) แสดงให้เห็นว่าการพัฒนาด้านการผลิตและการตลาดมีความสอดคล้องและเกื้อหนุนซึ่งกันและกันอย่างมีนัยสำคัญต่อความสำเร็จของวิสาหกิจชุมชน และการสนับสนุนจากภาครัฐเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลมากที่สุด ข้อเสนอแนะที่สำคัญคือ หน่วยงานภาครัฐควรสนับสนุนอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ โดยมุ่งเสริมสร้างศักยภาพด้านการบริหารจัดการองค์กร การผลิต การตลาด และการเงินบัญชีให้เข้มแข็ง รวมทั้งส่งเสริมการจัดการความรู้ภายในกลุ่มเพื่อยกระดับความยั่งยืนของวิสาหกิจชุมชนในระยะยาว</p> 2026-04-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารภูมินิเวศพัฒนาอย่างยั่งยืน https://so09.tci-thaijo.org/index.php/AJ-SHaDa/article/view/8290 การพัฒนาพุทธนวัตกรรมเชิงสร้างสรรค์ 1 วัด 1 Soft Power บนฐานทุนทางศาสนาและวัฒนธรรมผ่านกลไกการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายท้องถิ่น เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวและเสริมสร้างมูลค่าเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนในจังหวัดแม่ฮ่องสอน 2026-01-22T15:00:03+07:00 พระมหาวีรศักดิ์ สุรเมธี asksak@hotmail.com วิราษ ภูมาศรี asksak@hotmail.com วราภรณ์ ชนะจันทร์ตา asksak@hotmail.com พรทิวา ชนะโยธา asksak@hotmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการจัดการซอฟต์พาวเวอร์บนฐานทุนทางศาสนาและวัฒนธรรม 2) พัฒนาพุทธนวัตกรรมเชิงสร้างสรรค์ “1 วัด 1 Soft Power” บนฐานทุนทางศาสนาและวัฒนธรรม และ 3) ขับเคลื่อนพุทธนวัตกรรมเชิงสร้างสรรค์ผ่านกลไกการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายท้องถิ่นเพื่อยกระดับการท่องเที่ยวและเสริมสร้างมูลค่าเศรษฐกิจฐานราก เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยแบบสอบถาม การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่ม กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ประชาชนในพื้นที่จำนวน 250 คน และผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 25 คน ข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การจัดการซอฟต์พาวเวอร์บนฐานทุนทางศาสนาและวัฒนธรรมอยู่ในระดับมาก โดยด้านการสร้างความร่วมมือและเครือข่ายมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือการใช้ทุนทางศาสนาและวัฒนธรรม การพัฒนาบุคลากรและองค์ความรู้ การเผยแพร่และสร้างการรับรู้ และการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ตามลำดับ 2) การพัฒนาพุทธนวัตกรรมเชิงสร้างสรรค์ “1 วัด 1 Soft Power” เป็นกระบวนการบูรณาการหลักธรรมพระพุทธศาสนากับการใช้ซอฟต์พาวเวอร์ในการเสริมบทบาทของวัดในสังคมยุคดิจิทัล พุทธนวัตกรรมถูกใช้เป็นกลไกสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน ส่งเสริมบทบาทวัดให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมที่ทันสมัย รวมถึงการพัฒนาทักษะอาชีพ การสร้างนวัตกรชุมชนต้นแบบ และการต่อยอดผลิตภัณฑ์ชุมชนตามอัตลักษณ์ท้องถิ่น ตลอดจนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อขยายคุณค่าทางวัฒนธรรมสู่สังคมร่วมสมัยอย่างเหมาะสม และ 3) การขับเคลื่อนพุทธนวัตกรรมเชิงสร้างสรรค์ผ่านกลไกการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย โดยอาศัยความร่วมมือจากวัด หน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม กิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ที่พัฒนาขึ้นช่วยเชื่อมโยงการเรียนรู้จากทุนทางศาสนาและวัฒนธรรมท้องถิ่น เกิดการพัฒนาชุมชนฐานรากอย่างบูรณาการ ตอบสนองความต้องการของทุกภาคส่วน พร้อมรักษาสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างยั่งยืน</p> 2026-04-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารภูมินิเวศพัฒนาอย่างยั่งยืน https://so09.tci-thaijo.org/index.php/AJ-SHaDa/article/view/7623 ความขัดแย้งระหว่างคนสามวัยในครอบครัวกับการเสริมสร้างความสามัคคีบนฐานพุทธบูรณาการในจังหวัดเชียงใหม่ 2026-03-22T18:45:34+07:00 มงคลชัย สมศรี mongkolchai1218@gmail.com พระครูวินัยธรสัณชัย ญาณวีโร mongkolchai1218@gmail.com บุลากร ผือฮีเขวา mongkolchai1218@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ลักษณะ และปัจจัยของความขัดแย้งระหว่างคนสามวัยในครอบครัวในจังหวัดเชียงใหม่ 2) วิเคราะห์บทบาทและหลักธรรมเชิงพุทธบูรณาการในการเสริมสร้างความสามัคคีและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่างคนสามวัยในครอบครัวงานวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ ประชากรที่ใช้ในการวิจัยเชิงปริมาณ ได้แก่ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มสูงวัย วัยทำงาน และเยาวชน กลุ่มตัวอย่างจำนวน 360 คน คัดเลือกโดยวิธีการคัดเลือกแบบเจาะจง สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ตัวแทนคนสามวัย ผู้นำชุมชน และผู้มีบทบาทด้านศาสนาและวัฒนธรรม จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์เชิงลึกแบบมีโครงสร้าง และการสนทนากลุ่ม การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา และการสังเคราะห์เชิงตีความ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับความขัดแย้งระหว่างคนสามวัยในครอบครัวโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยสาเหตุสำคัญที่มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับสูง ได้แก่ ความเห็นแก่ประโยชน์ฝ่ายเดียว การไม่รับฟังเหตุผลของผู้อื่น และการไม่ให้เกียรติหรือไม่เคารพผู้อาวุโส 2. หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการลดความขัดแย้งและเสริมสร้างความสามัคคี ได้แก่ อริยสัจ 4 และโยนิโสมนสิการในมิติความคิด พรหมวิหาร 4 และสาราณียธรรมในมิติความสัมพันธ์ และสังคหวัตถุ 4 กับอปริหานิยธรรมในมิติการปฏิบัติ ซึ่งช่วยลดอัตตา เสริมสร้างการสื่อสาร การยอมรับความแตกต่าง และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ</p> 2026-04-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารภูมินิเวศพัฒนาอย่างยั่งยืน